สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 759 ค่ายหลางโซ่วเชียนไกว้15
“ข้าเฟ่ยเหลย” เฟ่ยเหลยทักทายเสียงราบเรียบ ในใจลอบประหลาด
ใจไม่น้อยต่อความอ่อนเยาว์ของเหลียงเวย แต่มันรีบปกปิดอำพรางแวว
ประหลาดใจในดวงตา
“ข้าเหลียงเวย” เหลียงเวยสามารถสังเกตเห็นแววประหลาดใจของ
อีกฝ่าย แต่มันหาได้แยแสสนใจไม่ ไม่ว่าผู้ใดหากพบเห็นใบหน้าอ่อนวัย
ของมันเป็นครั้งแรก ส่วนใหญ่ล้วนมีปฏิกิริยาเช่นเดียวกัน
ในทางกลับกัน ใบหน้าหยาบกร้านด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาของเฟ่ย
เหลยนั้น บอกชัดถึงประสบการณ์และความกร้านเกรียม กอรปด้วยท่วงท่า
สภาวะมั่นคงดั่งหินผา บันดาลให้เหลียงเวยบังเกิดความคาดหวังอย่าง
เปี่ยมล้นต่อกองทัพใหม่ของมัน
เฟ่ยเหลยไม่ชมชอบกล่าวมากความ หลังจากทักทายพอเป็นพิธีก็
กล่าวโดยไม่อ้อมค้อม “เชิญตามข้ามาทางด้านนี้”
ทั้งกลุ่มพากันเข้าสู่หุบเขาที่ปกปิดซ่อนเร้นเป็นอย่างดีแห่งหนึ่ง เมื่อ
ผ่านพ้นช่องแคบบริเวณปากหุบเขา พื้นที่ด้านในขยายกว้างออกอย่าง
ฉับพลัน สุ้มเสียงอ่อนเยาว์เอะอะโวยวายไม่ขาดหู เต็มไปด้วยเสียงตะโกน
ของเหล่าคนหนุ่มสาว เหลียงเวยใจเต้นระทึกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
15 ค่ายพิสดารสุนัขป่าพันเศียร
สิ่งที่ผ่านเข้ามาในสายตา เป็นภาพของคนหนุ่มสาวหลายพันคนกำลัง
คร่าเคร่งฝึกปรืออย่างทรหดอดทน หมอกขาวที่ระเหยจากหยาดเหงื่อ
ล่องลอยขึ้นสู่เบื้องบน ฝุ่นผงฟุ้งตลบอยู่ในอากาศ เสียงตวาดอย่างเดือด
ดาล เสียงก่นด่าสาปแช่ง พลังเสียงที่ระเบิดอย่างพร้อมเพรียงเป็นจังหวะ
ทุกสิ่งเหล่านี้กระทบจิตใจของเหลียงเวยไม่ขาดสาย
เหลียงเวยเหม่อมองอย่างซึมเซา เสียงของเฟ่ยเหลยแม้ดังเข้าหู แต่
คล้ายล่องลอยมาจากที่ห่างไกล
“พวกมันล้วนมีพลังฝีมือเด่นล้า แรกเริ่มเดิมทีพวกมันฝึกปรือทักษะ
ปิศาจ จากนั้นค่อยเปลี่ยนมาฝึกปรือพลังเทพ แต่ละคนมีสายเลือดพิเศษ
เฉพาะ ด้านการฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียรยังไม่เคยเผชิญพบอุปสรรคหรือจุด
ตีบตันมาก่อน ตรงกันข้าม พวกมันรุดหน้ารวดเร็วยิ่ง จวบกระทั่งถึงตอนนี้
พวกมันยังคงอยู่ในสภาวะที่รุดหน้าอย่างรวดเร็วดุจก้าวกระโดด สภาพ
เช่นนี้จะคงอยู่ยาวนานหรือไม่ ขึ้นอยู่กับอายุและพรสวรรค์ของพวกมัน
แต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงสามปีถึงสิบปี”
เฟ่ยเหลยสนิทสนมคุ้นเคยกับเด็กหนุ่มเด็กสาวเหล่านี้เป็นอย่างดี
เนื่องเพราะเป็นมันเองที่บุกบั่นข้ามขุนเขาทะเล ติดตามค้นหาพวกมันทีละ
คนและสั่งสอนวิชาความรู้มากับมือ
“หากเทียบกับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน พวกมันแต่ละคนล้วนมีพลัง
ฝีมือสูงเยี่ยมอย่างที่ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน เรียกได้ว่าทัดเทียมกับ
เหล่าศิษย์สำนักใหญ่หรือตระกูลชั้นสูง เราพยายามรีดเค้นพลังที่มีอยู่ใน
สายเลือดของพวกมันออกมาทั้งหมด นี่เป็นสิ่งเดียวที่ข้าพอจะช่วยเหลือ
? มันแม้ไม่ทราบชัดถึงขุม
กำลังที่แท้จริงของต้นสังกัดใหม่ของมัน แต่ยังคงล่วงรู้ว่าขุมกำลังลึกลับนี้
ไม่มีทางขาดแคลนแม่ทัพบัญชาการศึกมากฝีมือ อย่างน้อยตัวผูผูเองก็เป็น
แม่ทัพบัญชาการศึกอันร้ายกาจยิ่งผู้หนึ่ง ไฉนเลยจะมองไม่เห็นคุณค่าของ
คนรุ่นเยาว์อันโดดเด่นเลิศล้าเหล่านี้ได้
ซึ่งความจริงผู้ชี้นำการฝึกฝนประจำวันของกองทัพ หาได้จำเป็นต้อง
ใช้แม่ทัพบัญชาการศึกที่แข็งแกร่งอันใด
อย่างไรก็ตาม ชีวิตเอ้อระเหยลอยชายในหลายปีมานี้ นับว่าช่วยขัด
เกลาความสามารถในการควบคุมตัวเองของมันไม่น้อย เหลียงเวยถามโดย
ที่สีหน้าไม่เปลี่ยน “พวกมันใช่ไม่มีแม่ทัพบัญชาการศึกคอยชี้นำพวกมัน
หรือไม่
ใบหน้าหยาบกร้านของเฟ่ยเหลยเค้นเป็นรอยยิ้มเต็มฝืน สั่นศีรษะ
พลางทอดถอนใจ “หาใช่เช่นนั้นไม่”
มีปัญหาเหมือนที่คาด! เหลียงเวยแสดงทีท่าตั้งอกตั้งใจขึ้นมาทันที
เฟ่ยเหลยอธิบายเสียงแผ่วเบา “สายเลือดของพวกมันเมื่อถูกกระตุ้น
ให้ตื่นขึ้นมา ก็ช่วยให้พลังฝีมือของแต่ละคนพุ่งทะยานขึ้นในคราวเดียว
การฝึกปรือพลังเทพยิ่งเป็นประโยชน์ต่อพวกมันอย่างใหญ่หลวง หากทว่า
การกระตุ้นสายเลือด กลับส่งผลให้บุคลิกที่ซ่อนเร้นอยู่ในสายเลือดของ
พวกมันเริ่มมีอิทธิพลต่อพวกมันด้วย ถึงตอนนี้ เด็กเหล่านี้แต่ละคนล้วน
แปลกประหลาดยิ่ง”
“แปลกประหลาด?” เหลียงเวยสีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
เฟ่ยเหลยเหลือบมองเหลียงเวยแวบหนึ่ง ในส่วนลึกของดวงตาทอ
แววเห็นอกเห็นใจ “มิผิด แปลกประหลาดยิ่ง”
จากนั้นมันสุ่มชี้ไปยังบุรุษหนุ่มที่นั่งขัดสมาธิเข้าฌานอยู่ตรงมุมห้อง
“ยกตัวอย่างเช่นคนผู้นั้น มันเรียกว่าอิงหรง ในแต่ละวันมันจะต้องเข้าฌาน
สมาธิวันละเจ็ดชั่วยาม โดยไม่มีข้อยกเว้น ระหว่างนั้น หากมีผู้ใดล่วงล้า
รัศมีสิบจั้งรอบกายมัน จะถูกโจมตีโดยไม่เลือกหน้า โดยที่มันเองก็ไม่รู้ตัว”
“โจมตีโดยไม่เลือกหน้า โดยที่ตนเองก็ไม่รู้ตัว… …” เหลียงเวยอ้าปาก
ค้าง สีหน้าตะลึงลาน
“ถูกต้อง” เฟ่ยเหลยคล้ายมองไม่เห็นสีหน้าของเหลียงเวย ยังคงกล่าว
ต่อไปว่า “นั่นเป็นเพียงสัญชาตญาณของมัน หลังจากเกิดเรื่องมันอาจจะ
พร่าขอโทษขอโพยเจ้าจากใจจริง แต่บางทีเจ้าอาจจะไม่ได้ยินคำขอโทษ
เหล่านั้น”
“เพราะเหตุใด
เหลียงเวยงงงันวูบ
“เนื่องเพราะหากมิใช่ว่าเจ้าบาดเจ็บสาหัสปางตาย เจ้าก็อาจจะตาย
ไปแล้ว” เฟ่ยเหลยกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ลองดู”
ปากกล่าววาจา พลางก้มลงเก็บก้อนหินโยนไปทางอิงหรง
หินก้อนนั้นวาดเป็นเส้นโค้งที่กลางอากาศ พุ่งเข้าไปในรัศมีสิบจั้งของ
อิงหรงในชั่วพริบตา
อิงหรงผู้จมอยู่ในห้วงฌานสมาธิสะท้านขึ้นเบา ๆ จากนั้นลืมตาขึ้นใน
บัดดล ที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงก็คือดวงตาทั้งคู่ไม่มีลูกนัยน์ตา กลับ
กลายเป็นสีขาวอย่างสมบูรณ์ มันกระโดดปราด ส่งเสียงกู่แหลมเล็ก
ประหลาดพิกล ร่างของมันพอลอยอยู่กลางอากาศ พลันปรากฏพลังงานสี
แดงรูปคมดาบพวยพุ่งออกมาเหลือคณานับ
คมดาบสีแดงหลายร้อยสายหมุนคว้างราวพายุอันเกรี้ยวกราด โหม
ฟาดฟันใส่ก้อนหินที่กำลังพุ่งเข้าหามันอย่างพร้อมเพรียง
ปั้ง!
ก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นถูกเปลี่ยนเป็นผุยผงในชั่วพริบตาเดียว
อิงหรงดีดร่างกลางอากาศ พลิ้วกายกลับไปยังตำแหน่งเดิม ทรุดลง
นั่งขัดสมาธิตามเดิมราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
ถึงตอนนี้ฝุ่นละอองจากก้อนหินค่อยร่วงกราวลงมา เหลียงเวยอ้าปาก
หวอ เหม่อมองอย่างโง่งม
“ซึ่งความจริงปัญหาของอิงหรงนับว่าไม่เลวร้ายเท่าใด เพราะ
นอกเหนือจากเจ็ดชั่วยามที่ต้องเข้าฌานสมาธิแล้ว อีกห้าชั่วยามที่เหลือมัน
จะอยู่ในสภาพปกติธรรมดา” เฟ่ยเหลยกล่าวพลางชี้ไปทางบุรุษร่างใหญ่ที่
เปลือยท่อนบนผู้หนึ่ง “มันเรียกว่ากวนหลง มีสายเลือดมังกรที่หายาก นั่น
เป็นเหตุให้มันมักตกอยู่ในสภาพอันคลุ้มคลั่ง หากความกระหายการต่อสู้
ของมันถูกกระตุ้นขึ้นมา กวนหรงจะฉีกทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบกายมันเป็น
ชิ้นๆ การฝึกฝนร่วมกับมันเป็นเรื่องอันตรายมาก”
กวนหรงผู้นี้ร่างสูงตระหง่านดุจหอคอยเหล็ก กล้ามเนื้อปูดโปน
แผ่ซ่านแรงกดดันอันยากจะบ่งบอกบรรยายชนิดหนึ่งออกมา ดวงตาสีแดง
ดุจโลหิตกวาดมองไปรอบ ๆ ราวกับว่ามันกำลังเสาะหาเหยื่อเคราะห์ร้าย
มาเติมเต็มกระเพาะของมัน
เนิ่นนานให้หลัง เหลียงเวยค่อยเอ่ยปากเสียงแหบแห้ง “หรือว่า… …
หรือว่าพวกมันทั้งหมดล้วนเป็นเช่นนี้?”
เฟ่ยเหลยพยักหน้ารับ “ผลกำไรมาพร้อมกับความเสี่ยง พวกมันเกิด
มาพร้อมกับพลังแห่งสายเลือด แต่ก็มีความสุ่มเสี่ยงอันตรายติดมาด้วย
เช่นกัน อย่างไรก็ตาม มีเรื่องหนึ่งที่เจ้าสมควรมั่นใจได้ พวกมันทุกคนล้วน
เชื่อฟังคำสั่งเท่าชีวิต แน่นอน นั่นต้องเป็นในยามที่พวกมันอยู่ในสภาพ
ปกติ”
บรรดาแม่ทัพบัญชาการศึกที่ร่วมทางมากับเหลียงเวยพากันหน้า
เผือดสี ในสายตาของพวกมัน เด็กหนุ่มเด็กสาวเหล่านี้ไม่ต่างจากสัตว์ร้าย
สุดแสนอันตราย ซึ่งพร้อมจะเขมือบกลืนพวกมันลงไปได้ทุกเมื่อ
พวกเราต้องการเป็นแม่ทัพบัญชาการศึก ไม่ใช่คนฝึกสัตว์ร้าย… …
พวกมันได้แต่ลอบคร่าครวญอย่างหวนโหย
แต่ละคนเริ่มสำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ตกลงรับงานนี้ หลายคนแทบ
อยากตัดมือตัวเองทิ้ง มือบัดซบ ไฉนไม่อาจอดทนต่อของรางวัลล่อใจ?
เหลียงเวยแสยะยิ้ม เผยให้เห็นคมเขี้ยวดุจสุนัขป่า ซึ่งคลับคล้ายว่าแต่
ละซี่จะชุ่มโชกไปด้วยโลหิต
“นับแต่นี้ไป กองทัพนี้เรียกว่าค่ายหลางโซ่วเชียนไกว้! (ค่ายพิสดาร
สุนัขป่าพันเศียร)”
“จุดมุ่งหมายของเปี๋ยหานที่แท้คืออะไรกันแน่
เฉวียนเพ่ยพยายาม
สะกดสุ้มเสียงให้เป็นปกติ แต่ผู้ที่รู้จักมักคุ้นกับมัน ยังคงฟังออกถึงเค้า
ความวิตกกังวลที่แฝงเร้นอยู่ภายใน
รองแม่ทัพคู่ใจของมันสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับมันมานานปี ย่อม
สามารถจับเค้าหวาดวิตกในน้าเสียงของมันได้ รองแม่ทัพอดไม่ได้ให้ตื่น
ตระหนก มันเพิ่งจะเคยเห็นต้าเหรินปราศจากความเชื่อมั่นถึงปานนี้เป็น
ครั้งแรก หรือว่าเปี๋ยหานร้ายกาจถึงเพียงนั้นจริงๆ
รองแม่ทัพขบคิดชั่วครู่ จากนั้นถามตรง ๆ “ต้าเหรินกังวลใจเรื่องอัน
ใด
แม่ทัพใหญ่เฉวียนเพ่ยผู้นี้รูปร่างสูงโปร่ง ผมเผ้าขาวโพลนทั้งศีรษะ
มันแม้อายุไม่น้อยแล้ว แต่ท่วงท่าสภาวะสุขุมลุ่มลึก ให้ความรู้สึกเป็นมิตร
ต่อผู้คน
เมื่อครั้งที่มันกลายเป็นจอมปิศาจด่านไสว้ นับว่ามีอายุไม่น้อยแล้ว
สูญสิ้นความปรารถนาที่จะประชันขันแข่งกับผู้อื่นอีก เนื่องเพราะเหตุนี้
เมื่อถูกเชื้อเชิญให้เข้าร่วมสหพันธ์จอมปิศาจด่านไสว้ มันจึงไม่รีรอลังเล
แม้แต่น้อย ในบรรดาจอมปิศาจด่านไสว้ทั้งหมดในสหพันธ์ เฉวียนเพ่ยไม่
นับว่ามีอันใดโดดเด่นสะดุดตา แต่ขุนพลเฒ่าเฉวียนเพ่ยเป็นบุคคลอันสงบ
เยือกเย็น นิสัยใจคออ่อนโยนเป็นมิตร ด้วยความสัมพันธ์อันดีกับทุกผู้คน
และความคุ้นเคยกับกองทัพของมัน ทำให้ขุนพลเฒ่าเฉวียนเพ่ยได้รับ
มอบหมายให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ
เฉวียนเพ่ยล่วงรู้ขีดความสามารถของตนเป็นอย่างดี ทราบว่าตนเอง
ไม่ใช่ขุนพลที่ยิ่งใหญ่อันใด ดังนั้นมันไม่คิดประชันขันแข่ง กระทั่งในช่วง
เวลาแห่งกลียุคเช่นนี้ มันเพียงหวังว่าจะสามารถใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่าง
สงบสุข เป็นร่มเงาให้แก่ลูกหลานของตนสืบไป
มันไหนเลยจะคาดคิด ว่าจะมีวันที่ถูกบีบบังคับให้ต้องเผชิญหน้ากับ
ยอดแม่ทัพบัญชาการศึกนามกระเดื่องเช่นเปี๋ยหาน
หลายปีมานี้ แดนปิศาจเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่าดิน
นามของผู้ยิ่งใหญ่เก่าแก่มากมายถูกลบหายไปอย่างต่อเนื่อง นามที่ไม่คุ้นหู
นับไม่ถ้วนทยอยผุดขึ้นไม่ขาดสาย ส่องประกายเรืองรองในยุคสมัยใหม่นี้
เฉวียนเพ่ยรู้ตัวดีว่ามันชราแล้ว ไม่อาจไล่ทันความเปลี่ยนแปลงของ
ยุคสมัยอีกแล้ว
เช่นเดียวกับที่มันรู้ดี ภารกิจครั้งนี้เกรงว่าจะไม่มีเรื่องดีงามอันใด
เปี๋ยหานเป็นยอดแม่ทัพผู้รั้งลำดับสิบในทำเนียบยอดแม่ทัพแห่งแดน
ซิวเจ่อ ตำแหน่งนี้เป็นเครื่องยืนยันความร้ายกาจของคนผู้นี้ได้เป็นอย่างดี
นี่จึงเป็นยอดแม่ทัพที่แท้จริง เป็นระดับชั้นที่คนเยี่ยงมันไม่อาจเอาชนะได้
อาจบางทีต่อให้ทอดตาทั่วทั้งสหพันธ์จอมปิศาจด่านไสว้ ผู้ที่สามารถต่อกร
“ไม่มีใด ข้าเพียงวิตกกังวลไปตามเรื่อง บอกให้ทุกคนตื่นตัวและ
ระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา” เฉวียนเพ่ยสูดลมหายใจลึก สุ้มเสียงของมันใน
ที่สุดสงบราบคาบเป็นปกติ มันจะอย่างไรเป็นแม่ทัพเฒ่าที่กรำศึกมาอย่าง
โชกโชนผู้หนึ่ง ล่วงรู้ดีว่าหากแม่ทัพใหญ่แตกตื่นลนลาน จะส่งผลกระทบ
ต่อขวัญกำลังใจของกองทัพมากมายเพียงใด
มันเพียงแค่ต้องถ่วงเวลาเปี๋ยหาน สู้รบเท่าที่จำเป็น รอให้สองทัพ
หนุนชั้นยอดมาถึง
เมื่อคิดได้เช่นนี้ จอมปิศาจเฒ่าค่อยมีความเชื่อมั่นขึ้นมาบ้าง ซ่างอวี่
เซิงและไห่จินอวิ๋นเป็นสองแม่ทัพบัญชาการศึกอัจฉริยะที่เพิ่งปรากฏขึ้นใน
สหพันธ์อัจฉริยะในช่วงไม่กี่ปีมานี้ พวกมันยังอายุเยาว์ แต่มีพรสวรรค์อัน
เหนือชั้น ทั้งคู่พิสูจน์ยืนยันความกล้าแกร่งของพวกมันผ่านการศึกหฤโหด
นับครั้งไม่ถ้วน หากมิใช่เพราะพวกมันทั้งสอง การหยุดยั้งการขยายตัวของ
วิหารเทพปิศาจคงมีช่วงเวลายากลำบากกว่านี้มาก
พวกมันทั้งสองก็เป็นยอดแม่ทัพบัญชาการศึกเช่นกัน!
เพียงแค่มันสามารถถ่วงเวลาเปี๋ยหานสักระยะหนึ่ง… …สองยอดแม่
ทัพของฝ่ายมันจะมาถึง เปี๋ยหานแน่นอนว่าจะไม่มีเวลาสุขสบายอีก บางที
พวกมันอาจมีโอกาสสังหารเปี๋ยหานด้วย! เฉวียนเพ่ยเต็มไปด้วยความ
เชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้นต่อสองบุรุษหนุ่มอัจฉริยะแห่งสหพันธ์จอมปิศาจ
ทันใดนั้นเอง เฉวียนเพ่ยที่เพิ่งจะเบาใจลงเล็กน้อย พลันหรี่ตามองไป
ยังที่ห่างไกล ม่านตาหดแคบลงทันควัน!
เห็นกองทัพอันมืดทะมึนซึ่งแผ่ซ่านกลิ่นอายน่าขนพองสยองเกล้าทัพ
หนึ่ง ปรากฏขึ้นทางด้านปีกขวาของมันอย่างเงียบเชียบ
เปี๋ยหาน!