สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 772 เปล่งประกายเจิดจ้า
ราตรีอันมืดมิดส่องสว่างด้วยลำแสงเวทวิชาและเทพวิชาเหลือคนา
นับ แต่ละสายปะทะหักหาญกลางอากาศประหนึ่งห่าพิรุณดอกไม้ไฟ
บังเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นลั่นโลก กระแทกทำร้ายโสตประสาทของผู้คน
กระแสอากาศกวาดวาบอย่างกราดเกรี้ยวไปทั่วท้องฟ้ารัตติกาล ทุกสิ่งทุก
อย่างในม่านสายตาคล้ายบิดเบี้ยวประหนึ่งภาพมายา
ภายในป้อมปราการอาคมหวงห้าม ทุกผู้คนมีสีหน้าคึกคักฮึกเหิม แต่
ละคนเพ่งมองไปเบื้องหน้าอย่างจดจ่อ ใบหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด เส้น
เลือดเขียวเต้นตุบ ๆ อยู่ข้างขมับลำคอ
“ใส่ใจ! ใส่ใจ! กลุ่มแรก ให้ความสนใจกับการตัดปีกซ้ายของศัตรู!”
“กลุ่มที่สอง ควบคุมพลังเทพของพวกเจ้าให้ดี อย่าได้ออกแรงมาก
เกินไป ให้ความสำคัญกับการสับเปลี่ยนหมุนเวียน!”
“ค่ายกลกลุ่มที่สี่ ค่ายกลกลุ่มที่ห้า พวกเจ้าไม่ได้รับประทานข้าวมา
หรือ? ไฉนการโจมตีของพวกเจ้าอ่อนปวกเปียกถึงเพียงนี้? ออกแรงให้
เต็มที่! หากพวกเจ้าปล่อยให้หลุดรอดไปได้แม้แต่คนเดียว จะได้เห็นดีแน่…
…”
ม้าฝานสังเกตการณ์ไปทั่วสมรภูมิอย่างเยือกเย็น คำบัญชาการของ
มันหลั่งไหลเหมือนสายน้า ส่งผ่านไปยังทุกซอกทุกมุมของแนวป้องกัน
อย่างไม่ขาดสาย
ในหมู่แม่ทัพนายกองของม่ออวิ๋นไห่ มีอยู่หลายคนทีมีฝีมือในการทำ
ศึกป้องกัน อย่างเช่นค่ายเว่ยของซู่หลงและกองพันถังจื่อของถังเฟย ทว่า
ในบรรดาพวกมันทั้งหมด ม้าฝานนับเป็นตัวประหลาดที่สุด
มันเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่มีฝีมือในการทำศึกด้วยป้อมปราการ
อาคมหวงห้าม
เนื่องเพราะหลายปีก่อน มันประสบความสำเร็จในการหยุดยั้งกองทัพ
ของวัดเสวียนคงที่เข้ามารุกราน ค่อยเผยประกายพรสวรรค์ในด้านการทำ
ศึกป้องกันของมันออกมา จากนั้นมันถูกส่งไปยังอาณาจักรเรือนกล้วยไม้
ในแดนปิศาจ ที่ซึ่งมันอาศัยแนวป้องกันปราการอาคมหวงห้ามทำศึกต้าน
รับกองทัพเทียนหวนของกงเหยี่ยเสี่ยวหรง สุดท้ายบังเกิดความสนใจอย่าง
แรงกล้าต่อศาสตร์พิชัยยุทธ์ที่ใช้ค่ายกลและอาคมหวงห้ามในการทำ
สงคราม
ค่ายกลและอาคมหวงห้ามเป็นอีกหนึ่งศาสตร์วิชาที่ม่ออวิ๋นไห่ถนัดจัด
เจน และมุ่งเน้นพัฒนามาโดยตลอด แบบฉบับค่ายกลเต่าอมตะของจั่วม่อ
มีอิทธิพลต่อพวกมันอย่างลึกล้า ม้าฝานซึ่งเริ่มลุ่มหลงงมงายใช้เวลา
มากมายอยู่บนเกาะเมฆอีกาทองคำ เพื่อศึกษาศาสตร์วิชาอาคมหวงห้าม
และค่ายกล
ผลสุดท้ายมันประสบความสำเร็จเกินเชื่อ ไม่ว่าแนวป้องกันค่ายกลใด
หากอยู่ในมือของมัน จะสามารถเปล่งอานุภาพอย่างน่าอัศจรรย์
มันช่าชองชำนาญในจุดอ่อนจุดแข็งของค่ายกลทุกประเภท สามารถ
ใช้สอยได้ดั่งมือเท้าของตน นอกจากนี้มันยังมีประสบการณ์ในการเป็น
ขุนพลทัพหน้า เป็นส่วนหนึ่งของแกนกลางในการบุกจู่โจม ช่วยให้มันมี
ความเข้าใจในภาพรวมเชิงกลยุทธ์ของศึกสงครามขนาดใหญ่ หนุนส่ง
ความสามารถในการใช้ค่ายกลยันต์และอาคมหวงห้ามของมันขึ้นไปอีก
ระดับชั้นหนึ่ง
ส่วนรองผู้บัญชาการของมัน เหนียนลู่ ผู้มีฝีมือทางการคิดคำนวณ มี
ส่วนช่วยเหลือต่อมันเป็นอย่างมาก เหลยเผิงเป็นขุนพลทัพหน้า หัวหน้า
หน่วยทะลวงฟันซึ่งเปรียบเสมือนขวานลับที่ซ่อนอยู่ในกระดองเต่า
สนามรบค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบเชียบ
ภายใต้สมรภูมิที่รบพุ่งอย่างดุเดือดและสับสนวุ่นวาย การ
เปลี่ยนแปลงนี้เล็กน้อยจนแทบไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น แต่ม้าฝานมองเห็นได้
ชัดตา
กองทัพข้าศึกทั้งสองขบวนไม่ได้มีการประสานงานที่ดี ช่องโหว่สาย
หนึ่งในขบวนทัพของพวกมันเริ่มปรากฏขึ้นทีละน้อย
ม้าฝานดวงตาพลันทอประกายวาบ ระดับเสียงสั่งการดังขึ้นโดยไม่
รู้ตัว คำสั่งของมันยิ่งกระชับและเร่งร้อนกว่าเดิม
“จักรราศีที่หนึ่ง บุกโจมตีเต็มกำลัง!”
“กลุ่มที่สาม เหนี่ยวรั้งคู่ต่อสู้ของพวกเจ้าไว้”
“กลุ่มที่เจ็ด แสร้งเป็นอ่อนแรง ล่อให้พวกมันถลำเข้ามา”
“กลุ่มที่สาม กลุ่มที่หก ตั้งสติให้ดี เตรียมจู่โจมสังหาร!”
เหล่าขุนศึกและไพร่พลใต้ร่มธงของม้าฝาน ล้วนคุ้นชินกับการ
เปลี่ยนแปลงของมันดี ทุกผู้คนทราบว่าเมื่อใดที่คำสั่งการของต้าเหริน
กลายเป็นยิ่งมายิ่งกระชับและเร่งร้อน ก็หมายความว่าช่วงเวลาสำคัญของ
การสู้รบกำลังจะมาถึง
ทุกผู้คนรู้สึกจิตวิญญาณลุกโชน แนวป้องกันปราการค่ายกลแปร
กระบวนอย่างฉับพลัน แต่ท่ามกลางพายุเวทวิชาพลังเทพอันมืดฟ้ามัวดิน
การเปลี่ยนแปลงนี้ยากที่จะมีคนสังเกตเห็นได้
เหลยเผิงที่รอคอยคำสั่งอยู่เป็นนานสองนานสวมใส่ชุดเกราะเต็มยศ
ยุทโธปกรณ์เทพม่ออวิ๋นห่อหุ้มร่างใหญ่โตกำยำดุจหอคอยเหล็กของมัน
ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ในมือถือกระบี่หนักผลึกทองเล่มหนึ่ง ดูผิวเผินราวกับ
ยักษ์ในตำนานก้าวเดินออกมาจากนิทานปรัมปรา แผ่ซ่านกลิ่นอายดุร้าย
กระหายเลือดออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ที่ตั้งมั่นอยู่ด้านหลังมันเป็นกองทัพ
ยอดฝีมือสองร้อยคน ซึ่งสวมใส่ชุดเกราะเต็มยศเช่นเดียวกัน ยืนนิ่งเงียบ
งันราวกับทหารเหล็กขบวนหนึ่ง เต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟันอันหนักข้น
มันเตรียมออกศึกได้ทุกเมื่อ!
“พวกมันถูกล่อเข้ามาแล้ว!”
“ต้าเผิง ฆ่า!” เสียงม้าฝานให้สัญญาณ
ทันใดนั้นเหลยเผิงดวงตาสาดประกายดุจสายฟ้า พลังสภาวะระเบิด
วาบขึ้นไปถึงฟ้าสวรรค์ กระบี่ยักษ์ผลึกทองอันหนักอึ้งยกชูขึ้นสุดล้าราวกับ
ไร้น้าหนัก ร่างสาดพุ่งออกจากแนวป้องกันค่ายกลประดุจแรดเหล็กที่คลุ้ม
คลั่งตัวหนึ่ง!
“ฆ่า!”
สองร้อยยอดฝีมือโถมทะยานติดตามไปอย่างพร้อมเพรียง เสียงตวาด
แทบเป็นเสียงเดียวกัน “ฆ่า!”
ทั้งขบวนราวกับขวานหนักอันคมกล้าเล่มหนึ่ง ตวัดฟันใส่กลางศีรษะ
ของเหยื่อที่เผลอติดตาข่ายอย่างดุดันอำมหิต
กองทัพข้าศึกที่เข่นฆ่าเข้ามาอย่างย่ามใจ ไหนเลยจะคาดคิดไปถึง ว่า
ฝ่ายตรงข้ามกลับบุกทะลวงสวนออกมาจากแนวป้องกันอย่างกะทันหัน
ยามไม่ทันระวัง เลือดเนื้อกระเซ็นซ่านไปทั่วทุกที่ เหลยเผิงไม่ต่างจากสัตว์
ร้ายบรรพกาลสุดหฤโหดตัวหนึ่ง เข่นฆ่าอาละวาดไปทั่วโดยไร้ผู้ต้านติด
ยุทโธปกรณ์เทพที่มันสวมใส่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อมัน
โดยเฉพาะ หลอมสร้างตามคุณลักษณะอันแกร่งกร้าวทรงพลังของมัน มี
ประโยชน์ใช้สอยเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือเพิ่มพลังของเหลยเผิงห้าเท่า!
เหลยเผิงทรงพลังแต่กำเนิด หลังจากสลักแผนผังปิศาจลงบนร่าง ยิ่ง
ทวีความกล้าแข็งมากขึ้นกว่าเดิม มิหนำซ้าจั่วม่อยังให้มันเปลี่ยนจากการ
ฝึกปรือเวทวิชามาเป็นทักษะปิศาจตั้งแต่แรก ด้วยความช่วยเหลือของการ
ดูดกลืนตัวอ่อนปิศาจ เหลยเผิงสามารถฝึกปรือสังขารปิศาจที่โดดเด่นด้าน
พละกำลังชนิดหนึ่งเป็นผลสำเร็จ ความแข็งแกร่งทรงพลังของมันเพิ่ม
สูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว จั่วม่อจึงตัดสินใจให้เหลยเผิงเดินไปในวิถีทางของ
ความแข็งแกร่งทรงพลัง เดิมทีเหลยเผิงเมื่อครั้งนั้นก็กล้าแกร่งทรงพลัง
อย่างน่ากลัวอยู่แล้ว แต่หลังจากฝึกปรือพลังเทพเมฆาไร้รูปของม่ออวิ๋นไห่
ความแข็งแกร่งของเหลยเผิงถึงกับพุ่งทะยานขึ้นไปอีกระดับชั้นหนึ่ง
พลังเทพของเหลยเผิงเรียบง่ายที่สุด ตรงไปตรงมาที่สุด ดิบเถื่อนที่สุด
หยาบกระด้างที่สุด และเป็นพลังอันทื่อด้านอย่างบริสุทธิ์มากที่สุด!
เหลยเผิงโถมทะยานไปรอบ ๆ ในมือถือกระบี่หนักผลึกทองขนาดเท่า
บานประตู เมื่อมันเริ่มฟาดฟัน ไม่มีผู้ใดต้านรับกระบี่หนักของมันได้แม้สัก
กระบวนท่าเดียว มันผู้นี้ไม่ชมชอบกระบวนท่าจ้วงแทง ภายใต้เงื้อมมือ
ของมัน กระบี่หนักผลึกทองไม่ต่างจากดาบฟันขาม้าอันหนาหนัก กระบวน
ท่าที่มันชมชอบมากที่สุดคือสับฟัน
โดยทั่วไปแล้วเมื่อกระบี่ของมันสับลง ไม่ว่าศัตรูหรือพาหนะที่ขับขี่
ล้วนถูกฟันขาดเป็นสองเสี่ยงไปด้วยกัน
เมื่อเจตนาฆ่าฟันของมันพุ่งทะยานขึ้น มันจะใช้กระบี่ดุจใช้กระบอง
เหล็ก กวาดฟาดโดยไม่เลือกหน้า ไม่ว่าผู้ใดหากกระทบถูกจะประดุจถูก
แรดยักษ์พุ่งชน ร่างปลิวลิ่วไปอย่างรุนแรง ร่างกายส่วนใหญ่ยุบลงอย่าง
แปลกประหลาด เลือดทะลักออกทางทวารทั้งเจ็ด ก่อนจะตกตายอย่าง
อนาถ
เคร้ง!
เหลยเผิงมือสั่นสะท้าน นับตั้งแต่เปิดศึก นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนหยุด
กระบี่หนักของมันเอาไว้ได้!
ดวงตามันแดงฉานด้วยสายเลือด เพ่งมองผู้ที่หยุดยั้งมัน ที่แท้เป็น
หนึ่งในสองจอมปิศาจด่านไสว้ผู้นำทัพ
ยามนี้จิตวิญญาณการต่อสู้ของเหลยเผิงพุ่งทะยานขึ้นไปถึงจุดสูงสุด
แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นจอมปิศาจด่านไสว้ มันก็หาได้ครั่นคร้ามยำเกรงไม่
พลันแผดเสียงกู่คำรามดังสนั่น กระบี่หนักผลึกทองตวัดขึ้นจนสุดล้า กระบี่
นำคนตาม ฟาดใส่ฝ่ายตรงข้ามอย่างสุดแรงกำลัง!
“กระบวนท่าอันประเสริฐ!”
จอมปิศาจด่านไสว้แค่นเสียง หอกยาวในมือพลันเปลี่ยนเป็นประกาย
สีเงินสายหนึ่ง ทันใดนั้นจุดแสงสีเงินเจิดจ้าถึงขีดสุด ทิ่มแทงใส่ดวงตาของ
เหลยเผิงอย่างซึ่งหน้า
จุดแสงสีเงินรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด
ไม่ว่าผู้ใดที่อยู่รัศมีสิบลี้ล้วนถูกดึงเข้าไปหากระบวนท่าหอกอัน
พิสดารนี้ เหล่าทหารกล้าที่รายล้อมรอบกายเหลยเผิง บังเกิดความรู้สึกว่า
จุดแสงสีเงินแฝงไว้ด้วยพลังดึงดูดอันแปลกประหลาด ร่างกายของพวกมัน
ลอยละลิ่วเข้าหาจุดแสงสีเงินอย่างไม่อาจควบคุมบังคับ ไม่ต่างจากแมง
เม่าบินเข้ากองไฟ
สังหรณ์ร้ายอันรุนแรงเข้าครอบงำจิตใจของพวกมันโดยพลัน แต่ละ
คนล้วนหน้าเผือดสี
ในเวลานี้เอง เสียงตวาดอย่างเกรี้ยวกราดดุจสัตว์ร้าย พลันระเบิด
กึกก้องในโสตประสาทของพวกมัน
“ฆ่า!”
เหลยเผิงถลึงตากลมกว้างราวเทพทวารบาลพิโรธ ยุทโธปกรณ์เทพ
บนร่างสาดประกายสีแดงฉาน พลังในแผนผังปิศาจทุกส่วนบนร่าง ใน
กล้ามเนื้อทุกมัด ในกระดูกและเส้นเอ็น ทุกหยาดหยดล้วนถูกรีดเค้นเข้ามา
ผนึกรวมรั้งอยู่ในกระบี่หนักผลึกทองในมือของมันจนหมดสิ้น
เป็นพลังอันรวบรัดหมดจด ปราศจากลวดลายทั้งปวง!
มีเพียงแค่พลังเท่านั้น!
บึม!
เสียงหนักทึบประดุจกลองศึกดังสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับเสียงคำราม
ต่าลึกของสายฟ้าในหมู่เมฆา ทุกผู้คนภายในรัศมีร้อยลี้ล้วนได้ยินถนัด
ชัดเจน!
กระแสอากาศอันเกรี้ยวกราดอย่างน่าตระหนกกวาดวาบออกไปทุก
ทิศทาง ราวกับกำแพงเหล็กกดทับใส่ ไม่ว่าค่ายกลยันต์หรืออาคมหวงห้าม
ภายในรัศมีห้าลี้ ล้วนถูกทำลายสิ้น ผู้ที่ตอบสนองเชื่องช้า ต้องเผชิญกับ
คลื่นกระแทกอันน่ากลัว รับบาดเจ็บบอบช้าในทันที ผู้ที่เฉลียวฉลาดกว่า
กลับปล่อยไปตามสภาวะ หยิบยืมแรงกระแทกพาตัวลอยละลิ่วไปกับ
กระแสอากาศหฤโหด
ในรัศมีห้าลี้ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่อีก
กระบี่หนักผลึกทองแหลกละเอียดอย่างสิ้นเชิง เหลยเผิงปลิวลิ่วดุจ
กระสอบเก่า ๆ ใบหนึ่ง ยุทโธปกรณ์เทพทั้งชุดแตกร้าวไม่เหลือชิ้นดี โลหิต
ฉีดพ่นจากทั่วร่าง คนคล้ายมนุษย์โลหิตที่อาบท่วมไปด้วยเลือด
ในจุดที่ทั้งคู่ปะทะหักหาญกระบวนท่า เห็นจอมปิศาจด่านไสว้ยืน
ตระหง่าน ในมือถือหอก แต่คนกลับไม่ไหวติง
ทั่วทั้งสมรภูมิเงียบกริบดุจป่าช้า การปะทะอันน่าแตกตื่นสะท้านโลก
นี้ บันดาลให้ผู้คนตะลึงงันกันไปหมด
ทันใดนั้นเอง ได้ยินเสียงแตกร้าวคราหนึ่ง เศษหอกชิ้นหนึ่งกะเทาะ
ร่วงจากหอกยาว ตกลงกระทบพื้นท่ามกลางสายตานับหมื่นคู่
นี่คล้ายเป็นสัญญาณเริ่มต้น แกรก แกรก แกรก หอกยาวทั้งเล่มแหลก
สลายหล่นร่วงลงอย่างพร้อมเพรียง
จอมปิศาจด่านไสว้ผู้เกรียงไกรไม่ขยับเคลื่อนไหว ราวกับว่ามันเป็น
เพียงรูปสลักหินตนหนึ่ง
ทุกผู้คนจ้องมองไปยังจอมปิศาจด่านไสว้อย่างเคลือบแคลงสงสัย
หัวใจแทบกระดอนออกมาจากอก
ในเวลานี้เอง จอมปิศาจด่านไสว้พลันล้มคว่าลง ฟาดพื้นอย่างรุนแรง
“ต้าเหริน!” ทหารปิศาจนับไม่ถ้วนกรีดร้องระงม ในความเศร้าเสียใจ
ยังแฝงไว้ด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ
ทว่าจอมปิศาจด่านไสว้ผู้ล้มลง ก็ไม่ตอบสนองอันใดอีกเลย
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! แค่กแค่ก… …”
เหลยเผิงดิ้นรนลุกขึ้น พลางหัวร่ออย่างบ้าคลั่ง มันกระชาก
ยุทโธปกรณ์เทพที่แตกหักเสียหายออกจากร่างอย่างไม่ปราณีปราศัย ผู้คน
พากันเหม่อมองเหลยเผิงที่อาบท่วมไปด้วยโลหิต สายตาทอแววตื่น
ตระหนกสุดระงับ พวกมันกระทั่งสามารถมองเห็นบาดแผลกลาดเกลื่อน
อยู่ทั่วร่างใหญ่โต ที่ยังคงมีเลือดหลั่งไหลออกมาไม่หยุด
แต่เหลยเผิงกลับคล้ายไม่รู้สึกรู้สา มันหยิบฉวยยุทโธปกรณ์เทพชุด
ใหม่ สวมใส่ลงบนร่างอย่างรวดเร็ว ไม่แยแสสนใจโลหิตที่ยังทะลักออกมา
จากปากแผลทั่วร่าง
เสร็จสรรพแล้ว มันค่อยหันไปหยิบฉวยขวานใหญ่เท่าบานประตูด้าม
หนึ่งออกจากแหวนมิติของมัน
ในมือถือขวานยักษ์ โลหิตเจิ่งนองอยู่ใต้ฝ่าเท้า เหลยเผิงเดินท่อม ๆ
ไปเบื้องหน้า ทันใดนั้นชูขวานในมือขึ้นสูง ตวาดเสียงเกรี้ยวกราดราวสัตว์
ร้าย “ฆ่า!”
ภายในป้อมปราการค่ายกล เหนียนลู่ลอบปาดเหงื่อเย็นเยียบ “เจ้าผู้นี้
…วันนี้ถึงกับบ้าเลือดไปแล้ว!”
ม้าฝานขมวดคิ้ว ในที่นี้นับมันพลังฝีมือสูงเยี่ยมที่สุด จึงมองเห็นมาก
ที่สุด จอมปิศาจด่านไสว้ผู้นั้นเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป ไม่ได้คาดคิดว่า
จะมีตัวประหลาดที่เดินไปในวิถีทางของการแสวงหาแต่เพียงพลังทำลาย
ล้าง ทั้งยังมีความสำเร็จถึงขั้นนี้ การโจมตีของเหลยเผิงรวมรั้งพลังทั้งหมด
ของมัน โหมซัดออกไปในคราวเดียวโดยไม่คิดคืนกลับ กระทั่งต้าเหรินผู้ได้
ชื่อว่าครอบครองสังขารปิศาจอันแกร่งกร้าวทรงพลัง ยังไม่คิดเผชิญหน้า
กับกระบวนท่าอันบ้าคลั่งนี้ตรง ๆ
หนึ่งพลังสยบหมื่นวิถี นี่เป็นอมตะวาจาของเหลยเผิง
ซึ่งความจริงหากมองจากด้านพลังฝึกปรือและพลังฝีมือ จอมปิศาจ
ด่านไสว้ผู้นั้นยังเหนือล้ากว่าเหลยเผิงไม่รู้ว่าเท่าใด แต่มันกลับเลือก
ประลองกำลังกับเหลยเผิงโดยตรง ไยมิใช่แส่หาความแตกดับเอง?
ม้าฝานสั่นศีรษะทอดถอนใจ มันทราบว่าจอมปิศาจด่านไสว้ไฉนเลือก
กระทำเช่นนั้น คนผู้นี้คิดใช้พฤติการณ์อันองอาจห้าวหาญเพิ่มพูนขวัญ
กำลังใจแก่กองทัพ แต่มันร้อยไม่คิดพันไม่คิด คิดไม่ถึงว่าจะเผชิญกับคู่
ต่อสู้ที่ไม่ยึดถือหลักเหตุผลอันใดเฉกเช่นเหลยเผิง
“บอกให้มันล่าถอยกลับมา” ม้าฝานสั่งการโดยไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ
ด้วยความเสียหายของป้อมปราการอาคมหวงห้ามจากการปะทะเมื่อ
ครู่ บังเกิดเป็นช่องโหว่ยาวกว่าห้าลี้ นี่หมายความว่าการจัดกระบวนทัพ
จะต้องปรับเปลี่ยนไปจากเดิม แนวป้องกันที่เสียหายย่อมหมายถึงฝ่ายมัน
มีจุดอ่อนเพิ่มขึ้น แต่เรื่องนี้ไม่อาจทำอะไรได้ ยอดยุทธ์ชั้นสูงทรงพลัง
อำนาจพอที่จะส่งผลกระทบต่อการสู้รบ ที่สำคัญคือพวกมันแม้สูญเสีย
ป้อมปราการค่ายกลห้าลี้ แต่ศัตรูสูญเสียจอมปิศาจด่านไสว้ผู้หนึ่ง ในแง่
ของความเสียหาย พวกมันนับว่าจ่ายค่าตอบแทนน้อยกว่ามาก
ศัตรูเมื่อสูญเสียจอมปิศาจด่านไสว้ กลับมิใช่แค่เพียงสูญเสียจอม
ปิศาจด่านไสว้ผู้เดียวเท่านั้น ด้วยวิธีการสู้รบของเผ่าปิศาจ หมายความว่า
เมื่อผู้นำทัพตกตาย ความสามารถในการสู้รบของกองทัพจะลดลงอย่าง
มหาศาล
ความตายของจอมปิศาจด่านไสว้ก็ไม่ต่างอันใดกับวิหคสูญเสียปีก แต่
ที่ยิ่งไปกว่านั้น คือส่งผลกระทบถึงขวัญกำลังใจของกองทัพอย่างที่ยากจะ
พลิกฟื้น
ขวัญกำลังใจนั้นไร้ตัวตน มิอาจจับต้องได้ แต่มีความสำคัญสูงสุดต่อ
ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ ยิ่งเป็นการศึกที่ดุเดือดรุนแรงมากเท่าใด ก็ยิ่ง
ส่งผลกระทบมากเท่านั้น
แม้ว่าศัตรูจะยังหลงเหลือจอมปิศาจด่านไสว้อีกผู้หนึ่งก็ตาม!
ม้าฝานสังเกตเห็นอย่างชัดแจ้ง ขวัญกำลังใจของศัตรูกำลังตกต่าถึง
ขีดสุด จอมปิศาจด่านไสว้อีกผู้หนึ่งนั้นยังคงตกตะลึงกับผลการต่อสู้อัน
เหลือเชื่อ ยามนี้หากยังไม่ลงมือ หรือจะรอจนพวกมันตั้งสติได้?
กระบวนทัพศัตรูกำลังเสียขบวนรวนเร ซึ่งอาจจะกระชั้นสั้นยิ่ง
โอกาสอันดีงาม!
ม้าฝานปรับเปลี่ยนคำสั่งอย่างไม่รีรอลังเล
กองทัพปิศาจที่กำลังสับสนวุ่นวาย เผชิญกับการโจมตีอย่างรุนแรงใน
บัดดล เมื่อจอมปิศาจด่านไสว้ที่ยังหลงเหลือมีปฏิกิริยาตอบสนอง พลัน
พบว่ากองทัพข้าศึกโอบล้อมทัพของมันไว้อย่างแน่นหนาเสียแล้ว หากยาม
นี้พวกมันคิดล่าถอย ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างใหญ่หลวง จำนวน
ผู้บาดเจ็บล้มตายเกรงว่าไม่อาจนับได้
บัดซบ!
ไฉนเป็นเช่นนี้ไปได้!
จอมปิศาจด่านไสว้ผู้กล้าแกร่งเกรียงไกรมาทุกสมรภูมิ ใบหน้ากลับ
กลายเป็นเขียวคล้า