สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 743 อา นี่คือกลยุทธ์!
การระเบิดพลังของฟงซิ่นจื่อเหนือความคาดหมายของคนทั้งหมด
พลังเทพของมันพุ่งทะยานขึ้นหลายขั้นในชั่วพริบตาเดียว บันดาลให้
พลังสภาวะของมันเปี่ยมล้นไปด้วยพลังคุกคามอันน่าหวาดสะพรึง แรง
กดดันของพลังเทพอันรุนแรงราวกับมวลเมฆดำทะมึนกดทับลงไปในใจคน
บีบคั้นผู้คนจนหายใจไม่ออก
หมิงเยวี่ยเยี่ยดวงตาทอแววปลาบปลื้มยินดี นางเล็งเห็นศักยภาพ
ของฟงซิ่นจื่อตั้งแต่แรก ในสภาผู้อาวุโสซึ่งคับคั่งไปด้วยยอดยุทธ์ระดับสูง
นอกเหนือจากศักยภาพและความเยาว์วัยที่คอยหนุนเสริมแล้ว ฟงซิ่นจื่อ
ไม่มีข้อได้เปรียบใดอีก แต่กระนั้นนางเองยังคิดไม่ถึงว่าฟงซิ่นจื่อจะสร้าง
ความประหลาดใจให้แก่นางรวดเร็วถึงเพียงนี้
จั่วม่อเองยังแปลกใจเล็กน้อย พลังเทพซึ่งฟงซิ่นจื่อเพิ่งสำแดงออกมา
แม้ไม่กล้าแข็งสักเท่าใด แต่หากเป็นด้านความประณีตละเอียดอ่อน กลับ
นับว่าเลิศล้าที่สุดเท่าที่มันเคยพบเห็นมา
เคยมีบันทึกกล่าวถึงเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน นี่เป็นปรากฏการณ์ที่
ยากจะพบพานเฉกเช่นเดียวกันกับการรู้แจ้ง แต่สิ่งที่แตกต่างอยู่บ้างก็คือ
คนในบันทึกประสบความสำเร็จด้วยสภาพจิตใจสงบเยือกเย็น แต่ฟง
ซิ่นจื่อ กลับบรรลุถึงความสำเร็จด้วยสภาพพลุ่งพล่านใจ
อย่างไรก็ตาม … …
มันรั้งสายตากลับมายังผู้อาวุโสเยี่ยที่อยู่ตรงหน้า
ในสถานการณ์เฉพาะหน้า เฒ่าโสโครกผู้นี้ถือเป็นภัยคุกคาม
มากกว่าฟงซิ่นจื่อ สำหรับด้านฟงซิ่นจื่อ ประเดี๋ยวก็จะมีคนเล่นเป็นเพื่อน
มันเอง จริงดังคาด จั่วม่อเห็นเขิงเหลียนเอ๋อร์พลันปรากฏกายขึ้นใกล้ ๆ
กับฟงซิ่นจื่อราวกับเงาภูตพราย
?
? จั่วม่อลอบยิ้มหยันอย่างลี้ลับ มันเก็บถ้วยวิเศษของ
เสี่ยวม่อที่สูญเสียประกายไปแล้ว จากนั้นกระชากบางสิ่งที่เป็นสีดำออกมา
แทน พอมองชัด ๆ กลับเป็นทหารยันต์ทองคำดำซึ่งกำลังนิทรารมณ์อย่าง
แสนจะสุขใจ
“เจ้าตัวตะกละ! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!
จั่วม่อระดมเตะถีบซ้าแล้วซ้าเล่า เสียงเท้าหวดฟาดใส่เหล็กกล้าอย่าง
หนักหน่วง ทำเอาผู้คนถึงกับเย็นวูบไปถึงขั้วหัวใจ ทหารยันต์ทองคำดำ
เผยอตามองอย่างสับสนงุนงง เอ่ยถามราวกับกำลังละเมอว่า “พี่ใหญ่ ถึง
เวลารับประทานแล้วหรือ?”
“เวลารับประทาน?”
?” ทหารยันต์ทองคำดำดวงตา
กลายเป็นแดงฉาน สีหน้าถมึงทึงเต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน มันหันขวับใน
บัดดล ขู่คำรามดังสนั่นหวั่นไหวเข้าไปในโสตประสาทของผู้คน ดุจดั่งพบ
พานศัตรูสังหารบิดามารดาก็มิปาน “มันรึ! ช่างขวัญกล้าบังอาจนัก! กล้า
มา! ขัดขวาง! การรับประทานของข้า!”
ความคิดฆ่าฟันของทหารยันต์ทองคำดำพลุ่งพล่านทะยานฟ้า มัน
ทรุดตัวลงวูบ มือเท้าทั้งสี่จิกแน่นบนพื้น งอร่างลงราวกับเสือดำเตรียม
กระโจน จากนั้นโผนทะยานออกไปอย่างสุดแรงกำลัง!
เสี่ยวม่อเกอเผยรอยยิ้มสมดังความตั้งใจ เป๊าะ มันหักนิ้วด้วยสีหน้า
เหี้ยมเกรียม พลางตะโกนเรียกอากุ่ยอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง “อากุ่ย พวกเรา
ลงมือทุบตีมัน!”
ร่างอากุ่ยหายวับไปทันที
แทบจะพร้อมเพรียงกัน จั่วม่อพุ่งดิ่งเข้าหาผู้อาวุโสเยี่ยที่แตกตื่นจน
หน้าถอดสี!
“พี่ใหญ่ เซี่ยวม่อเกอที่ท่านบอกว่ากล้าหาญชาญชัยอย่างที่ยากจะหา
ผู้ใดเสมอเหมือน …นี่… …ใช่คนผู้นี้จริง ๆ รึ?” ซวงอวี่ถึงกับเบือนหน้าหนี
ไม่กล้าชมดูอีกต่อไป หันไปถามกู่เหลียงเตาเสียงละห้อย
สามรุมหนึ่ง ทั้งไร้ยางอาย ทั้งชั่วร้าย ทั้งต่าช้าเหลือทน … …
ภาพตรงหน้าทำลายแนวคิด ความเชื่อและความบริสุทธิ์ต่อโลกของ
ซวงอวี่อย่างสมบูรณ์ นี่… …นี่ไม่ใช่วิธีการที่คนชั่วร้ายมักจะกระทำกัน
หรอกหรือ?
ที่ไร้ยางอายที่สุดก็คือ เดิมทีเซี่ยวม่อเกอมีพลังฝีมือทัดเทียมกันกับผู้
อาวุโสเยี่ยอยู่แล้ว แต่มันยังคงใช้วิธีกลุ้มรุม… …
ซวงอวี่ทันใดนั้นรู้สึกว่าอสูรผู้อาวุโสน่าเวทนานัก … … ช่างน่าเวทนา
โดยแท้… …
กระทั่งกู่เหลียงเตายังทนดูไม่ได้ มันเป็นวีรบุรุษผู้กล้า ไม่เคยมี
พฤติการณ์รังแกคนแก่ทุบตีทารกมาก่อน ต้องเสกระแอมไอติด ๆ กันหลาย
คำเพื่อปิดบังเค้าความกระอักกระอ่วนบนใบหน้า ขณะที่ในใจเร่งขบคิด
อย่างบ้าคลั่ง “อา อา อ๊า ใช่แล้ว ซึ่งความจริงนี่เป็นกลยุทธ์ชนิดหนึ่ง ใช้
พวกมากจัดการคนน้อย เป็นกฎเหล็กของการสู้รบ ถูกแล้ว ถูกแล้ว ถูกแล้ว
จะต้องเป็นเช่นนี้แน่ … … เจ้าลองดูเสียก่อน ที่จริงฝ่ายอสูรมีผู้คนมากกว่า
ตั้งเยอะ หากนับจำนวนคนทั้งหมด เซี่ยวม่อเกอกลับเรียกได้ว่าใช้คนน้อยสู้
พวกมากต่างหากเล่า เมื่อครู่มันบุกโจมตีกลุ่มคนด้วยตัวมันเองคนเดียวเสีย
ด้วยซ้า ช่างเป็นสัญชาตญาณการต่อสู้อันประเสริฐเลิศล้านัก… ….”
“แต่ว่า… …แต่ว่า… …” ซวงอวี่รู้สึกว่าที่พี่ใหญ่กล่าวมาไม่มีอันใด
ผิดพลาด แต่มันไฉนยังคงรู้สึกว่ามีที่ใดสักแห่งไม่ถูกต้อง
“อ้อ” ซวงอวีรีบรับคำ ทังทียังสับสนงุนงง คล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ
บรรดาอสูรอาวุโสอื่นๆ พอเห็นว่าผู้อาวุโสเยี่ยกำลังถูกกลุ้มรุมจู่โจม
อย่างดุเดือด ต้องพากันอดรนทนไม่ได้ หลายคนพุ่งขึ้นหน้ามาด้วย
ความหวังว่าจะช่วยเหลือผู้อาวุโสเยี่ยอีกแรง
กู่เหลียงเตาทอดถอนใจราวกับยกภูเขาออกจากอก รีบชี้ชวนให้ชม
“ดูสิ เป็นอย่างที่ข้าบอกใช่หรือไม่ เซี่ยวม่อเกออาศัยคนน้อยสู้พวกมาก!”
ซวงอวี่ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที “พวกเราสมควรลงมือหรือไม่
กู่เหลียงเตาไอแค่ก ๆ เป็นคำรบสอง กล่าวว่า “อย่าได้ดูแคลนเซี่ยว
ม่อเกอ ด้วยความเข้าใจที่ข้ามีต่อมัน มันจะต้องมีลูกไม้อื่นอย่างแน่นอน”
ซวงอวี่พยักหน้ารับ จับตามองการต่อสู้ในสนามรบที่กำลังทวีความ
ดุเดือดรุนแรงด้วยแววตาคาดหวังรอคอย ใบหน้าเป็นประกายตื่นเต้นเร้า
ใจ
กู่เหลียงเตาลอบปาดเหงื่อบนหน้าผาก ในใจยังเต้นตึกตักไม่คลาย
… …
แน่นอนว่าจั่วม่อย่อมไม่ละเลยเหล่าผู้อาวุโสอสูรที่คิดสอดมือเข้ายุ่ง
เกี่ยว มุมปากปรากฏรอยยิ้มเย็นเยียบ พวกเจ้าดูแคลนวังจักรพรรดิ
ต้องห้ามของเกอมากเกินไปแล้ว!
จริงอยู่ว่าค่ายกลยันต์และแผนผังปิศาจได้รับผลกระทบจากควันดำ
สลายคมอย่างใหญ่หลวง
แต่นี่คือ ‘สวนสรรค์จักรพรรดิต้องห้าม’ เมืองสีเขียวแห่งนี้ถือครอง
พลังอันยิ่งใหญ่ไพศาล แม้ยามนี้ถูกสะกดเอาไว้ จนใช้พลังได้อย่างจำกัด
แต่ยังคงไม่อาจประมาทดูแคลนได้
อย่างน้อยยังสามารถสร้างโอกาสให้พวกมันกลุ้มรุมโจมตีศัตรูโดยไม่
มีปัญหา!
ผู้ที่ดูแคลนวังจักรพรรดิต้องห้ามต้องจ่ายค่าตอบแทนออกมา!
จั่วม่อสะบัดมือวูบ วังจักรพรรดิต้องห้ามที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นพลัน
หยุดนิ่งลงในบัดดล เหล่าอสูรผู้อาวุโสพบว่าภาพเบื้องหน้าแปรเปลี่ยนไป
อย่างกะทันหัน รอบข้างพวกมันกลับกลายเป็นม่านหมอกปิดฟ้าคลุมดิน
ผู้คนและสรรพเสียงทั้งมวลล้วนอันตรธานหายไป
พวกมันคล้ายยืนอยู่ในโลกรกร้างอันไร้ที่สิ้นสุด เห็นสายหมอกบาง
เบาลอยอ้อยอิ่งราวกับเป็นเช่นนี้มาชั่วกัปชั่วกัลป์
ค่ายกลลวงตา?
ประโยคนี้ผุดขึ้นในใจทุกผู้คน
มิผิด นี่เป็นค่ายกลลวงตา!
ผู้อาวุโสอสูรหลายคนเผยสีหน้าเหยียดหยามดูแคลน สำหรับชนชั้น
พวกมัน ค่ายกลลวงตาไม่ใช่ลูกไม้ที่นับเป็นอย่างไรได้
แต่เรื่องราวกลับเหนือการคาดคิด ไม่ว่าพวกมันจะใช้กลวิธีใด ถึงกับ
ใช้ออกทุกฝีมือที่พวกมันล่วงรู้ ทว่าภาพเบื้องหน้าพวกมันยังคงไม่มีความ
เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยนิด
ไฉนเป็นเช่นนี้ไปได้?
นี่มิใช่ค่ายกลลวงตาหรอกหรือ?
?
ทหารยันต์ทองคำดำถลึงตากลมกว้าง กางสองแขนโถมเข้าหาผู้
อาวุโสเยี่ยอย่างหักโหม พฤติการณ์เหนือสามัญสำนึกนี้บันดาลให้ผู้
อาวุโสเยี่ยถึงกับใจสั่นสะท้าน มันยกมือซ้ายคิดฟาดใส่ทหารยันต์ทองคำ
“คนโง่!” จั่วม่อกระหยิ่มยิ้มย่อง ยกมือปลดปล่อยพลังสภาวะปลอม
ในฝ่ามือ แสงประกายของเทพวิชาสลายวับไปทันควัน
บึมบึมบึม!
ท่ามกลางเสียงระเบิดดังระรัวอย่างต่อเนื่อง เหล่าอสูรผู้อาวุโสปรากฏ
ออกมาจากค่ายกลลวงตาด้วยสภาพทุลักทุเล ทว่าภาพเบื้องหน้ากลับทำ
ให้พวกมันตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ
เห็นเซี่ยวม่อเกอใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบอยู่บนยอดอกผู้อาวุโสเยี่ยที่
สลบไสลไม่ได้สติ รอยยิ้มกว้างขวางอย่างเย่อหยิ่งลำพองเผยให้เห็นฟัน
ขาววับทั้งสองแถว
“ข้าว่า ถึงเวลาเจรจากันแล้วกระมัง!”
หลายคนลอบคาดเดาเกี่ยวกับการออกไปและหวนกลับมาอย่างเงียบ
เชียบของกองพันบาปเคราะห์ ทว่าทั้งแม่นางน้อยต้าเหรินและเปี๋ยหานต้า
เหรินต่างหุบปากเงียบ ไม่เคยเอ่ยถึงภารกิจที่กองพันบาปเคราะห์ได้
กระทำลงไปในระหว่างงานเลี้ยงฉลองเฉือนแบ่งวัดเสวียนคง
เมื่อหัวหน้าใหญ่ทั้งสองล้วนปิดปากสนิท ผู้อื่นย่อมไม่กล้าเอ่ยถึง
แต่การกลับมาของกองพันบาปเคราะห์ เท่ากับว่าขุมกำลังของพวก
มันกลับมาสมบูรณ์เต็มที่ เหล่าแม่ทัพนายกองพากันตื่นเต้นฮึกเหิม จวบ
กระทั่งถึงยามนี้ แผนการสู้รบทั้งหมดดำเนินไปอย่างราบรื่นสะดวกดาย
แต่ทุกคนยังคงทราบดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ลำดับถัดไปต่างหากจึงจะ
เป็นบททดสอบที่แท้จริง เนื่องเพราะก้าวต่อไปของแผนการ คือการช่วงชิง
อาณาจักรทรัพยากร
ที่เรียกว่าอาณาจักรทรัพยากรหมายถึงเหล่าอาณาจักรอันอุดม
สมบูรณ์ เพียบพร้อมด้วยทรัพยากรปริมาณมหาศาล อาณาจักรทรัพยากร
เหล่านี้จึงนับว่าเป็นส่วนที่ดีที่สุดของวัดเสวียนคง และเนื่องเพราะเหตุนี้
เอง จึงมีสายตานับไม่ถ้วนจับจ้องอาณาจักรเหล่านี้ตาเป็นมัน
การยึดครองอาณาจักรทรัพยากรเหล่านี้ไม่อาจพึ่งพาลูกไม้กลอุบาย
ใด หนทางเดียวคือช่วงชิงเอาจากปากเสืออย่างซึ่งหน้า ศึกต่อไปที่พวกมัน
ต้องเผชิญจะยากลำบากและรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ หลายวันมานี้ กองทัพที่
พวกมันพบพานเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างก้าวกระโดด
แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกมันจะหวาดกลัว กลับเป็นตรงกันข้าม
แต่ละคนพากันถูมือไปมาด้วยใจเต้นระทึก ปรารถนาจะกระโจนเข้าทำศึก
อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ม่ออวิ๋นไห่ในปัจจุบันแม้ยังไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม แต่กลับเพียบพร้อม
ไปด้วยแม่ทัพนายกองมากหน้าหลายตา นอกเหนือจากสองยอดแม่ทัพ
บัญชาการศึกผู้มีนามสะท้านภพเช่นกงซุนชาและเปี๋ยหานแล้ว ยังมีเหมียว
จุน ซู่หลง เว่ยหยาน อาซาเก๋อ ถังเฟยและคนอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งไม่ว่า
ผู้ใดก็ล้วนแล้วแต่เป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่สามารถยึดครองพื้นที่หนึ่ง
เนื่องเพราะคนเหล่านี้ยังคงพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง ช่วยให้กง
ซุนชามีความเชื่อมั่นในแผนการใหญ่อันน่าแตกตื่นสะท้านโลกของมัน
และที่เบื้องหลังพวกมัน ป้อมปราการค่ายกลยันต์ของค่ายจินวูยังคง
เร่งมือก่อสร้างตลอดทั้งวันทั้งคืน ส่วนใหญ่สำเร็จเสร็จสิ้นไปด้วยดี นี่
หมายความว่าพวกมันไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลเรื่องเส้นทางส่งเสบียงบำรุง
การประชุมแม่ทัพนายกองครั้งนี้ จะเป็นการประชุมพร้อมหน้าครั้ง
สุดท้าย ก่อนที่จะแยกย้ายออกไปทำศึก
กงซุนชาไม่กล่าวมากความ จนถึงบัดนี้แผนการของพวกมันยังไม่เคย
เผชิญกับปัญหาที่แท้จริง แต่การศึกหลังจากนี้ กองกำลังทั้งหมดต้องแยก
ย้ายกันไป แต่ละกองพันจำต้องบุกฝ่าไปด้วยตัวเอง
ช่วงเวลาของการทดสอบสำหรับคนเหล่านี้มาถึงแล้ว กงซุนชาซ่อน
รอยยิ้มที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
เมื่อเริ่มวาดโครงร่างของแผนการใหญ่นี้ มันก็มีความคิดที่จะให้
โอกาสคนเหล่านี้แสดงฝีมืออย่างอิสระ หากยังปล่อยให้เหล่าแม่ทัพอยู่
ภายใต้เงื้อมเงาของตนตลอดไป พวกมันจะไม่สามารถเติบใหญ่อย่าง
แท้จริง สำหรับภารกิจนี้แม้แต่ม้าฝานยังถูกปล่อยให้สำแดงฝีมือด้วยตัวเอง
สนามฝึกฝนที่ดีที่สุดสำหรับแม่ทัพบัญชาการศึกย่อมต้องเป็นสนาม
รบ แผนการใหญ่ครั้งนี้แม้มีความสำคัญใหญ่หลวงต่อม่ออวิ๋นไห่ แต่ไม่ได้
หมายความว่าพวกมันจะพ่ายแพ้ไม่ได้แม้แต่ศึกเดียว อย่าว่าแต่กงซุนชา
ยังทราบแน่แก่ใจ แผนการใหญ่นี้หากสำเร็จเสร็จสิ้นไปด้วยดี จะกลายเป็น
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสวรรค์สี่ดินแดน และแม้กระทั่งใต้หล้า
หลังจากเฉือนแบ่งวัดเสวียนคง คุนหลุนและเทียนหวนจะมีขนาด
ใหญ่โตมโหฬารอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ หลังจากนี้
จะมีช่วงเวลาสงบสุขช่วงสั้น ๆ ช่วงหนึ่ง เป็นช่วงเวลาที่คุนหลุนและเทียน
หวนทำการควบรวมพลังและเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ดินแดนใหม่ของ
พวกมัน รวมถึงเพลิดเพลินกับผลไม้แห่งชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของพวกมัน
รอจนยักษ์ใหญ่มหาอำนาจทั้งสองทำการย่อยอาหารมื้อใหญ่มื้อนี้แล้ว
เสร็จ จะเป็นวันที่ขุมกำลังฝ่ายอื่น ๆ ต้องเผชิญชะตากรรมแล้ว
ด้วยเหตุนี้เอง โอกาสรอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวของพวกมัน คือต้องเร่ง
เสริมสร้างขุมกำลังความแข็งแกร่งของตัวเองก่อนที่วันนั้นจะมาถึง
นอกจากนี้ การเพาะสร้างแม่ทัพนายกองกลุ่มใหญ่ให้เติบโตอย่างแท้จริง
เป็นเงื่อนปมสำคัญที่จะหนุนส่งให้ม่ออวิ๋นไห่ยิ่งเติบโตกล้าแข็งในภายหน้า
ซึ่งความจริงสถานการณ์เบื้องหน้าหาได้คับขันอันตรายเท่าใดไม่ อาศัยมัน