สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 742 เพลิงขาวปะทุ
จั่วม่อพิโรธโกรธกริ้วอย่างสมบูรณ์ เขิงเหลียนเอ๋อร์กับพวกที่รู้นิสัยใจ
คอกันดีพากันถอยหนีไปไกลลิบโดยไม่ต้องบอกเตือน พวกนางทราบ
กระจ่างใจ จั่วม่อยามคลุ้ม ๆ คลั่ง ๆ ขึ้นมาทั้งร้ายกาจและน่าขนพองสยอง
เกล้าเพียงใด คนเดียวที่ไม่ขยับเคลื่อนไหวคืออากุ่ย อากุ่ยผู้สวมใส่ชุด
เกราะกระดูกยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับรูปสลักศิลาก็มิปาน
หมิงเยวี่ยเยี่ยร้อยคิดพันคำนวณยังคาดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะ
ลุกลามบานปลายไปถึงเพียงนี้
เซี่ยวม่อเกอผู้นี้จะต้องกลายเป็นมหันตภัยคุกคามสภาผู้อาวุโสของ
นางอย่างแน่นอน ความคิดนี้จู่ ๆ ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน หมิงเยวี่ยเยี่ยถึง
กับแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อกับความคิดของนาเอง เห็นกันชัด ๆ ว่ากู่เหลียง
เตาสมควรเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงกว่ามาก กู่เหลียงเตาจะอย่างไรถือ
กำเนิดจากซีเซวียน ทังยังได้รับการหนุนเสริมจากยอดยุทธ์ชันสูงเช่น
ซวงอวี่ เป็นไปได้มากว่าจะเข้ายึดครองซีเซวียนในสักวัน
แต่เซี่ยวม่อเกอเล่า?
แค่กองทัพเล็ก ๆ ไม่กี่กองพัน ดินแดนเล็ก ๆ ไม่กี่แห่ง ตัวมันเองที่ห้าว
หาญชาญศึก แต่ต่อหน้าสภาผู้อาวุโสอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร สิ่งเหล่านี้จะ
ต่างอันใดกับของเด็กเล่น ทว่าพอหันมามองพฤติการณ์บุ่มบ่ามวู่วาม ลุแก่
โทสะและโง่เขลาเบาปัญญาของเซี่ยวม่อเกอ ช่างขบคิดไม่เข้าใจจริง ๆ ว่า
บุคคลเช่นนี้จะคุกคามสภาผู้อาวุโสแห่งภพอสูรได้อย่างไร?
ทว่าความคิดนี้ยิ่งมายิ่งรุนแรงจนหมิงเยวี่ยเยี่ยไม่อาตขจัดออกจากใจ
ได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากสถานการณ์เฉพาะหน้ากลับไม่มีเวลาให้นาง
ขบคิดใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน ว่าไฉนบังเกิดความคิดเหลวไหลเช่นนี้ได้ ทั้ง
สองฝ่ายอาจพิสูจน์ผลแพ้ชนะได้ทุกเมื่อ นางมิอาจไม่ยอมรับว่านางหวั่น
เกรงว่าผู้อาวุโสเยี่ยจะเป็นฝ่ายปราชัย
นางพลันหันไปกระซิบถามผู้อาวุโสชุดเทาเสียงเบาต่า “มีวิธีการใด
สามารถรบกวนอาคมหวงห้ามได้บ้างหรือไม่?”
ผู้อาวุโสชุดเทาเรียกว่าผู้อาวุโสหลิน เป็นหนึ่งในยอดฝีมือที่หาได้ยาก
ยิ่งในสภาผู้อาวุโส เนื่องเพราะมันเชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านอาคมหวงห้าม
เหตุที่ครั้งนี้หมิงเยวี่ยเยี่ยนำตัวมันมาด้วยก็เพื่อให้ช่วยประเมินว่า ‘อาภรณ์
ทูตสวรรค์’ เป็นของจริงหรือไม่
ผู้อาวุโสหลินเองก็ทราบว่าสถานการณ์ยามนี้คับขันอันตราย คลื่นการ
โจมตีต่อเนื่องของไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์แม้ชะงักลงชั่วคราว แต่ผู้คน
ฝ่ายมันล้วนถูกขู่ขวัญจนลนลาน เพียงแค่นึกถึงการโจมตีระลอกถัดไป มัน
ก็ถึงกับหนังศีรษะชาซ่าน
“พอมีวิธีรบกวนอาคมหวงห้ามได้อยู่ เพียงแต่ช่วงเวลากระชั้นสั้นยิ่ง
อาจได้แค่ยี่สิบลมหายใจเท่านั้น”
“เท่านั้นก็พอแล้ว” หมิงเยวี่ยเยี่ยกล่าวอย่างเฉียบขาด นางในยามนี้
ไม่แยแสสนใจการต่อสู้ที่เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมอันใด
ผู้อาวุโสหลินพยักหน้ารับคำ บนฝ่ามือพลันปรากฏแกนอสูรสีดำสนิท
มันแม้มีสีหน้าเจ็บปวดใจ แต่ยังตวัดมือซัดแกนสีดำออกไปโดยไม่ลังเล
แกนอสูรสีดำพอกระทบถูกพื้นก็แปรเปลี่ยนเป็นหมอกดำกลุ่มหนึ่ง
หมอกดำแพร่ขยายอย่างรวดเร็ว ทำตัวประหนึ่งพิษร้ายตรงเข้าย้อม
ค่ายกลยันต์และแผนผังปิศาจที่ลอยอยู่กลางอากาศ จากนั้นพลังงานสีดำ
ไหลไปตามลวดลายค่ายกลและแผนผังปิศาจ แผ่ลามออกไปอย่างเร่งร้อน
เพียงชั่วพริบตาเดียว หมอกสายรุ้งซึ่งสร้างขึ้นจากค่ายกลยันต์และ
แผนผังปิศาจก็กลับกลายเป็นดำมืดดุจหมึก
แม้แต่ไข่มุกหยินที่ลอยอยู่กลางอากาศ ยังถูกอาบย้อมด้วยเส้นใยสีดำ
จำนวนมาก พวกมันแข็งค้างอยู่กลางอากาศ นิ่งสนิทไม่ไหวติง
หมิงเยวี่ยเยี่ยดวงตาทอแววยินดี สุ้มเสียงแฝงแววตำหนิเล็กน้อย “นี่
เป็นสิ่งใด? ไฉนไม่นำออกมาใช้ตั้งแต่แรก?”
ผู้อาวุโสหลินฝืนยิ้มเจื่อนขม “ ‘ควันดำสลายคม’ เป็นแกนอสูร
ประเภทหนึ่ง สามารถใช้ถ่วงรั้งชะลอพลังของอาคมหวงห้าม แต่
ผลกระทบมีจำกัด เพียงแค่ชั่วยี่สิบลมหายใจเท่านั้น ทันทีที่ใช้ออกมา
จำต้องนำไปแช่ไว้ในน้ายาพิเศษเป็นเวลาหนึ่งเดือนกว่าจะใช้งานได้อีก
ครั้ง”
“ยี่สิบลมหายใจก็เพียงพอแล้ว!” วาจาของหมิงเยวี่ยเยี่ยเปี่ยมล้นไป
ด้วยความเชื่อมั่นต่อผู้อาวุโสเยี่ย
ผู้อาวุโสอื่น ๆ ล้วนมีสีหน้ายินดี ราวกับว่าพวกมันชนะศึกครั้งนี้แล้วก็
มิปาน
จั่วม่อค้นพบผลกระทบของ‘ ควันดำสลายคม’ ในทันที วังจักรพรรดิ
ต้องห้ามคลับคล้ายเครื่องกลไกที่จู่ ๆ ก็ถูกสนิมเกาะกิน รู้สึกว่ายากจะใช้
งานขึ้นมา
มีสิ่งของแปลกประหลาดเช่นนี้อยู่ด้วย? ในใจอดอัศจรรย์ใจไม่ได้
“ฮ่าฮ่าฮ่า ทีนี้เป็นอย่างไร? เจ้าทำอะไรไม่ได้แล้ว! เดรัจฉานน้อย เจ้า
หนีไม่รอดแน่ ข้าจะฆ่าเจ้า!”
ผู้อาวุโสเยี่ยก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของวังจักรพรรดิต้องห้ามใน
บัดดล สุ้มเสียงของเต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟันอันดุดันอำมหิต มันสืบเท้าเข้า
หาจั่วม่ออย่างเชื่องช้า เหยียบย่าหนึ่งก้าว พลังสภาวะก็ทวีความกล้าแข็ง
ขึ้นหนึ่งส่วน ราวกับกองเพลิงลุกโหม!
ต่อหน้าผู้อาวุโสเยี่ยทีกำลังย่างสามขุมเข้าหาพร้อมแสยะยิ้มเหียม
เกรียม จั่วม่อไหนเลยจะมีเวลามัวมาขจัดพลังสีดำอันแปลกประหลาดออก
จากวังจักรพรรดิของมัน
แต่มันไม่แตกตื่นลนลาน มุมปากเพียงยกยิ้มเย็นชา แค่นเสียงหนัก ๆ
“คนโง่!”
มันโบกมือวูบ อาวุธเวทอันพิสดารชิ้นหนึ่งพลันปรากฏขึ้น กลับเป็น
ถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อ
นี่เป็นสุดยอดอาวุธเวทเพียงหนึ่งเดียวที่จั่วม่อถือครอง เหรียญวิเศษ
ลวดลายกระดองเต่าทั้งเจ็ดหมุนคว้างอย่างเร่งร้อนอยู่บนผิวน้าภายใน
กระดองเต่า บางครั้งครายังพ่นประกายไฟแลบลั่น
หากเทียบกับ ‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ แล้ว ถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่ออาจ
อ่อนด้อยกว่าบ้าง แต่นี่เป็นเพียงความแตกต่างในวิธีการหลอมสร้าง ซึ่ง
ความจริงวัตถุดิบที่ใช้หลอมสร้างถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อถึงกับดีเลิศกว่า
ด้วยซ้า
วัตถุดิบที่ใช้หลอมสร้างถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อ บางทีอาจเทียบชั้นได้
กับกรงเล็บพิฆาตมังกรและสายใยสามพันอาวรณ์
ชั่วพริบตาที่ถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อปรากฏขึ้นในมือของจั่วม่อ ผู้
อาวุโสเยี่ยทันใดนั้นบังเกิดสังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้า มันหน้าเปลี่ยนสี
โดยพลัน ดีดกายถอยหลังไม่คิดชีวิต พร้อมกันนั้นจี้ดรรชนีออกคราหนึ่ง
ปลายดรรชนีทอแสงสว่างวาบ
มันใช้กดรรชนีกรีดวาดรูปสามเหลี่ยมกลางอากาศอย่างเร่งร้อน เทพ
วิชา!
ในเวลานี้เอง ลำแสงอัสนีบาตสายหนึ่งพวยพุ่งออกจากมือของจั่วม่อ
ดุจสายฟ้าฟาด
ถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อสูบกลืนสายฟ้าปริมาณมหาศาลไว้ตั้งแต่แรก
บัดนี้อัดแน่นไปด้วยพลังอัสนีบาตอันน่าหวาดสะพรึง ยามนี้จั่วม่อเร่งเร้า
พลังไปถึงขีดสุด ไม่เก็บกักสิ่งใดไว้เบื้องหลัง ด้วยสายฟ้าอัสนีบาตทั้งมวล
ซึ่งถ้วยวิเศษของเสี่ยวม่อดูดกลืนไว้ในวันที่ถือกำเนิดขึ้นในโลก ระเบิดวาบ
ออกไปด้วยพลังเทพสุริยันอันเกรี้ยวกราดสุดประมาณ!
เหรียญวิเศษซึ่งอัดแน่นด้วยสายฟ้าและพลังเทพไม่อาจทานทนพลัง
อันน่าพรั่นพรึงนี้ได้ พลันหลอมละลายกลายเป็นโลหะเหลวกลุ่มหนึ่ง
ลำแสงสีเงินสว่างไสวร้อนแรง พุ่งดิ่งเข้าหารูปสามเหลี่ยมของผู้
อาวุโสเยี่ยอย่างหักโหม
บึม!
แสงสีเงินเจิดจ้าบาดตาระเบิดวาบ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจลืมตามองตรง ๆ
คลื่นพลังเทพคมกริบราวกับใบมีดเล็ก ๆ เชือดเฉือนไปทั่วทุกทิศทุก
ทาง ทุกผู้คนใจหายวาบ รีบใช้กระบวนท่าป้องกันออกมาในบัดดล ทว่าต่อ
หน้าคลื่นพลังปั่นป่วนอันน่ากลัวนี้ ไม่ว่าทักษะปิศาจหรือศาสตร์อสูรล้วน
เปราะบางอย่างเหลือเชื่อ ล้วนแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ในชั่วขณะนั้น แทบทุกคนได้รับบาดแผลมากบ้างน้อยบ้างกันถ้วน
หน้า
หลายคนสีหน้าแปรเปลี่ยนโดยพลัน ครั้งสุดท้ายที่พวกมันได้รับ
บาดเจ็บเป็นเรื่องตั้งแต่เมื่อใดกันแล้ว? คนส่วนใหญ่จดจำไม่ได้เสียด้วยซ้า
เพื่อให้พวกมันหยั่งซึ้งถึงความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของพลังเทพ เกรงว่าคงไม่
มีประสบการณ์ใดดีเลิศไปกว่านี้อีกแล้ว!
ยุคสมัยแห่งพลังเทพ!
ในยุคสมัยที่กำลังจะมาถึง ผู้ที่ไม่ได้ฝึกปรือพลังเทพจะถูกทอดทิ้งล้า
หลัง ต่อให้เป็นพวกมันผู้เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของใต้หล้าก็ตาม ล้วนเป็น
เฉกเช่นเดียวกัน
จั่วม่อและผู้อาวุโสเยี่ยก็คาดคิดไปไม่ถึง ว่าการต่อสู้ด้วยโทสะของ
พวกมันจะช่วยหนุนเสริมความมุ่งมั่นในการไขว่คว้าหาพลังเทพของเหล่า
ยอดยุทธ์ที่อยู่ในเหตุการณ์ ความทระนงตนของยอดยุทธ์ผู้ยืนอยู่ใน
จุดสูงสุดของยุคสมัย ไม่ยินยอมให้พวกมันทนรับการเชือดเฉือนโดยไม่มี
ปัญญาต่อต้านแข็งขืนเฉกเช่นมดปลวกในอนาคตอันใกล้นี้
แสงเจิดจ้าสลายหายไป เงาร่างสองสายปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ผู้อาวุโสเยี่ยแขนซ้ายห้อยร่องแร่ง เห็นหลุมดำเกรียมทะลุผ่านไหล่
ซ้ายของอย่างเหี้ยมโหด จั่วม่อเองก็มีสภาพไม่สู้ดีนัก ถ้วยวิเศษของเสี่ยว
ม่อในมือของมันหม่นประกายอย่างสิ้นเชิง เต็มไปด้วยรอยแตกร้าว สีหน้า
ของมันขาวเผือดอยู่บ้าง
เพื่อที่จะโจมตีอย่างรุนแรงที่สุด จั่วม่อเร่งเร้าพลังเทพเข้าสู่ถ้วยวิเศษ
ของเสี่ยวม่ออย่างไม่ออมรั้ง ท่าจู่โจมนี้ร้ายกาจสุดยอด แต่ก็ส่งผลให้ถ้วย
วิเศษของเสี่ยวม่อรับภาระจากพลังเทพมากเกินไป บังเกิดความเสียหายที่
ไม่อาจซ่อมแซมได้
ที่สำคัญที่สุด จั่วม่อหมดเปลืองพลังเทพไปอย่างมากมาย
ผู้อาวุโสเยี่ยถลึงจ้องจั่วม่ออย่างอาฆาตพยาบาท ราวกับต้องการแผด
เผาอีกฝ่ายให้เป็นมอดไหม้เป็นจุณไปต่อหน้า มันเต็มไปด้วยเพลิงแค้น
แน่นออก เห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่าพลังเทพของมันกล้าแข็งกว่าของเซี่ยวม่อเกอ
แต่ยังตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้า ถูกอีกฝ่ายสะกดข่มอย่างราบคาบ นี่ไม่อาจ
โทษว่ามัน แต่ฝ่ายตรงข้ามซุกซ่อนกระบวนท่าตามหลังมีที่สิ้นสุด ยากจะ
หยั่งคำนวณเป็นที่สุด มันยิ่งต่อสู้มากเท่าใดก็ยิ่งรู้สึกย่าแย่และเคียดแค้น
มากขึ้นเท่านั้น
หมิงเยวี่ยเยี่ยใบหน้าขาดซีดจนแทบจะเป็นเขียวคล้า นางจ้องมอง
เซี่ยวม่อเกออย่างแตกตื่นสุดระงับ
บรรดาผู้อาวุโสแห่งสภาผู้อาวุโสเผ่าอสูรพากันเหม่อมองเซี่ยวม่อ
เกอราวกับพบพานผีสาง
ผู้คนในที่นี้อาจไม่ทราบว่าผู้อาวุโสเยี่ยเป็นใคร แต่พวกมันไหนเลยจะ
ไม่ทราบได้ ผู้อาวุโสเยี่ยเป็นหนึ่งในสิบอสูรแห่งสภาผู้อาวุโส!
ซึ่งความจริงสภาผู้อาวุโสภพอสูรแตกต่างจากความเข้าใจของผู้คน
ทั่วไป นี่เป็นหน่วยงานที่ใหญ่โตมโหฬารยิ่ง ผู้อาวุโสแต่ละคนล้วนมี
บทบาทหน้าที่ของตน แต่สิบอสูรเป็นตัวตนพิเศษเฉพาะในสภาผู้อาวุโส
เนื่องเพราะพวกมันคือสิบอสูรที่เข้มแข็งที่สุดในบรรดาผู้อาวุโสทั้งมวลใน
สภา! พวกมันอยู่ในตำแหน่งอันสูงส่ง แต่ไม่ต้องรับผิดชอบภาระหน้าที่ใด
แน่นอนว่าผู้อาวุโสทุกคนล้วนครันคร้ามยำเกรงสิบอสูร พลังอันกล้าแกร่ง
เกรียงไกรของผู้อาวุโสสิบคนเป็นเครื่องกำหนดศักดิ์ฐานะสิบอสูรของพวก
มัน แม้แต่ผู้ที่มีอำนาจอิทธิพลในสภาผู้อาวุโสเช่นหมิงเยวี่ยเยี่ยยังต้องนอบ
น้อมต่อพวกมัน
ผู้อาวุโสเยี่ยคืออสูรลำดับที่สิบในสิบอสูรแห่งสภาผู้อาวุโสภพอสูร!
ยอดอสูรผู้มีศักดิ์ฐานะเช่นนี้จะรับบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
กัน?
“ฮ่าฮ่าฮ่า! มาเลย! ให้ข้าชมดูว่าเจ้ายังมีลูกไม้อันใดอีก!” ผู้อาวุโสเยี่ย
แหงนหน้าหัวร่ออย่างบ้าคลั่ง
ยังไม่ทันจะกล่าวจบคำ ทันใดนั้นพลังสภาวะขุมหนึ่งระเบิดวาบขึ้นใน
บริเวณข้างเคียง
“ข้าไม่ยินยอม!” เสียงขู่คำรามดุร้ายดุจสัตว์ร้ายบาดเจ็บกวาดซัดเป็น
วงกว้าง
ผู้อาวุโสเยี่ยรอยยิ้มแข็งค้าง จั่วม่อดวงตาทอประกายเย็นเยียบ ล้วน
พากันหันไปมองด้วยดวงตาเบิกกว้าง
เห็นสนามพลังแปลกประหลาดที่ไร้ขอบเขตถูกปลดปล่อยออกมาไม่
หยุดยั้ง ต้นตอของมันคือเงาร่างที่ถูกปกคลุมอยู่ตรงใจกลางภายในเปลวไฟ
สีขาว
เป็นฟงซิ่นจื่อ!
ฟงซิ่นจื่อรู้สึกว่าแรงสะกดตรึงที่มีต่อมันนั้นลดน้อยลงไปมาก ควันดำ
สลายคมราวกับพิษร้ายอันรุนแรงลุกลามไปทั้วค่ายกลยันต์และแผนผัง
ปิศาจทั้งหมด หมอกสายรุ้งรอบกายมันถูกย้อมเป็นสำดำทะมึน
ฟงซิ่นจื่อลิงโลดยินดี นี่เป็นโอกาสอันดีที่มันจะบุกฝ่าออกไป!
หากมันสามารถบุกฝ่าออกไปได้… …
มันพอดีเงยหน้าขึ้น บังเอิญพบเห็นใบหน้าขาวซีดของหมิงเยวี่ยเยี่ย
เห็นแววหวาดกลัวในดวงตาของนาง ชั่วขณะจิตนั้น มันคล้ายถูกสายฟ้า
ฟาดใส่กลางศีรษะ สมองขาวว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง
นางมีทีท่าปลอดโปร่งและเยือกเย็นอยู่เป็นนิจ นางมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวอยู่
เสมอ นางมักจะทระนงภาคภูมิ… …
ฟงซิ่นจื่อฟื้นตื่นจากความงงงวย มันรู้สึกราวกับคมมีดกรีดกลางใจ
คล้ายว่ามีคนเอามีดทิ่มแทงมันซ้าแล้วซ้าเล่า ปล่อยให้โลหิตไหลหลั่งจาก
หัวใจ
ฟงซิ่นจื่อกัดริมฝีปากตัวเองจนแตก โลหิตแดงฉานหยาดหยดลงมา
จากมุมปาก แต่มันหาได้รึ้กตัวไม่
ใบหน้าซีดขาวที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นผ่านเข้ามาในสายตามัน
ทิ่มแทงนัยน์ตามันจนถึงขั้นที่ไม่อาจฝืนทนมอง เงาร่างอรชรที่จนปัญญา
และตื่นกลัวนั้นคือคนที่มันสาบานว่าจะปกป้องคุ้มครอง!
ใบหน้าอบอุ่นหล่อเหลาของฟงซิ่นจื่อกลายเป็นบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด
มันก้มหน้า ซ่อนดวงตาที่เจ็บไปด้วยความเจ็บปวดะคนตำหนิตัวเองอย่าง
ลึกล้า
มันช่างใช้การไม่ได้… …
ไอ้คนใช้การไม่ได้!
มันเต็มไปด้วยความพิโรธเดือดดาล เดือดดาลในความใช้การไม่ได้
ของตน รัศมีแห่งอัจฉริยะบุรุษถูกฉีกทึ้งไม่มีชิ้นดี เส้นเลือดปูดโปนเต้นริก
บนใบหน้า ร่างกายสั่นสะท้านเหนือการควบคุมด้วยโทสะอัดอก
มันไม่เคยเคียดแค้นตัวเองมากเท่านี้มาก่อน ไม่เคยเลย!
ทันใดนั้นคล้ายมีบางสิ่งปะทุขึ้นในร่าง บึม ความรู้สึกร้อนลวกแผดเผา
อันรุนแรงแล่นพล่านไปทั่ว โลหิตในกายคล้ายเดือดพล่านขึ้นมา มันรู้สึก
ราวกับว่าทั้งร่างกำลังลุกไหม้!
ก่อนที่มันจะสูญเสียสติสัมปชัญญะโดยสิ้นเชิง ยังขู่คำรามดังกึกก้อง
ออกมาตามสัญชาตญาณ “ข้าไม่ยินยอม… …”
ดอกผักตบชวาสีขาวละมุนที่โอบล้อมอยู่รอบกายมัน พลันถูกเปลวไฟ
สีขาวที่ปะทุขึ้นกลืนกินลงไปหมดสิ้น