สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 747 ฟางเส้นสุดท้าย
บันไดศิลาทอดลึกลงไปในความมืดราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ผนังกำแพง
ทุกด้านสลักไว้ด้วยลวดลายค่ายกลยันต์ทุกประเภท บางส่วนเริ่มแตกหัก
หลุดลอก เห็นได้ชัดถึงความเก่าแก่และกาลเวลายาวนานที่พวกมันผ่าน
พบมา
คนกลุ่มหนึ่งเหินบินลงไปตามขั้นบันได พวกมันเดินทางโดยไม่หยุด
พักกว่าสองชั่วยาม แต่ยังคงไม่มีทีท่าว่าปลายบันไดจะสิ้นสุดลงที่ใด
“ท่านเจ้าสำนัก… …” ผู้อาวุโสที่ด้านหน้ากระซิบเสียงต่าอย่างกระวน
กระวายใจ แต่ในความเงียบสงัดดุจป่าช้าเช่นนี้ กลับได้ยินถนัดชัดเจนผิด
ธรรมดา เป็นเหตุให้ทุกผู้คนสะดุ้งตกใจกันถ้วนหน้า ผู้อาวุโสที่ขลาดเขลา
อยู่บ้างถึงกับหน้าถอดสีทันควัน เผยให้เห็นแววหวาดหวั่นพรั่นพรึงที่ยาก
จะปกปิดซ่อนเร้น
“เป็นไร?” เจ้าสำนักผู้นั้นไม่หยุดชะงักรั้งรอ มุมปากจุดเป็นรอยยิ้ม
เหยียดหยามดูแคลนซึ่งแทบไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น “เจ้ากลัวแล้ว?”
เหล่าผู้อาวุโสหุบปากเงียบ ไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก
“เฮอะ แม้ว่าพวกเจ้าจะหวาดกลัว แต่ก็ไม่มีหนทางอื่นใดอีกแล้ว หรือ
เจ้าไม่รู้ว่าคนภายนอกกล่าวถึงพวกเราว่าอย่างไร? พวกมันบอกว่าซีเซวียน
เราคือวัดเสวียนคงแห่งที่สอง! พวกมันกล่าวขวัญถึงสามอัจฉริยะซีเซวียน
จุ๊จุ๊ สามอัจฉริยะซีเซวียนแต่กลับไม่มีผู้ใดอยู่ในซีเซวียนแม้แต่คนเดียว! คน
ภายนอกบอกว่าข้าผู้เป็นเจ้าสำนักใช้การไม่ได้ นั่นก็ถูกต้องแล้ว แต่
เรื่องราวเป็นอย่างไรพวกเจ้าย่อมทราบกระจ่างดีกว่าใคร เป็นผู้ใดบีบคั้นกู่
เหลียงเตาจนสิ้นหนทาง? ข้าบอกแล้วไม่ว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนเท่าใด ก็
ต้องรั้งตัวซวงอวี่เอาไว้ให้ได้ ฮึ่ม แล้วเป็นอย่างไร? พวกเจ้ามีผู้ใดยินยอม
คายชิ้นเนื้อออกจากปากตนบ้าง?”
ถ้อยคำแหลมคมเย็นชาของเจ้าสำนักซีเซวียนสะท้อนก้องอยู่ใน
เส้นทางใต้ดิน เหล่าผู้อาวุโสใบหน้าบัดเดี๋ยวซีดขาว บัดเดี๋ยวเขียวคล้า ทว่า
ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากโต้แย้งแม้สักครึ่งคำ
“กองทัพล้วนอยู่ในมือพวกเจ้า เหล่าแม่ทัพนายกองไม่มีผู้ใดไม่ใช่
บุตรหลานของพวกเจ้า ฮ่า นั่นไม่นับเป็นอย่างไรได้ ข้าเข้าใจว่าต้องให้
ญาติสนิทมิตรสหายของพวกเจ้าได้รับประโยชน์ แต่กรุณาเถอะ เลือกคนที่
พอจะมีความสามารถบ้างได้หรือไม่ จุ๊จุ๊ ภายในหนึ่งเดือน สามกองพันพ่าย
แพ้ติดต่อกันรวดเดียว ไม่น่าแปลกใจที่คนเหล่านั้นพากันบอกว่าซีเซวียน
เราเป็นวัดเสวียนคงแห่งที่สอง!”
“เราไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารล่วงหน้า… …” ผู้อาวุโสผู้หนึ่งในที่สุดอด
โต้แย้งไม่ได้
“อ้อ ที่แท้ผู้คนก่อนจะบุกเข้าฆ่าฟันเจ้า กลับต้องแจ้งเตือนเจ้าก่อน
กระนั้นหรือ?” เจ้าสำนักซีเซวียนแย้มยิ้นเย็นเยียบ “เช่นนั้นดูสิว่าขุมกำลัง
ใดที่บุกโจมตีทัพซีเซวียนอันเกรียงไกรเราจนแตกพ่ายไม่เป็นท่า ฮ่า เพียง
แค่ขุมกำลังเล็ก ๆ ที่ไม่เคยมีชื่อเสียงอันใด! เฮอะ ยามที่เป็นการขัดแย้ง
ภายใน พวกเจ้าล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือไร้ผู้ต้าน จุ๊จุ๊ ยามที่ต่อสู้กับคน
นอก หากพวกเจ้ามีฝีมือสักครึ่งหนึ่งของที่ใช้เข่นฆ่าทำลายศิษย์ร่วมสำนัก
สำนักเราสมควรจะปราบพิชิตสวรรค์สี่ดินแดนไปเสียนานแล้ว!”
เหล่าผู้อาวุโสใบหน้าทอแววทั้งอับอายทั้งเดือดดาล ผสมปนเปจน
แยกไม่ออก
ภายในเส้นทางสายนั้น พวกมันเหินบินต่อไปเช่นนี้ถึงสามวันสามคืน
เต็ม เจ้าสำนักซีเซวียนและเหล่าผู้อาวุโสใบหน้าทอแววเหน็ดเหนื่อย
เมื่อยล้า
ที่จุดสิ้นสุดของบันไดศิลา เป็นประตูสัมฤทธิ์บานหนึ่ง
“เฝ้าด้านนอกไว้ให้ดี” เจ้าสำนักซีเซวียนกล่าวเสียงเย็นชา เหล่าผู้
อาวุโสพากันลอบถอนใจโล่งอก พยักหน้ารับแต่โดยดี หากเป็นไปได้พวก
มันก็ไม่ต้องการเข้าไปในสถานที่ผีร้ายเช่นนี้ แต่ละคนยามมองดูประตู
สัมฤทธิ์ สีหน้าเต็มไปด้วยความครั่นคร้ามยำเกรง ทั้งประหวั่นพรั่นพรึง
อย่างลึกล้า
เจ้าสำนักซีเซวียนสูดหายใจลึก ผลักบานประตูเปิดออกเสียงดัง
ระคายหู หายลับเข้าไปด้านใน
“จงสู (ท่านอาจง) โปรดเห็นแก่หน้าบิดา ช่วยเหลือผู้หลานสักครั้ง”
เจ้าสำนักซีเซวียนสุ้มเสียงเบาต่า ค้อมกายต่ายิ่ง กล่าวอย่างโศกเศร้าเสียใจ
“ภายในหนึ่งเดือนมานี้ พวกเราพ่ายศึกสามครั้งรวด จุดอ่อนของซีเซวียน
ถูกเผยออกมาจนหมดสิ้น ขุมกำลังโดยรอบกำลังมองหาโอกาสเคลื่อนไหว
ข้าตรวจสอบภายในกองทัพของเราแล้ว พวกมันล้วนเน่าเหม็นไปถึงแก่น
แกน ในซีเซวียนอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร ไม่มีแม้แต่กองพันเดียวที่สามารถทำ
ศึก!”
บุรุษร่างใหญ่กำยำเบื้องหน้ามันเพียงมองดูด้วยสีหน้าเฉยเมย
คนร่างใหญ่นั้นนั่งบนเก้าอี้ ร่างกำยำล่าสันปานหอคอยเหล็ก เพียงแค่
นั่งอยู่เฉยๆ ยังแผ่ซานพลังกดดันกล้าแข็งสุดเปรียบปาน บันดาลให้ผู้คน
แทบหายใจไม่ออก เส้นผมสั้นตั้งตรงแข็งกระด้างราวเส้นลวด แต่เป็นสี
ขาวโพลนเกือบทั้งศีรษะ รอยแผลเป็นตัดไขว้บนใบหน้าเป็นรูปกากบาท
ชวนหวาดสะพรึง ดวงตาสีเทาปราศจากอารมณ์ความรู้สึกทั้งมวล ร่างกาย
ส่วนที่ไม่ได้ถูกปิดบังด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์เกลื่อนไปด้วยรอยแผลเป็นขนาด
ใหญ่นับไม่ถ้วน เพียงแค่มองดูก็พาให้ผู้คนถึงกับแข้งขาอ่อนยวบ
สองฟากข้างของคนร่างใหญ่ ยืนไว้ด้วยบุรุษใบหน้าถมึงทึงข้างละคน
ทั้งคู่บนร่างก็ปกคลุมไปด้วยรอยแผลเป็นน่ากลัวเช่นเดียวกัน
“หนี้บุญคุณของบิดาเจ้า ข้าชดใช้หมดสิ้นตั้งแต่แรก” บุรุษร่างใหญ่
กล่าวเสียงเย็นเยือก “ข้าต้องเฝ้าพิทักษ์คุกนรกวิญญาณภูต เจ้าไปเสาะหา
ผู้อื่นเถอะ”
ปัง
เจ้าสำนักซีเซวียนพลันกระแทกคุกเข่าลงบนพื้น เริ่มร่าไห้รำพัน “จง
สู ซีเซวียนตกอยู่ในห้วงวิกฤติ ได้โปรดช่วยซีเซวียนด้วย! หากท่านยังไม่
ยอมลงมือ ซีเซวียนจะต้องพินาศสิ้น! จงสู หากท่านยินยอมรับปาก ผู้หลาน
ยินดีสละตำแหน่งเจ้าสำนัก”
บุรุษร่างใหญ่สีหน้าไร้อารมณ์ กล่าวอย่างไม่แยแส “ส่งแขก”
สองบุรุษที่ยืนสงบเคร่งขรึมอยู่ด้านข้างพลันปลดปล่อยกลิ่นอายฆ่า
ฟันอันไพศาลดั่งคลื่นยักษ์มหานที โหมซัดใส่เจ้าสำนักซีเซวียนอย่างไม่
ออมรั้ง
เจ้าสำนักซีเซวียนร่างสันสะท้าน ฝืนต้านทานกลินอายฆ่าฟันอันเย็น
เยียบเสียดกระดูก ชะงักเสียงพิลาปรำพันในบัดดล มันกัดฟันแน่น ร้อง
โพล่งออกมาสุดเสียง “หากจงสูยินยอมออกจากภูเขา ผู้หลานจะสร้าง
สุสานให้แก่อวิ๋นจีอย่างสมเกียรติ!”
บึม!
เจ้าสำนักซีเซวียนรู้สึกราวกับถูกค้อนยักษ์หวดฟาดใส่อย่างถนัดถนี่
ปลิวลิ่วไปหลายสิบจั้งดุจว่าวสายป่านขาด
ดวงตาสีเทาของคนร่างใหญ่แดงฉานด้วยสายเลือด เป็นครั้งแรกที่
ใบหน้ามันแสดงอารมณ์
เจ้าสำนักซีเซวียนไม่แยแสสนใจโลหิตที่หยาดหยดจากมุมปาก ดิ้นรน
ลุกขึ้นยืน “อวิ๋นจีมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อซีเซวียนเรา เมื่อสุสานขอ
งอวิ๋นจีสร้างเสร็จสิ้น ข้าจะออกประกาศในนามเจ้าสำนัก ล้างมลทินให้แก่
นาง ให้บรรดาศิษย์แกนหลักและผู้อาวุโสทั้งหมดมาร่วมไว้อาลัยให้แก่
นาง!”
“บิดาเจ้าบอกเล่าเรื่องนี้แก่เจ้าก่อนตายกระมัง” บุรุษร่างใหญ่กลับสู่
ท่วงท่าเฉยเมยเย็นชาอีกครั้ง
เจ้าสำนักซีเซวียนหน้าขาวเผือด ในใจลอบตื่นตะลึง มันนึกไม่ถึงว่าจง
สูจะสามารถคาดเดาดุจตาเห็น
“ที่แท้มันก็ล่วงรู้แต่แรกว่าอวิ๋นจีไร้ความผิด” บุรุษร่างใหญ่พึมพำกับ
ตัวเอง สุ้มเสียงอ้างว้าง “ข้าฝังตัวเองกับการเฝ้าพิทักษ์คุกนรกวิญญาณภูต
ผ่านไปห้าสิบปี นึกไม่ถึงพวกเจ้าบิดากับบุตรยังคงคิดอ่านวางแผนต่อข้า”
เจ้าสำนักซีเซวียนสีหน้าซีดขาวราวคนตาย
“เถ้ากระดูกของนางอยู่ที่ใด?” บุรุษร่างใหญ่ถามอย่างกะทันหัน
เจ้าสำนักซีเซวียนบังเกิดความรู้สึกว่าสายตาของจงสูดุจคีมเหล็กอัน
แข็งกร้าว บีบเค้นมันไว้จนกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ มันแทบหยุดหายใจ ขณะ
ตอบคำไปตามจิตใต้สำนึก “ใน… …ห้องลับแห่งหนึ่ง ท่านพ่อสร้างป้ายบูชา
ไว้ให้แก่นางแล้ว”
แรงกดดันมหึมาสลายคลาย มันทรุดฮวบลงกับพื้น หอบหายใจแรง ๆ
มองดูจงสูอย่างพรั่นพรึง หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
ชั่วอึดใจให้หลัง บุรุษร่างใหญ่กล่าวอย่างฉับพลัน “ข้ารับปาก”
เจ้าสำนักซีเซวียนงงงันไปชั่ววูบ แล้วรีบกล่าวอย่างปิติยินดี “ขอบคุณ
จงสู ขอบคุณจงสู!”
“สุสานของอวิ๋นจีจะต้องสร้างแล้วเสร็จภายในสองปี”
ทันใดนั้นชายร่างใหญ่มองดูเจ้าสำนักซีเซวียนคล้ายยิ้มไม่เชิงยิ้ม
ใบหน้าที่มีรอยแผลกากบาททอแววประหลาด ทั้งน่าสะพรึงกลัวอย่างบอก
ไม่ถูก “บิดาเจ้าต่อให้เจ้าความคิดกว่านี้ มันก็คงไม่อาจนึกฝัน ว่าข้าจะมี
ชีวิตหลงเหลืออีกเพียงแค่สามปีเท่านั้น”
เจ้าสำนักซีเซวียนถึงกับตกตะลึงพรึงเพริด
จั่วม่อยุ่งวุ่นวายยิ่ง มันยิ่งบังเกิดความรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าสมควรมี
ผู้ดูแลกิจการที่มากความสามารถสักคนหนึ่ง ทุกวันนี้พ่อบ้านใหญ่แห่งม่
ออวิ๋นไห่คือเหอหมิง เป็นคนพื้นเพของอาณาจักรทะเลเมฆเดิมซึ่งเปาอี้
เสนอเข้ามา ควรทราบว่าเปาอี้เดิมทีเป็นเพียงพ่อค้าตลาดมืดตัวเล็กๆ จาก
อาณาจักรขุนเขาน้อยเท่านั้น การขยายตัวอย่างยิ่งใหญ่ของม่ออวิ๋นไห่มีแต่
จะทำให้มันบังเกิดแรงกดดันเป็นทบเท่าทวีคูณ จนผมเผ้ายามนี้แทบหงอก
ขาวทั่วศีรษะ มันบังเอิญพบว่าเหอหมิงมีพรสวรรค์ทางด้านนี้ จึงส่งเสริม
เด็กน้อยผู้นี้ขึ้นมาแทน ต่อมาเหอหมิงจึงกลายเป็นพ่อบ้านใหญ่ที่รับหน้าที่
บริการจัดการเรื่องราวส่วนใหญ่ในม่ออวิ๋นไห่ไป
เปาอี้กลับไปเฝ้าคลังสินค้าของมันตามเดิม วันคืนของมันสุขสบายขึ้น
มาก
อาณาจักรทะเลเมฆเป็นระเบียบเรียบร้อยภายใต้การดูแลจัดการของ
เหอหมิง ทว่าม่ออวิ๋นไห่ในทุกวันนี้ใหญ่โตกว่าเดิมหลายเท่า เหอหมิงยาก
จะยืนหยัดต่อไปแล้ว
ม่ออวิ๋นไห่ในปัจจุบันครอบครองหกสิบเก้าอาณาจักร รวมถึงอีกสาม
อาณาจักรภายใต้การปกครองของศาลาสมบัติหายากด้วย
ในบรรดานี้รวบรวมอาณาจักรทรัพยากรไว้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะ
เป็นกระแสการเคลื่อนไหวของวัตถุดิบปริมาณมหาศาลเอย เสบียงบำรุง
อาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพเอย การสรรหาผู้มีความรู้ความสามารถเอย
ล้วนแล้วแต่สลับซับว้อนจนผู้คนขนหัวลุกชี้ชัน
หลังจากราชาจั่วม่อหวนคืนสู่ม่ออวิ๋นไห่ เหอหมิงแทบหลั่งน้าตาด้วย
ความโล่งอก มีเรื่องราวมากหลายที่มันไม่กล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง
ยกตัวอย่างเช่นปัญหาด้านการผลิต ค่ายจินวูถือครองศักยภาพในการ
ผลิตอันยิ่งใหญ่ไพศาล เป็นแหล่งรายได้หลักที่สำคัญที่สุดของม่ออวิ๋นไห่
แต่พวกมันสมควรผลิตสิ่งใด? ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคำถามนี้กลับกลายเป็น
ปัญหาสำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงกลียุคอันสับสนวุ่นวาย ซึ่ง
บังเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน นอกเหนือจากจั่วม่อแล้ว
ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าตัดสินใจเด็ดขาดลงไป
ปัญหาประดานี้ล้วนทิ้งไว้ให้แก่จั่วม่อ จั่วม่อผู้ออกไประเหเร่ร่อนมา
นานปีเวลานี้มีช่วงเวลาอันลำบากยากแค้น
มันปรารถนาจะได้ตัวผู้ดูแลกิจการภายในอันยอดเยี่ยมสักคนอย่าง
สุดจิตสุดใจ ถึงยามนี้มันค่อยตระหนักซึ้ง คุณค่าของผู้ดูแลเรื่องราวที่เด่น
ล้าหาได้ด้อยกว่ายอดแม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่งไม่ มันถึงกับอิจฉาริษยากู่
เหลียงเตาอยู่บ้าง อัจฉริยะเซี่ยวแม้ไม่มีความสามารถนำทัพบุกโจมตี แต่
มากล้นไปด้วยพรสวรรค์ในด้านดูแลจัดการเรื่องราว กู่เหลียงเตาไม่ต้อง
แบ่งแยกสมาธิจิตใจมากังวลทางด้านนี้ มุ่งเน้นฝึกฝนกองทัพและการสู้รบ
ของมันได้ตามใจชอบ
เหอหมิงแม้มีความสามารถ แต่เมื่อเทียบกับอัจฉริยะเซี่ยวแล้ว นับว่า
อ่อนด้อยกว่าช่วงใหญ่
“อัจฉริยะในด้านการดูแลจัดการ?” ผูเยาพอฟังคำร้องขอของจั่วม่อ
ถึงกับขมวดคิ้วไปด้วย “อัจฉริยะประเภทนี้ยากจะพบพาน คิดรับตัวเข้า
สังกัดยังยากเย็นยิ่งกว่า”
“รีบนึกหาหนทางเร็วเข้า! ไม่จำเป็นต้องสนใจวิธีการที่ใช้! ไม่ว่าต้อง
จ่ายค่าตอบแทนเท่าใดก็ได้!” จั่วม่อแยกเขี้ยว
“อา ข้าจะลองคิดดู” ผูเยาพยักหน้า
จั่วม่อจู่ ๆ ฉุกคิดถึงเรื่องบางประการ เอ่ยถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “ว่าแต่
ว่าผูผูบ้านแม่ทัพบัญชาการศึกของเจ้าเป็นเรื่องราวใด? เป็นอย่างไรบ้าง
แล้ว?”
ผูเยามีสีหน้าภาคภูมิลำพอง “มีเมล็ดพันธุ์ที่ดีอยู่บ้าง”
จั่วม่อยิ่งสนอกสนใจกว่าเดิม คนที่กระทั่งผูเยายังเอ่ยปากว่าดี สมควร
เป็นยอดอัจฉริยะผู้หนึ่ง มันพอนึกแล้วแทบน้าลายไหลย้อยในทันที “แล้ว
เป็นอย่างไร? เจ้าสามารถดึงตัวพวกมันมาหรือไม่? หากพวกมันมาจริง ข้า
จะสร้างกองทัพสักสองสามแห่งให้พวกมันเล่นด้วย!”
ด้วยความมั่งคั่งของม่ออวิ๋นไห่ในปัจจุบัน จั่วม่อสามารถกระทำเรื่อง
เช่นนี้ได้โดยไม่ขมวดคิ้วนิ่วหน้า
“ครั้งนี้ข้ามีความคิดอื่น” ผูเยาปฏิเสธข้อเสนอของจั่วม่ออย่างไม่ไยดี
“เช่นนี้คงไม่ดีกระมัง… …” จั่วม่อพยายามกดดัน
ผูเยาเหลือบมองมันแวบหนึ่ง “ฟังว่าในชั้นเรียนแม่ทัพบัญชาการศึก
มีหน่ออ่อนดี ๆ ไม่น้อย ผู้คนไม่สมควรกัดกินมากกว่าที่สามารถเคี้ยวกลืน
แม่ทัพบัญชาการศึกที่ดีไม่ได้มาจากการศึกษาร่าเรียน แต่ต้องเพาะสร้าง
ผ่านการสู้รบ”
จั่วม่อยิ้มละห้อย มันทราบว่าผูเยากล่าวไม่ผิด เรื่องนี้มันไม่อาจโลภ
มากเกินไป เคราะห์ดีที่ใบหน้าของมันหนายิ่ง แม้ถูกตำหนิซึ่งหน้ายังมีสี
หน้าเป็นปกติไม่เปลี่ยนแปลง
“ขอหยิบยืมพวกหนานเยว่ให้ข้าใช้สอยสักครา” ผูเยากล่าวสืบต่อ
จั่วม่อพยักหน้ารับอย่างไม่เกี่ยงงอน “ไม่มีปัญหา”
หากผูเยาเอ่ยปากเป็นงานเป็นการ นั่นหมายความว่าเป็นเรื่องเป็น
จริงเป็นจัง หากเป็นแผนการลี้ลับชั่วร้าย รับรองว่าเจ้าผู้นี้จะไม่ส่งเสียงแม้
สักครึ่งคำ
มองดูเว่ยผู้นั่งหลับตาพริ้มราวรูปสลัก จมอยู่ในห้วงฌานสมาธิ จั่วม่อ
อดถามผูเยาไม่ได้ “เว่ยจะตื่นขึ้นมาเมื่อใด?”
“เรื่องนี้ข้าก็ไม่อาจบอกได้” ผูเยาสั่นศีรษะ “มันจำเป็นต้องใช้เวลา
ปรับตัวให้เข้ากับพลังเทพของเจ้า เจ้าผู้นี้นับเป็นตัวประหลาดโดยแท้ พลัง
เทพของเจ้ารุดหน้ารวดเร็วเกินไปแล้ว!”
อัตราการรุดหน้าของจั่วม่อทำเอากระทั่งผูเยายังต้องผวา ในเจ็ดปีมา
นี้ จั่วม่อยังคงรักษาระดับการรุดหน้าอย่างบ้าคลั่งไว้ตลอดเวลา ไม่มีทีท่า
ว่าจะชะลอช้าลงแม้แต่น้อย
จั่วม่อพยักหน้า “เจ้าไม่เห็นคนของคุนหลุนเหล่านั้นหรอกรึ? หากข้า
ชักช้าแม้แต่ชั่ววูบ เกรงว่าคงได้แต่รับประทานฝุ่นอยู่ด้านหลังพวกมัน
แล้ว”
ผูเยานิ่งงันไป
มันแม้เคยปะทะหักหาญกับคุนหลุนมานับครั้งไม่ถ้วนในช่วงมหา
สงครามพันปี ทว่าคุนหลุนกระทั่งในช่วงเวลาสันติสุขเช่นนี้ ยังคงมุ่งมั่น
พากเพียรรุดหน้าไปอย่างบ้าคลั่ง แม้แต่ศัตรูที่ไม่ยอมอยู่ร่วมฟ้าเช่นผูเยา
ยังต้องนับถือเลื่อมใสคุนหลุนในปัจจุบัน
ในช่วงเจ็ดปีมานี้ ผู้ที่ทำศึกบุกฝ่าอยู่เบื้องหน้าสุดล้วนเป็นชนชั้นผู้
อาวุโสทั้งสิ้น
และในเจ็ดปีมานี้ จำนวนผู้อาวุโสคุนหลุนที่ตกตาย ยังมากกว่าในรอบ
สามร้อยปีที่ผ่านมารวมกันเสียอีก ในบรรดาผู้อาวุโสคุนหลุนทั้งหมด
ปัจจุบันมีเหลือรอดอยู่เพียงไม่ถึงหนึ่งในสาม
ด้วยการเสียสละของบิดาของพวกมัน อาจารย์ของพวกมันและเหล่า
ผู้อาวุโสของพวกมัน เหล่าศิษย์อัจฉริยะแห่งคุนหลุนหยั่งซึ้งตื้นตันตั้งแต่
แรก ไม่จำเป็นต้องบังคับควบคุม ไม่จำเป็นต้องปลุกปลอบขวัญกำลังใจ
พวกมันก้มหน้าก้มตาฝึกฝนเงียบ ๆ ทั้งวันทั้งคืน ไม่เคยย่อหย่อน ไม่หยุด
พัก แทบจะไม่คำนึงถึงชีวิตของพวกมันด้วยซ้า
การเสียสละสองในสามของบรรดาผู้อาวุโสตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา ใน
ที่สุดก็ผลิดอกออกผล สำแดงอานุภาพอันน่าแตกตื่นสะท้านใจให้ประจักษ์
แก่โลกหล้า
ยอดยุทธ์กลุ่มใหญ่ที่ยังเยาว์วัยยิ่ง ทว่าพลังฝีมือกล้าแข็งยิ่งเริ่ม
ปรากฏตัวออกมาจากคุนหลุน ยอดยุทธ์วัยหนุ่มเหล่านี้เติบใหญ่ขึ้นใน
ช่วงเวลาที่เหล่าผู้อาวุโสเอาโลหิตเข้าแลกมา เปี่ยมไปด้วยสำนึกรับผิดชอบ
พวกมันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างไม่เคยมีมาก่อน ครอบครองขีด
ความสามารถในการควบคุมตัวเองอันชวนสะท้านใจ พวกมันเป็น
เช่นเดียวกันกับเหล่าผู้อาวุโสของพวกมัน ไม่เคยหวั่นเกรงการสละตน
คุนหลุนที่เป็นเช่นนี้บันดาลให้ผู้คนต้องสยิวกายอย่างหนาวเหน็บ
ข่มขู่คุกคามจนใต้หล้าต้องสั่นสะท้าน
กระทั่งจั่วม่อเอง ยังรู้สึกถึงแรงกดดันอันแข็งกล้าจากคุนหลุน
ทันใดนั้นเอง นกกระเรียนกระดาษตัวหนึ่งเหินร่อนเข้ามา
จั่วม่อสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง คลี่นกกระเรียนกระดาษออก
อ่านในบัดดล
“อดีตแม่ทัพนามกระเดื่องแห่งซีเซวียน จงเต๋อ13 หวนคืนสู่ซีเซวียน
มันนำทัพคุกนรกใช้เลือดล้างที่ราบภาคกลาง ผู้อาวุโสซีเซวียนสิบสามคน
ถูกสังหาร ทิ้งซากศพประจานเป็นเวลาสิบวัน มันเข่นฆ่าผู้คนมากกว่าเจ็ด
พันคนในคราวเดียว โลหิตหลั่งเนืองนองเป็นท้องธาร แทบรวมกันเป็น
แม่น้าสายหนึ่ง!”
13
การหวนคืนสู่โลกหล้าของจงเต๋อแห่งซีเซวียน ไม่ต่างจากแผ่นดินไหว
ครั้งใหญ่ สร้างความสะท้านสะเทือนไปทั่วสวรรค์สี่ดินแดน
สำหรับคนรุ่นหลังนามนี้อาจไม่คุ้นหูเท่าใด แต่สำหรับผู้เฒ่าทั้งหลาย
ล้วนแล้วแต่หน้าเปลี่ยนสี เมื่อพวกมันเล่าขานถึงตำนานที่ยังมีชีวิตผู้นี้ เมื่อ
ผู้คนค่อย ๆ รับทราบประวัติความเป็นมาของยอดขุนพลเฒ่าผู้น่ากลัวจาก
บันทึกต่าง ๆ จิตใจพวกมันต้องสะท้านสะเทือนจนแทบหายใจไม่ออก ริม
ฝีปากคล้ายลิ้มรสชาติกลิ่นคาวโลหิตอันหนักข้น การศึกใหญ่หลายครั้ง
หลายหนที่สะท้านขวัญวิญญาณผู้คน ต่อให้เก่าเก็บมานานห้าสิบปี ยังคง
ทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวนไม่คลาย
สิ่งแรกที่จงเต๋อกระทำหลังจากหวนคืนมา คือการกวาดล้างซีเซวียนค
รั้งมโหฬาร มันเข่นฆ่าชนชั้นสูงของซีเซวียนนับไม่ถ้วน เข่นฆ่าจนสะอาด
หมดจด นับเป็นเหตุการณ์สะท้านขวัญที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสวรรค์สี่
ดินแดน
ซีเซวียนถูกอาบย้อมไปด้วยโลหิต และใจกลางมหาอำนาจซีเซวียน
บริเวณที่ราบภาคกลางนั้นท่วมท้นเจิ่งนองไปด้วยเลือด
บรรดาแม่ทัพนายกองจำนวนมากของซีเซวียนพอทราบข่าว พากัน
ลนลานหลบหนีไปทั้งยามราตรี
คนภายนอกได้ล่วงรู้ในภายหลัง ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่ง
เดือน แม่ทัพใหญ่สามสิบเก้ากองพันหายสาบสูญไป และในกระบวนการ
กวาดล้างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้ จำนวนผู้คนของซีเซวียนที่ถูกฆ่าทิ้งมี
จำนวนมากถึงสามหมื่นคน หาใช่เจ็ดพันคนดังที่เข้าใจกันในทีแรกไม่
ภายใต้หมัดเหล็กสุดอำมหิตของจงเต๋อ ไม่มีการกบฏตอบโต้แม้สัก
ครั้งเดียว
ในไม่ช้า จงเต๋อผู้ที่สองมือชุ่มโชกไปด้วยโลหิตก็แสดงแบบฉบับอันดุ
ร้ายเหี้ยมเกรียมของมันให้ประจักษ์ไปทั่วหล้าอีกครั้ง มันไม่รอให้สำนักตั้ง
หลักใหม่แล้วเสร็จด้วยซ้า ไม่แยแสสนใจว่าซีเซวียนยังปั่นป่วนรวนเรอย่าง
ไม่เคยมี มันนำทัพคุกโลกันตร์ปรากฏกายขึ้นที่บริเวณชายแดนของซีเซวีย
นอย่างกะทันหัน
ภายใต้แผนการบุกจู่โจมประดุจฟ้าร้องไม่ทันอุดหู มันบดขยี้ขุมกำลัง
สามฝ่ายจนราบคาบ
นี่คือการตอบโต้อย่างถึงเลือดถึงเนื้อ สามกองกำลังที่ถูกทำลายก็คือ
สามกองกำลังที่เพิ่งจะพิชิตกองทัพซีเซวียนเมื่อไม่นานมานี้เอง
ทว่าการตอบโต้ที่ดูเหมือนจะปกติธรรมดานี้ กลับทำให้ทั่วหล้าต้อง
ตกตะลึงจนตั่วสั่นสะท้านเป็นคำรบสอง… …
สิบเจ็ดเมืองในสามอาณาจักรล้วนกลายเป็นแดนร้างอันน่าหวาดสะ
พรึง ไม่หลงเหลือแม้อต่สัตว์เลี้ยง
พฤติการณ์สุดอำมหิตนี้กระทบถูกมโนธรรรมของผู้คนทั้งหมดใน
สวรรค์สี่ดินแดน ฝูงชนพิโรธเดือดดาลแทนฟ้า ต่างก่นด่าสาปแช่งจงเต๋อ
เป็นจอมมารร้าย เป็นสัตว์นรกกระหายเลือดที่เหี้ยมโหดอำมหิต สูญสิ้น
มโนธรรม สารพัดคำด่าที่สรรหามาสาปแช่งแม่ทัพเฒ่า แต่ไม่ว่าพวกมันจะ
แช่งหักหักกระดูกอย่างไร กลับไม่มีกองทัพใดกล้ามุ่งหน้าไปยังซีเซวียนอีก
ผู้คนเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึงอย่างลึกล้าต่อแม่ทัพผู้สูญสิ้น
มโนธรรมผู้นี้
เมื่อโลหิตถูกหลั่งมากพอ สันติสุขย่อมติดตามมาเป็นธรรมดา
ประโยคนี้ของจงเต๋อกลับกลายเป็นอมตะวาจาที่แพร่สะพัดไปทั่ว
หล้า
ทั่วทั้งซีเซวียนสั่นสะท้าน ขุมกำลังโดยรอบซีเซวียนตัวสั่นระริก
ไม่มีใครกล้าบอกว่าซีเซวียนเป็นวัดเสวียนคงแห่งที่สองอีก แม้แต่ผู้ที่
เคียดแค้นชิงชังซีเซวียนเข้ากระดูกดำ ยังต้องยอมรับว่าการทะยานขึ้นของ
ซีเซวียนไม่อาจหยุดยั้งได้อีก แม้ว่าจะเป็นการทะยานขึ้นด้วยท่วงท่าคืบ
คลานขึ้นจากโคลนตมที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดก็ตาม
ซีเซวียนที่ถูกกวาดล้างจนหมดจดกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม หลังจากห้าปีของความสงบสุข เหล่าขุมกำลังใหญ่ที่
มุ่งเน้นอยู่กับการพัฒนาตัวเอง ในที่สุดเสร็จสิ้นการเตรียมการเปิดศึกครั้ง
ใหม่
คราครั้งนี้คุนหลุนลงมือเป็นอันดับแรก
ยุทโธปกรณ์เทพเมฆาไร้รูป เป็นหนึ่งในยุทโธปกรณ์เทพที่เด่นล้าที่สุด
ในท้องตลาด จัดอยู่ในระดับสูงสุดเคียงคู่กับยุทโธปกรณ์เทพคุนหลุนและ
ยุทโธปกรณ์เทพเทียนหวน ถูกขนานนามร่วมกันว่าสามสุดยอด
ยุทโธปกรณ์เทพ แม้แต่ยุทโธปกรณ์เทพซีเซวียนของซีเซวียนและระบบ
พลังเทพวิถีเซนของเก้ามหานิกายพุทธยังอ่อนด้อยกว่าขั้นหนึ่ง
ระดับชั้นของยุทโธปกรณ์เทพนั้นจำต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับพลัง
เทพที่ใช้งาน มีฝีมือเชิงหลอมสร้างและทรัพยากรอันมหาศาล
ในช่วงเวลาอันสั้น ไม่มีขุมกำลังใดสามารถสั่นคลอนสถานะของสาม
สุดยอดระบบพลังเทพนี้ได้
ซึ่งความจริงดินแดนม่ออวิ๋นไห่แม้ไม่ใหญ่โต แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจ
ว่าพวกมันเป็นเพียงขุมกำลังท้องถิ่นเล็ก ๆ พวกมันสามารถผลิต
ยุทโธปกรณ์เทพชั้นสุดยอด มีสองยอดแม่ทัพผู้กล้าแกร่งเกรียงไกร พวก
มันแม้ไม่ได้ครอบครองอาณาเขตขนาดใหญ่ แต่มีทรัพยากรมั่งคั่งอุดม
สมบูรณ์ ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนพวกมัน แกนภายในของม่ออวิ๋นไห่เป็น
สิ่งมีชีวิตที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเชื่อมั่น ไม่รู้จักความกลัว
ทุกผู้คนหันไปมองจั่วม่อเป็นตาเดียว ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ของ
กงซุนชาหรือการรายงานของเหอหมิง ผู้ที่ทำการตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคง
ต้องเป็นจั่วม่ออยู่ดี
“เราต้องขยับขยาย”
จั่วม่อพอกล่าวออกมา ทุกผู้คนพากันคึกคักขึ้นมาทันที โดยเฉพาะ
เหล่าแม่ทัพนายกอง ที่ผ่านมาพวกมันติดตามแม่นางน้อยต้าเหรินทำศึก
ประหัตประหารไปทั่วสิบทิศ แต่พอไม่ได้ออกแรงมาหลายปี ชักรู้สึกสนิม
จับอยู่บ้าง
ซึ่งความจริงทุกคนล้วนทราบแน่แก่ใจ ในสถานการณ์เบื้องหน้า การ
ขยับขยายเป็นทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวของพวกมัน
อย่าได้เห็นว่าม่ออวิ๋นไห่มั่นคงดุจหินผา นั่นเพียงเพราะว่ามีเก้า
มหานิกายพุทธกั้นอยู่ตรงกลางระหว่างพวกมันกับศัตรู หากพวกมันรอให้
คุนหลุนเทียนหวนเติบโตกล้าแข็งกว่าเดิม เมื่อเวลามาถึง พวกมันกระทั่ง
ปกป้องตัวเองยังทำไม่ได้ แม้ว่าแนวป้องกันป้อมปราการค่ายกลจะร้าย
กาจ แต่หากคุนหลุนเทียนหวนไม่แยแสสนใจต่อการสูญเสีย พวกมัน
สามารถบุกผ่านเข้ามาโดยไม่ยากเย็นนัก
หากมองในด้านกองทัพชั้นยอด ม่ออวิ๋นไห่อาจสามารถเทียบเคียงกับ
พวกมันได้ แต่หากเป็นกำลังพลทั่วไปนับว่าด้อยกว่ามาก ลำพังแค่
“ใช่แล้ว ไม่มีใดเหมาะสมไปกว่าเก้ามหานิกายพุทธ ฟังว่าในหมู่พวก
มันกำลังต่อสู้ขัดแย้งกันเอง นี่เป็นโอกาสอันดีงาม… …”
เก้ามหานิกายพุทธแม้เป็นขุมกำลังเข้มแข็งอันดับสี่ในภพซิวเจ่อ แต่
ภายในบังเกิดความขัดแย้งอย่างดุเดือดรุนแรง ระบบการปกครองพวกมัน
คล้ายคลึงกับสภาผู้อาวุโสแห่งภพอสูร เจ้าสำนักของทั้งเก้าสำนักใหญ่
รวมตัวกันเป็นสภาเจ้าสำนัก เพื่อร่วมกันปกครองดูแลดินแดนทั้งหมด
เก้ามหานิกายพุทธเมื่อต่างฝ่ายต่างมีขุมกำลังเท่าเทียมกัน นับตั้งแต่
ที่พวกมันรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว ความขัดแย้งภายในจึงไม่เคยหยุดลงมา
ก่อน เรียกได้ว่าเป็นพันธมิตรที่หลวมคลาย ไม่มีความเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกันเสียมากกว่า
จุดอ่อนร้ายแรงที่สุดของเก้ามหานิกายพุทธ ก็คือพวกมันไม่มีแม่ทัพ
บัญชาการศึกชั้นยอด
ทั้งเก้ามหานิกายมียอดแม่ทัพบัญชาการศึกเพียงคนเดียว นั่นคือ
หย่างหยวนเฮ่า นี่แทบจะเรียกได้ว่าไม่เหมาะสมกับศักดิ์ฐานะหนึ่งในสี่ขุม
กำลังยิ่งใหญ่แห่งภพซิวเจ่อเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน ม่ออวิ๋นไห่กลับ
ครอบครองสองยอดแม่ทัพบัญชาการศึก จึงไม่มีผู้ใดกล้าประมาทดูแคลน
พวกมัน
หากมิใช่ว่าซีเซวียนก่อนหน้าที่จงเต๋อจะหวนกลับมานั้นย่าแย่เกิน
บรรยายอย่างแท้จริง เก้ามหานิกายพุทธจะต้องเป็นขุมกำลังที่ผู้คนเห็น
พ้องต้องกัน ว่าอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเสียเป็นแน่แท้
รับฟังการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนเบื้องหน้า จั่วม่อในใจลอบครุ่นคิด
คำถามนี้มันได้ใคร่ครวญมาเป็นเวลานานแล้ว การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่
สำคัญยิ่งนี้ จะส่งผลต่อการพัฒนาในอนาคตของพวกมันโดยตรง
“ไม่ เราจะไม่ลงมือต่อเก้ามหานิกายพุทธ”
จั่วม่อกล่าวอย่างกะทันหัน ทุกคนหุบปากลงทันที เงี่ยหูรับฟังอย่าง
ระมัดระวัง
“เก้ามหานิกายพุทธเป็นเหมือนเกราะกำบังให้แก่เรา ตราบเท่าที่
เกราะกำบังนี้ยังไม่ถูกทำลาย เราก็ยังไม่จำเป้นต้องเผชิญหน้ากับ
มหาอำนาจเช่นคุนหลุนโดยตรง เราไม่เพียงจะไม่ลงมือต่อพวกมัน ซ่ายัง
จะช่วยเหลือสนับสนุนพวกมัน ช่วยให้พวกมันไม่ต้องกังวลกับทางด้านหลัง
สถานการณ์ที่ดีที่สุดก็คือพวกมันต้องต่อสู้ต้านทานคุนหลุนและเทียนหวน
นั่นจะเป็นประโยชน์ต่อเรามากที่สุด”
กงซุนชาและเปี๋ยหานผงกศีรษะ ข้อแยกแยกของจั่วม่อนับว่ามี
เหตุผล
“พวกมันมิใช่ว่าต้องการซื้อยุทโธปกรณ์เทพระบบม่ออวิ๋นของเรามา
โดยตลอดหรอกรึ?
“เช่นนั้นเราควรขยับขยายไปในทิศทางใด
มีคนถามอย่างงุนงง
สงสัย
นอกเหนือจากเก้ามหานิกายพุทธแล้ว ฝ่ายอื่น ๆ ล้วนเป็นขุมกำลัง
เล็กขุมกำลังน้อย แม้ว่าลงมือต่อพวกมันแทบไม่ต้องลงทุนลงแรงอันใด แต่
ก็เป็นเพียงผลลประโยชน์อันน้อยนิด ไม่ได้คุ้มค่าพอที่จะลงมือ
หลังจากหยิบฉวยห้าสิบหกอาณาจักรทรัพยากรในรวดเดียว พวกมัน
ไม่มีความสนใจต่อขาตั๊กแตนเล็ก ๆ ที่ไม่มีเนื้อหนังเหล่านี้ ขุมกำลังเหล่านี้
ไม่เพียงดินแดนที่ครอบครองเป็นเพียงอาณาจักรเล็ก ๆ ด้านทรัพยากรยัง
เรียกได้ว่าแร้นแค้นไม่เบา
“เราจะขยับขยายไปทางแดนปิศาจ” คำตอบของจั่วม่อเหนือความ
คาดหมาย
หลายคนงงงันวูบ แต่อีกหลายคนสีหน้าเริ่มทอแววกระตือรือร้นสนใจ
แดนปิศาจกว้างใหญ่ไพศาล เต็มไปด้วยทรัพยากรอันมากล้นสมบูรณ์ ชาว
ปิศาจเดิมเช่นอาซาเก๋อ สือตงและอี้อันปรารถนาจะขยับขยายไปทางแดน
ปิศาจตั้งแต่แรก
แต่จั่วม่อต้าเหรินตลอดมาไม่เคยมีทีท่าว่าจะสนใจในแดนปิศาจ สร้าง
ความผิดหวังแก่พวกมันไม่น้อย
“เราจะลงมือต่อผู้ใดก่อน?” เหลยเผิงดวงตาเป็นประกาย
“สหพันธ์จอมปิศาจด่านไสว้!” จั่วม่อตอบเสียงหนักอย่างไม่ลังเล
คราวนี้กระทั่งกงซุนชากับเปี๋ยหานยังต้องประหลาดใจอยู่บ้าง ใน
ดินแดนร้อยเถื่อน นับวิหารเทพปิศาจเข้มแข็งที่สุด รองลงมาคือสหพันธ์
จอมปิศาจด่านไสว้ซึ่งนำโดยตี๋ไสว้ จากนั้นจึงเป็นพันธมิตรวีรบุรุษอยู่ใน
ลำดับสาม ทุกผู้คนเข้าใจว่าจั่วม่อจะเริ่มจากผู้ที่อ่อนแอที่สุดก่อน ซึ่งก็คือ
พันธมิตรวีรบุรุษ แต่จั่วม่อกลับมุ่งเป้าไปยังสหพันธ์จอมปิศาจด่านไสว้
อย่างเหนือความคาดหมาย
“จุดมุ่งหมายของเราคืออาณาจักรร้อยปราณ!” ดวงตาร้อนเร่าของ
จั่วม่อเต็มไปด้วยแรงปรารถนา