สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 767 เศษห่วงสัมฤทธิ์ปริศนา
‘นก’ เป็นภารกิจระดับสูงสุดของม่ออวิ๋นไห่
จั่วม่อจัดโครงสร้างของภารกิจโดยใช้การจัดอันดับของเหล่าเจ้าตัว
เล็ก จากสูงสุดไปถึงต่าสุดเริ่มจาก ‘นก’ ‘เจดีย์’ ‘ผีเสื้อ’ ‘ไฟ’ และ ‘แมลง’
ภารกิจระดับ ‘นก’ มีลำดับความสำคัญสูงสุด ถือเป็นภารกิจที่สำคัญมาก
ที่สุดของม่ออวิ๋นไห่ ทั้งยังหมายความว่าเป็นภารกิจสำคัญสุดยอดที่
สามารถกำหนดความเป็นความตายของม่ออวิ๋นไห่
ภารกิจระดับ ‘นก’ ไม่ได้ประกาศออกมาโดยง่าย แต่ทันทีที่ประกาศ
ภารกิจระดับ ‘นก’ ก็ถือเป็นทั้งหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกคนในม่
ออวิ๋นไห่ ที่จะต้องช่วยกันทำภารกิจให้สำเร็จเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด สำหรับ
ภารกิจระดับ ‘นก’ หากถึงคราวจำเป็น ต่อให้ต้องระดมกำลังทั้งหมดของม่
ออวิ๋นไห่มาเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ พวกมันก็ต้องทำ
กฏเกณฑ์ข้อนี้ผู้ที่ล่วงรู้มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ชาวเมืองทั่วไปแทบจะ
ไม่เคยพบพานภารกิจที่เหนือกว่าระดับ ‘ไฟ’ เสียด้วยซ้า แต่หนานเยว่กับ
พวกติดตามจั่วม่อมานานปี ล่วงรู้เรื่องราวภายในเป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อ
โหยวฉินเลี่ยกล่าวถึงระดับของภารกิจนี้ พวกมันจึงไม่อาจเก็บอาการไว้ได้
“เราต้องทำอย่างไร?” หนานเยว่ถามอย่างเคร่งเครียด สีหน้าของนาง
กลายเป็นขรึมเคร่งและจดจ่อ ทุกผู้คนในกลุ่มของนาง แม้แต่อสูรผมสีส้ม
ยังสลัดคราบสนุกร่าเริง เปลี่ยนเป็นจดจ่อจริงจัง
อุณหภูมิภายในห้องคล้ายลดฮวบฮาบลงทันควัน บรรยากาศ
กลายเป็นหนักอึ้งตึงเครียด
เถาเวยกับพวกทั้งหลายรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง การเปลี่ยนแปลงอย่าง
กะทันหันนี้ทำให้พวกมันอดตื่นตระหนกไม่ได้ แต่ที่พวกมันตกใจยิ่งกว่า
พวกมันแต่ละคนล้วนคร่าโลก ดังนั้นสามารถบอกได้ว่าสำหรับพวกหนาน
เยว่แล้วภารกิจนี้สำคัญเพียงใด ท่าทางเหล่านี้ออกมาจากใจจริงของพวก
นาง ระดับของภารกิจเปลี่ยนมุมมองของพวกนางในชั่ววิบตา ภาพเช่นนี้
จะพบเห็นได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายมีองค์กรที่เข้มงวดและพวกนางยึดมั่นต่อ
องค์กรอย่างเหนียวแน่น
นี่ต้องเป็นองค์ที่เข้มงวด เป็นระเบียบเรียบร้อยและเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกันอย่างถึงที่สุด
สำหรับองค์ที่อยู่ฉากหลังของเหล่าต้า พวกมันไม่อาจมองเห็นทะลุปรุ
โปร่งได้ แต่ลำพังแค่ส่วนยอดของภูเขาน้าแข็งที่โผล่พ้นออกมาให้เห็นอยู่
รำไร ก็เพียงพอให้พวกมันต้องครั่นคร้ามยำเกรงจับใจ
โหยวฉินเลี่ยคล้ายไม่ได้ตระหนักถึงบรรยากาศที่เย็นเยียบลงอย่าง
กะทันหัน มันยังคงสีหน้าไร้อารมณ์ “นี่เป็นปัญหาที่เจ้าต้องพิจารณาให้ดี
จาถฐานะของข้า การใช้กลยุทธ์ลักพาตัวหรือขู่เข็ญจำพวกนั้นย่อมสะดวก
ที่สุด แต่เมื่อคิดว่าหลังจากนี้พวกมันจะต้องกลายเป็นสหายร่วมงานของ
พวกเจ้า ข้าว่าใช้กลยุทธ์ที่นุ่มนวลหน่อยจะดีกว่า”
“ยกตัวอย่างเช่น?” หนานเยว่พบว่าไม่อาจใช้มุมมองทั่วไปมาตัดสิน
เจ้าแห่งความมืดผู้นี้ได้ ผู้อื่นแม้พลังฝีมือไม่เข้มแข็งเท่าพวกนาง แต่ในแง่
ของความกลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์และดุดันอำมหิต พวกนางทั้งหมดรวมกันยัง
ไม่ใช่คู่มือของมัน
“เด็กหญิงอายุสิบเจ็ดปีผู้หนึ่งไม่ว่าเก่งกล้าสักปานใด นางก็ยังคงมี
อายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น” โหยวฉินเลี่ยเหลือบมองหนานเยว่แวบหนึ่ง “มี
คำกล่าวอยู่ประโยคหนึ่ง นางต้องการสิ่งใด เจ้าก็ให้สิ่งนั้นแก่นาง”
หมิงเจวี๋ยจื่อมีสีหน้าครุ่นคิด
หนานเยว่กลับตรงไปตรงมากว่า “แล้วนางต้องการอะไร?”
นางแม้ไม่เคยพบหน้าโหยวฉินเลี่ยมาก่อน อีกทั้งกลิ่นอายความมืด
บนร่างมันยังทำให้นางอึดอัดขัดข้องอยู่บ้าง แต่เบื้องบนเมื่อมอบหมาย
ภารกิจระดับ ‘นก’ ให้แก่มัน ก็แสดงว่าบุรุษหนุ่มแห่งโลกมืดผู้นี้ควรค่าแก่
การไว้วางใจ โหยวฉินเลี่ยเห็นได้ชัดว่าสืบสวนและเตรียมการมาเป็น
เวลานาน ย่อมล่วงรู้ดีกว่าพวกมันมาก ทั้งยังช่าชองชำนาญกว่าพวกมัน ใน
สภาพการณ์เช่นนี้ รับฟังคำชี้แนะจากยอดฝีมือทางด้านนี้จะเหมาะกว่า
ใบหน้าไร้ความรู้สึกของโหยวฉินเลี่ยทอแววชื่นชมวูบหนึ่ง แต่จากนั้น
หายวับไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มันหันไปพยักหน้าให้แก่ไฉซานชิง
“เจ้าบอก”
ไฉซานชิงไม่แปลกใจ มันลุกขึ้นพยักหน้าทักทายไปทีละคนอย่างโอ่
อ่าสง่างาม สุ้มเสียงชัดเจนกังวาน ราวกับว่าแฝงไว้ด้วยพลังที่ชวนให้ผู้คน
บังเกิดความไว้วางใจโดยไม่รู้ตัว “เริ่มแรก พวกเรามาลองวิเคราะห์นิสัยใจ
คอของคังหลิงเสวี่ยผู้นี้กันก่อน นางสามารถนำพาตระกูลคังข้ามผ่าน
วิกฤติการณ์อันร้ายแรง และสร้างสมาคมการค้าหรู่ผิง นี่นอกเหนือจากขีด
ความสามารถอันโดดเด่นแล้ว นางยังต้องมีอุปนิสัยพิเศษเฉพาะ นางมุ่งมั่น
แน่วแน่จนแทบถึงจุดที่กลายเป็นความดื้อรั้น นางเด็ดขาดและเชื่อมั่นใน
ตัวเองอย่างเปี่ยมล้น ทั้งยังมีสำนึกรับผิดชอบสูง”
ทุกผู้คนพอฟังเห็นว่ามีเหตุผล พากันผงกศีรษะเห็นพ้อง
ไฉซานชิงแย้มยิ้มอย่างสง่างาม ในเวลาเช่นนี้มันดูคล้ายเหล่าซือผู้
ชาญฉลาดและรอบรู้ ไหนเลยจะมีกลิ่นอายของความมืดอันใด
“นางมีความเชื่อมั่นสูงยิ่ง ความเชื่อมั่นชนิดนี้เองที่ช่วยให้นางบุกบั่น
ผ่านอุปสรรคมากมาย ด้วยเหตุนี้เอง แม้ว่านางจะดูคล้ายถูกบีบคั้นจากทุก
ด้าน แต่ความดื้อรั้นและความเชื่อมั่นของนาง ยังคงทำให้นางเชื่อว่า
สามารถหาทองออกได้ นี่จะทำให้นางทดลองทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไข
สถานการณ์คับขันอันตรายที่อยู่ตรงหน้า แม้ว่าทุกฝ่ายจะกดดันนาง นางก็
ย่อมจะไม่ยอมแพ้ในทันที แต่จะต้องต่อต้านแข็งขืนดูสักครา”
“ทว่าหากเรามองดูสถานการณ์ของนางจากวงนอก เราจะพบว่า
โอกาสที่นางจะหลุดรอดมาได้นั้นน้อยนิดยิ่ง ฝ่ายตรงข้ามในเมื่อสามารถ
ครอบครองทั้งคนทั้งความมั่งคั่ง ผู้ใดจะยอมปล่อยนางไป? ตัวละโมบโลภ
มากย่อมไม่โง่เขลาถึงเพียงนั้น จากการสืบข่าวของเรา ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการ
ลงมือในครั้งนี้เป็นผู้ยิ่งใหญ่รายหนึ่ง ผู้ยิ่งใหญ่ที่กระทั่งหมิงเยวี่ยเยี่ยยังต้อง
ระวัง”
“ซึ่งความจริงหมิงเยวี่ยเยี่ยเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของคังหลิงเสวี่ย แต่ห
มิงเยวี่ยเยี่ยยามนี้ยุ่งวุ่นวายอยู่กับการสร้างฐานอำนาจของนาง กำลัง
หาทางได้รับการสนับสนุนจากผู้อาวุโสอื่น ๆ ในสภาพเช่นนี้ หากนางจะ
ยอมยื่นมือเข้าไปแทรกแซงชามข้าวของผู้อาวุโสอื่น ก็ด้วยสถานการณ์
เดียวเท่านั้น นั่นคือผลประโยชน์ที่นางได้รับต้องเหนือกว่าสิ่งที่นางจะ
สูญเสียไป แต่เห็นได้ชัดว่าคังหลิงเสวี่ยซึ่งปัจจุบันมีอายุเพียงสิบเจ็ดปีกับ
สมาคมการค้าหรู่ผิง ยังไม่ได้มีมูลค่ามากมายถึงระดับนั้น”
หนานเยว่กับพวกรับฟังจนแทบลืมหายใจ ฟังอย่างเคลิบเคลิ้มมึนเมา
คนผู้นี้อาศัยเพียงวาจาไม่กี่คำ ก็บอกเล่าเสียจนสภาพการณ์อัน
สลับซับซ้อน กลายเป็นกระจ่างชัดขึ้นมา
“ดังนั้นในการคาดเดาของข้า โอกาสที่คังหลิงเสวี่ยจะหลุดรอดไปได้
นับว่าน้อยนิดยิ่ง สิ่งที่เป็นเงื่อนตายชองนางก็คือคุณสมบัติอีกประการหนึ่ง
ของนางนั่นเอง สำนึกรับผิดชอบสูง การลงมือต่อคังหลิงเสวี่ยอย่างเปิดเผย
ไม่ใช่แผนการที่ดี แต่หากคิดจัดการกับตระกูลคังและสมาคมการค้าหรู่ผิง
กลับมีวิธีการมากมาย เพื่ออนาคตของตระกูลคัง ข้าคิดว่ามีความเป็นไป
ได้มากว่าคังหลิงเสวี่ยอาจยอมประนีประนอม แน่นอน ต้องยอมรับ
ว่าคังหลิงเสวี่ยมีความสามารถยิ่งใหญ่ อาจเป็นไปได้ที่นางจะหลุดรอดมา
ได้จริงๆ ดังนั้นเราต้องช่วยผลักดันจากเงามืด เพื่อปิดกั้นโอกาสที่นางจะ
หลุดรอดไปได้”
“เพราะเหตุใด?” หนานเยว่ขมวดคิ้ว โดยธรรมชาติแล้วนางไม่
ชมชอบเล่ห์อุบายในเงามืดเหล่านี้
ไฉซานชิงแย้มยิ้มอย่างเฉิดฉัน ราวกับว่าไม่ได้กำลังบ่งบอกบรรยาย
เล่ห์อุบายอันต่าช้า แต่เป็นปัญหาทางหลักการอันเที่ยงธรรม “ไม่ว่าจะ
เข้มแข็งสักเท่าใด เด็ดเดี่ยวสักปานใด ต้องอย่าลืมว่านางอายุเท่าใด ภายใต้
สถานการณ์สิ้นหวัง ความรู้สึกพ่ายแพ้และอับจนปัญญาที่เกิดจากการดิ้น
รนขัดขืนล้มเหลว เพียงพอที่จะผลักดันนางเข้าสู่สภาวะที่อ่อนแอและ
เปราะบางที่สุด นางจะต้องดิ้นรนอยู่ในความมืด มองไม่เห็นแสงแห่ง
ความหวังใดๆ ถึงตอนนั้นเราเพียงแค่หยิบยื่นความหวังสายหนึ่งให้แก่นาง
ก็จะสามารถรับตัวนางไว้ได้ นี่เป็รโอกาสเพียงหนึ่งเดียวของเรา”
หนานเยว่กับพวกสะท้านขึ้นทั้งร่าง ความเย็นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นมา
ในใจ
คังเจ๋ออดกล่าวไม่ได้ว่า “ไฉนเราไม่ติดต่อนางเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย?
หากเสนอราคาให้แก่นางมากพอ อาจสามารถเกลี้ยกล่อมนางได้”
ไฉซานชิงหัวร่อเบา ๆ “เราอาจเสนอราคาได้ แต่ไหนเลยจะเสนอได้
มากเท่ากับผู้อื่น ทันทีที่เราปรากฏตัวออกไป คังหลิงเสวี่ยย่อมไม่รีรอลังเล
นางจะฉวยโอกาสใช้เราเพื่อเพิ่มเบี้ยต่อรองในมือนางอีกส่วนหนึ่ง จากนั้น
นางจะขายเราให้แก่ผู้ให้ราคาสูงสุด พวกมันจะกลายเป็นศัตรูของเราทันที
แน่นอนว่าพวกมันจะใช้เล่ห์อุบายทุกวิถีทางเพื่อขับเราออกจากกระดาน
เราได้แต่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด แต่พวกมันอยู่ในแสงสว่างอันเฉิดฉาย นี่
หมายความว่าสิ่งที่เราสามารถเสนอให้ไม่มีทางมากไปกว่าที่พวกมันจะให้
อย่าได้ประเมินความเจ้าเล่ห์และละโมบโลภมากของตระกูลเหล่านี้ต่า
เกินไป พวกมันเป็นปลิงดูดเลือด สิ่งที่พวกมันมีฝีมือมากที่สุด คือการใช้
อำนาจอิทธิพลและฉากหลังของพวกมันขับไล่ผู้อื่นออกจากการแข่งขัน”
กล่าวถึงตรงนี้มันแย้มยิ้มเย็นชา พลางกล่าว “คังหลิงเสวี่ยยังคงรอ
คอยข้อเสนอที่ดีกว่า ทว่านางยังไม่รู้จักคนเหล่านี้ดีพอ พวกมันเป็นสุนัขป่า
ฝูงหนึ่ง ทั้งเจ้าเล่ห์และรู้จักร่วมมือกัน ในหมู่พวกมันสามารถ
ประนีประนอมกันเอง แต่พวกมันไม่มีวันยินยอมต่อรองกับเหยื่อของพวก
มัน นี่เป็นข้อได้เปรียบจากพลังอำนาจที่พวกมันถือครอง พวกมันยังใช้ข้อ
ได้เปรียบนี้มานานนับพันๆ ปี คุ้นชินกับทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกมันสามารถ
นำมาใช้จัดการกับเหยื่อ และคุ้นชินกับการใช้เพื่อให้ได้รับประโยชน์มาก
ที่สุด”
ทุกผู้คนรับฟังจนนิ่งเงียบงันไป
สุ้มเสียงเย็นชาดังขัดจังหวะความคิดของทุกคน “ทางด้านนี้มัน
นับเป็นยอดฝีมือไร้ผู้ต้าน เจ้าหากยินดีรับฟังความเห็นของมัน มันจะเป็น
ผู้ช่วยที่ดีของเจ้า”
เนิ่นนานให้หลัง หนานเยว่กล่าวว่า “ขอบคุณมาก ไฉเซียนเซิง ขอ
รบกวนแล้ว!”
ไฉซานชิงค้อมกายคารวะอย่างสง่างาม “เป็นเกียรติที่ได้รับใช้”
จั่วม่อยังคงตรวจสอบคนลึกลับที่ยามนี้ถูกลอกคราบจนหลงเหลือ
เพียงกางเกงชั้นในตัวเดียว มิหนำซ้ายังถูกสะกดตรึงไว้ด้วยอาคมหวงห้าม
มากมาย ผู้คนรอบกายมันพากันจ้องมองบุรุษผิวพรรณสะอาดสะอ้านผู้นี้
สีหน้าไม่เป็นมิตร มีคนลอบขึ้นเรือของพวกมันโดยไม่มีผู้ใดระแคะระคาย
ทั้งยังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาต้าเหริน พวกมันทุกคนล้วนอบอายขายหน้า
อารมณ์ขุ่นมัวยิ่ง
นักโทษผู้นั้นร่างต่าเตี้ย คราบปลอมแปลงโฉมบนใบหน้าถูกลบล้าง
ออกไป เผยให้เห็นใบหน้าพื้นเพธรรมดาใบหนึ่ง แต่บนร่างกายของมันกลับ
น่าสนใจกว่า เต็มไปด้วยลวดลายสลักมากมาย ดูคล้ายกับแผนผังปิศาจที่
ชาวม่ออวิ๋นไห้นิยมสลักไว้บนร่าง
นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อพบเห็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันอยู่ในสถานที่อื่น
หลังจากตรวจดูอย่างถี่ถ้วน จั่วม่อพบว่าสิ่งที่สลักอยู่บนร่างของคนผู้นี้
ไม่ใช่แผนผังปิศาจ แต่เป็นลวดลายค่ายกลยันต์อันพิเศษเฉพาะชนิดหนึ่ง
ลวดลายค่ายกลยันต์ที่เห็นอยู่นี้มีบางส่วนแฝงไว้ด้วยคุณลักษณะของ
ยันต์เทพยดา เป็นลวดลายค่ายกลยันต์ที่ใกล้เคียงกับยันต์เทพยดาเหล่านี้
เอง ที่ช่วยให้คนผู้นี้ซ่อนกลิ่นอายของตนได้ถึงขั้นน่าอัศจรรย์ดังที่เห็น
ท่ามกลางยอดยุทธ์มากมายถึงเพียงนี้ ถึงกับไม่มีผู้ใดค้นพบการคงอยู่ของ
มัน พลังวิเศษของลวดลายค่ายกลยันต์ชุดนี้ช่วยเปิดหูเปิดตาให้แก่จั่วม่อ
ไม่น้อย
หลังจากคัดลอกลวดลายทั้งหมดบนร่างของเชลยลึกลับ จั่วม่อค่อย
หันเหความสนใจไปยังสิ่งของอื่น
เป็นเศษชิ้นส่วนของห่วงสัมฤทธิ์ครึ่งวง
จั่วม่อเพียงมองปราดเดียวก็ทราบ ห่วงสัมฤทธิ์วงนี้เป็นเศษชิ้นส่วน
ของอาวุธเวทโบราณชิ้นหนึ่ง ลวดลายอันเรียบง่ายจนแทบจะกลายเป็น
หยาบกร้านบ่งบอกชัดถึงกลิ่นอายของยุคสมัยนั้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังมี
แรงสั่นสะเทือนของพลังเทพอันพิเศษเฉพาะแต่เลือนรางยิ่ง แผ่ซ่าน
ออกมาจากห่วงสัมฤทธิ์อย่างเบาบาง
สิงของนีอาจเป็นของทีวัดสำเนียงวัชระกำลังติดตามค้นหา จัวม่อ
พลิกดูอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะส่งต่อไปให้ผู้อื่นช่วยกันดู
ทั้งเป็นเศษชิ้นส่วนของยุทธภัณฑ์เทพโบราณ และสามารถทำให้วัด
สำเนียงวัชระอันยิ่งใหญ่ต้องปั่นป่วนวุ่นวายใหญ่โตถึงเพียงนี้ ของสิ่งนี้อาจ
ไม่รวบรัดธรรมดาดังเช่นเปลือกนอก จั่วม่อทำมือเป็นสัญญาณให้แก่
องครักษ์ที่ด้านข้าง องครักษ์ผู้นั้นรีบปลุกเชลยที่สิ้นสติด้วยการเตะใส่อย่าง
หนักหน่วง
เชลยลึกลับค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ รอจนลืมตาขึ้นเต็มที่ ต้องเหม่อมอง
เหล่าใบหน้าที่ไม่คุ้นตาอย่างงุนงง เมื่อสายตาของมันมองไปเห็นอากุ่ย
พลันสะท้านขึ้นทั้งร่าง ได้สติขึ้นมาทันที ความทรงจำอันน่ากลัวบางอย่าง
วาบผ่านในใจมัน ร่างสั่นระริกโดยไม่รู้ตัว
ในเวลานี้เอง มันได้ยินคนผู้หนึ่งเอ่ยถาม
“บอกมา เจ้าเป็นใคร?”