สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 779 คังหลิงเสวี่ย
ในความมืดมิดของรัตติกาล คังหลิงเสวี่ยนั่งนิ่งเงียบงัน ไม่ไหวติงราว
กับหุ่นเชิดตัวหนึ่ง ใบหน้างดงามทอแววโศกสลดเลือนราง นางปล่อยให้
ตัวเองจมอยู่ในความมืด สูญเสียรัศมีอำนาจที่สามารถสะกดข่มผู้คน
ตามปกติของนางไป นางนั่งอยู่นั่นอย่างอ้างว้างเดียวดาย ไม่ต่างจาก
เด็กหญิงอายุสิบเจ็ดปีธรรมดาสามัญนางหนึ่ง เหม่อมองไปยังแนวภูเขาที่
อยู่ห่างไกล
เห็นแสงไฟตะเกียงดารดาษกลาดเกลื่อนเหมือนหมู่ดาวบนท้องนภา
นางจดจำได้ว่าเมื่อหลายปีที่แล้ว แสงไฟตะเกียงในที่แห่งนี้เบาบางริบหรี่
เพียงใด ตระกูลคังในทุกวันนี้ เมื่อเทียบกันแล้วเจริญรุ่งเรืองกว่าเก่ามาก
นัก
แต่นางมิได้รู้สึกภาคภูมิใจอันใด เพียงเหน็ดเหนื่อยยิ่ง
ในเวลานี้นางปราศจากความมั่นคงเด็ดเดี่ยวที่พึงมี กลับขดตัวซุกอยู่
ในมุมราวกับลูกแมวที่ทำอะไรไม่ถูกตัวหนึ่ง
“ต้าเหริน” สุ้มเสียงบุรุษแหบพร่าดังมาจากในความมืด
นางไม่เงยหน้าขึ้นมอง นางสนิทสนมคุ้นเคยกับสุ้มเสียงนี้ดี คุ้นเคย
เสียจนนางไม่จำเป็นต้องเสแสร้งต่อหน้ามัน เพียงส่งเสียงอืมม์เบา ๆ เป็น
เชิงว่ารับรู้
“เมื่อวานมีคนไปเยี่ยมเยือนผู้อาวุโสรอง ในยามขากลับ ผู้อาวุโสรอง
ตามส่งคนผู้นั้นถึงหน้าประตูเลยทีเดียว” บุรุษนั้นกระซิบเสียงเบาต่า
แต่สุ้มเสียงสงบเยือกเย็นตามปกติของมันเต็มไปด้วยเพลิงโทสะที่ไม่อาจ
บ่งบอกบรรยายได้ “ส่วนบุตรชายของผู้อาวุโสที่สาม ถูกรับเข้าสู่ตำหนัก
ศาสตร์อสูรชั้นหนึ่ง”
คังหลิงเสวี่ยมุมปากยกยิ้มเย้ยหยัน กล่าวอย่างเฉยชา “นี่มิใช่สิ่งที่มัน
คาดหวังเอาไว้หรอกหรือ บุตรชายที่ไม่เอาไหนของมันเป็นรอยแผลในใจ
มันเสมอมา”
“ผู้อาวุโสสูงสุดคงไม่อาจทนต่อแรงกดดันได้นาน” บุรุษนั้นยังคง
กล่าวด้วยเสียงเบาต่า “ข้าได้ยินจากพ่อบ้านของผู้อาวุโสสูงสุด เมื่อวานนี้
พวกมันได้รับการข่มขู่คุกคามจากบุคคลลึกลับ เป้าหมายคือหลานสาวของ
ผู้อาวุโสสูงสุด ดังนั้นสำหรับเรื่องนี้ เป็นไปได้มากว่าผู้อาวุโสสูงสุดอาจ
เลือกที่จะนิ่งเงียบ”
“พวกมันล้วนทรยศข้า ฮ่าฮ่า” คังหลิงเสวี่ยหัวร่อเสียงขื่น เสียงหัวร่อ
เย็นเยือกของนางในยามนี้ แฝงไว้ด้วยริ้วรอยคร่าโลกที่ไม่เหมาะสมกับอายุ
จริงของนาง
บุรุษในเงามืดนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะโพล่งออกมาอย่างกะทันหัน
“ต้าเหริน หลบหนีเถอะ!”
“หลบหนี? ยังจะหนีไปที่ใดได้?” คังหลิงเสวี่ยงงงันวูบ “แล้วตระกูลคัง
เล่า? สมาคมการค้าเล่า?”
“ในเวลาเช่นนี้ ไหนเลยจะยังมีแก่ใจมาห่วงใยคนเหล่านั้น?”
?” คังหลิงเสวี่ยแย้มยิ้มอย่างอ้างว้าง “อย่าห่วงไป
เลย ตัวข้าที่ยังมีชีวิตอยู่มีคุณค่ามากกว่าตัวข้าที่ตายไปแล้ว ไม่ว่าต้องการ
ยึดครองสมาคมการค้ากับตระกูลคัง หรือคิดใช้ข้าเป็นเครื่องมือหาเงิน
ให้แก่พวกมัน พวกมันล้วนต้องให้ข้ามีชีวิตอยู่”
บุรุษนั้นนิ่งงันไป
คังหลิงเสวี่ยกล่าวเบา ๆ คล้ายรำพึงกับตนเอง “เหล่าผู้อาวุโสขลาด
เขลาเกินไป หากพวกมันสามารถยืนหยัดได้สักหน่อย สมาคมการค้าไหน
เลยจะไม่มีขีดความสามารถต่อรองกับคนเหล่านั้น… …”
“ต้าเหริน แล้วหากเราออกจากสมาคมการค้าเล่า
บุรุษในเงามืด
กล่าวอย่างฉับพลัน
“ออกจากสมาคมการค้า?” คังหลิงเสวี่ยชะงักกึก จากนั้นขมวดคิ้ว ยืด
ตัวตรงขึ้นมา “เป็นผู้ใดบอกท่านเช่นนี้?”
“เมื่อคืนวาน หลังจากลอบสะกดรอยผู้อาวุโสรอง ระหว่างทางกลับ
ข้าถูกผู้คนจับตัวเอาไว้” บุรุษในเงามืดบอกเล่าอย่างสงบ
“อา!” คังหลิงเสวี่ยตกตะลึงพรึงเพริด สีหน้าเคร่งขรึมทรงอำนาจ
เลือนหายไป นางรีบถามอย่างร้อนใจ “ท่านบาดเจ็บหรือไม่?”
บุรุษนั้นในใจอุ่นวาบ มันสั่นศีรษะพลางกล่าว “ไม่ ผู้อื่นเพียงต้องการ
ให้ข้าบอกกล่าวประโยคนี้กับท่าน”
คังหลิงเสวี่ยสีหน้าเบาใจลงเล็กน้อย แต่ในใจยังคงสั่นไหวไม่คลาย ใน
สายตาของนาง พลังฝีมือของเอี๋ยนสู (ท่านอาเอี๋ยน) ลึกล้าสุดหยั่งถึง ไม่ว่า
จะเป็นภารกิจที่ลำบากยากเย็นเพียงใด เอี๋ยนสูก็สามารถกระทำสำเร็จ
อย่างสมบูรณ์ทุกครั้งไป เอี๋ยนสูผู้นี้เป็นบริวารผู้ภักดีคนสุดท้ายที่บิดานาง
เหลือทิ้งไว้ให้ หากมิใช่ว่ามีเอี๋ยนสูคอยช่วยเหลือ คังหลิงเสวี่ยคงไม่อาจขึ้น
ปกครองตระกูลคังอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ เอี๋ยนสูแม้ไม่เคยปริปากว่ามัน
แข็งแกร่งถึงระดับใด แต่นางสามารถจับร่องรอยได้จากในบางประโยคของ
มัน เอี๋ยนสูในอดีต สมควรเป็นยอดยุทธ์อันร้ายกาจผู้หนึ่ง
“พวกมันมีความเป็นมาอย่างไร?” คังหลิงเสวี่ยถามอย่างสนอกสนใจ
ในใจคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว นางไม่กลัวว่าจะมีฝ่ายใหม่สอดมือเข้ามา
เพิ่ม ซึ่งความจริงในสภาพหมดสิ้นความหวังเช่นนี้ ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลง
ใดล้วนถือเป็นข่าวดี
เนื่องเพราะไม่มีสภาพการณ์ใดจะเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว
“ข้ามองไม่ออก” เอี๋ยนสูกล่าวเสียงแผ่ว เต็มไปด้วยความหวาดวิตกที่
หาได้ยาก “ฝ่ายตรงข้ามคุ้นชินกับโลกมืด ในหมู่พวกมันมีอย่างน้อยสาม
คนที่พลังฝีมือไม่ด้อยไปกว่าข้า คนในโลกมืดที่มีฝีมือกล้าแข็งถึงเพียงนี้
ย่อมมิใช่คนไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ทว่าข้ากลับไม่สามารถระบุความเป็นมา
ของคนเหล่านี้ได้”
คังหลิงเสวี่ยบังเกิดความตื่นตัวทันที นางเฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง ใน
วาจาของเอี๋ยนสูแฝงไว้ด้วยข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก ฝ่ายตรงข้าม
แข็งแกร่ง มียอดยุทธ์มากมาย สมควรไม่ใช่ขุมกำลังเล็ก ๆ ทั่วไป อีกฝ่าย
?
บุคคลระดับนี้ ไม่ว่าตัวนางเอง ตระกูลคังหรือสมาคมการค้าล้วนไม่มี
ปัญญาต่อต้านแข็งขืน
ทว่าขุมกำลังลึกลับนี้กลับเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น นางรู้สึกว่ายากจะ
เชื่อได้
“มีขุมกำลังโลกมืดที่เข้มแข็งถึงปานนี้ด้วยหรือ?”
มักจะเล่าลือกัน มิหนำซ้าบรรดาขุมกำลังโลกมืดที่ยิ่งใหญ่ เบื้องหลังล้วนมี
ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสภาผู้อาวุโสอย่างแยกกันไม่ออก”
“อย่างนั้นพวกมันยื่นข้อเสนอเช่นนี้ มีความเชื่อมั่นมาจากที่ใด?”
?“
?”
นางถามอย่างคาดหวัง
หากพวกนางสามารถสืบพบต้นกำเนิดของคนเหล่านี้ บางทีอาจพบ
เบาะแสของผู้ที่อยู่เบื้องหลังพวกมัน
นี่ความจริงเป็นเงื่อนตายประการหนึ่ง แต่หากเพิ่มตัวหมากที่สามารถ
ก่อกวนเรื่องราว บางทีพวกมันอาจมีโอกาสรอดสายหนึ่ง
คังหลิงเสวี่ยจิตวิญญาณการต่อสู่ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
เอี๋ยนสูมองดูคังหลิงเสวี่ยผู้ซึ่งหวนคืนสู่จิตวิญญาณแห่งการไม่ยอม
จำนน ต้องพยักหน้ารับอย่างเคร่งขรึม “ข้าจะลองดู”
ดรรชนีของจั่วม่อขีดวาดกลางอากาศราวกับเป็นพู่กันด้ามหนึ่ง
บางครั้งครามันจะหยุดชะงัก ทำท่าขบคิดใคร่ครวญอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะเริ่ม
ขีดวาดต่อไป
มันอยู่ในสถานะคลุ้มคลั่งเช่นนี้มาหลายวัน ยังคงขีดวาดอย่างไม่
หยุดยั้ง คนอื่น ๆ ทราบว่ามันกำลังครุ่นคิดพิจารณาถึงปัญหาประการหนึ่ง
ไม่มีผู้ใดรบกวนมัน
จั่วม่อผู้รับประทานเนื้อจนแทบเสียสติ เดิมทีตระเตรียมจะกลั่นเกลา
พลังเทพที่ดูดกลืนเข้ามา ทว่ารอจนมันเข้าสู่ห้องท้องเรือและเริ่มขัดเกลา
พลัง ภาพลวดลายพิเศษเฉพาะจากเส้นใยสีเขียว พลันปรากฏขึ้นในใจมัน
อีกครั้ง
คราครั้งนี้มันมองเห็นกระจ่างชัดกว่าเดิมมาก
มันพบว่ามีอยู่หลายต่อหลายแห่งที่คราวก่อนมันมองเห็นไม่ถนัด การ
ค้นพบโดยไม่คาดคิดนี้ทำให้จั่วม่อปิติยินดียิ่ง
คราวนี้มันมั่นใจแล้ว ว่าลวดลายเหล่านี้คืออักขระยันต์เทพยดา!
สำหรับผู้คนในยุคปัจจุบัน อักขระยันต์เทพยดายังเป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกล
เทียนหวนเป็นพวกแรกที่ศึกษาค้นคว้าอักขระยันต์เทพยดา อีกทั้งพวกมัน
ยังเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในยันต์เทพยดามากที่สุด พลังเทพแห่ง
เทียนหวนมีรากฐานมาจากยันต์เทพยดา เมื่อพลังเทพพัฒนารุดหน้ามาก
ขึ้น มีผู้คนฝึกปรือพลังเทพมากขึ้น ความเข้าใจในยันต์เทพยดาของผู้คนก็
เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
หากบอกว่าแก่นแท้ของพลังปราณคือลวดลายยันต์ เช่นนั้นแก่นแท้
ของพลังเทพก็คืออักขระยันต์เทพยดา
อักขระยันต์เทพยดาแม้ไม่ลี้ลับซับซ้อนเท่าที่ผู้คนเคยเข้าใจ แต่ยังคง
เป็นปริศนาอันลึกล้าและน่าลุ่มหลงที่สุด
กระทั่งเทียนหวนที่มีความสำเร็จในเชิงอักขระยันต์เทพยดามากที่สุด
จวบจนบัดนี้ อักขระยันต์เทพยดาสมบูรณ์แบบที่พวกมันเชี่ยวชาญยังมีอยู่
ไม่เกินห้าอักขระเท่านั้น
ดังนั้นเมื่อจั่วม่อพบว่าสิ่งที่แฝงเร้นอยู่ในเส้นใยสีเขียว คือลวดลาย
อักขระที่มันไม่รู้จัก พลันคึกคักแจ่มใสขึ้นมาทันที
กล่าวถึงอักขระยันต์เทพยดา จั่วม่อนับว่าล่วงรู้มากกว่าผู้อื่นอยู่บ้าง
ในชนเผ่าโบราณแห่งยุคบรรพกาล แต่ละเผ่าจะมีอักขระยันต์เทพยดาของ
ตนเอง ยกตัวอย่างเช่นอักขระยันต์เทพยดาแห่งชนเผ่าสุริยันและอักขระ
ยันต์เทพยดาแหงชนเผ่าเถาวัลย์เขียว อักขระยันต์เทพยดาเหล่านี้มิเพียง
เกี่ยวพันกับพลังเทพของพวกมัน แต่ยังมีส่วนเกี่ยวพันกับของสำคัญอีกสิ่ง
หนึ่ง …ยุทธภัณฑ์เทพโบราณ!
ยุทธภัณฑ์เทพโบราณแตกต่างจากยุทธภัณฑ์เทพรูปแบบอาภรณ์ใน
สมัยปัจจุบัน ในการหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพโบราณ ผู้ที่ลงมือมักจะเป็น
ยอดยุทธ์ผู้เข้มแข็งที่สุดในเผ่า ยอดยุทธ์เหล่านั้นจะประทับอักขระยันต์
เทพยดาลงไปในยุทธภัณฑ์เทพ นี่จึงเป็นจุดที่สำคัญที่สุด ส่วนยุทธภัณฑ์
เทพรูปแบบอาภรณ์ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่จั่วม่อหลอมสร้างขึ้นโดยมีพื้นฐาน
มาจากศาสตร์วิชาหลอมสร้างของมัน ก่อนที่มันจะเข้าใจอักขระยันต์เทพย
ดาที่สมบูรณ์
จั่วม่อถนัดจัดเจนในอักขระยันต์เทพยดาสองอักขระ หนึ่งคืออักขระ
สุริยัน อีกหนึ่งคืออักขระเถาวัลย์เขียว
ในอักขระทั้งสอง มันมีฝีมือในอักขระสุริยันมากกว่า ส่วนอักขระ
เถาวัลย์เขียวมันไม่ค่อยถนัดมากนัก แต่มันแม้ว่าจะเชี่ยวชาญอักขระสุริยัน
ทว่ายังมีอีกหลายต่อหลายแห่งที่ขบคิดไม่เข้าใจ หากจะกล่าวถึงความ
แตกต่างระหว่างอักขระยันต์เทพยดากับลวดลายยันต์ นั่นคือจะต้องเข้าใจ
อักขระยันต์เทพยดาทุกส่วนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ จึงจะสามารถใช้งาน
ได้ หากไม่รู้แจ้งอย่างถ่องแท้ จะไม่สามารถใช้งานหรือวาดออกมาได้
อักขระยันต์เทพยดาอันสมบูรณ์แบบชนิดใหม่ที่ผุดขึ้นมาอย่าง
กะทันหัน ทำเอาจั่วม่อลิงโลดยินดีแทบคลุ้มคลั่ง
แม้ว่ามันไม่อาจรู้แจ้งในระยะเวลาอันสั้น คุณค่าของอักขระยันต์
เทพยดาใหม่ยังคงทำให้จั่วม่อลิงโลดยินดี
ในขณะที่หลายปีล่วงผ่าน ผู้คนไล่ล่าแสวงหาพลังเทพ ขุดค้นซาก
โบราณสถานนับไม่ถ้วน เศษชิ้นส่วนของอักขระยันต์เทพยดาแทบทุกชนิด
ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่ในตลาดมืด แผ่นจารึกของเศษชิ้นส่วนอักขระยันต์เทพยดายังคงมี
ค่าควรเมือง
มีเพียงผู้ที่รู้แจ้งในอักขระยันต์เทพยดาชนิดนั้นๆ จึงจะสามารถสร้าง
แผ่นจารึกออกมาได้ อีกทั้งการสร้างแผ่นจารึกสักแผ่นยังเป็นภาระต่อ
ผู้สร้างอย่างหนักหนาสาหัส เนื่องเพราะเหตุนี้เอง แผ่นจารึกอักขระยันต์
เทพยดาในท้องตลาด จึงมีจำนวนน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
จั่วม่อจมดิ่งอยู่ในการทำความเข้าใจอักขระยันต์เทพยดาใหม่อย่าง
รวดเร็ว มันพยายามขีดวาดตามภาพอักขระที่ปรากฏขึ้นในใจอย่างไม่ย่อ
ท้อ
ทันใดนั้นเอง ปลายดรรชนีของมันจู่ ๆ กลับกลายเป็นหนักอึ้ง ให้
ความรู้สึกแปลกประหลาดที่แตกต่างไปจากเดิม