สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 760 จงหยูกับอีชิง
อีเจิ้งสีหน้าตึงเครียดระคนหวาดวิตก ไม่กล้าละสายตาจากใบหน้า
ของจงหยูแม้แต่ชั่วแวบ
รูปลักษณ์ของจงหยูเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวง เดิมทีจงหยูแม้
หน้าตาพื้นเพธรรมดา แต่มีร่างกายแข็งแรงเปี่ยมพลังเยี่ยงเซียนวรยุทธ์
ทั่วไป ทว่าจงหยูหลังจากออกจากด่านเป็นตายร่างกายเปลี่ยนเป็น
ผ่ายผอม สองแก้มซูบลึก มีเพียงดวงตาที่สุกใสกระจ่างจ้า ราวกับว่า
สามารถมองทะลุทุกสรรพสิ่ง บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
ปราณีอยู่เป็นนิจ
ดอกบัวแดงที่กลางหว่างคิ้วเจิดจรัสดุจเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์
ยามนั้นดรรชนีเหี่ยวแห้งของจงหยูค่อยเคลื่อนห่างจากร่างกายของผู้
เป็นศิษย์พี่ของอีเจิ้ง
“จงซือฟู่ ศิษย์พี่ของข้าเป็นอย่างไรบ้าง มีหนทางรักษาหรือไม่?” อี
เจิ้งรู้สึกหัวใจแทบกระดอนออกจากทรวงอกได้ทุกเมื่อ
ศิษย์พี่ของอีเจิ้งก็ลืมตาขึ้นเช่นกัน ในดวงตาทอแววตื่นตระหนกสุด
ระงับ ซึ่งความจริงนับตั้งแต่พบเห็นจงหยูครั้งแรก มันก็ต้องแตกตื่นตกใจ
อย่างบอกไม่ถูก ร่างกายผ่ายผอมของผู้อื่นเห็นได้ชัดว่าเกิดจากการถูกพลัง
อธิษฐานกัดกร่อนอย่างต่อเนื่อง แต่ดวงตาสุกใสกระจ่างจ้าคู่นั้นคล้ายแทง
ทะลุเข้าไปในใจมัน
นี่เป็นครั้งแรกที่มันบังเกิดความรู้สึกว่าคนผู้หนึ่งช่างลึกล้าสุดจะหยั่ง
ถึงอย่างแท้จริง
รอจนจงหยูแตะดรรชนีลงบนข้อมือของมัน พลังเทพที่ทั้งนุ่มนวล
และบริสุทธิ์สุดขั้วสายหนึ่งไหลผ่านเข้ามาในร่างอย่างสงบเงียบ บันดาลให้
มันรู้สึกสุขสบายและผ่อนคลายอย่างที่ยากจะพบพาน
“ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อันใด” จงหยูแย้มยิ้มอย่างเมตตา สุ้มเสียงแฝงเร้น
ไปด้วยพลังที่สามารถปลอบโยนจิตใจผู้คน หัวใจที่ร้อนรุ่มของอีเจิ้งสงบลง
ทันที
อีเจิ้งใบหน้าทอแววลิงโลดยินดี “ข้าทราบอยู่แล้วว่าจงซือฟู่ต้อง
สามารถรักษาศิษย์พี่จนหายดี!”
จงหยูยิ้มเล็กน้อย ม้วนหยกพลันปรากฏขึ้นในมือ จากนั้นมันยื่นส่ง
ให้แก่ศิษย์พี่ของอีเจิ้ง
“นี่เป็นบันทึกของสิ่งที่ข้าเรียนรู้ในระหว่างปิดด่านฝึกตน รวมทั้ง
เคล็ดวิชาฝึกปรือพลังเทพ ขอเพียงเจ้าฝึกปรือตามเคล็ดความในม้วนหยก
เจ้าจะทุเลาหายดีในระยะเวลาอันสั้น จิตแห่งเซนของเจ้ากล้าแข็งมั่นคง
อย่างที่ยากจะพบพาน จะเป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝีมือของเจ้านับเอนก
อนันต์”
จงหยูโบกมือตัดบท “ไม่จำเป็นต้องเกรงอกเกรงใจไป แต่พวกเจ้าไม่
อาจแพร่งพรายเคล็ดวิชานี้ให้แก่ผู้อื่น”
ทั้งสองรับคำเสียงหนักแน่น สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
ชั่วครู้ให้หลัง จงหยูพลันเงยหน้าขึ้น เพ่งตามองศิษย์พี่ของอีเจิ้งอย่าง
ลึกซึ้ง พลางกล่าว “ในอีกไม่กี่เดือน อาการบาดเจ็บบอบช้าของเจ้าสมควร
เริ่มทุเลาหายดีอยู่หลายส่วน ข้ามีเรื่องหนึ่งคิดสอบถามเจ้า”
อีเจิ้งรีบกล่าวอย่างแข็งขัน “ไม่ว่าเรื่องใด จงซือฟู่แค่บอกมาก็พอ!”
ศิษย์พี่ของอีเจิ้งก็เอ่ยปาก “จงซือฟู่ โปรดบอกมาเถอะ”
“ในม่ออวิ๋นไห่เรา สาขาเซียนวรยุทธ์นับว่าอ่อนแอยิ่ง นอกเหนือจาก
ตัวข้าเอง ก็แทบไม่มีผู้ใดอีกแล้ว” จงหยูกล่าวยิ้ม ๆ “วิถีทางเซียนวรยุทธ์
ของข้าลำบากยากเข็ญ มีเพียงหลังจากพบพานต้าเหริน จึงได้รับโชค
วาสนาอันยิ่งใหญ่ เคล็ดวิชาเหล่านี้ข้าพัฒนาขึ้นหลังจากปิดด่านเป็นตาย
หากข้าเก็บซ่อนเอาไว้ ไยมิใช่น่าเสียดายนัก ต้าเหรินมักพร่าบ่นว่าต้องการ
ให้ม่ออวิ๋นไห่มีเซียนวรยุทธ์มากขึ้น ทว่าข้าไม่มีแก่ใจต่อเรื่องเช่นนี้ ดังนั้น
หวังว่าพวกเจ้าทั้งสองจะสามารถเป็นธุระแทนข้า”
อีเจิ้งเกาศีรษะ “ม่ออวิ๋นไห่มีเซียนวรยุทธ์น้อยเกินไปจริง ๆ เท่าที่มีก็
ไม่มีผู้ใดเข้มแข็ง ทุกคนไม่ยินดีจะเป็นเซียนวรยุทธ์”
ลำดับต่อมาเป็นเซียนยันต์ เซียนยันต์ที่มีรากฐานที่ดีผู้หนึ่ง อยู่ในม่อ
อวิ๋นไห่สามารถหางานที่ดีได้โดยง่าย ยิ่งไปกว่านั้น ค่ายจินวูถือครองม้วน
หยกเคล็ดวิชาฝีมือของเซียนยันต์อันเพียบพร้อมสมบูรณ์ ช่วยให้การฝึก
ฝีมือของเหล่าเซียนยันต์เป็นไปอย่างสะดวกดาย
มีเพียงเซียนสัญจรและเซียนวรยุทธ์เท่านั้น ที่ไม่ค่อยจะพบพาน
ในม่อ อวิ๋นไห่
ทว่าสิ่งที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ก็คือ หอพระสูตรและมรดกตกทอดหลายพันปี
ของวัดเสวียนคงล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในมือของจั่วม่อ นี่จึงเป็นปัจจัยสำคัญ
ที่สุดที่ช่วยให้จงหยูสามารถสำเร็จด่านเป็นตาย เป็นคัมภีร์พุทธอันลึกล้า
เหล่านี้และม้วนหยกเคล็ดวิชาพลังเทพของจั่วม่อ ที่ช่วยสร้างรากฐาน
ให้แก่จงหยู หนุนส่งให้มันคิดค้นพลังเทพชนิดใหม่เป็นผลสำเร็จ
หลังจากปล้นชิงมรดกตกทอดทั้งหมดของวัดเสวียนคง จั่วม่อรู้สึกว่า
หากไม่นำมาใช้งานให้เป็นประโยชน์ นับว่าสูญเปล่าโดยแท้
นอกจากนั้นยังมีเรื่องการบุกจู่โจมค่ายกลเคลื่อนย้ายของนิกายซิน
เยี่ย แม้ว่าม่ออวิ๋นไห่จะพยายามกดดันนิกายซินเยี่ยให้รับผิดชอบ ทว่าอีก
ฝ่ายเพียงนำเสนอหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร และกล่าวว่าคนเหล่านั้น
ล้วนถูกขับออกจากนิกายซินเยี่ยตั้งแต่ครึ่งปีก่อน
จั่วม่อขุ่นแค้นแทบคลั่งใจตาย จำต้องเริ่มขบคิดหาวิธีอื่น
สองขุมกำลังใหญ่ที่มีกำลังพอจะต่อต้านคุนหลุนและเทียนหวน หนึ่ง
คือซีเซวียน อีกหนึ่งย่อมต้องเป็นเก้ามหานิกายพุทธ ซีเซวียนยามนี้มีจง
เต๋อยอดขุนพลเฒ่า ทางด้านเก้ามหานิกายพุทธแม้มียอดแม่ทัพเช่นหย่าง
หยวนฮ่าว แต่พวกมันมีความขัดแย้งภายในมากเกินไป
แรกเริ่มเดิมที จั่วม่อวางแผนจะขายยุทโธปกรณ์เทพให้แก่เก้า
มหานิกายพุทธ เพื่อช่วยเสริมสร้างขุมกำลังของพวกมันให้แข็งแกร่ง
พอที่จะต่อต้านคุนหลุนและเทียนหวน ทว่าเรื่องของนิกายซินเยี่ยทำให้
จั่วม่อสูดได้กลิ่นอายของอันตรายร้ายแรง คุนหลุนและเทียนหวนแทรกซึม
เข้าไปในเก้ามหานิกายพุทธอย่างลึกล้ายิ่งกว่าที่มันเคยคาดคิดเอาไว้มาก
หากการสู้รบปะทุขึ้นจริง ในเก้ามหานิกายเกรงว่าจะมีเพียงไม่กี่นิกายที่จะ
ต่อสู้กับคุนหลุนและเทียนหวนจริง ๆ
แต่ในเมื่อคุนหลุนและเทียนหวนสามารถแทรกซึมเข้าไปในเก้า
มหานิกายพุทธ เช่นนั้นพวกมันไฉนไม่สามารถกระทำเช่นเดียวกันเล่า
จงหยูถามสองศิษย์พี่น้องแห่งวัดมหาพุทธะ ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้า
มหานิกายพุทธ “พวกเจ้าคิดเห็นประการใดต่อเก้ามหานิกายพุทธ
อีเจิ้งสีหน้าทอแววงุนงงเล็กน้อย ไม่อาจเข้าใจได้ว่าจงซือฟู่ไฉนถาม
เช่นนี้ ทว่าศิษย์พี่ของอีเจิ้งกลับกระจ่างใจดี หลังจากขบคิดชั่วครู่ ค่อยตอบ
ว่า “มากคนก็มากความ เป็นเหล่ากเฬวรากกลุ่มหนึ่ง”
?” จงหยู
ถามเสียงราบเรียบ
ศิษย์พี่ของอีเจิ้งพลันฉุกใจคิด ดวงตากระจ่างวาบ “ม่ออวิ๋นไห่
วางแผนที่จะแทรกซึมเข้าไปในเก้ามหานิกายพุทธกระมัง
“มิผิด” จงหยูไม่บ่ายเบี่ยง เรื่องเช่นนี้บอกกล่าวให้ชัดเจนจะดีกว่า
มันกล่าวต่อไปว่า “เก้ามหานิกายพุทธในสภาพเช่นนี้ไม่มีทางหยุดยั้งคุน
หลุนและเทียนหวนได้ ข้าไม่ทราบว่าวัดมหาพุทธะของพวกเจ้าอยู่ใน
สถานการณ์ใด แต่หลายสำนักเช่นนิกายซินเยี่ย สมควรถูกฝ่ายตรงข้าม
แทรกซึมอย่างสมบูรณ์แล้ว”
ศิษย์พี่ของอีเจิ้งนิ่งเงียบงันไป
“หากคุนหลุนและเทียนหวนพิชิตเก้ามหานิกายพุทธอย่างราบคาบ
ม่ออวิ๋นไห่จะไม่มีปราการขวางกั้นอีกต่อไป นี่เป็นเหตุผลว่าไฉนเราต้อง
ดำเนินแผนการเช่นนี้” จงหยูกล่าวตรง ๆ
“หรือว่าม่ออวิ๋นไห่ไม่ต้องการกลืนกินเก้ามหานิกายพุทธด้วย
ศิษย์
พี่ของอีเจิ้งถามอย่างกะทันหัน
“มิใช่ว่าเราไม่ต้องการ แต่เราไม่สามารถ” จงหยูกล่าวตามความสัตย์
“เราต้องการปราการป้องกันมากกว่าอาณาเขตเพิ่มเติม”
“ท่านต้องการเปลี่ยนเก้ามหานิกายพุทธเป็นบึงโคลนเพื่อลากถ่วงคุน
หลุนและเทียนหวนใช่หรือไม่?”
?”
“เจ้าสมควรล่วงรู้สถานการณ์ภายในของวัดมหาพุทธะดีกว่าข้า เท่าที่
ข้าทราบ ท่ามกลางเก้ามหานิกายพุทธ วัดมหาพุทธะไม่ได้ถูกจัดอยู่ใน
ลำดับสูงส่งเท่าใด สำหรับเจ้านี่เป็นโอกาสอันดี หากเจ้าสามารถช่วย
เสริมสร้างอำนาจอิทธิพลของวัดมหาพุทธะ เจ้าจะได้รับการสนับสนุนจาก
ฝ่ายต่าง ๆ ภายในวัด”
อีเจิ้งเบ้ปาก ใบหน้าทอแววไม่ยินดี หากให้หวนกลับไปยังวัดมหา
พุทธะมันย่อมไม่ยินดีเป็นอย่างยิ่ง จากที่นั่นมันรู้สึกได้แต่ความโหดร้าย
เย็นชาของโลก สิ่งที่มันจดจำได้ล้วนไม่ใช่ความทรงจำที่ดี
ศิษย์พี่ของมันกลับรับฟังอย่างระมัดระวัง
“เพียงแต่การสนับสนุนด้านกำลังคนของเราสมควรจำกัดจำเขี่ยยิ่ง ม่
ออวิ๋นไห่มีเซียนวรยุทธ์น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย” จงหยูยิ้มอย่างจนปัญญา แต่
ยังคงให้คำแนะนำอย่างรวดเร็ว “อย่างไรก็ตาม เราจะช่วยเจ้าตรวจสอบ
บรรดาศิษย์อันเข้มแข็งแต่ถูกมองข้ามของสำนักอื่น จะสามารถเกลี้ยกล่อม
พวกมันเข้าร่วมได้หรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว”
ศิษย์พี่ของอีเจิ้งพยักหน้ารับ “เข้าใจแล้ว นิสัยใจคอของอีเจิ้งไม่
เหมาะกับเรื่องประเภทนี้ ข้าสามารถไปเพียงผู้เดียว”
อีเจิ้งพอได้ยินเช่นนี้ต้องตื่นตระหนกขึ้นมา แทบกระโดดขึ้นจากพื้น
“ไม่ได้! ศิษย์พี่ท่าน… …”
ผู้เป็นศิษย์พี่ใช้สายตาเข้มงวดปรามอีเจิ้ง อีเจิ้งเคารพเชื่อฟังศิษย์พี่
ของมันมาแต่เล็กแต่น้อย ต้องสงบปากลงทันที
“เจ้าเป็นคนโผงผางตรงไปตรงมา ยากจะเก็บซ่อนความในใจ เจ้าไม่
เหมาะกับเรื่องเช่นนี้” ศิษย์พี่กล่าวด้วยสุ้มเสียงอ่อนโยน “เจ้าอยู่ที่นี่มี
โอกาสอันดีในการฝึกฝีมือ อย่าได้ปล่อยให้สูญเปล่า เมื่อมีโอกาสอยู่ข้าง
กายจงซือฟู่ อย่าได้ละทิ้งโชควาสนานี้”
“แต่ว่า… …” อีเจิ้งยังคงไม่ยินยอม
“ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าในวัดยามนี้จะมีหลายสิ่งไม่ถูกต้อง แต่ข้าเติบโต
ในวัดมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ไหนเลยนิ่งดูดายปล่อยให้มันเสื่อมสลายไปทั้ง
แบบนี้ได้?
16
หลังจากครั้งนี้ได้รับชีวิตใหม่ คนผู้นี้จะต้องพุ่งทะยานขึ้นไปถึงชั้นฟ้า
เป็นแน่
“เรื่องนี้ข้าสามารถให้คำมั่นแก่เจ้า ม่ออวิ๋นไห่เรากระทั่งอสูรปิศาจยัง
ยอมรับ นับประสาอะไรกับเซียนวรยุทธ์?” จงหยูกล่าวอย่างหนักแน่น
“อีชิงยินดีรับหน้าที่นี้!” อีชิงค้อมกายคารวะเยี่ยงผู้ใต้บังคับบัญชา
จงหยูสีหน้าทอแววยินดีเล็กน้อย การคารวะของอีชิงแสดงให้เห็นว่า
ยอมรับสถานะของม่ออวิ๋นไห่ มันยื่นมือประคองอีชิงลุกขึ้น “เรื่องนี้
อันตรายยิ่ง ต้องระมัดระวังให้มาก หากเห็นว่าไม่อาจทำสำเร็จ เจ้าต้องรีบ
ถอนตัวล่าถอย ให้ยึดถือความปลอดภัยมาเป็นอันดับแรก ความปลอดภัย
ของเจ้าสำคัญกว่าทุกสิ่ง”
อีชิงในหัวใจรู้สึกอุ่นวาบ “อีชิงเข้าใจ”
จงหยูกล่าวเสียงลึก “พลังเทพนี้ข้ายังไม่ได้ขนานนามให้แก่มัน
นับตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าคือผู้คิดค้นพลังเทพใหม่ชนิดนี้” เห็นอีชิงอ้าปากจะ
ทัดทาน จงหยูโบกมือตัดบท กล่าวว่า “สำหรับข้าชื่อเสียงเป็นเพียงควัน
เมฆผ่านตา แต่สำหรับเจ้าชื่อเสียงเป็นอาวุธที่สำคัญยิ่ง พลังเทพนี้จะช่วย
ให้เจ้ามีชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว ชื่อเสียงถือเป็นพลังชนิดหนึ่ง หากเจ้า
สามารถใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม จะช่วยให้เจ้าประหยัดเรี่ยวแรงได้ไม่
น้อยในภารกิจของเจ้า”
อีชิงยอมรับนับถือจนหมดใจ ก่อนหน้านี้มันไม่เคยได้ยินชื่อของจงหยู
มาก่อน ทว่าหลังจากพบหน้า ไม่ว่าจะเป็นด้านน้าใจหรือพลังฝีมือ จงซือฟู่
นับเป็นยอดคนเซียนวรยุทธ์อย่างไม่มีข้อกังขา
“แต่ข้าต้องบอกกล่าวถึงต้นกำเนิดของพลังเทพใหม่นี้” จงหยูเอ่ย
ปากอย่างเคร่งเครียด “พลังเทพชนิดนี้แม้ได้รับอิทธิพลจากพลังเทพเมฆา
ไร้รูปของต้าเหรินเป็นอย่างมาก แต่ต้นกำเนิดที่แท้จริงคือเคล็ดวิชาลับ
‘ฌานว่างเปล่า’ แห่งวัดเสวียนคง!”
อีชิงและอีเจิ้งพอฟังต้องสะท้านขึ้นทั้งร่างดุจสายฟ้าฟาดใส่ นิ่งอึ้งตัว
แข็งทื่อไม่ต่างจากรูปปั้นดินเผา