สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 771 ตามล่าหาสมบัติ
“ท่านเจ้าอาวาส นี่คือสหายสนิททั้งสามของข้า หลงกวง นางเซียน
หลินอิ๋ง หร่วนโหย่วเซียน พวกมันเมื่อยินยอมช่วยเหลือ ข้าเชื่อว่าการ
เดินทางสู่ซากโบราณสถานครั้งนี้จะต้องไม่มีปัญหาแน่!” ผู้อาวุโสสวี่กล่าว
อย่างนอบน้อม
เจ้าอาวาสกวาดตามองคนทั้งสามแวบหนึ่ง
เบื้องหน้ามัน เห็นสองบุรุษหนึ่งสตรียืนรวมกลุ่มกันด้วยท่วงท่าปลอด
โปร่ง สตรีนั้นงดงามสะคราญ ดวงตาสุกใสฟันขาวสะอาด ผิวพรรณบอบ
บางนวลเนียน บุรุษหนึ่งกำยำล่าสัน ผิวดำเหมือนถ่านหิน แต่ดวงตา
กระจ่างเจิดจ้า บุรุษอีกผู้หนึ่งสวมใส่ชุดยาวสุภาพเรียบร้อยเยี่ยงบัณฑิต
นักศึกษาวัยกลางคน ในมือถือพัดจีบเล่มหนึ่ง ดวงตาทอประกายปัญญา
เจ้าอาวาสในใจลอบผงกศีรษะ คนทั้งสามนี้พลังฝีมือกล้าแข็ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบัณฑิตวัยกลางคนผู้แข็งแกร่งที่สุดในคนทั้งสาม อีก
ฝ่ายอาจอ่อนด้อยกว่ามันแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น นิกายซินเยี่ยของมันมี
ยอดฝีมือน้อยนิดจนน่าเวทนา นอกเหนือจากตัวมันเองกับผู้อาวุโสสวี่แล้ว
คนอื่นๆ ไม่อาจหวังพึ่งพาได้ แต่เมื่อมีผู้เข้มแข็งทั้งสามมาช่วยเสริมกำลัง
ทัพ เมื่อคิดถึงการเดินทางไปเสี่ยงโชคในซากโบราณสถานครั้งนี้ อดมี
ความหวังมากขึ้นกว่าเดิมไม่ได้
“การเดินทางครั้งนี้ต้องรบกวนพวกท่านทั้งสามแล้ว! คราครั้งนี้หากมี
ผลรับที่ดี สำนักเราจะต้องสมนาคุณท่านทั้งสามอย่างจุใจแน่!” เจ้าอาวาส
วัดซินเยี่ยกล่าวอย่างจริงจัง
“ท่านเจ้าอาวาสเกรงใจเกินไปแล้ว” ผู้กล่าววาจาคือหร่วนโหย่วเซียน
มันมือโบกพัดอย่างเนิบนาบ ปากกล่าวเบาๆ สุ้มเสียงสุภาพอ่อนโยน “ข้า
กับพี่สวี่เป็นสหายกันมานานหลายสิบปี ไม่ต่างจากพี่น้องร่วมอุทร คำ
ขอร้องของพี่สวี่ พวกเราย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ ยิ่งไปกว่านั้น ข้อเสนอของ
ท่านเจ้าอาวาสดึงดูดใจยิ่ง พวกเราไม่ใจแข็งพอที่จะปฏิเสธได้จริง ๆ”
หลินอิ๋งยิ้มละไม หลงกวงสงบเยือกเย็นดั่งหินผา
เจ้าอาวาสวัดซินเยี่ยพอฟังต้องหัวร่อดังกังวาน มันมีความประทับใจ
ที่ดีต่อหร่วนโหย่วเซียนผู้นี้ไม่น้อย จึงกล่าวว่า “พี่หร่วนช่างมีอารมณ์ขัน
นัก! เวลายังเร็วไปบ้าง ที่พำนักของพวกท่านจัดเตรียมเอาไว้แล้ว หาก
ต้องการสิ่งใดเพิ่มเติม โปรดบอกมาได้ทุกเมื่อ หากข้าไม่อยู่ที่นี่ ให้เสาะหา
ผู้อาวุโสสวี่ ทุกท่านเป็นคนกันเอง ขออย่าได้เกรงใจ”
หร่วนโหย่วเซียนกับพวกกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ
จากนั้นศิษย์ผู้หนึ่งเข้ามานำทางอาคันตุกะทั้งสามไปยังที่พัก
รอจนภายในห้องโถงหลงเหลือเพียงเจ้าอาวาสและผู้อาวุโสสวี่ เจ้า
อาวาสผงกศีรษะชมเชย “เรื่องนี้เจ้าทำได้ดีมาก อาศัยความช่วยเหลือของ
คนทั้งสาม พวกเราอาจสามารถหยิบฉวยสมบัติติดมือกลับมาสักชิ้นสอง
ชิ้น”
ผู้อาวุโสสวี่กล่าวอย่างนอบน้อม “นี่เป็นเพราะการตัดสินใจอย่าง
เด็ดขาดของท่านเจ้าอาวาสที่ยืนยันว่าเรื่องนี้สามารถเป็นไปได้ คนทั้งสาม
นี้ปกติทระนงถือดีถึงเพียงไหน หากมิใช่ว่าเห็นความห้าวหาญเปี่ยมปัญญา
ของเจ้าอาวาส พวกมันไหนเลยจะยินยอมรับปาก?”
เจ้าอาวาสนิกายซินเยี่ยอารมณ์ดีไม่น้อย แย้มยิ้มพลางกล่าว “ข้า
ทราบดีว่าเจ้าต้องเหนื่อยยากเพียงใด ความดีความชอบของเจ้าข้าจะ
จดจำไว้” จากนั้นสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด กล่าวเสียงหนักๆ “คราครั้ง
นี้เป็นโอกาสอันดีสำหรับพวกเรา เป็นเครื่องตัดสินว่านิกายซินเยี่ยเราจะ
สามารถทะยานขึ้นหรือไม่! เรื่องผู้ช่วยทั้งสามนี้ เราต้องเก็บไว้เป็น
ความลับสุดยอด”
ผู้อาวุโสสวี่ดวงตาทอประกายประหลาดที่มองไม่เห็นแวบหนึ่ง รีบ
กล่าวว่า “ท่านเจ้าอาวาสช่างปราดเปรื่องนัก!”
จั่วม่อเล่นกับเส้นใยสีเขียวในมืออย่างสนอกสนใจ เส้นใยสีเขียวนี้เบา
บางถึงที่สุด เส้นใยที่ยาวถึงเจ็ดแปดลี้ เมื่อพันอยู่รอบข้อมือของมัน กลับ
เห็นเป็นเพียงเส้นบางๆ ดูผิวเผินคล้ายสร้อยข้อมือสีเขียวเส้นหนึ่ง
หลังจากเส้นใยสีเขียวร้องขอความเมตตา หมอกสีเทาของอากุ่ยก็ล่า
ถอยกลับเข้าไปใน ‘วิญญาณมิดับสูญ’
เส้นใยสีเขียวยอมตนเข้าสู่มือของจั่วม่ออย่างเชื่องเชื่อ แต่กระทั่งเล่น
กับมันอยู่เป็นนานสองนาน จั่วม่อก็ยังไม่อาจบอกได้ว่าเจ้าสิ่งนี้คืออะไร
เส้นใยนี้แม้เบาบางอย่างที่สุด แต่แข็งแกร่งทนทานยิ่ง ไม่ว่าจั่วม่อหรือคน
อื่น ๆ จะออกแรงดึงสักเท่าใด เส้นใยนี้ก็หาได้สะทกสะท้านไม่ สิ่งที่โดดเด่น
ที่สุดคือลำแสงรูปจันทร์เสี้ยวสีเขียวซึ่งมันสามารถปลดปล่อยออกมาได้
ดั่งใจปรารถนา
ลำแสงรูปจันทร์เสี้ยวสีเขียวนี้กร้าวแกร่งสุดเปรียบปาน แทบจะมีพลัง
ทัดเทียมกับปราณกระบี่ของศิษย์พี่ใหญ่เหวยเสิ้ง
แม้จนแล้วจนรอดจั่วม่อก็ยังไม่รู้ว่าของสิ่งนี้ที่แท้เป็นอะไรกันแน่ แต่
เห็นได้ชัดว่าเป็นสมบัติวิเศษที่ยากจะพบพานชิ้นหนึ่ง
การที่มันสามารถส่งจิตสำนึกมาร้องขอความเมตตา ทำให้จั่วม่ออด
ตกตะลึงไม่ได้ ของสิ่งนี้ทำให้มันฉุกคิดถึงของวิเศษอีกชิ้นหนึ่งที่อยู่ในความ
ครอบครองของมัน นั่นคือสายใยสามพันอาวรณ์ สายใยสามพันอาวรณ์เอง
ก็สามารถสื่อสารผ่านทางจิตใจเช่นกัน
จั่วม่อทดลองใช้จิตสำนึกของตนสื่อสารกับเส้นใยสีเขียว แต่ไม่บังเกิด
ผลอันใด
ทว่าพอมันเปลี่ยนไปใช้พลังเทพ กลับคล้ายมองเห็นตัวตนเล็กจิ๋ว
มากมายเหลือคนานับ ภาพนี้ปรากฏขึ้นเพียงชั่ววูบเดียว หลังจากนั้นไม่ว่า
มันจะโคจรพลังเทพเข้าไปในเส้นใยสีเขียวมากเท่าใด ก็ไม่ปรากฏให้เห็น
อีกเลย
แต่แม้ว่าจะเป็นเพียงชั่ววูบเดียว จั่วม่อยังคงสามารถจดจำตัวตนเล็ก
ๆ เหล่านั้นได้อย่างแจ่มชัด
จากนั้นจั่วม่อพบว่าเส้นใยสีเขียวแฝงเร้นไว้ด้วยพลังเทพจางๆ สาย
หนึ่ง ซึ่งช่วยให้สามารถรองรับพลังเทพที่จั่วม่อโคจรเข้าไป จั่วม่อทดลองดู
อย่างกระตือรือร้น สุดท้ายพบว่าเส้นใยสีเขียวถึงกับสามารถทนต่อพลัง
เทพที่มันส่งผ่านเข้าไปอย่างสุดกำลัง
สิ่งที่สามารถดำรงคงอยู่ได้ภายใต้พลังเทพบริสุทธิ์อันเกรี้ยวกราดของ
จั่วม่อ ในยุคนี้ย่อมเรียกได้ว่าเป็นของวิเศษที่ยากจะพบพาน สมบัติ
ประเภทนี้เหมาะสมเป็นที่สุดสำหรับการหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพรูปแบบ
อาภรณ์
จั่วม่อถึงกับสงสัยว่าเส้นใยสีเขียวนี้เป็นสิ่งที่หลงเหลือมาจากยุค
บรรพกาล
จั่วม่อเพ่งจิตวูบ พลังเทพสายหนึ่งโคจรผ่านเข้าไปในเส้นใยสีเขียว
ทันใดนั้นกำไลข้อมือสีเขียวพลันปลดปล่อยลำแสงสีเขียวติดต่อกันเป็นชุด
กระหน่าซัดเข้าใส่ทะเลดำในชั่วพริบตาเดียว
พลังแสงสีเขียวเป็นกระบวนท่าเทพวิชาจู่โจมชนิดหนึ่ง แม้ว่ามิใช่
เทพวิชาที่เพียบพร้อมสมบูรณ์ แต่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่จั่วม่อ
ไม่น้อย
เมื่อเส้นใยสีเขียวยืดออกจนสุดความยาวเจ็ดแปดลี้ พลิ้วสะบัดอยู่
กลางอากาศ ความรู้สึกแปลกประหลาดแผ่ซ่านมาจากเส้นใยสีเขียว ผ่าน
เข้าสู่มือของจั่วม่อไม่ขาดสาย เส้นใยสีเขียวสั่นสะเทือนไม่หยุดยั้ง ให้
ความรู้สึกราวกับว่ามีมือล่องหนข้างหนึ่งคอยดูดซับพลังธรรมชาติจากรอบ
ข้างเข้าไปอย่างต่อเนื่อง จากนั้นผ่านกระบวนการแปรสภาพอันพิเศษ
เฉพาะชนิดหนึ่ง ปลดปล่อยพลังออกมาเป็นลำแสงสีเขียวซึ่งเต็มไปด้วย
อำนาจทำลายล้าง
สิ่งของอันพิสดารนัก!
จั่วม่ออดไม่ได้ต้องจุปากอย่างอัศจรรย์ใจ นี่เป็นครั้งแรกที่มันพบเห็น
ของวิเศษที่โดดเด่นไม่เหมือนใครเช่นนี้
เส้นทางทะเลดำมีสิ่งของอันร้ายกาจเช่นนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไฉน
แม้แต่ชนชั้นฝ่านซูยังต้องเอาชีวิตมาทิ้ง ถึงยามนี้ปริศนาเรื่องนี้ทำความ
เข้าใจได้ไม่ยากนัก สมัยนั้นต่อให้เป็นยอดคนด่านฝ่านซูก็เพียงฝึกปรือพลัง
ปราณเท่านั้น เมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีด้วยพลังเทพ หากประมาท
พลาดพลั้งแม้สักน้อยนิด มีแต่หนทางตายสถานเดียว
ความสนใจที่จั่วม่อมีต่อทะเลดำเพิ่มสูงขึ้นทันที
ทะเลสีดำทมิฬอันพิเศษเฉพาะและยากจะหยั่งถึงนี้คล้ายไม่มีที่สิ้นสุด
สภาพแวดล้อมเลวร้ายสุดขีด เต็มไปด้วยภยันตรายนานัปการ แต่หากมอง
ในทางกลับกัน หากมิใช่ว่ามีสภาพแวดล้อมสุ่มเสี่ยงอันตรายถึงเพียงนี้ ทั้ง
ยังแฝงเร้นด้วยตัวตนลึกลับอันร้ายกาจอีกนับไม่ถ้วน สถานที่นี้คงถูกสำนัก
ใหญ่บัดซบเหล่านั้นรื้อค้นจนทะลุปรุโปร่งไปตั้งแต่แรก
สิ่งร้ายกาจที่สามารถปลดปล่อยกระบวนท่าเทพวิชาดังเช่นเส้นใยสี
เขียว มิใช่สิ่งที่ซิวเจ่อในยุคสมัยพลังปราณจะเอาชนะได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็
คือ นี่หมายความว่าทะเลดำเป็นขุมทรัพย์ที่ยังไม่เคยมีผู้ใดสำรวจ เป็นไป
ได้ว่ายังมีสมบัติวิเศษอื่น ๆ ที่คล้ายกับเส้นใยสีเขียวนี้อยู่อีกมาก
ล้วนเป็นสมบัติของวิเศษทั้งสิ้น นี่มันมหาขุมทรัพย์ชัดๆ!
มิหนำซ้าจั่วม่อยังมียอดนักล่าสมบัติอย่างเช่นเจ้าดำน้อย มีกลุ่มสหาย
รักและคนสนิทที่แกร่งกร้าวเกรียงไกร หากพลาดโอกาสอันดีงามนี้ไป เกรง
ว่าคงต้องถูกสวรรค์ลงทัณฑ์แล้ว
เหลาเต๋อกวงที่ถูกอาคมหวงห้ามสะกดเอาไว้ ยามนี้เชื่องเชื่อจนไม่
อาจเชื่องเชื่อไปกว่านี้ได้อีก
มีเพียงคำถามเดียวที่หมุนคว้างอยู่ในจิตใจมัน … กลุ่มคนที่น่า
สะพรึงกลัวเหล่านี้มาจากที่ใดกัน?
ทีแรกมันแม้หวาดกลัวสตรีนางนั้น แต่ไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่ว่าที่ใดก็
อาจจะมียอดฝีมืออยู่สักคนสองคนทั้งนั้น แต่พอได้ชมดูคนเหล่านี้ต่อสู้กับ
เส้นใยสีเขียวประหลาด ถึงกับตกตะลึงพรึงเพริดจนปากอ้าตาค้าง ควร
ทราบว่ามันเมื่อได้รับสมญานาม ‘หัตถ์ภูตไร้เงา’ ไหนเลยจะเป็นชนชั้นไร้
นามที่ไม่รู้ความได้
แต่ยามนี้เมื่อเฝ้ามองดูการต่อสู้ของตัวประหลาดเหล่านี้ ในใจมัน
หลงเหลือเพียงความรู้สึกเดียว … มันช่างเป็นคนบ้านนอกคอกนาที่ไม่รู้
ความโดยแท้
รอจนเมื่อกระบวนท่ากระบี่ของเหวยเสิ้งปรากฏขึ้น เหลาเต๋อกวง
สมองขาวว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์ ภายใต้แรงกดดันสะท้านฟ้าสะเทือนดิน
ขุมนั้น มันแทบไม่อาจหายใจหายคอ จนกระทั่งบัดนี้ยามหวนนึกถึงท่า
กระบี่อันน่าอัศจรรย์นั้น ในใจมันยังอดสั่นสะท้านไม่ได้
คุนหลุน!
ความคิดแรกที่กระโดดขึ้นในใจมัน มีเพียงคุนหลุนเท่านั้นจึงสามารถ
เพาะสร้างเซียนกระบี่อันน่ากลัวถึงปานนี้ได้!
ทว่าสิ่งที่ทำให้มันสับสนงุนงงยิ่งกว่าเดิม กลับเป็นเสียงตวาดของจง
หยู เหลาเต๋อกวงเมื่อโลดแล่นอยู่ในดินแดนเก้ามหานิกายพุทธ ย่อมคุ้นเคย
กับวิถีฝึกปรือแนวทางพุทธเป็นอย่างดี กล่าวถึงเซียนวรยุทธ์ที่พอจะมี
ชื่อเสียงอยู่บ้าง มันล้วนสามารถบอกนามได้ทุกคน
แต่…มีเซียนวรยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรถึงเพียงนี้ปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่
เมื่อใด?
เมื่อบุกบั่นอยู่ในดินแดนเก้ามหานิกายพุทธมาเป็นเวลานาน สำหรับ
เหลาเต๋อกวงแล้ว ลำพังเสียงตวาดเบา ๆ นี้ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ยืนยันว่า
บุรุษที่มีรูปลักษณ์เหี่ยวแห้งผู้นี้มีพลังฝีมือแนวทางพุทธที่ลึกล้าสุดจะหยั่ง!
มันแม้ครุ่นคิดจนสมองแทบแตก ยังนึกไม่ออกว่าเซียนวรยุทธ์ผู้
ยิ่งใหญ่ผู้นี้ จู่ ๆ ปรากฏตัวออกมาจากที่ใดกันแน่?
ส่วนสตรีดุร้ายที่ทุบตีมันจนสิ้นสติในกระบวนท่าเดียว… …
ในใจมันมีเพียงความคิดเดียว… เคราะห์ดีที่ตอนนั้นมันไม่ได้ต่อสู้ขัด
ขืนมากไปกว่านั้น!
เหลาเต๋อกวงยังลอบกวาดตาสำรวจไปทั่วกองเรืออย่างระมัดระวัง
มันพบว่าบรรดาผู้คนที่ไม่ได้ลงมือล้วนมีสีหน้าสงบเยือกเย็น ทั้งยังสงบ
เยือกเย็นตั้งแต่ต้นจนจบการต่อสู้ ใบหน้าของพวกมันไม่ได้เปลี่ยนสีแม้แต่
แวบเดียว
คนเหล่านี้ล้วนเป็นยอดยุทธ์ชั้นสูง เมื่อนึกถึงสีหน้าภาคภูมิใจที่มัน
แสดงออกมายามเมื่อได้ยินสมญานามของตน เหลาเต๋อกวงรู้สึกอับอาย
ขายหน้ายิ่ง
ในบรรดาผู้ที่ลงมือ ไม่ว่าผู้ใดก็เพียงพอที่จะสะท้านทั่วดินแดนเก้า
มหานิกายพุทธ ยามนี้ถึงกับปรากฏขึ้นกลุ่มใหญ่ มันไม่ทราบจะบ่งบอก
บรรยายถึงคนกลุ่มนี้อย่างไรดี … …แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ความคิดหาโอกาส
หลบหนีของมันสลายวับไปทันที อาศัยพลังฝีมือแมวสองขาของมัน
เหลาเต๋อกวงไม่คิดว่ามันจะมีปัญญาหลบหนีจากตัวประหลาดกลุ่มนี้ได้พ้น
อนิจจา… … มันไม่เคยนึกฝันมาก่อนเลยด้วยซ้า ว่าจะมีวันที่มันต้อง
ยอมรับว่าพลังฝีมือของมันไม่ต่างจากวิชาแมวสองขา… …
เหลาเต๋อกวงน้าตาตกในเงียบ ๆ มันยังต้องใคร่ครวญถึงปัญหาสำคัญ
กว่านั้น … เมื่อตกอยู่ในกำมือของตัวประหลาดเหล่านี้ มันยังจะสามารถ
รักษาชีวิตน้อย ๆ ของมันไว้ได้อย่างไร?
ผู้ที่สามารถถูกขนานนามว่า ‘หัตถ์ภูตไร้เงา’ แม้พลังฝีมืออาจไม่
เข้มแข็งพอ แต่ด้านไหวพริบปฏิภาณยังคงไม่ขาดตกบกพร่อง
คนเหล่านี้ใช่มาเพื่อซากโบราณสถานตั้งแต่แรกหรือไม่?
ความคิดนี้พอผุดขึ้น เหล่าเต๋อกวงก็คว้าจับเอาไว้มั่น กลุ่มตัว
ประหลาดอันร้ายกาจนี้แข็งแกร่งพอที่จะกวาดล้างสำนักเล็กๆ ภายในชั่ว
ไม่กี่อึดใจ พวกมันย่อมไม่ปรากฏกายขึ้นในดินแดนเก้ามหานิกายพุทธโดย
ไม่มีเหตุผล
มันยิ่งครุ่นคิดเท่าใด ยิ่งพบว่าเป็นไปได้มากเท่านั้น จะต้องเป็นเหตุผล
นี้อย่างแน่นอน!
เหลาเต๋อกวงคลายใจลงเล็กน้อย ไม่ต้องเอ่ยถึงอื่นใด หาก
เปรียบเทียบกันในด้านความสามารถทางข้อมูลข่าวสาร มันเชื่อว่าผู้ที่
สามารถยกขึ้นเทียบกับมันมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย นี่หมายความว่ามันยังมี
คุณค่าสำหรับคนกลุ่มนี้
ตราบใดที่มันยังมีคุณค่า มันก็มีโอกาสที่จะรอดชีวิตต่อไป
เหลาเต๋อกวงตกลงใจหาโอกาสแสดงคุณค่าของมัน มันเคยลอบ
สืบเสาะข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับซากโบราณสถานเอาไว้อย่างถี่ถ้วน คราวที่
แล้วคนเหล่านี้ไม่ได้ซักถามมันอย่างละเอียด มันยังคงเก็บงำความลับไว้อีก
มาก
มา มา มา มาถามข้า! ถามข้า! ข้ามีข่าวสารมากมาย! ข้าจะบอกให้
หมด!
เหลาเต๋อกวงในใจร่าร้องอย่างไม่คิดชีวิต
ผ่านไปหนึ่งวัน สองวัน… …สามวัน… …
คนกลุ่มนี้ดูเหมือนจะหลงลืมมันไปโดยสนิทใจ ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ
กับมัน เหลาเต๋อกวงน้าตานองหน้าแล้ว ในใจสับสนงุนงงอย่างบอกไม่ถูก
คนเหล่านี้มิใช่มาเพื่อซากโบราณสถานหรอกหรือ?
มันสังเกตเห็นว่าจั่วม่อดูเหมือนจะเสาะหาบางสิ่งในทะเลดำอยู่ทุก
วี่วัน หรือว่า…หรือว่าจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของพวกมันจะเป็นทะเลดำ?
เหลาเต๋อกวงผู้น่าสมเพช มันไหนเลยจะคาดฝันไปถึง กองเรือภายใต้
การนำของจั่วม่อบัดนี้เข้าสู่สภาวะตามล่าหาสมบัติอย่างสมบูรณ์
ดวงตาละโมบหิวกระหายของจั่วม่อบ่งบอกชัดเจน มันแทบทนรอไม่
ไหวที่จะกวาดผ่านทุกซอกทุกมุมของเส้นทางทะเลดำแล้ว
หากมันสามารถเสาะหาของวิเศษเช่นเส้นใยสีเขียวได้อีกสักสองสาม
ชิ้น บางทีอาจสามารถรวบรวมวัตถุดิบได้มากพอที่จะหลอมสร้างอาวุธเวท
รูปแบบอาภรณ์ชุดหนึ่ง
ในที่สุด เส้นหนวดสัมผัสของเจ้าดำน้อยก็โบกสะบัดไปในทิศทางด้าน
หนึ่งอย่างเร็วรี่
เสียงไชโยโห่ร้องดังกระหึ่มไปทั่วกองเรือ ทุกผู้คนคึกคักขึ้นอักโข
กระทั่งบุคคลที่สงบเยือกเย็นที่สุดเช่นจงหยูยังมีสีหน้าตื่นเต้นยินดี
กองเรือแล่นปราดไปยังทิศทางนั้นอย่างรวดเร็ว ภายใต้การชี้นำของ
เจ้าดำน้อยยอดนักล่าสมบัติ