สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 746 ยุทธภัณฑ์เทพ
ในห้าปีมานี้ม่ออวิ๋นไห่ไม่ได้ขยายตัวแม้แต่ชุ่นเดียว
แนวป้องกันปราการค่ายกลแบ่งแยกม่ออวิ๋นไห่ออกจากโลกภายนอก
อย่างสมบูรณ์ ทีท่าสันโดษและแปลกแยกนี้ ทำให้ม่ออวิ๋นไห่ในสายตาของ
ผู้คนยิ่งกลายเป็นลึกลับมากกว่าเดิม
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ล่วงรู้ว่าห้าปีมานี้ ม่ออวิ๋นไห่พัฒนารุดหน้าไป
มากเพียงใด
ศึกตัดแบ่งวัดเสวียนคงดำเนินอยู่สองปีเต็ม แต่สำหรับม่ออวิ๋นไห่
พวกมันใช้เวลาทำศึกเพียงหกเดือนเท่านั้น เมื่อรวมกับช่วงเวลาห้าปีแห่ง
ความสงบสุข เท่ากับว่าม๋ออวิ๋นไห่มีช่วงเวลาแห่งสันติสุขถึงหกปีกับอีกหก
เดือน มากกว่าขุมกำลังฝ่ายอื่นถึงหนึ่งปีหกเดือนเต็ม
ในช่วงเวลาหกปีหกเดือนที่โลกภายนอกไม่อาจล่วงรู้ ม่ออวิ๋นไห่
พัฒนารุดหน้าไปไม่เว้นแต่ละวันด้วยระดับความเร็วอันน่าอัศจรรยใจ
นับตั้งแต่ยังบุกฝ่าเอาตัวรอดอยู่ในแดนปิศาจ จั่วม่อก็มอบเคล็ดวิชา
ฝึกปรือพลังเทพให้แก่สมาชิกแกนหลักของม่ออวิ๋นไห่แต่แรก ม่ออวิ๋นไห่
เรียกได้ว่าเริ่มศึกษาพัฒนาทางด้านนี้เร็วกว่าผู้อื่นอยู่หลายปี
ตามมรดกวิชาและภูมิความรู้ที่จั่วม่อเสาะหารวบรวมมาได้ เคล็ดวิชา
ฝึกปรือพลังเทพเมฆาไร้รูปที่ม่ออวิ๋นไห่พัฒนาขึ้นมา นับว่าเป็นรูปเป็นร่าง
จนแทบจะสมบูรณ์แล้ว พลังเทพเมฆาไร้รูปแห่งม่ออวิ๋นไห่รวบรวมปมเด่น
จากเคล็ดวิชาเทพสุริยันแห่งวิหารเทพสุริยัน เคล็ดวิชาเทพเถาวัลย์เขียว
จากมรดกของพี่ใหญ่ชิงหลิน เคล็ดวิชาเทพหมอกมายาของชนเผ่ามนุษย์
หมอก และเคล็ดวิชาเทพมิดับสูญซึ่งมีที่มาจากทัณฑ์เทวะมิดับสูญในร่าง
อากุ่ย
แม้ว่าโดยพื้นฐานแล้วพวกมันยังคงต้องฝึกปรือพลังทั้งสามก่อน
ทว่าม่ออวิ๋นไห่ครอบครองหอคัมภีร์ผูเว่ยอันอุมดมสมบูรณ์ไปด้วยภูมิ
ปัญญาความรู้ ในไม่ช้าก็ค้นพบวิธีการที่เหมาะสมในการผสานพลังเซียน
อสูรปิศาจเข้าด้วยกันด้วยระยะเวลาอันสั้นที่สุด
ที่แตกต่างจากสำนักใหญ่ซึ่งมีรากฐานลึกล้าเฉกเช่นคุนหลุนหรือ
เทียนหวน ม่ออวิ๋นไห่ไม่มีชนชั้นฝ่านซูแม้แต่คนเดียว จุดอ่อนใหญ่หลวงใน
อดีตบัดนี้กลับกลายเป็นข้อได้เปรียบอันยิ่งใหญ่
นอกเหนือจากนี้แล้ว ศาสตร์วิชาจารึกอักขระของค่ายจินวูรุดหน้า
ก้าวไกลเกินกว่าที่บุคคลภายนอกจะคาดคิดไปถึง หากไม่เอ่ยถึงอักขระ
ยันต์เทพยดาซึ่งยังไม่สมบูรณ์ พวกมันได้พัฒนาศาสตร์วิชาจารึกอักขระ
แผนผังปิศาจ แกนอสูรและค่ายกลยันต์ไปจนถึงขีดสุด กระทั่งคิดค้นวิถี
การฝึกปรือบำเพ็ญเพียรใหม่ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในโลกหล้า ผสานรวม
ศาสตร์จารึกอักขระเข้ากับเคล็ดวิชาฝึกปรือพลังเทพแห่งม่ออวิ๋นไห่
พวกมันแม้แต่ใช้ศาสตร์วิชาใหม่นี้สร้างสองกองทัพใหม่อันน่าหวาด
สะพรึง นั่นคือค่ายเว่ยใหม่และกองพันบาปเคราะห์
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของค่ายจินวูในปัจจุบันหาได้จำกัดอยู่
เพียงไม่กี่เรื่องนี้ไม่ กระทั่งจั่วม่อซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งค่ายจินวู ยังไม่เคยคาดฝัน
ว่าค่ายจินวูจะรุดหน้าก้าวไกลจนถึงระดับนี้
ทุกวันนี้เกาะเมฆอีกาทองคำถูกเฝ้าพิทักษ์อย่างแน่นหนาและเข้มงวด
ยามนี้มีเพียงพาหนะเมฆาร่างใหญ่โตและดุร้ายเท่านั้นที่เหินผ่านหมู่เมฆ
หนาทึบ ร่อนลงบนเกาะเมฆเป็นระยะ
เมื่อได้รับศาสตร์วิชาลับเพาะเลี้ยงสัตว์ร้ายทุกชนิดจากทั้งสาม
เผ่าพันธุ์ ฉุนอวี๋เฉิงประหนึ่งได้รับของวิเศษล้าค่าที่สุดในสามภพ ฝังตัวเอง
ลงไปในการผสมสายพันธุ์ ศึกษาวิจัย เพาะเลี้ยงฟูมฟักและดูแลเอาใจใส่
ไม่ยอมห่าง มันในที่สุดประสบความสำเร็จในการผสมพันธุ์สัตว์ร้าย ให้
กำเนิดสัตว์ร้ายอันทรงพลังสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เจ้าสิ่งนี้
แตกต่างจากพาหนะปิศาจ ทั้งไม่ใช่สัตว์ปราณหรือสัตว์อสูร ท้ายที่สุดมัน
ขนานนามสัตว์สายพันธุ์ใหม่เอี่ยมอ่องนี้ว่า พาหนะเมฆาแห่งม่ออวิ๋นไห่
พาหนะเมฆาเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ที่มีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะยิ่ง ในร่าง
ของพวกมันมีแกนสัตว์ร้ายถึงสามแกน ถือครองพลังทั้งสามอยู่ภายในกาย
ทว่าเนื่องด้วยสัตว์ร้ายประเภทนี้ยากจะฟูมฟักเลี้ยงดู จึงมีจำนวนน้อยเสีย
ยิ่งกว่าน้อย มีเพียงชนชั้นสมาชิกสำคัญของม่ออวิ๋นไห่จึงสามารถเป็น
เจ้าของพวกมัน ในดินแดนม่ออวิ๋นไห่ พาหนะเมฆาเป็นสัญลักษณ์ของศักดิ์
ฐานะอีกประการหนึ่ง
บนเกาะเมฆอีกาทองคำ ยากนักที่จะได้เห็นบุคคลสำคัญมากมายถึง
เพียงนี้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน เหล่าศิษย์บนเกาะกระหายใคร่รู้จนแทบอด
รนทนไม่ไหว แต่ไม่มีผู้ใดกล้าปริปากซักถามแม้สักครึ่งคำ บนเกาะเมฆอีกา
ทองคำ สิ่งที่ต้องเก็บไว้เป็นความลับมีมากมายเกินไป
แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าระดับสูงทั้งหมดของม่ออวิ๋นไห่ล้วนมากัน
พร้อมหน้า ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว
ภายใต้การนำทางด้วยตัวเองของสองปรมาจารย์ค่ายจินวู พวกมัน
ทยอยหายเข้าไปในค่ายกลอาคมหวงห้ามอย่างต่อเนื่อง
ภายในค่ายกลอาคมหวงห้าม สายตาของทุกผู้คนถูกดึงดูดด้วยชุด
เกราะสองชุด ชุดเกราะสงครามอันงดงามตระการตาทั้งสองลอยนิ่งเงียบ
งันอยู่เบื้องหน้าพวกมัน หนึ่งเจิดจรัสร้อนแรงราวกับเปลวเพลิง อีกหนึ่งสี
เงินขาวประดุจน้าค้างแข็ง
สองปรมาจารย์ใบหน้าทอแววภาคภูมิใจ ปรมาจารย์ซุนเป่าเริ่มเอ่ย
ด้วยสุ้มเสียงเรียบเรื่อย แต่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า “นี่คือ
อาภรณ์ยุทธภัณฑ์เทพสองชุด”
อาภรณ์ยุทธภัณฑ์เทพ!
ฮือฮา!
กลุ่มคนเดือดพล่านขึ้นมาทันที ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าค่ายจินวูจะประสบ
ความสำเร็จในการหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพ! มิหนำซ้ายังเป็นรูปแบบ
อาภรณ์ ทั้งมีถึงสองชุด!
นับตั้งแต่จั่วม่อหลอมสร้าง ‘อาภรณ์ทูตสวรรค์’ กาลเวลาล่วงผ่านไป
เจ็ดปีแล้ว ในเจ็ดปีมานี้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย รวมถึงเรื่องของ
ยุทธภัณฑ์เทพด้วย เมื่อหนึ่งปีก่อน คุนหลุนเป็นคนแรกที่ประกาศการ
หลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพแท้จริงชิ้นแรก ขนานนามว่า ‘กานเจี้ยง11’
หลังจากนั้นอีกหนึ่งเดือน เทียนหวนค่อยประกาศการถือกำเนิดของ
ยุทธภัณฑ์เทพชิ้นแรกแห่งเทียนหวน เรียกว่า ‘กระสวยหญิงทอผ้า’
ต่อจากนั้นซีเซวียนประกาศการคงอยู่ของ ‘ไฟหลีล่องลอย’
อย่างไรก็ตาม ยุทธภัณฑ์เทพแทบทั้งหมดยังยึดถือรูปแบบการตั้งชื่อ
ของจั่วม่อในครั้งนั้น นั่นคือ ‘อาภรณ์’ และยุทธภัณฑ์เทพเกือบทุกชิ้นยัง
เป็นถูกสร้างออกมาเป็นชุดเกราะ แม้แต่คุนหลุนซึ่งมีชื่อเลื่องลือในเรื่อง
กระบี่ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เนื่องเพราะพวกมันค้นพบว่าด้วยโครงสร้างของชุด
เกราะซึ่งปกคลุมทั่วร่าง สามารถบังคับใช้พลังเทพเพื่อเปล่งอานุภาพถึงขีด
สุด เป็นประโยชน์ต่อการควบคุมบังคับพลังเทพมากกว่า
ทุกผู้คนต่างตั้งตารอคอยให้จั่วม่อหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพชิ้นใหม่
จึงไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าค่ายจินวูจะเป็นผู้ที่หลอมสร้างสำเร็จก่อน
11 กานเจี้ยง – หมายถึงบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถ และเป็นชื่อกระบี่โบราณเล่มหนึ่งด้วย แต่ในที่นี้ดูเหมือน
จะเป็นชุดเกราะชุดหนึ่ง
“ซึ่งความจริง เราพิจารณาการหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพมาเป็น
เวลานานแล้ว เนื่องเพราะเรามีข้อมูลวิธีการหลอมสร้างเพียบพร้อม
สมบูรณ์ที่สุด เรามีแนวคิดเบื้องต้น แต่ในไม่ช้าก็ประสบปัญหาสำคัญที่สุด
นั่นคือเราสมควรหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพประเภทใด ต่อมาเราได้แต่
เรียนถามความคิดเห็นของต้าเหริน ดังนั้นต้าเหรินชี้แนะว่าเราควรจะ
หลอมสร้างชุดเกราะยุทธภัณฑ์เทพสำหรับแม่ทัพบัญชาการศึก!”
“ชุดเกราะยุทธภัณฑ์เทพสำหรับแม่ทัพบัญชาการศึก… …”
คำตอบนี้เหนือความคาดหมายของทุกผู้คน กงซุนชาและเปี๋ยหาน
ดวงตาทอประกายร้อนแรงขึ้นมาโดยพลัน
ยามนี้จั่วม่อเป็นผู้อธิบายแทน “ถูกต้อง หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สุดที่
ทำให้พวกเรามาถึงขั้นนี้ได้ เนื่องเพราะเรามีสองยอดแม่ทัพบัญชาการศึก
ดังนั้นก่อนอื่นเราจะหลอมสร้างชุดเกราะยุทธภัณฑ์เทพสำหรับแม่ทัพ
บัญชาการศึก พลังเทพกำลังพัฒนารุดหน้าอยู่ทุกวี่วัน แรกเริ่มเดิมทีมีผู้
ฝึกปรือเพียงไม่กี่คน จนถึงบัดนี้ที่ทุกผู้คนล้วนฝึกปรือพลังเทพ กองทัพใน
ภายภาคหน้าย่อมจะประกอบไปด้วยไพร่พลที่ฝึกปรือพลังเทพ สิ่งที่จะ
แปรเปลี่ยนตามไปก็คือวิธีการสู้รบ หากเราชิงก้าวล้าหน้าผู้อื่นในด้านนี้ เรา
จะกลายเป็นผู้นำในสงครามรูปแบบใหม่ในอนาคต”
ทุกผู้คนมีสีหน้าครุ่นคิด หลายคนพยักหน้าทันที โดยเฉพาะเหล่าแม่
ทัพนายกอง พวกมันตระหนักซึ้งถึงเรื่องนี้มากกว่าผู้ใด
“เกราะสีเงินเป็นชุดเกราะของกงซุนต้าเหริน เรียกว่า ‘ล่มเมือง’12”
กงซุนชารอยยิ้มบนใบหน้าถึงกับแข็งทื่อ คนอื่น ๆ ยกมือตะครุบปาก
แทบไม่ทัน พวกมันฝืนข่มกลั้นเสียงหัวร่ออย่างสุดความสามารถ จน
กล้ามเนื้อบนใบหน้าสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง
ปรมาจารย์ซุนเป่าเกรงว่าจะต้องแบกหม้อก้นดำ รีบขยายความ
เพิ่มเติมว่า “เป็นต้าเหรินตั้งชื่อให้ด้วยตัวเอง”
จั่วม่อที่กำลังหัวร่ออย่างปลาบปลื้มใจพลันตัวแข็งทื่อ ในใจลอบก่น
ด่าซุนเป่านับครั้งไม่ถ้วน รีบปั้นรอยยิ้มบนใบหน้า “ศิษย์น้อง นี่เป็นลางดี
เป็นนามมงคล หนึ่งรอยยิ้มล่มเมือง เพียงชั่วแย้มยิ้มครั้งเดียว ก็ถล่มราบ
หนึ่งเมือง ไม่ทราบประเสริฐเลิศเลอถึงเพียงไหน! ฮ่าฮ่า อะแฮ่ม อันที่จริง…
…หากมิใช่เช่นนี้ … …อา ไฮ้ไฮ้ ข้ายังรู้สึกว่าหนึ่งรอยยิ้มล่มอาณาจักรยังคง
ฟังดูดีกว่า ในหนึ่งรอยยิ้ม ถล่มราบหนึ่งอาณาจักร ฮ่าฮ่าฮ่า… …ฮ่าฮ่า… …”
กล่าวถึงตอนท้าย จั่วม่อแสร้งทำเป็นปรบมือหัวร่ออย่างร่าเริง คนอื่น
ๆ สีหน้าคล้ายกลั้นหัวร่อจนเจ็บปวดกว่าเดิม ใบหน้าที่ปิดไว้ภายใต้ฝ่ามือ
กลายเป็นบิดเบี้ยวเหยเกกว่าเดิม คราครั้งนี้หากพวกมันตอแยแม่นาง
น้อยต้าเหริน วันคืนหลังจากนี้คงไม่มีวันอยู่สุขสบายแล้ว!
กงซุนชายิ้มละไม กล่าวราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “นับเป็นนามอัน
ประเสริฐ!”
จบสิ้นกันแล้ว มันล่วงเกินศิษย์น้องกงซุนเข้าให้แล้ว… …
12 ล่มเมือง ในที่นี้หมายถึงทำลายล้างเมือง แต่เป็นคำเดียวกันกับที่ใช้ชมโฉมหญิงงามด้วย อย่างเช่นนางงามล่ม
เมือง ยิ้มเดียวล่มเมือง
จั่วม่อลอบปาดเหงื่อตรงหางคิ้ว
ปรมาจารย์จี๋เหว่ยเห็นท่าไม่ดีรีบหันเหหัวเรื่องทันควัน “ส่วนชุด
เกราะของเปี๋ยหานต้าเหรินเรียกว่า ‘เพลิงผลาญ’”
เปี๋ยหานเหลือบมองจั่วม่อแวบหนึ่งอย่างไร้อารมณ์ จั่วม่อรู้สึกขนหัว
ลุกชี้ชัน
เปี๋ยหานในใจลอบเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แน่นอนว่ามันล่วงรู้ความหมาย
ของต้าเหริน นามนี้หมายถึงเปลวเพลิงที่มันใช้เผาผลาญยอดเขาหลักของ
วัดเสวียนคง นึกถึงว่ามันถูกลักพาตัวตั้งแต่ยังเล็ก จนต้องขายตัวเอง
ให้แก่ต้าเหรินเพื่อล้างแค้น และนึกถึงว่าครั้งหนึ่งมันเคยบอกเล่าแก่ต้าเห
รินว่าวันหนึ่งจะใช้เพลิงผลาญวัดเสวียนคง เปี๋ยหานรู้สึกว่าในอดีตมันช่าง
อ่อนต่อโลกจริงหนอ
นอกจากจั่วม่อและกงซุนชา ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเปี๋ยหานเป็นผู้ที่ใช้เพลิง
ผลาญวัดเสวียนคงจนราบเป็นหน้ากลอง
นาม ‘เพลิงผลาญ’ กลับเป็นที่ชื่นชมของคนอื่น ๆ เปี๋ยหานแม้เย็นชา
แปลกแยก แต่แบบฉบับการสู้รบของมันกลับดุดันปานเปลวเพลิงโหม
กระหน่า กวาดทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า นามเพลิงผลาญนับว่าตั้งได้
เหมาะเจาะพอดียิ่งนัก
“นามนี้ไม่เลว” เปี๋ยหานสีหน้าไร้อารมณ์ สุ้มเสียงเย็นยะเยือก
สองปรมาจารย์ค่ายจินวูลอบปาดเหงื่อเย็นเยียบ พวกมันเคยเคลือบ
แคลงสงสัยต่อสองนามนี้มาเป็นเวลานานแล้ว หากมิใช่ว่าต้าเหรินตั้งนาม
เหล่านี้ด้วยตัวเอง พวกมันจะไม่ยินยอมเห็นพ้องด้วยเป็นแน่
“แค่กแค่ก!” จั่วม่อแสร้งวางท่าเป็นสงบเยือกเย็น กล่าวรวบรัดตัด
ความว่า “ข้าหวังว่าทุกคนจะร่วมมือกับกงซุนชาต้าเหรินและเปี๋ยหานต้า
เหริน ค้นหาวิธีการสู้รบแบบใหม่ให้สำเร็จในเร็ววันและช่าชองชำนาญก่อน
ใคร”
กงซุนชาเพียงยิ้มละไม เปี๋ยหานสีหน้าเฉื่อยชาไร้อารมณ์
จบสิ้นกันแล้ว จบสิ้นกันแล้ว เหล่าแม่ทัพนายกองรู้สึกหนังศีรษะชา
หนึบ หลายคนมีสีหน้าคล้ายคิดร่าไห้ ต้าเหรินเอย ท่านเป็นคนก่อเรื่อง ไฉน
ให้พวกเราเป็นผู้รับเคราะห์… … สวรรค์ช่างไม่เป็นธรรม… …
จั่วม่อพอกล่าวจบคำอย่างสง่าผ่าเผย ก็โกยอ้าวจากไปทันที
วิกาลคล้อยดึก ท้องฟ้าดาดาษไปด้วยดวงดาว
จั่วม่อเอนกายอยู่บนหลังคา มีขวดสุราวางอยู่ด้านข้าง มันหนุนศีรษะ
กับท่อนแขน เหม่อมองทะเลดาวบนฟากฟ้าอย่างซึมเซา อากุ่ยนิ่งเงียบงัน
อยู่ข้างกาย ดูไม่มีสิ่งใดแตกต่างจากเมื่อเจ็ดปีก่อนแม้แต่น้อย
จั่วม่อทราบดีว่าเจ็ดปีมานี้เปลี่ยนแปลงไปมากมายเพียงใด ทั่วทั้งโลก
หล้าแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
วันนี้สองยุทธภัณฑ์เทพสะกิดความทรงจำแต่เก่าก่อนของมัน โลกนี้มี
น้อยคนนักที่จะล่วงรู้ ยุทธภัณฑ์เทพที่แท้จริงชิ้นแรกสุดนับตั้งแต่สิ้นสุดยุค
บรรพกาล หาใช่ ‘กานเจี้ยง’ ของคุนหลุนไม่ แต่เป็น ‘วิญญาณ’ ที่ไม่เคยมี
ใครรู้จัก
นั่นเป็นผลงานการหลอมสร้างของบิดาผู้ล่วงลับของมัน
คนไม่ผิด ผิดที่ครอบครองหยก ยุทธภัณฑ์เทพนาม ‘วิญญาณ’ ชิ้นนี้
เป็นหนึ่งในชนวนเหตุที่ทำให้ตระกูลจั่วต้องถูกเลือดล้าง
ผลสุดท้ายเมื่อครั้งกระโน้น สี่มหาสำนักเฉือนแบ่ง ‘วิญญาณ’ ไปคน
ละส่วน นี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญในการศึกษาค้นคว้าของพวกมัน สี่
สำนักใหญ่เชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้นว่าจะค้นพบเบาะแสของพลังเทพได้จาก
‘วิญญาณ’ เนื่องเพราะก่อนหน้าที่บิดาของมันจะหลอมสร้าง ‘วิญญาณ’
ขึ้นมา ในตระกูลจั่วหาได้มีผู้ใดฝึกปรือพลังเทพไม่
ในชิ้นส่วนความทรงจำที่จั่วม่อได้รับจากห้องลับของบิดา ซุกซ่อนไว้
ด้วยข้อมูลข่าวสารมากมายเหลือคณา ยกตัวอย่างเช่นมันทราบว่ามารดา
ของมันครั้งหนึ่งเคยเป็นวิญญาณของบิดา เฉกเช่นเดียวกันกับที่อากุ่ยเป็น
วิญญาณของมัน และนี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ท่านย่าของมันไม่ชมชอบผู้เป็น
มารดาของมัน
การตายของบิดามารดามันเป็นปริศนาประการหนึ่ง แม้แต่ท่านย่า
ของมันยังไม่เคยเอ่ยถึง
มันเพียงล่วงรู้ว่า ‘วิญญาณ’ ถูกเก็บรักษาเอาไว้ภายในบ้านของมันมา
โดยตลอด แม้ว่ามันเองจะไม่เคยพบเห็นก็ตาม ชายชราที่รับหน้าที่เฝ้า
พิทักษ์ ‘วิญญาณ’ ในที่สุดบรรลุถึงพลังเทพ จนถูกขับไล่ไปยังอาณาจักร
รกร้าง ซึ่งความจริงนอกจากตาเฒ่าผู้นั้นแล้ว ยังมีคนอีกผู้หนึ่งซึ่งบรรลุ
พลังเทพเช่นเดียวกัน ซ้ายังเหนือล้ายิ่งกว่า นั่นคือท่านย่าของมัน
ในช่วงที่ท่านย่าของมันยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีผู้ใดกล้ามารังควานหาเรื่อง ผู้
ที่สามารถขับไล่ยอดยุทธ์ผู้ใช้พลังเทพได้ ย่อมมีเพียงยอดยุทธ์ผู้ใช้พลัง
เทพที่เหนือล้ายิ่งกว่า
เรื่องของบิดามารดาสำหรับจั่วม่อแล้วเรียกได้ว่าเลือนรางห่างไกลยิ่ง
ห่างไกลเสียจนมันพบเพียงถ้อยคำบางประโยคจากเศษเสี้ยวความทรงจำ
ที่แตกซ่านกระจัดกระจายเท่านั้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่มันล่วงรู้ชัดเจน ท่านพ่อ
หลอมสร้าง ‘วิญญาณ’ ก็เพียงเพื่อท่านแม่เท่านั้น
อาจเป็นเพราะบิดาของมันทราบดี เพื่อที่จะปกป้องคนสำคัญและสิ่ง
ที่รักใคร่หวงแหน คนผู้หนึ่งจำต้องมีพลังอำนาจที่กล้าแกร่งเกรียงไกรมาก
พอ
ในช่วงหลายปีมานี้ จั่วม่อฝึกฝีมือโดยไม่เคยว่างเว้นแม้สักวันเดียว มัน
เองก็ล่วงรู้ดี หากคิดปกป้องทุกสิ่งที่มันรักใคร่หวงแหน มีเพียงแค่มันต้อง
แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ เท่านั้น
มันมองดูอากุ่ย ดวงตาทอแววอ่อนโยนนุ่มนวล
นอกจากนี้ยังมีม่ออวิ๋นไห่ทั้งดินแดน มีทุกคน ที่มันต้องปกป้อง
คุ้มครอง
บางทีในช่วงเวลาแห่งสันติสุขช่วงสั้น ๆ นี้ อาจบันดาลให้บางคนหลง
ละเมอเพ้อพกต่ออนาคตที่ไม่มีวันเป็นจริง แต่จั่วม่อทราบแน่แก่ใจ รอจน
ช่วงเวลาแห่งสันติสุขสิ้นสุดลง จะหมายถึงยุคสมัยที่น่าเอนจอนาถยิ่งกว่า
แต่มันหาได้กลัวเกรงไม่!