สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 768 ดึงดูดใจเกินต้านทาน
เชลยลึกลับในใจแตกตื่นลนลาน แต่แล้วพลันตระหนักถึงสภาพการณ์
ของตนอย่างรวดเร็ว ผู้คนที่ห้อมล้อมอยู่โดยรอบล้วนมีสีหน้าไม่เป็นมิตร
กลิ่นอายฆ่าฟันแผ่ซ่านออกมาอย่างรุนแรง ขู่ขวัญมันจนร่างสั่นระริกโดย
ไม่รู้ตัว จากคนเหล่านี้นึกโยงไปถึงยอดยุทธ์อันน่ากลัวที่มันประมือด้วย
ก่อนที่จะสิ้นสติไป ยามนี้ทราบแน่แก่ใจว่ามันถูกจับตัวเอาแล้ว
“ข้าเรียกว่าเหลาเต๋อกวง”
จั่วม่อกับพวกทั้งหลายหันไปมองหน้ากัน ไม่มีผู้ใดเคยได้ยินนามนี้มา
ก่อน
“อย่าได้สุ่มบอกชื่อส่ง ๆ มาหลอกลวงคน ผู้ที่มีฝีมือเช่นเจ้า ไหนเลย
ไร้ชื่อเสียงเรียงนามได้?” จั่วม่อมองดูเหลาเต๋อกวง สีหน้าคล้ายยิ้มไม่เชิง
ยิ้ม
เหลาเต๋อกวงทราบว่าวันนี้ไม่มีโอกาสพลิกฟื้นอีก ได้แต่สารภาพอย่าง
รู้งาน “ผู้อื่นเรียกข้าว่าหัตถ์ภูตไร้เงา”
“หัตถ์ภูตไร้เงา!” พ่อบ้านที่อยู่ข้าง ๆ จั่วม่อเบิกตากลมกว้าง หน้า
เปลี่ยนสี ร้องโพล่งออกมาเสียงดัง เมื่อเห็นจั่วม่อหันมามอง จึงรีบอธิบาย
“หัตถ์ภูตไร้เงาเป็นจอมโจรนามกระเดื่องในละแวกดินแดนเก้ามหานิกาย
พุทธ ว่ากันว่ามันลงมือครั้งใดไม่เคยผิดพลาดมาก่อน เก้ามหานิกายพุทธ
ตั้งค่าหัวของมันไว้สูงลิ่ว แต่ไม่มีผู้ใดสามารถจับตัวมันได้ คราวนี้เราจับได้
ปลาตัวโตแล้ว!”
เหลาเต๋อกวงรับฟังคำบรรยายของพ่อบ้านอย่างเคลิบเคลิ้ม สีหน้าทอ
แววภาคภูมิลำพอง
จั่วม่อเห็นสีหน้าอีกฝ่าย ต้องแย้มยิ้มจาง ๆ “อ้อ? ข้าช่างมีตาแต่ไร้
แววจริง ๆ ที่แท้เจ้าเป็นคนมีชื่อเสียงถึงเพียงนี้!”
เหลาเต๋อกวงสีหน้างงงัน แต่พอนึกถึงว่าตนเองถูกจับเป็นเชลย เค้า
ภาคภูมิลำพองบนใบหน้าก็หายวับไปทันที
“สิ่งนี้คืออะไร?” จั่วม่อนำเศษห่วงสัมฤทธิ์ที่วนกลับมาถึงมือมันแล้ว
ออกมาโบกตรงหน้าอีกฝ่าย “อย่าได้คิดหลอกลวงพวกเรา วัดสำเนียง
วัชระดูเหมือนกำลังค้นหาของสิ่งนี้กระมัง หากพวกเรามอบเจ้าทั้งคนทั้ง
สิ่งของให้แก่พวกมัน นอกจากเงินรางวัลค่าหัวแล้ว ด้วยความมือเติบของ
วัดสำเนียงวัชระ ไม่แน่ว่าจะได้รับผลประโยชน์อื่นมากกว่านี้”
เหลาเต๋อกวงสีหน้าตึงเครียด ครุ่นคิดว่าหากตกอยู่ในมือของวัด
สำเนียงวัชระ ชะตากรรมของมันคงต้องเลวร้ายยิ่งกว่าตกตายแล้ว สายตา
ไม่เป็นมิตรของคนเหล่านี้ทั้งเหี้ยมเกรียม ทั้งช่าชองเจนจัด มองปราดเดียว
ก็ทราบว่ามิใช่ตัวโง่งมที่จะหลอกลวงได้โดยง่าย มันรีบสลัดความคิด
แผนการอื่นทิ้งไปทันที ตอบตามจริงอย่างว่าง่าย “มิผิด วัดสำเนียงวัชระ
กำลังค้นหาของสิ่งนี้จริง ๆ … มันคือตราสัญลักษณ์ของซากโบราณสถาน
แห่งหนึ่ง!”
“ตราสัญลักษณ์ของซากโบราณสถาน?” จั่วม่อหรี่ตา ทุกคนที่คุ้นเคย
กับมันจะทราบว่านี่เป็นสีหน้าในยามที่มันเกิดความสนใจขึ้นมา
จะอย่างไรก็สารภาพไปแล้ว เหลาเต๋อกวงตกลงใจสารภาพให้ถึงที่สุด
“ถูกแล้ว! เมื่อไม่นานมานี้ มีการค้นพบซากโบราณสถานแห่งหนึ่งใน
ดินแดนของเก้ามหานิกายพุทธ แต่ซากโบราณแห่งนั้นปกคลุมไปด้วย
สนามพลังประหลาดชนิดหนึ่ง หากไม่มีตราสัญลักษณ์ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจ
เข้าไปได้ ว่ากันว่าตราสัญลักษณ์นี้มีทั้งสิ้นสิบสามชิ้น ทุกชิ้นล้วนแต่เป็น
เศษชิ้นส่วนของยุทธภัณฑ์เทพ หลังจากซากโบราณสถานถูกค้นพบได้ไม่
นาน ปรมาจารย์พยากรณ์ก็สามารถระบุวันเวลาที่ซากโบราณสถานจะเปิด
ออก นั่นคืออีกหนึ่งเดือนหลังจากนี้”
“ตราสัญลักษณ์สิบสามชิ้น? ไฉนมีตราสัญลักษณ์มากมายถึงเพียง
นี้?” จั่วม่อเผยรอยยิ้มคล้ายยิ้มไม่เชิงยิ้ม มองดูเหลาเต๋อกวงตาเขม็ง
ไม่ทราบเพราะเหตุใด รอยยิ้มของจั่วม่อบันดาลให้เหลาเต๋อกวงเย็น
เฉียบไปถึงไขสันหลัง มันพยายามสงบใจลงอย่างยากเย็น “เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้
เศษชิ้นส่วนยุทธภัณฑ์เทพทั้งสิบสามชิ้นนี้ถูกพบอยู่ในบริเวณโดยรอบซาก
โบราณสถาน ในตำแหน่งที่แตกต่างกันไป รวมทั้งสิ้นสิบสามแห่ง เก้า
มหานิกายพุทธแต่ละแห่งมีอยู่คนละหนึ่งชิ้น ส่วนอีกสี่ชิ้นที่เหลือตกอยู่ใน
มือผู้ใด ล้วนไม่มีใครบอกได้”
“อาศัยตราสัญลักษณ์สำหรับเข้าสู่ซากโบราณสถานชิ้นหนึ่ง คุ้มค่า
พอที่วัดสำเนียงวัชระจะทุ่มเทอย่างสุดกำลังเช่นนี้รึ? ข้าจึงไม่เชื่อ” จั่วม่อ
สั่นศีรษะ
เหลาเต๋อกวงแตกตื่นลนลานขึ้นมาทันที “ข้อมูลบางส่วนของซาก
โบราณสถานนั้นถูกเปิดเผยออกมาแล้ว สิ่งอื่นใดอาจยากที่จะบอกได้ใน
ยามนี้ แต่มีสมบัติอยู่ชิ้นหนึ่ง ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ของสิ่งนี้จึงเป็น
เหตุผลแท้จริงที่ทำให้วัดสำเนียงวัชระยินยอมทุ่มเทอย่างสุดกำลังโดยไม่
สนใจสิ่งใด”
“สมบัติใด?”
?”
“มันคือตัวอ่อนยุทธภัณฑ์เทพโบราณที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างสมบูรณ์”
เหลาเต๋อกวงทวนซ้าด้วยสุ้มเสียงสั่นสะท้าน “แม้ว่าข้าไม่รู้ว่ามันถูกเก็บ
รักษาไว้ได้อย่างไร แต่เรื่องนี้รับรองว่าไม่ผิดพลาดแน่”
มันกลืนน้าลายอย่างฝืดคอโดยไม่รู้ตัว พยายามสงบใจลง “ตรา
สัญลักษณ์แต่ละชิ้นสามารถนำผู้คนเข้าไปด้วยห้าคนเท่านั้น
นอกเหนือจากเก้ามหานิกายพุทธซึ่งถือครองกันคนละชิ้น ตราสัญลักษณ์
อีกสี่ชิ้นหายสาบสูญไป แต่พวกมันทั้งสี่ชิ้นเป็นไปได้มากว่าจะตกอยู่ในมือ
เก้ามหานิกายพุทธเช่นกัน มีตราสัญลักษณ์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชิ้น หมายความ
ว่าสามารถนำผู้คนเข้าไปมากขึ้นอีกห้าคน ความหวังในการช่วงชิงสมบัติก็
มีมากขึ้นกว่าเดิม”
“ไฉนสามารถเข้าไปได้แค่ห้าคน?”
ด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่าจั่วม่อและค่ายจินวูจะมีความคิดสร้างสรรค์และ
แปลกใหม่ถึงเพียงไหน ก็ยังไม่มีปัญญาหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพรูปแบบ
อาภรณ์ชุดใหม่ จั่วม่อ ราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่ กระทั่งยุทธภัณฑ์เทพรูปแบบ
อาภรณ์สักชุดยังไม่มีจะสวมใส่ เสี่ยวม่อเกอขุ่นข้องหมองใจกับเรื่องนี้มา
นานแล้ว
การเสาะหาวัตถุดิบชั้นยอดแทบจะกลายเป็นพันธกิจระยะยาวของ
ชาวม่ออวิ๋นไห่ไปแล้ว ของรางวัลนั้นตั้งไว้สูงลิบลิ่ว แต่ความคืบหน้าใน
ปัจจุบันนับว่ายังห่างไกลจากเป้าหมายอีกมากนัก
ยุทธภัณฑ์เทพรูปแบบอาภรณ์ของเสี่ยวม่อเกอก็ย่อมต้องห่างไกล
ออกไปด้วยประการฉะนี้
ดังนั้นพอฟังว่ามีตัวอ่อนของยุทธภัณฑ์เทพรูปแบบอาภรณ์ที่สมบูรณ์
อยู่ในซากโบราณสถาน จั่วม่อพลันคึกคักขึ้นอักโข ยุทธภัณฑ์เทพรูปแบบ
อาภรณ์เป็นสิ่งดึงดูดใจที่เกินจะต้านทานของจั่วม่อเสมอมา
ที่สำคัญพวกมันยังมีข้อได้เปรียบมากกว่าผู้อื่น นั่นคือตราสัญลักษณ์
ชิ้นหนึ่งเพียงนำผู้คนร่วมทางเข้าไปได้แค่ห้าคน นี่หมายความว่าผู้ที่
สามารถเข้าสู่ซากโบราณสถาน จะต้องเป็นบุคคลระดับสูงของแต่ละฝ่าย
หากว่ากันถึงชนชั้นสุดยอดฝีมือ เสี่ยวม่อเกอพอมองดูผู้คนรอบตัว
ต้องบังเกิดความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น!
จั่วม่อกวาดตามองไล่ไปทีละคน เห็นทุกผู้คนมีสีหน้าตื่นเต้นยินดี เห็น
ได้ชัดว่าพวกมันล่วงรู้คุณค่าความหมายของตัวอ่อนยุทธภัณฑ์เทพเป็น
อย่างดี ลำพังแค่ตัวอ่อนยุทธภัณฑ์เทพชิ้นนี้ ก็เท่ากับว่าพวกมันเดินทาง
คราวนี้ไม่สูญเปล่าแล้ว
“ซากโบราณสถานอยู่ที่ใด?” จั่วม่อซักถามต่อ
“ดินแดนในปกครองของวัดดอกบัวสูงศักดิ์ เรียกว่าอาณาจักรอันเย่า”
เหลาเต๋อกวงตอบอย่างเรียบ ๆ ร้อย ๆ
จั่วม่อหันมองไปรอบๆ พ่อบ้านเข้าใจทันที รีบกล่าวว่า “อาณาจักร
อันเย่าในดินแดนของวัดดอกบัวสูงศักดิ์ หากคิดไปที่นั่น เราต้องรีบไปใน
บัดดล หากวัดสำเนียงวัชระชิงปิดค่ายกลเคลื่อนย้าย เราจะเผชิญกับความ
ลำบากแล้ว”
“ปิดค่ายกลเคลื่อนย้าย?”
?”
?” จั่วม่อถามอย่างสงสัยใคร่รู้
พ่อบ้านบนใบหน้าทอแววหวาดกลัวสุดระงับ ราวกับว่ามันกำลังหวน
คิดถึงความทรงจำอันน่ากลัวสุดขีดบางประการ มันกล่าวด้วยสุ้มเสียงปาน
ละเมอ “เมื่อราวสิบปีที่แล้ว ข้าเคยเดินทางผ่านเส้นทางทะเลดำหนหนึ่ง
ครั้งนั้นวัดสำเนียงวัชระทะเลาะเบาะแว้งกับสำนักอื่น จึงปิดค่ายกล
เคลื่อนย้ายชุดนี้เป็นเวลานาน บนเรือของเรามีสินค้าพิเศษ เรียกว่าหัวใจ
เมฆร้อยใบ ซึ่งจำเป็นต้องจัดส่งให้ทันเวลาภายในหนึ่งเดือน ไม่ว่าจะ
?” เขิงเหลียนเอ๋อร์ถามมาอย่างสนอกสนใจ
พ่อบ้านยิ้มด้วยสีหน้าที่คล้ายจะร่าไห้ “เริ่มแรกในกองเรือมีกัน
มากกว่าสองร้อยคน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ที่เหลือรอดออกมาได้…มีเพียงสิบ
เก้าคนเท่านั้น!”
ทุกผู้คนตะลึงลาน ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะเหลือผู้รอดชีวิตไม่ถึงหนึ่งใน
สิบ
“พวกเรามิใช่ไม่ทราบว่าเส้นทางทะเลดำเต็มไปด้วยภยันตราย
มากมายเพียงใด แต่การค้าครั้งนั้นสำหรับกลุ่มการค้าของเราแล้วถือเป็น
เครื่องชี้เป็นชี้ตายเลยทีเดียว เหล่าป่านถึงกับทุ่มเทเงินจำนวนมาก ทั้งยัง
อาศัยความสัมพันธ์อันดี เชื้อเชิญยอดคนด่านฝ่านซูท่านหนึ่งมาปกป้อง
คุ้มครองเรา”
พ่อบ้านแม้บอกเล่าด้วยสุ้มเสียงเรียบเรื่อยน่าเบื่อหน่าย แต่กลับ
บันดาลให้เหล่าผู้ฟังใจเต้นระทึก
“หรือว่ากระทั่งยอดคนด่านฝ่านซูยังไม่อาจปกป้องคุ้มครองพวก
เจ้า
เขิงเหลียนเอ๋อร์อดกล่าวแทรกอีกครั้งไม่ได้ ชนชั้นฝ่านซูเทียบ
ถึงยามนี้ไม่มีผู้ใดสามารถรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ ล้วนสีหน้า
แปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก
สถานที่ที่สามารถเอาชีวิตยอดคนด่านฝ่านซู สำหรับพวกมันแล้ว ถือ
ว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรงเช่นกัน
จั่วม่อดวงตาสาดประกายร้อนรนระคนบ้าคลั่ง “รีบด่วน! เร่งความเร็ว
สุดกำลัง! เราต้องไปถึงค่ายกลเคลื่อนย้ายโดยเร็วที่สุด!”
ไม่มีผู้ใดกล้าย่อหย่อนผ่อนคลาย พากันเร่งความเร็วอย่างไม่คิดชีวิต
ขบวนคาราวานทวีความเร็วขึ้นไม่หยุดยั้ง
หลังจากเหินบินอบ่างบ้าคลั่งติดต่อกันหลายวัน เมื่อพวกมันมาถึง
ค่ายกลเคลื่อนย้าย กลับเห็นขบวนค่ายกลถูกกองทัพใหญ่ขบวนหนึ่งเฝ้า
พิทักษ์ไว้อย่างแน่นหนา ภายในค่ายกลมืดทะมึน เห็นได้ชัดว่าถูกปิดการ
ทำงานตั้งแต่แรก
วัดสำเนียงวัชระคาดเดาได้แต่แรกว่าพวกมันจะมาทางนี้ จึง
เตรียมการไว้อย่างพรักพร้อม
ทุกผู้คนสีหน้าอัปลักษณ์สุดทนดู!
บัดซบ!
ทุกคนหันไปมองจั่วม่อเป็นตาเดียว
“สั่งเคลื่อนกองทัพมาจัดการพวกมันเป็นอย่างไร?”
?
เหตุที่มันกล่าวออกมาเช่นนี้ ก็เพียงแค่เป็นห่วงความปลอดภัยของ
จั่วม่อเท่านั้น
สำหรับเส้นทางทะเลดำอะไรนั่น ย่อมไม่ได้อยู่ในสายตาของเหวยเสิ้ง
ตั้งแต่แรก มันเชื่อว่าตราบเท่าที่มันมีกระบี่อยู่ในมือ ก็ไม่มีสิ่งใดสามารถ
ขวางทางมันได้ แต่จั่วม่ออยู่ในสถานะที่แตกต่างกัน แม้ทราบดีว่าพลังฝีมือ
ของจั่วม่อหาได้อ่อนด้อยกว่ามันไม่ ในด้านพลังเทพถึงกับเหนือล้ากว่ามัน
ด้วยซ้า แต่มันยังคงไม่ต้องการเห็นศิษย์น้องต้องเผชิญกับอันตราย
จั่วม่อกวาดตามองกองทัพสำเนียงวัชระที่ตั้งทัพอยู่รอบ ๆ ขบวนค่าย
กล เป็นเช่นที่ศิษย์พี่ใหญ่ว่าไว้ นอกเหนือจากการเคลื่อนทัพจากม่ออวิ๋นไห่
เข้ามาจู่โจมทำลาย เกรงว่าไม่มีหนทางอื่นใดอีก การบุกโจมตีผ่านกองทัพ
อย่างเปิดเผยไม่ใช่เรื่องยาก แต่การเปิดใช้งานค่ายกลที่ถูกปิดไปแล้วกลับ
ยากลำบากอยู่บ้าง
บางสิ่งบางอย่างสามารถกระทำในทางลับ ส่วนเบื้องหน้าท่านไม่อาจ
ฉีกหน้าลงมือได้
หากพวกมันบุกโจมตีวัดสำเนียงวัชระอย่างเปิดเผยจริง ๆ กลยุทธ์ที่
จะยืมมือเก้ามหานิกายพุทธเพื่อต้านรับคุนหลุนและเทียนหวนก็จบสิ้นกัน
แม้ว่ายุทธภัณฑ์เทพรูปแบบอาภรณ์จะเป็นของวิเศษที่ยากจะพบพาน
แต่ม่ออวิ๋นไห่ถือครองอยู่แล้วถึงสามชุด การได้เพิ่มมาอีกหนึ่งชุด ไม่ได้
ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาหรือยุทธศาสตร์ของม่ออวิ๋นไห่มากนัก ในทาง
กลับกัน วัดสำเนียงวัชระเป็นผู้นำของเก้ามหานิกายพุทธ มีอำนาจอิทธิพล
ในชั่วไม่กี่อึดใจ จั่วม่อทำการตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
ศิษย์วัดสำเนียงวัชระสังเกตเห็นขบวนคาราวานของพวกมันอย่าง
รวดเร็ว ศิษย์เหล่านี้ได้รับคำสั่งให้ปิดการทำงานของค่ายกลเคลื่อนย้าย
และคอยเฝ้าสังเกตดูบุคคลน่าสงสัย หากบอกว่าขบวนคาราวานเบื้องหน้า
พวกมันนี้ไม่น่าสงสัย ก็คงไม่มีผู้ใดน่าสงสัยอีกแล้ว!
จั่วม่อเห็นฝ่ายตรงข้ามเริ่มตีวงล้อมรอบพวกมัน มันก็ยังไม่คิดมีเรื่องมี
ราวกับวัดสำเนียงวัชระในยามนี้ จึงกระซิบเสียงต่า “มุ่งหน้าไปยังเส้นทาง
ทะเลดำ!”
พ่อบ้านผู้ดูแลขบวนคาราวานใบหน้าซีดขาว แต่ไม่เอ่ยปากทัดทาน
แม้สักครึ่งคำ มันกัดฟันแน่น แล้วเหินบินไปยังทิศทางของเส้นทางทะเลดำ
เหลาเต๋อกวงใบหน้าไร้สีเลือดอย่างสิ้นเชิง ตะกุกตะกักเสียงสั่นพร่า “เรา..
… เราต้องไปในเส้นทางทะเลดำจริง ๆ หรือ ทำไม่ได้ นั่นเป็นเส้นทางแห่ง
ความตาย นั่นมัน… …”
กล่าวยังไม่ทันจบประโยค เสียงของเหลาเต๋อกวงกลับเจือสะอื้นแล้ว
ไม่มีผู้ใดแยแสสนใจมัน เหวยเสิ้งยิ้มพลางกล่าว “ยิ่งฟังคำเตือนของ
เจ้า ข้ายิ่งเห็นว่าเส้นทางทะเลดำแห่งนี้สนุกสนานน่าสนใจมากขึ้น”
ก่อนหน้านี้เหวยเสิ้งอาจเป็นกังวลต่อความปลอดภัยของจั่วม่อ แต่ใน
เมื่อจั่วม่อตัดสินใจแล้ว มันก็ไม่จำเป็นต้องครุ่นคิดให้มากความ เพียงแค่
ลอบตกลงใจอย่างแน่วแน่ ทุกสิงทีมันต้องทำก็คือการปกป้องศิษย์น้อง
เท่านั้น
ทุกผู้คนเผยสีหน้าคาดหวังรอคอย สำหรับเหล่ายอดฝีมือที่เคยเข่นฆ่า
เปิดทางออกมาจากภูเขาซากศพเยี่ยงพวกมัน แม้กระทั่งเส้นทางที่ขึ้นชื่อ
ว่าอันตรายที่สุดยังไม่อาจทำให้พวกมันรู้สึกหวั่นใจได้ ตรงกันข้าม กลับ
ปลุกเร้าจิตวิญญาณการต่อสู้ของพวกมันขึ้นมาแทน
“ฝ่านซู! กระทั่งชนชั้นฝ่านซูยังเอาชีวิตไม่รอด!” เหลาเต๋อกวงร้อง
โหยหวน
ฝ่านซู!
หลายคนสบตากันแล้วแย้มยิ้ม แม้แต่ผู้ที่สงบเยือกเย็นที่สุดเช่นจงหยู
ยังอดหัวร่อเบา ๆ ไม่ได้
“คร่าครวญอันใด!” เขิงเหลียนเอ๋อร์ประเคนให้แก่มันหนึ่งเท้า “เจ้า
เป็นลูกผู้ชาย สมควรมีความกล้าหาญจึงจะถูกต้อง!”
ควรทราบว่าในเผ่าปิศาจนั้นการแก่งแย่งแข่งขันดุเดือดรุนแรง สตรี
เผ่าปิศาจส่วนใหญ่มักชมชอบบุรุษที่อาจหาญทะยานฟ้า ดังนั้นเขิงเหลียน
เอ๋อร์เมื่อเห็นเหลาเต๋อกวงทำท่าน่าสังเวชราวกับเผชิญวันสิ้นโลก ต้อง
บันดาลโทสะทันที
เห็นสีหน้าท่าทีของผู้คนรอบกาย จั่วม่อรู้สึกคึกคักขึ้นอักโข ที่เคยวิตก
กังวลอยู่บ้างพลันหายวับไป มันแย้มยิ้มพลางกล่าวอย่างฮึกเหิม “เส้นทาง
ทะเลดำที่เล่าขานกันว่าสุดแสนจะอันตรายไร้ที่เปรียบ วันนี้เราจะลองเข้า
ไปสำรวจดูสักครา ดูว่าอันตรายสมดังคำร่าลือหรือไม่!”
บรรดาศิษย์วัดสำเนียงวัชระที่อยู่ไกลออกมาพากันแตกตื่นจนอ้าปาก
ค้าง
คนกลุ่มนี้ถึงกับ… … ถึงกับมุ่งตรงเข้าไปในเส้นทางทะเลดำจริง ๆ… …
การผนึกกำลังของสองยอดแม่ทัพแห่งสหพันธ์จอมปิศาจ
เปรียบเสมือนหางเสือเรือ ช่วยให้พวกมันมองเห็นความหวังในการชนะศึก
สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้ามาก่อน
กระทั่งสหพันธ์จอมปิศาจด่านไสว้เองยังไม่ล่วงรู้ด้วยซ้าว่าม่ออวิ๋นไห่ไฉน
จู่ๆ พลันเปิดศึกโดยไม่บอกไม่กล่าว
ว่ากันตามหลักการ ทั้งสองฝ่ายไม่เคยมีข้อบาดหมางใด ๆ อันที่จริง
ก่อนที่สงครามจะปะทุขึ้น ทั้งสองฝ่ายเป็นคู่ค้าที่ดี มีรายการซื้อขาย
มากมายนับไม่ถ้วน
ม่ออวิ๋นไห่ไฉนเปิดศึก?
?
ไม่ว่ามันจะกล้าแกร่งเกรียงไกรสักเพียงใด ยามนี้มันก็ตัวคนเดียว
กองทัพที่โดดเดี่ยวเช่นนี้หากถูกโอบล้อมอย่างสมบูรณ์ มีแต่หนทาง
ตายสถานเดียว เมื่อวูญเสียความคล่องตัว ไม่มีกำลังหนุน กองทัพโดดเดี่ยว
ก็ไม่ต่างจากปลาบนเขียงที่รอให้ผู้คนเชือดเฉือนตามอำเภอใจ
สหพันธ์จอมปิศาจมีกองทัพมากมายนับไม่ถ้วน เพียงแค่อาศัยจำนวน
รี้พล ก็สามารถเคี่ยวกรำเปี๋ยหานจนเหน็ดเหนื่อยตาย
การค้นพบอย่างกะทันหันนี้ทำให้เหล่าบุคคลระดับสูงของสหพันธ์
จอมปิศาจพากันคึกคักขึ้นอักโข หากเทียบกับเกียรติยศในการสังหารยอด
แม่ทัพเยี่ยงเปี๋ยหานแล้ว การสูญเสียอาณาจักรน้าพุตะวันออกและการ
ตายของเฉวียนเพ่ยก็ไม่นับเป็นอะไรได้
ทุกผู้คนล้วนเชื่อว่าหากไห่จินอวิ๋นผนึกกำลังกับซ่างอวี่เซิง ต้อง
สามารถต่อสู้พัวพันเปี๋ยหานไว้ในวงล้อม จากนั้นก็รอให้เปี๋ยหานต่อสู้จน
เหน็ดเหนื่อยสิ้นเรี่ยวแรง สุดท้ายต้องทิ้งชีวิตไว้ในสมรภูมิ!
การที่เปี๋ยหานหลังจากทำลายล้างกองทัพเฉวียนเพ่ยก็หายสาบสูญ
ไปทันที ไม่ได้ทำให้พวกมันวิตกกังวลแต่อย่างใด แทบทุกคนคาดคิดว่า
หลังจากที่เปี๋ยหานเปิดฉากจู่โจม มันจะต้องบุกจู่โจมกองทัพของสหพันธ์
จอมปิศาจไปทีละขบวน แต่การผนึกกำลังของสองยอดแม่ทัพ จะช่วยให้
สหพันธ์จอมปิศาจช่วงชิงเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ได้เป็นครั้งแรก พวก
มันสามารถบีบบังคับให้เปี๋ยหานต่อสู้กับพวกมัน
ไห่จินอวิ๋นขึ้นชื่อเรื่องอารมณ์วู่วามปานเปลวเพลิง แต่ยามนี้มันไม่
รู้สึกร้อนรนแม้แต่น้อย ซ่างอวี่เซิงสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง กำลังรับประทาน
อาหารเลิศรสอย่างสุภาพเรียบร้อยอยู่เบื้องหน้ามัน ซ่างอวี่เซิงผู้นี้
ผิวพรรณขาวซีด ว่ากันว่านี่เป็นสาเหตุ ในตอนที่มันอยู่ในกองทัพปิศาจที่
เทิดทูนรูปลักษณ์อันองอาจห้าวหาญ มันมักจะถูกผู้คนหัวร่อเย้ยหยันอยู่
เป็นประจำ ถูกเรียกหาเป็นเด็กหน้าขาว มันยามกล่าววาจายังเนิบนาบ
เชื่องช้าอยู่บ้าง นี่อาจจะสืบเนื่องมาจากอาการพูดจาติดขัดในวัยเด็กของ
มัน เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มันถูกผู้คนเหยียดหยามดูแคลน
แต่บัดนี้ไม่มีผู้ใดกล้าหัวร่อเยาะมันอีก
แตกต่างจากไห่จินอวิ๋นผู้ดุเดือดปานเปลวเพลิง ซ่างอวี่เซิงมีบุคลิก
เชื่องช้านุ่มนวล ไม่ว่ากระทำสิ่งใดล้วนเป็นระเบียบเรียบร้อย สีหน้าท่าที
ราวกับว่าต่อให้ฟ้าถล่มลงมามันก็ไม่แยแสสนใจ
ด้วยเหตุนี้เอง ไห่จินอวิ๋นพอพบหน้าซ่างอวี่ซวงก็ปราศจากท่าที
ดุเดือดวู่วามอีก เนื่องเพราะไม่ว่ามันจะอาละวาดฟาดงวงฟาดงาสักเท่าใด
ซ่างอวี่เซิงก็เพียงแค่แย้มยิ้ม จากนั้นกล่าววาจาสองสามคำเป็นระยะ
ทั้งสองมีความสัมพันธ์อันดี พวกมันทั้งคู่แตกต่างจากซือกงจื้อผู้เป็น
บุตรชายของตี๋ไสว้ ก่อนหน้าที่ยุคสมัยของพลังเทพจะปรากฏขึ้น พวกมัน
เป็นเพียงบุคคลไร้ชื่อเสียงเรียงนามที่ไม่มีผู้ใดเห็นหัว ด้วยภูมิหลังและ
ประสบการณ์ชีวิตที่คล้ายคลึงกัน ทำให้พวกมันกลับกลายเป็นสหายสนิท
“ข้าจึงไม่เชื่อว่าเปี๋ยหานจะมองไม่เห็นจุดอ่อนของตัวเอง” ไห่จินอวิ๋น
กล่าวเสียงหนักอึ้ง ใบหน้าสีทองอ่อนเคร่งเครียดเล็กน้อย” มันจะต้องมี
แผนการอื่นอย่างแน่นอน ยอดแม่ทัพเยี่ยงมันไม่ใช่ผู้ที่จะทำผิดพลาดใน
เรื่องเช่นนี้”
แม้ว่าพวกมันจะช่วงชิงเป็นฝ่ายกำหนด แต่สองสหายไม่ได้ตื่นเต้นฮึก
เหิมเหมือนเช่นคนระดับสูงเหล่านั้น คู่มือของพวกมันหาใช่แม่ทัพ
บัญชาการศึกธรรมดาสามัญไม่ พวกมันเป็นผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับแรง
กดดันของเปี๋ยหานโดยตรง ย่อมต้องรอบคอบระมัดระวังกว่าผู้ใด
ซ่างอวี่เซิงยามนี้ค่อยรับประทานเสร็จสิ้น มันใช้ผ้าเช็ดมุมปาก ก่อน
จะกล่าวว่า “แน่นอนว่ามันไม่มีทางกระทำผิดพลาดเช่นนี้”
“เช่นนั้นมันมีจิตเจตนาใดกันแน่
ไห่จินอวิ๋นถามเสียงลึก
“ข้าไม่รู้” ซ่างอวี่เซิงทำท่าไม่รู้ร้อนรู้หนาวราวกับปลาทองพ่นฟอง
น้าลาย “บางทีมันอาจจะมุ่งตรงไปที่ศูนย์กลาง หรือมันอาจจะพยายาม
ก่อกวนสร้างความสับสน ผู้ใดจะทราบได้?”
ไห่จินอวิ๋นถลึงตาใส่ กล่าวเสียงดังกว่าเดิม “เจ้าจะจริงจังสักหน่อย
ไม่ได้หรือไร?”
“ข้าก็กำลังจริงจังมาก” ซ่างอวี่เซิงลากเสียงเนิบช้าจนไห่จินอวิ๋นแทบ
จะคลั่งใจตาย มันช้าเสียจนคล้าบกับว่าทุกคำล้วนต้องขบคิดใคร่ครวญมา
ก่อน “แต่จริงจังไปจะมีประโยชน์ใด มันคือเปี๋ยหาน หากเราพยายามคาด
เดาความคิดของมัน เราก็จะพ่ายแพ้อย่างแน่นอน”
สีหน้าโกรธขึ้งของไห่จินอวิ๋นสลายวับไปทันที พวกมันทั้งคู่สนิทสนม
คุ้นเคย พลันเข้าใจความหมายในวาจาของซ่างอวี่เซิง “เจ้าหมายความว่า
เราจะใช้การไม่เปลี่ยนแปลง รับมือกับสารพันเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นรึ?”
“ถูกต้อง” ซ่างอวี่เซิงพยักหน้ารับ จากนั้นหยุดไปชั่วครู่ ดวงตาทอ
ประกายกลอกกลิ้ง แล้วค่อยกล่าวเสียงเนิบช้า “อย่างไรก็ตาม เราสามารถ
หยั่งเชิงมันดูเสียหน่อย”
“ทำอย่างไร?”
ไห่จินอวิ๋นตอบสนองทันที รอยยิ้มสยายกว้างบนใบหน้า “มิผิด! เปี๋ย
หานไหนเลยจะไม่ทราบถึงอันตรายหากเส้นทางถอยถูกตัดขาดได้?
?”