สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 744 ตัวตนที่แท้จริงของเฒ่าประหลาด
หากดูจากการต่อสู้อันดุเดือดเลือดพล่านเมื่อก่อนหน้านี้ ผู้ใดจะ
คาดคิดว่าการเจรจากลับราบรื่นและรวดเร็วถึงเพียงนี้
มองดูหมิงเยวี่ยเยี่ยนำขบวนผู้อาวุโสอสูรเดินคอตกจากไป จั่วม่อ
คล้ายไม่ได้สังเกตเห็น มันดูเหมือนกำลังขบคิดถึงเรื่องราวบางประการ
บรรดาปิศาจที่อยู่โดยรอบมองดูมันอย่างครั่นคร้ามยำเกรง ไม่ว่าผู้ใดหาก
สามารถขู่กรรโชกเอายอดสมบัติล้าค่า ‘ไข่มุกข้ามภพ’ มาจากสภาผู้อาวุโส
เผ่าอสูรได้ ล้วนควรค่าแก่การเคารพ
หมิงเยวี่ยเยี่ยนางนี้ทั้งลึกซึ้งและเฉียบขาดยิ่ง การใช้ ‘ไข่มุกข้ามภพ’
แลกเปลี่ยนกับผู้อาวุโสเยี่ยซึ่งเป็นหนึ่งในสิบอสูรย่อมคุ้มค่าสมราคาอย่าง
ไม่มีข้อโต้แย้ง นี่ทำให้ผู้อาวุโสเยี่ยติดหนี้บุญคุณนาง ซึ่งเป็นเรื่องดีงาม
มิหนำซ้าคราวนี้นางยังได้รับฟงซิ่นจื่อผู้มีพลังฝีมือรุดหน้าอีกก้าวใหญ่
ในขณะที่ ‘ไข่มุกข้ามภพ’ แม้เป็นยอดสมบัติล้าค่าในแดนดิน แต่จะ
อย่างไรเป็นสมบัติส่วนรวมของสภาผู้อาวุโส หาใช่ความสูญเสียส่วนตัว
ของนางไม่ ดังนั้นนางไม่แยแสสนใจเท่าใด ภารกิจครั้งนี้แม้ล้มเหลวไม่เป็น
ท่า แต่กลับส่งเสริมให้ขุมกำลังส่วนตัวของนางเติบโตกล้าแข็งขึ้นอย่างมาก
ประโยชน์ที่ได้รับมากที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ก็คือประสบการณ์ต่อสู้หัก
หาญกับพลังเทพเที่ยงแท้ ซึ่งจะมีส่วนช่วยอย่างใหญ่หลวงต่อการทำให้
พลังเทพของตนสำเร็จสมบูรณ์ในเร็ววัน
ทั้งผู้อาวุโสเยี่ยและฟงซิ่นจื่อถือเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรง ทั้ง
ยังได้รับมากที่สุด พวกมันมีความเข้าใจต่อพลังเทพลึกซึ้งขึ้นอีกอักโข
หมิงเยวี่ยเยี่ยทราบแน่แก่ใจว่าสองคนนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สิ่ง
ที่ดีคือพวกมันยืนอยู่ฝ่ายนาง ช่วยเสริมสร้างสถานะของนางในสภาผู้
อาวุโสอย่างมหาศาล หากนางสามารถพัฒนาระบบพลังเทพของเผ่าอสูร
เป็นผลสำเร็จ จากนี้จะไม่มีผู้ใดสั่นคลอนตำแหน่งแห่งที่ของนางได้ โอกาส
ที่นางจะขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าผู้อาวุโสก็จะเพิ่มขึ้นอีกมาก
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความคิดอันลึกซึ้งของหมิงเยวี่ยเยี่ย เหล่าอสูรผู้อาวุโส
ล้วนมีสีหน้าสลดหดหู่ ทุกสิ่งที่พวกมันต้องแบกรับในวันนี้ ในสายตาของ
พวกมันคือความอัปยศอดสูเกินบรรยาย
ไม่มีผู้ใดกังขาว่าระหว่างจั่วม่อและสภาผู้อาวุโสเผ่าอสูรย่อมเพาะ
สร้างเป็นความแค้นอย่างลึกล้า ทว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ส่วนตัวจั่วม่อและหมิง
เยวี่ยเยี่ยเองกลับไม่ได้ถือสาหาความเท่าใดนัก
สำหรับหมิงเยวี่ยเยี่ย เป้าหมายของนางคือตำแหน่งหัวหน้าผู้อาวุโส
ก่อนที่นางจะเข้ายึดครองอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด นางนับว่าไม่มีข้อ
บาดหมางโดยตรงกับเซี่ยวม่อเกอ กลับเป็นตรงกันข้าม หลังจากประจักษ์
ต่อพลังอันกล้าแกร่งเกรียงไกรของเซี่ยวม่อเกอ นางกระทั่งยังนึกถึงการจับ
มือเป็นพันธมิตรกับเซี่ยวม่อเกอด้วยซ้า
หากนางมีผู้ช่วยอันเข้มแข็งเช่นนี้อยู่นอกสภาผู้อาวุโส จะเอื้อ
ประโยชน์ต่อฝ่ายของนางอย่างใหญ่หลวง เหล่าผู้อาวุโสในสภามีกฏเกณฑ์
เข้มงวดมากมายให้ต้องปฏิบัติตาม นางจึงถูกสะกดเอาไว้หลายส่วน จะลง
มือกระทำการใดก็ไม่ค่อยสะดวกนัก แต่หากเป็นอำนาจอิทธิพลซ่อนเร้นที่
อยู่ภายนอกสภาผู้อาวุโสย่อมไม่ได้รับผลกระทบไปด้วย พันธมิตรเช่นนี้จึง
สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกดังประสงค์เป็นที่สุด
หมิงเยวี่ยเยี่ยขณะที่ตอบรับข้อเรียกร้องของจั่วม่อในทันที นางยัง
แย้มยิ้มราวกับไม่เคยเข่นฆ่ากันอย่างดุเดือดมาก่อน กระทั่งจั่วม่อยังอด
ประหลาดใจไม่ได้
อย่างไรก็ตาม นี่ยิ่งทำให้จั่วม่อเพิ่มการระวังป้องกันนาง
สตรีนางนี้น่ากลัวยิ่ง!
กระทั่งเสี่ยวม่อเกอยังสำนึกตัวว่ามันไม่อาจมีความสำเร็จเช่นนางได้
อย่างแน่นอน เมื่ออึดใจที่แล้วยังเข่นฆ่าหักหาญผลาญชีวิตกัน ชั่วอึดใจ
?”
ชุด…มนุษย์นก… …
จั่วม่อเส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบ ๆ สองครั้ง
“ข้าจะปกป้องพี่ใหญ่เอง!” ซวงอวี่รับประกันเสียงอ่อนอ่อยมาจาก
ทางด้านข้าง
“เอาเถอะ เช่นนันในการเดินทางต้องระมัดระวังให้มาก!” จัวม่อได้แต่
กล่าวเช่นนี้
“อย่าห่วงเลย! ตั้งใจให้ดี! พวกเราพี่น้องย่อมจะได้พบกันอีกในไม่
ช้า!” กู่เหลียงเตาหยิบฉวยถุงหนังบรรจุสุราร้อนแรงจากข้างเอว ยกขึ้น
กรอกใส่ปากคำโต จากนั้นยื่นส่งให้จั่วม่อ
จั่วม่อรับถุงหนังบรรจุสุรา แหงนหน้ากรอกสุราอึกใหญ่ มันรู้สึกราว
กับเปลวไฟลุกวาบอยู่ภายในอก “ใช่แล้ว! พวกเราพี่น้อง อีกไม่นานพบกัน
ใหม่!”
“ฮ่าฮ่า! เสี่ยวอวี่ ไปกันเถอะ!” กู่เหลียงเตาหัวร่อดังสนั่น เชิดหน้าเดิน
ออกไปอย่างทระนงองอาจ ซวงอวี่หันมาโบกมืออำลาจั่วม่อเบา ๆ จากนั้น
ติดตามไปอย่างกระชั้นชิด
?
จั่วม่อเหลือบมองคนเหล่านั้นรอบหนึ่ง จากนั้นไม่แยแสสนใจพวกมัน
อีก มันตระเตรียมกลับไปยังอาณาจักรทะเลเมฆ อ้อ ไม่ถูกต้อง ยามนี้
เรียกว่าม่ออวิ๋นไห่ต่างหาก มันต้องการสถานที่ปลอดภัยเพื่อให้อากุ่ยใช้
‘โอสถวิญญาณห้าธาตุ’ และ ‘ไข่มุกข้ามภพ’ แน่นอนว่าแดนปิศาจไม่ใช่
สถานที่ที่ดี มันยังต้องการเวลาเพื่อแยกแยะสะสางความทรงจำเดิมของ
ตนอย่างถี่ถ้วน ทั้งยังหวังว่ามันจะกลับไปยังม่ออวิ๋นไห่ทันเวลาเปิดศึก ดูว่า
มีที่ใดที่มันพอจะช่วยเหลือได้บ้าง
แต่ก่อนจะออกเดินทางกลับบ้าน มันยังมีปัญหาเรื่องหนึ่งที่ต้อง
สะสาง
มันหมุนตัว ตรงเข้าหาตาเฒ่าลึกลับที่มุมตำหนักด้านหนึ่ง ชายชรา
คล้ายไม่แปลกใจต่อการมาของมัน
“ท่านที่แท้เป็นใครกันแน่? ไฉนในความทรงจำของข้ากลับหาท่านไม่
พบ” จั่วม่อถามอย่างไม่อ้อมค้อม
ชายชราลึกลับยิ้มกว้าง แต่ดวงตาเย็นชา “นั่นย่อมแน่นอน ความทรง
จำของนายน้อยตระกูลจั่วไฉนเลยจะจดจำตัวประกอบเล็ก ๆ เยี่ยงข้าได้?”
จั่วม่อขมวดคิ้ว น้าเสียงของชายชราแสดงความไม่เป็นมิตรอย่างชัด
แจ้ง
“เช่นนั้นระหว่างเรามีความเป็นปฏิปักษ์รึ?”
“นั่นกลับไม่ใช่ เพียงแต่ท่านย่าของเจ้าขับไล่ข้าออกมา” เฒ่า
ประหลาดกล่าวเสียงเย็นเยียบ
จั่วม่อตกตะลึงพรึงเพริด “ขับไล่?”
ชายชราหรี่ตาลง กล่าวอย่างเฉื่อยชา “ในตระกูลจั่ว การฝึกปรือพลัง
เทพถูกจำกัดอย่างเข้มงวด เพียงแต่ครั้งนั้นข้ารับหน้าที่เฝ้าอารักขา
ยุทธภัณฑ์เทพ สุดท้ายยังค้นพบเบาะแสหลายส่วนจากยุทธภัณฑ์เทพชุด
นั้น ทว่าความลับไม่มีในโลก ย่าของเจ้าพบว่าข้าฝึกปรือพลังเทพ ที่เหนือ
ความคาดหมายก็คือพลังเทพของนางเฒ่านั้นถึงกับกล้าแข็งกว่าข้ามาก ข้า
ไม่มีทางต่อต้านขัดขืนแม้แต่น้อย ยังดีที่นางเฒ่าเห็นแก่ความภักดีเก่าก่อน
จึงเพียงขับไล่ข้าไปยังอาณาจักรรกร้าง”
จั่วม่อรู้สึกภายในใจสับสนยุ่งเหยิง ในวาจารวบรัดของชายชรากลับ
ซุกซ่อนรายละเอียดมากมายเกินเชื่อ
“ชั่วชีวิตของตาเฒ่าผู้นี้อาจเรียกได้ว่าอยู่ในมือสตรีชรานางนั้นมาโดย
ตลอด นางเฒ่าอาจล่วงรู้ว่าตนเองมีชีวิตเหลืออยู่อีกไม่นาน ดังนั้นจึงพาตัว
นางมา ฟูมฟักให้นางกลายเป็นคนของเจ้า ด้วยวิธีการนี้ เราผู้เฒ่าก็ไม่อาจ
ยืนเฉยนิ่งดูดายสิ่งที่เกิดขึ้นในภายหลังได้ นางเฒ่าช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายโดย
แท้!” ชายชราลึกลับกล่าวเสียงเย็นชา
“ท่าน…ที่ท่านเอ่ยถึงคืออากุ่ย…ท่านเป็นอะไรกับนาง… ….” จั่วม่อ
ดวงตาเบิกกว้าง คำถามอื่น ๆ ถูกโยนทิ้งไปหมดสิ้น
“อากุ่ย… …” ชายชรางงงันวูบ ม่านตาหดแคบลงในบัดดล ทอ
ประกายเย็นเยียบ “หรือว่านางเป็น ‘วิญญาณ’ ของเจ้า
เศษเสี้ยวความทรงจำบางส่วนวาบผ่านในใจจั่วม่อ มันผงกศีรษะรับ
“อา”
“นางเฒ่าช่างดีดลูกคิดรางแก้วได้ประเสริฐนัก! กระทั่งตัวตายไปแล้ว
นางยังไม่ปล่อยให้ผู้อื่นได้อยู่เป็นสุข!” ชายชราหันไปมองอากุ่ยอย่าง
เวทนาระคนสำนึกเสียใจ สุ้มเสียงของมันไม่เป็นมิตรอย่างรุนแรง “ไม่น่า
แปลกใจที่นางจงรักภักดีต่อเจ้าถึงเพียงนี้ ทั้งยังเปลี่ยนตัวเองจนมีสภาพ
ครึ่งผีครึ่งคนเช่นนี้ หลานสาวที่น่าเวทนาของข้า”
จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง ตาเฒ่าผู้นี้กลับเป็นปู่ของอากุ่ย!
จากนั้นชายชราลึกลับคล้ายสูญเสียความสนใจจะเอ่ยวาจาสืบต่อ
“ไปกันเถอะ เรื่องอื่น ๆ ไว้ค่อยสนทนาระหว่างทาง”
รอจนพวกจั่วม่อจัดเก็บสัมภาระเสร็จสิ้น เริ่มมุ่งหน้าออกจากเมืองปู้
โจว ค่อยพบเห็นเงาร่างถือกระบี่ผู้เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นละออง
สายหนึ่งปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้าไม่ไกลออกไปนัก
จั่วม่อลิงโลดยินดีแทบคลุ้มคลั่ง
เป็นศิษย์พี่ใหญ่!
เหวยเสิ้งถือกระบี่คู่ใจ ตรงเข้าสมทบพร้อมรอยยิ้มกว้างขวาง
เหลียงเวยสีหน้าดำทะมึน
ตรงหน้ามันเป็นคำสั่งพักงานและตักเตือนให้มันไตร่ตรองถึง
พฤติการณ์ของตน ต้นเหตุของเรื่องนี้รวบรัดยิ่ง เริ่มจากที่มันจับกุมหน่วย
สายสืบของคุนหลุนได้คนหนึ่ง และจัดการสอบสวนลากดึงข่าวสารที่มีค่า
ยิ่งออกมาชิ้นหนึ่ง คุนหลุนกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับการกลืนกินวัดเสวียนคง
โดยปราศจากการสู้รบ เหลียงเวยในกองกำลังอันสือผ่านวันเหมือน
เป็นปี แม่ทัพใหญ่อันสือไม่พึงพอใจกับความรุ่มร้อนของมัน สั่งย้ายมันไป
รับตำแหน่งลอยที่ไม่มีอำนาจในมือ หากมิใช่ว่าครั้งสุดท้ายเหลียงเวยมี
ประวัติการสู้รบเกริกไกร เกรงว่ามันคงถูกเตะออกจากกองทัพไปแต่แรก
เหลียงเวยมิอาจทนให้วันคืนสูญเปล่าไปเฉยๆ ดังนั้นนำคนของตน
จำนวนหนึ่งลอบเร้นกายไปยังแนวรบตามลำพัง กระทำตนเป็นหน่วย
สายสืบเสียเอง แน่นอนว่าความลับไม่มีในโลก โดยเฉพาะเมื่อมันเสนอ
แผนการโจมตีต่อแม่ทัพใหญ่อันสือ โดยใช้ข่าวสารที่รวบรวมมาได้จากการ
ฝืนวินัยกองทัพลอบไปยังแนวหน้า คราครั้งนี้เพลิงโทสะของแม่ทัพใหญ่
อันสือย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
ดังนั้นคำสั่งปลดออกจากตำแหน่ง และให้ทบทวนตัวเองจึงมากาง
หราอยู่เบื้องหน้ามัน
ภายใต้อารมณ์สลดหดหู่ เหลียงเวยฝังตัวเองเข้าสู่คุกสิบนิ้ว ปรารถนา
จะระบายความคับข้องใจผ่านทางหมากรุกสงคราม อาศัยฝีมือระดับมัน
ย่อมต้องชนะศึกหมากรุกสงครามโดยไร้ผู้ต้านติด
แต่ในไม่ช้า มันพบว่ามันกำลังเบื่อหน่ายรำคาญ
พาตัวออกมาจากหมากรุกสงคราม มันเตร็ดเตร่ไม่รู้ทิศทาง จิตใจมึน
งงสับสน แต่แล้วทันใดนั้นกลับพบพานคนคุ้นหน้า กลายเป็นคึกคักขึ้นมา
บ้าง “อาเซียว!”
คนผู้นั้นซึ่งมีท่าทีรีบเร่งพลันชะงักเท้าลงทันควัน รอจนหันมาเห็นเหลี
ยงเวย บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มกว้างอย่างเบิกบานใจ “เวยเวย! ไม่ได้พบ
กันนานแล้ว ฮะ เจ้ามิใช่ว่าประจำการอยู่ที่แนวหน้ารึ ไฉนมีเวลามาเที่ยว
เล่นในคุกสิบนิ้วได้
เหลียงเวยพอฟังชื่อเล่น ‘เวยเวย‘ ซึ่งค่อนไปทางอิสตรี ต้องอับจน
ปัญญาอยู่บ้าง แต่ในใจอุ่นวาบขึ้นเล็กน้อย อาเซียวเป็นสหายสนิทของมัน
ตั้งแต่ยังอยู่ในตำหนักศาสตร์อสูร ทว่าไม่เหมือนกับมันซึ่งเจริญก้าวหน้าใน
กองทัพ อาเซียวไม่มีฝีมือมากพอที่จะเข้าสู่กองทัพ
“อย่าได้เอ่ยถึงแล้ว ข้ากระทำผิดวินัยทัพ ได้รับคำสั่งปลดออกจาก
หน้าที่ ให้ทบทวนตัวเองอยู่ที่บ้าน” เหลียงเวยกล่าวเสียงราบเรียบ แสร้ง
ทำเป็นไม่ใส่ใจ
อาเซียวสีหน้าประหลาดใจยิ่ง เหลียงเวยยามที่อยู่ในตำหนักศาสตร์
อสูรนั้นเด่นล้าเกินใคร เมื่อแรกเข้าสู่กองทัพยังรับหน้าที่สำคัญ มิหนำซ้า
เรื่องราวความสำเร็จของมันในศึกสุดท้ายเลื่องระบือไปทั่ว ได้รับการกล่าว
ขานว่าเป็นดาวจรัสแสงดวงใหม่แห่งเผ่าอสูร
ไฉนคนเช่นนี้ถูกปลดออกจากหน้าที่ ทั้งยังสั่งให้ทบทวนตัวเอง?
แต่อาเซียวไม่ได้ซักไซ้มากความ เพียงแย้มยิ้มพลางกล่าว “ฮ่าฮ่า
เช่นนั้นก็ผ่อนคลายเถอะ ไป ข้าจะพาไปยังที่แห่งหนึ่ง”
เหลียงเวยไม่มีเรื่องราวให้กระทำ ย่อมตอบตกลงอย่างไม่เกี่ยงงอน
อย่างรวดเร็ว ทั้งสองบรรลุถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีป้ายขวางเขียนไว้
ว่า ‘ผูผูบ้านแม่ทัพบัญชาการศึก’
“นี่เป็นสถานที่อันใด? สโมสรแม่ทัพบัญชาการศึกกระมัง?” เหลียงเว
ยกวาดตามองรอบด้านอย่างสนใจใคร่รู้
“เข้าไปดูก็รู้เอง” อาเซียวทำท่าอมพะนำ
ระหว่างทางพวกมันพบพานผู้คนไม่น้อย ทว่ากระทั่งแม่ทัพ
บัญชาการศึกระดับเงินยังไม่มีแม้แต่คนเดียว เหลียงเวยรู้สึกผิดหวังกับ
สถานที่นี้อยู่บ้าง ดูท่าว่าสมควรเป็นสถานที่ชุมนุมแม่ทัพบัญชาการศึก
ระดับต่าอีกที่หนึ่งกระมัง
“ต้องการเป็นยอดแม่ทัพบัญชาการศึกหรือไม่?
?
?”