สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 780 ความเชื่อมั่น
กระบวนทัพแน่นขนัดประดุจหมู่เมฆดำอันเงียบเชียบ กดทับมา
ข้างหน้าอย่างหนักหน่วงดุดัน นี่เป็นครั้งแรกที่ไห่จินอวิ๋นและซ่างอวี่เซิงได้
ชมดูกองทัพนามกระเดื่องนี้ด้วยสายตาตัวเอง พวกมันถึงกับนิ่งเงียบไป
กองทัพที่เบื้องหน้าพวกมันไม่ต่างจากฝูงเครื่องจักรสังหารที่ไร้ชีวิตจิตใจ
ขบวนหนึ่ง ในความเงียบสงัดแห่งความตาย เปี่ยมล้นไปด้วยกลิ่นอายฆ่า
ฟันที่ไม่อาจบ่งบอกบรรยาย
“ยอดแม่ทัพในทำเนียบ ช่างสมดังคำร่าลือโดยแท้!” ไห่จินอวิ๋นอดโห่
ร้องชมเชยไม่ได้ จิตใจถึงกับสั่นสะท้าน กองพันบาปเคราะห์ นี่ก็คือกองพัน
บาปเคราะห์ในตำนาน หนึ่งในสองกองทัพไร้พ่ายแห่งม่ออวิ๋นไห่ กองทัพ
ระบือนามอันเป็นมรดกตกทอดจากวัดเสวียนคงที่ล่มสลายไปแล้ว ผู้ใดจะ
คาดคิด เจียงเจ๋อซึ่งเปล่งประกายเจิดจรัสในเวทีช่วงชิงแผ่นดิน ผู้ซึ่งเคย
สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ใต้หล้ากลับต้องฝังร่างกับพสุธา แต่เปี๋ยหานผู้
เป็นที่หวาดระแวงจนถูกสะกดข่มเอาไว้ กลับทะยานขึ้นเป็นหนึ่งในยอดแม่
ทัพผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่สุดในแดนซิวเจ่อ
จากในขบวนทัพ ไม่มีสัญญาณชีวิตที่พอจะมองเห็นได้ มีแต่ความถี่
ถ้วนพิถีพิถันจนแทบจะเป็นเครื่องกลไก แสดงออกมาผ่านทุกรายละเอียด
ในกระบวนทัพ ลวดลายยันต์อันน่าขนพองสยองเกล้าบนใบหน้าของเหล่า
ซ่างอวี่เซิงสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังถึงขีดสุด มันรู้สึกถึงแรงกดดัน
อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนจากเปี๋ยหาน
แต่ในใจมันคล้ายมีเพลิงลุกโหม สุ้มเสียงยังคงเนิบช้าเหมือนเช่นปกติ
ทว่าเต็มไปด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้อันรุนแรง “เมื่อเราปราบพิชิตมันลง
เราจะกลายเป็นยอดแม่ทัพบัญชาการศึก!”
ไห่จินอวิ๋นหัวร่อดังกระหึ่ม ใบหน้าสีทองอ่อนสาดประกายด้วยจิต
วิญญาณการต่อสู้เช่นกัน “ถูกแล้ว เราจะเอาชนะมัน แล้วกลายเป็นยอด
แม่ทัพบัญชาการศึก! ฮึ่ม เปี๋ยหานทระนงถือดีเกินไป! ในการสู้รบ
ประจันหน้า พลังคือทุกสิ่ง! ฆ่ามัน!”
มันเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้นต่อกองทัพของตน อย่าว่า
แต่ยังมีซ่างอวี่เซิงอยู่ที่ด้านข้าง
ศึกนี้พวกมันจะต้องชนะอย่างแน่นอน!
เปี๋ยหานมองดูสองกองทัพที่ตรงหน้าอย่างเฉื่อยชา กองทัพทั้งสอง
เป็นระเบียบเรียบร้อย เห็นได้ว่าผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เหล่าทหาร
ปิศาจยังพากันจ้องมองมาที่ฝ่ายมันอย่างคึกคักฮึกเหิม ปราศจากความ
กลัวเกรง บ้างถึงกับเลียริมฝีปากอย่างหิวกระหาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความ
คาดหวัง เปี๋ยหานมีประสบการณ์ในการรบทัพจับศึก ทราบดีว่าไพร่พล
ประเภทนี้ล้วนเป็นนักรบชั้นยอดที่ผ่านศึกมานับร้อยครั้ง
ยอดนักรบประเภทนี้ ค่าใช้จ่ายในการกะเกณฑ์และเลี้ยงดูฝึกอบรม
เรียกได้ว่าสูงล้าอย่างน่าตระหนก ยิ่งไปกว่านั้น บนใบหน้าของไพร่พล
เหล่านี้ยังปราศจากความหวาดหวั่นระแวงระวัง นี่แสดงให้เห็นว่าพวกมันมี
ความเชื่อมั่นต่อผู้นำทัพของพวกมันอย่างสุดจิตสุดใจ
แต่ทั้งหมดนี้ หาได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของเปี๋ยหานแม้แต่น้อยไม่
ทุกผู้คนพากันเข้าใจว่าเปี๋ยหานนั้นทั้งเสียสติและสุดโต่ง แต่ไม่มีผู้ใด
ทราบว่าภายใต้ความบ้าคลั่ง เป็นความสงบเยือกเย็นราวกับหิมะน้าแข็ง
คนผู้หนึ่งเมื่อบรรลุถึงระดับของเปี๋ยหาน เพื่อแสวงหาความก้าวหน้า
ได้แต่พึ่งพาตนเองเท่านั้น เมื่อจิตใจมันเป็นอิสระจากความเคียดแค้นชิงชัง
ความตื่นเต้นฮึกเหิมที่มีต่อการสู้รบก็มาจากความลุ่มหลงงมงายของมันเอง
มิหนำซ้ายังมีความรู้สึกบางประการที่มันไม่อาจบอกต่อผู้ใด นั่นคือมัน
ชมชอบชีวิตในปัจจุบัน มันชมชอบม่ออวิ๋นไห่ มันไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านี้
ถูกทำลาย
ทีแรกไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของมัน มีเพียงจั่วม่อกับกง
ซุนชาที่คล้ายจะค้นพบบางสิ่ง
เปี๋ยหานที่ปราศจากจิตเคียดแค้นชิงชัง จิตใจของมันก็เปิดกว้าง
สำหรับการครุ่นคิดไตร่ตรองและการศึกษาค้นคว้า เปี๋ยหานที่เป็นเช่นนี้ยัง
น่ากลัวกว่าเปี๋ยหานที่เต็มไปด้วยความแค้นเสียอีก มันเป็นคนสันโดษ
แปลกแยก ไม่ชมชอบสนทนากับผู้อื่น มันเงียบขรึมพูดน้อย คล้ายว่าวาจา
ล้าค่าประดุจทองคำ มันก็เหมือนกับกองพันบาปเคราะห์ ไม่อาจผสาน
รวมเข้ากับโลกและผู้คน แต่ท้ายที่สุดแล้ว มันยังคงเป็นยอดอัจฉริยะผู้
หนึ่ง!
มันเป็นอัจฉริยะที่เติบโตภายใต้การสะกดข่มอย่างเข้มงวดของวัด
เสวียนคง ในขณะที่นิสัยใจคอกลายเป็นบิดเบี้ยว มันก็ยังคงเป็นอัจฉริยะผู้
หนึ่ง อัจฉริยะซึ่งไม่ได้ด้อยไปกว่าเจียงเจ๋อผู้เปล่งประกายเจิดจ้าไปทั่วหล้า!
คนแรกที่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของมันคือจั่วม่อ
จั่วม่อเริ่มให้การช่วยเหลือเปี๋ยหานในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกอง
พันบาปเคราะห์ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่พวกมัน การเสริมความ
แข็งแกร่งครั้งแรกของกองพันบาปเคราะห์ในเมืองมหาสันติช่วยพัฒนาขีด
ความสามารถในการสู้รบของพวกมัน หลังจากครั้งนั้น กองพันบาป
เคราะห์ นามแห่งฝันร้ายของคนจำนวนมาก ในที่สุดก็กลับกลายเป็น
กองทัพแห่งฝันร้ายไปจริง ๆ!
ทว่าการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ยังใหญ่โตและซับซ้อนกว่าคราวที่แล้ว
มาก จั่วม่อในปัจจุบันแข็งแกร่งขึ้นมากในทุกด้าน หากเทียบกับครั้งนั้นไม่รู้
ว่าแข็งแกร่งกว่าตั้งเท่าใด
ในเชิงกลยุทธ์สงคราม จั่วม่ออาจไม่เชี่ยวชาญเท่ากงซุนชาและเปี๋ย
หาน แต่วิสัยทัศน์ต่อภาพรวมของมันเรียกได้ว่าเป็นที่นับถือเลื่อมใสของ
ผู้คน ภายใต้ความพยายามของจั่วม่อ กองพันบาปเคราะห์กลายเป็น
กองทัพพลังเทพที่แท้จริงขบวนแรกของม่ออวิ๋นไห่
ในความเห็นของจั่วม่อ ยุคสมัยแห่งพลังเทพจะกลายเป็นยุคสมัยแห่ง
กองทัพพลังเทพในไม่ช้า
หุ่นปิศาจแห่งกองพันบาปเคราะห์มีส่วนคล้ายกับทหารยันต์อยู่ไม่
น้อย ช่วยให้จั่วม่อมีพื้นที่สำหรับการปรับปรุงอย่างเต็มรูปแบบ มันเป็นคน
กองพันบาปเคราะห์ใหม่เอี่ยมอ่องนี้ ทำให้เปี๋ยหานตื่นเต้นสุดระงับ
คนที่สองที่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของเปี๋ยหานก็คือแม่นางน้อย
ในฐานะยอดแม่ทัพระดับเดียวกัน แม่นางน้อยย่อมรับรู้ได้ถึงการ
เปลี่ยนแปลงในตัวเปี๋ยหาน เพื่อช่วยให้เปี๋ยหานก้าวหน้าไปอีกขั้น มันเชื้อ
เชิญเปี๋ยหานเข้ารับหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนชั่วคราวของตำหนักแม่ทัพ
บัญชาการศึกอย่างเงียบ ๆ
เป็นไปตามที่กงซุนชาคาดไว้ เปี๋ยหานในฐานะหัวหน้าผู้ฝึกสอนยัง
คงไว้ซึ่งวิถีดุร้ายหยาบเถื่อน มันฝึกฝนการสู้รบผ่านการสู้รบ แทนที่การ
บรรยายในห้องด้วยการต่อสู้จริง เหล่าแม่ทัพบัญชาการศึกรุ่นเยาว์ของ
โรงเรียนสอนแม่ทัพบัญชาการศึกถูกมันทุบตีจนแทบอาเจียนเป็นเลือด
ทว่าระหว่างการจำลองศึกจริงนับครั้งไม่ถ้วนนี้ แบบฉบับการสู้รบใหม่
ของเปี๋ยหานก็ค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่างอย่างสมบูรณ์ รายละเอียดปลีกย่อย
ทุกอย่างถูกขัดเกลาจนเพียบพร้อม
เปี๋ยหานแม้นิสัยใจคอแปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่มันไม่ใช่คนไม่รู้จักดี
ชั่ว การดูแลของกงซุนชาครั้งนี้มันจดจำใส่ใจไว้เป็นอย่างดี
จวบจนกระทั่งวันนั้น ที่มันได้เห็น ‘เพลิงผลาญ’ เป็นครั้งแรก!
มันร้อยไม่คิดพันไม่คิด ไม่เคยคิดว่าตนเองจะได้ครอบครองยุทธภัณฑ์
เทพรูปแบบอาภรณ์อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ กระทั่งจั่วม่อ เหวยเสิ้ง จงหยู
ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด แต่หลังจากกระทำเช่นนั้น สหพันธ์จอมปิศาจ
จะต้องระแวดระวังต่อม่ออวิ๋นไห่อย่างเต็มที่ ทั้งยังจะเตรียมพร้อมต่อต้าน
การขยับขยายของม่ออวิ๋นไห่ในภายหลัง
เป้าหมายที่แท้จริงของเปี๋ยหานในศึกคราวนี้ก็คือ ในขณะที่ยึดครอง
อาณาจักรร้อยปราณ มันจะต้องพยายามลิดรอนขีดความสามารถของ
สหพันธ์จอมปิศาจให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
แผนการอันเสียสติก่อร่างขึ้นจากแนวคิดเช่นนี้เอง
คราครั้งนี้คือศึกที่สำคัญที่สุดในแผนการนี้!
หากมันสามารถเอาชัยในศึกนี้และสังหารไห่จินอวิ๋นและซ่างอวี่เซิง
กลางที่รบ ขีดความสามารถของสหพันธ์จอมปิศาจจะเสื่อมทรุดลงอย่าง
รุนแรง สหพันธ์จอมปิศาจที่อ่อนแอลงจะตกเป็นเป้าหมายของขุมกำลัง
โดยรอบ สำหรับม่ออวิ๋นไห่ สถานการณ์เช่นนี้จะเป็นประโยชน์มากขึ้น
ไม่ว่าจะอย่างไร มันต้องชนะศึกนี้ให้จงได้!
มันยกมือสัมผัส ‘เพลิงผลาญ’ ยุทธภัณฑ์เทพที่มันสวมใส่ สัมผัสถูก
ความเย็นที่ปลายนิ้ว เปี๋ยหานดวงตายะเยียบเย็นชา เต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน
กองพันบาปเคราะห์เคลื่อนทัพรุดหน้าอย่างพร้อมเพรียง
การสู้รบในอาณาจักรขุนเขาประจักษ์แจ้งซึ่งทั่วหล้าเฝ้าจับตามอง ไต่
ระดับเข้าสู่จุดสูงสุดในบัดดล
“คนผู้นั้นกำลังสืบหาต้นกำเนิดของเรา” ไฉซานชิงหัวร่อเบา ๆ คนผู้
นั้นย่อมต้องเป็นเอี๋ยนสูแห่งตระกูลคัง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าออกจากโลกมืดเป็น
ครั้งแรกที่พวกมันพบหน้า คนผู้นั้นเคยเอ่ยนามของตระกูลที่แทบจะ
เลือนหายไปจากความทรงจำของมันแล้ว ซึ่งบางครั้งอาจก่อกวนระลอกใน
ใจมันบ้างเท่านั้น
หลายปีมานี้คนผู้นั้นคอยให้การดูแลสั่งสอนมันเป็นอย่างดี แต่
หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในโลกมืดมานานปี ทำให้ลึก ๆ แล้วมันทราบแน่แก่ใจ
สิ่งที่เรียกว่ามิตรภาพของบรรพบุรุษไม่ได้มีคุณค่าความหมายมากไปกว่า
ประโยชน์ใช้สอยในปัจจุบัน
แต่การที่โหยวฉินเลี่ยไม่ได้ละทิ้งไป ทำให้หนานเยว่กับพวกลอบถอน
หายใจอย่างโล่งอก พวกมันมีความสำนึกตัวดี ให้พวกมันกระทำเรื่องราว
เช่นฆ่าคนวางเพลิงพวกมันยังพอจะกระทำได้ แต่ในด้านของการคิดอ่าน
วางแผนพวกมันไร้ความสามารถอย่างสิ้นเชิง
โหยวฉินเลี่ยเมื่อติดตามมาช่วยเหลือก็กลับกลายเป็นหัวใจหลักของ
ภารกิจนี้ทันที เมื่อมันเริ่มออกคำสั่ง เหล่า ‘เพลิงทมิฬ’ รอบตัวมันก็เริ่ม
ดำเนินงานอย่างสุดความสามารถ บรรดาสมาชิกแกนหลักของ ‘เพลิง
ทมิฬ’ ล้วนทราบดีว่าผู้ที่หนุนหลังเหล่าต้ากล้าแข็งยิ่ง ขวัญกำลังใจของทั้ง
กลุ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก คนส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกมืดหาใช่ความ
ยินยอมพร้อมใจของพวกมันไม่ แต่ละคนมีเหตุผลที่พวกมันจำต้องทำ
เช่นนั้น
ผู้ที่เลือกใช้ชีวิตในโลกมืดด้วยตัวเองมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ส่วนใหญ่
ล้วนถูกสถานการณ์บีบบังคับให้จมลงสู่ความมืด ความมืดหมายถึงการร่วง
หล่น แสงสว่างหมายถึงอนาคต
พวกมันมีครอบครัว พวกมันวาดหวังว่าจะมีอนาคตที่สดใส นี่คือ
ธรรมชาติของมนุษย์ และพวกมันทุ่มเดิมพันกับโอกาสครั้งนี้
“ไฉนเราไม่ตักเตือนพวกมันสักครา?”