สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 782 ศึกประชันพลังบุกทะลวง
วิธีการสู้รบเฉพาะตัวของเผ่าปิศาจ คือการรวบรวมพลังของทั้ง
กองทัพไปยังแม่ทัพบัญชาการศึก จากนั้นผู้เป็นแม่ทัพจะลงมือจู่โจมด้วย
พลังนั้น ดังนั้นวิธีการสู้รบของเผ่าปิศาจจึงมีข้อเรียกร้องต่อแม่ทัพ
บัญชาการศึกอย่างเข้มงวด นอกเหนือจากจากต้องมีไหวพริบปฏิภาณและ
หยั่งรู้สนามรบแล้ว ตัวมันเองยังต้องมีพลังฝีมือสูงเยี่ยม มิฉะนั้น พวกมัน
จะไม่อาจทนต่อพลังอันรุนแรงที่ผนึกรวมจากทั้งกองทัพได้
ไห่จินอวิ๋นก่อนหน้านี้เป็นเพียงบุคคลไร้ชื่อเสียงเรียงนาม แต่หลังจาก
ฝึกปรือพลังเทพสำเร็จ พลังฝีมือก็พุ่งทะยานดุจก้าวกระโดด เบียดเสียด
ขึ้นเป็นหนึ่งในสามแม่ทัพใหญ่แห่งสหพันธ์จอมปิศาจอย่างรวดเร็ว
วิธีการสู้รบของมันเดินไปตามแนวทางของแม่ทัพปิศาจดั้งเดิม สังขาร
ร่างกายที่ผ่านการขัดเกลาด้วยพลังเทพช่วยให้มันสามารถทนต่อพลัง
รุนแรงได้มากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น พลังเทพที่มันฝึกปรือยังช่วยให้มันสามารถ
ควบคุมบังคับพลังที่ผนึกรวมรั้งจากทั้งกองทัพได้อย่างง่ายดาย
ตูม!
พลังจากทั้งกองทัพราวกับถูกดึงดูดด้วยแม่เหล็กแรงสูง ไหลบ่าเข้ามา
รวมกันในร่างของมัน ทันใดนั้นปราณดาบจำนวนมากระเบิดวาบออกจาก
ร่าง
ปราณดาบแต่ละเล่มยาวหลายลี้ ราวกับคมเคียวมหึมา กวาดผ่าน
สนามรบทั้งหมดในชั่วพริบตา
เสียงแหวกฝ่าอากาศแหลมสูงระคายหู ประหนึ่งภูตผีคร่าครวญสุนัข
ป่าหอนโหย ครอบคลุมไปทั่วสนามรบ
แม่ทัพบัญชาการศึกทั่วไปหากเผชิญกับการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัว
เช่นนี้ เกรงว่าคงมือเท้าอ่อนยวบ สูญสิ้นความคิดต่อสู้ไปตั้งแต่แรก
ทว่าคู่ต่อสู้ของไห่จินอวิ๋นคือเปี๋ยหาน ยอดแม่ทัพบัญชาการศึกที่
สามารถเบียดเสียดเข้าสู่ทำเนียบสิบยอดแม่ทัพแห่งแดนซิวเจ่อ คิดอาศัย
การโจมตีเพียงเท่านี้สั่นคลอนบัลลังก์ของมันไม่ใช่เรื่องง่าย
เหล่าสมาชิกกองพันบาปเคราะห์เคลื่อนย้ายเปลี่ยนตำแหน่งโดยไร้
เสียง บ้างหายวับไปในอากาศธาตุ จากนั้นในชั่วขณะเดียวกัน พลันปรากฏ
กายขึ้นในตำแหน่งอื่น
ในชั่วพริบตาเดียว ก็ก่อตัวเป็นกระบวนทัพอีกรูปแบบหนึ่ง
เผชิญ!
ท่ามกลางคลื่นเสียงภูตผีคร่าครวญสุนัขป่าหอนโหย เสียงสวดมนต์
แว่วกังวานฟังชัดเจนเป็นพิเศษ สะท้อนก้องเข้าไปจิตใจผู้คนโดยตรง
ทหารปิศาจที่ฝีมืออ่อนด้อยอยู่บ้างพอฟัง ประกายแสงสีทองบนร่าง
ถึงกับสั่นไหว แทบไม่อาจควบคุมจิตใจของตนได้
กองพันบาปเคราะห์ถือกำเนิดจากวัดเสวียนคง จนกระทั่งถึงยามนี้
ยังสามารถมองเห็นร่องรอยมากมายของวัดเสวียนคงอยู่ภายในนั้น
แสงสีแดงเข้มบานสะพรั่งจากใต้ฝ่าเท้าของกองพันบาปเคราะห์
จากนั้นหลั่งไหลขึ้นไปบนท้องฟ้า ก่อตัวเป็นอักขระยันต์สีแดงเข้มขนาด
ใหญ่มหึมาจำนวนมากที่กลางเวหา
ตูม ตูม ตูม!
กลุ่มปราณดาบที่เปี่ยมไปด้วยพลังสะท้านขวัญวิญญาณระดมฟาด
ฟันใส่อักขระยันต์สีแดงเข้มอย่างดุเดือด แรงระเบิดมหาศาลกวาดวาบราว
กับคลื่นยักษ์ โถมซัดใส่ทุกผู้คนในสมรภูมิอย่างพร้อมเพรียง
รอจนแสงสว่างจ้าจางหายไป เห็นกลุ่มอักขระยันต์สีแดงหม่นมัวลง
แทบหมดสิ้น ในจำนวนนั้นมีอักขระยันต์สีแดงชุดหนึ่งถูกปราณดาบ
ทำลายไป ขณะเดียวกันไพร่พลกองพันบาปเคราะห์สิบคนก็สลายหายไป
ด้วย อย่างไรก็ตาม ปราณดาบทั้งหมดล้วนสิ้นสูญไปจากท้องฟ้า
เปี๋ยหานสีหน้าไร้อารมณ์ ใบหน้าเย็นเยียบราวกับสลักด้วยหินผา การ
ปะทะหักหาญอันดุเดือดรุนแรงที่เบื้องหน้าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อมันแม้แต่
น้อย
อย่างไรก็ตาม หากมัวแต่ตั้งรับการบุกโจมตีของฝ่ายตรงข้าม หาใช่
แบบฉบับการทำศึกของเปี๋ยหานไม่
เปี๋ยหานผู้เป็นที่กล่าวขานว่า ‘บุกจู่โจมราวกับเพลิงผลาญ’ ไหนเลย
จะมัวแต่ตั้งรับการโจมตีอยู่ได้?
กองพันบาปเคราะห์แปรขบวนทัพเป็นคำรบสอง เพียงชั่ว
พริบตาเดียวก็เสร็จสิ้น เปลี่ยนจาก ‘กระบวนทัพค่ายกลราชาภูตผี’
กลายเป็น ‘กระบวนทัพค่ายกลโพธิสัตว์พิชิตมาร’ ซึ่งเป็นกระบวนทัพ
สำหรับบุกจู่โจม!
พลังงานสีแดงที่ไหลหลั่งออกมาจากกองพันบาปเคราะห์ยิ่งสว่างไสว
กว่าเดิม ดวงตาสีเทาขาวของพวกมันยังคงไม่สะท้านหวั่นไหว ไร้ซึ่งชีวิต
จิตใจ ชวนให้ผู้คนรู้สึกถึงแรงกดดันอันแปลกประหลาด
เส้นใยแสงสีแดงนับไม่ถ้วนห่อหุ้มรอบกายเหล่านักรบกองพันบาป
เคราะห์ จากนั้นพวกมันค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างช้า ๆ
ภายใต้ฝ่าเท้าของพวกมัน อักขระพระสูตรสีแดงฉานปรากฏขึ้น
อักขระพระสูตรเริ่มขยับเคลื่อนไหว ทุกผู้คนบังเกิดความรู้สึกราวกับ
ว่ามีคนมากมายนับไม่ถ้วนเปล่งเสียงสวดมนต์อย่างพร้อมเพรียง อักขระ
พระสูตรหลายพันชุดหมุนคว้างอย่างเร่งร้อน พลังสภาวะอันน่าพรั่นพรึง
ผนึกรวมตัวอยู่เหนือขบวนทัพค่ายกล
เพียงชั่วสามอึดใจอันกระชั้นสั้น เงาร่างใหญ่โตมโหฬารก่อตัวขึ้นจาก
ความว่างเปล่า
เห็นเงาร่างตระหง่านง้าปานขุนเขาอันไพศาลลอยนิ่งอยู่เหนือขบวน
ทัพค่ายกล พระสกันทะโพธิสัตว์แผ่ซ่านกลิ่นอายทรงอำนาจบารมีและน่า
ประหวั่นพรั่นพรึง กดทับทั่วสมรภูมิ
ดวงตาของพระสกันทะโพธิสัตว์ทอแสงสีทองจาง ๆ ไร้ซึ่งอารมณ์
ความรู้สึก สายตาของท่านเพียงมองลงไปก็ครอบคลุมทั่วกองทัพของไห่จิ
นอวิ๋น จากนั้นยื่นหัตถ์มหึมา ตบฟาดใส่ไห่จินอวิ๋นอย่างเกรี้ยวกราด!
ตูม!
ราวกับกระแสคลื่นยักษ์ซัดฝั่ง คลื่นพิโรธม้วนตลบ!
กระแสอากาศอันรุนแรงอย่างน่าตระหนกกวาดวาบไปทั่วสี่ทิศแปด
ทาง
“กระบวนท่าอันยอดเยี่ยม!”
เสียงคำรามเหี้ยมหาญดุดันทะลวงชั้นเมฆ สุ้มเสียงฮึกเหิมของไห่จิ
นอวิ๋นเต็มไปด้วยจิตสังหาร ไม่มีสิ่งใดจะทำให้มันตื่นเต้นเร้าใจได้มากไป
กว่าศึกปะทะหักหาญซึ่งหน้าอีกแล้ว
ร่างมหึมาปานขุนเขาของพระสกันทะโพธิสัตว์บันดาลให้ผู้คนรู้สึก
หนักหน่วงกดดัน ทั้งกองทัพของไห่จินอวิ๋นตกอยู่ภายใต้เงาใหญ่โตของ
พระโพธิสัตว์องค์นี้ แต่ไห่จินอวิ๋นไม่รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย มันกระชับ
ดาบดำเล่มใหญ่ ดวงตาลุกโชนด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้ ดีดทะยานขึ้น
อย่างฉับพลัน พุ่งตรงดิ่งเข้าหาหัตถ์มหึมาที่กำลังตบฟาดลงมาจากฟากฟ้า
ดาบใหญ่ในมือสะบัดฟันขึ้นไปอย่างหักโหม!
แสงสีทองเจิดจ้าสาดประกายระยิบระยับจากใบดาบ ประกายสีทอง
นับไม่ถ้วนรวมตัวกันบนดาบยักษ์ของมันในทันที ดาบทั้งเล่มคล้ายมี
ทองคำหลอมเหลวไหลวนเวียนอยู่บนตัวดาบ เปล่งแสงเจิดจรัสบาดตา
เทพวิชา ดาบทองแยกนภา!
พลังเทพในกายถูกเร่งเร้าจนถึงขีดสุด ไหลบ่าไปยังดาบใหญ่ในมือ
อย่างบ้าคลั่ง กระแสพลังสุดเกรี้ยวกราดที่ถาโถมมาจากทั่วกองทัพถูกพลัง
เทพของมันบังคับควบคุมในทันที
ปราณดาบที่คล้ายสามารถผ่าแยกท้องฟ้าเปล่งประกายเจิดจ้าใน
บัดดล
หัตถ์มหึมาของพระสกันทะโพธิสัตว์พลันแหลกสลายเป็นเสี่ยงๆ
พระสกันทะโพธิสัตว์กู่คำรามด้วยความพิโรธ หัตถ์อีกข้างหนึ่งตบฟาดลง
มาอย่างเกรี้ยวกราด
ทว่าเบื้องหน้าปราณดาบสะท้านฟ้าดิน หัตถ์ใหญ่ของพระสกันทะ
โพธิสัตว์ไม่ต่างจากลังกระดาษใบหนึ่ง ขาดกระจายเป็นร้อยชิ้นพันชิ้น
อย่างง่ายดาย
ปราณดาบอาศัยพลังที่หลงเหลือฟาดฟันใส่ร่างของพระสกันทะ
โพธิสัตว์ พระสกันทะโพธิสัตว์พลันร่างแข็งทื่อ จากนั้นสลายหายไปใน
ท้องฟ้า
จิตวิญญาณการต่อสู้ของไห่จินอวิ๋นแทบบรรลุถึงจุดสูงสุด ไม่มีสิ่งใด
จะทำให้มันลิงโลดยินดีได้มากไปกว่าการทำลายกระบวนท่าของเปี๋ยหาน
อีกแล้ว!
ที่แท้เปี๋ยหานก็มีฝีมือเพียงเท่านี้เอง!
ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงเสี้ยวสุดท้ายในใจมัน เลือนหายไปพร้อมกับ
การโจมตีดาบนี้
ทว่าในเวลานี้เอง มันกลับพบเห็นเรื่องราวบางประการ ต้องสีหน้า
แปรเปลี่ยนเล็กน้อย
ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อใด บังเกิดค่ายกลยันต์สีแดงฉานซึ่งหมุนคว้างอย่าง
ไม่มีที่สิ้นสุด ปรากฏขึ้นเบื้องล่างของกองทัพมัน เพียงชั่วพริบตาเดียว
ทหารปิศาจที่ถูกปกคลุมด้วยค่ายกลยันต์สีแดงพากันเปลี่ยนเป็นแอ่งน้า
เลือดอย่างรวดเร็ว
‘วังวนมรณะ!’
นี่เป็นกระบวนทัพค่ายกลอันลี้ลับและพิเศษเฉพาะขบวนหนึ่ง มัน
ต้องใช้ความตายเป็นเครื่องสังเวย เพื่อปลดปล่อยพลังทำลายล้างอันน่า
อัศจรรย์ซึ่งรวดเร็วสุดเปรียบปาน กระบวนทัพค่ายกลชุดนี้เป็นหนึ่งใน
ยุทธวิธีทั่วไปของกองพันบาปเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ในคัมภีร์ของวัด
เสวียนคง เพื่อใช้งานค่ายกลชุดนี้จะสังเวยชีวิตของไพร่พลกองพันบาป
เคราะห์หนึ่งคน หรือบางทีอาจเป็นหลายคน แต่เปี๋ยหานผู้ชาญฉลาดได้
ทลายกรอบกฏเกณฑ์ดั้งเดิม ก่อนอื่นมันใช้กระบวนทัพพระโพธิสัตว์
พิชิตมารเพื่ออัญเชิญพระสกันทะโพธิสัตว์ จากนั้นใช้ชีวิตของพระสกันทะ
โพธิสัตว์เป็นเครื่องสังเวย เพื่อใช้ค่ายกลวังวนมรณะ!
พระสกันทะโพธิสัตว์กล้าแกร่งทรงพลังยิ่ง เมื่อใช้เป็นเครื่องสังเวย
‘วังวนมรณะ’ ในครั้งนี้จึงทรงพลานุภาพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน!
เพียงชั่วพริบตาเดียว ทหารปิศาจมากกว่าสามร้อยนายกลับ
กลายเป็นแอ่งน้าเลือดอันน่าขนพองสยองเกล้า กระทั่งเวลาจะกรีดร้องยัง
ไม่มี
ไห่จินอวิ๋นดวงตาแดงฉาน นึกไม่ถึงว่ามันจะตกหลุมพรางของเปี๋ย
หาน!
“ไปลงนรกเสียเถอะ!”
มันตวาดอย่างเดือดดาล ดาบยักษ์ในมือสะบัดฟันใส่ตำแหน่งของเปี๋ย
หานอย่างฉับพลัน!
‘ดาบทองแยกนภา คลื่นพิโรธ!’
ตูม!
คลื่นดาบสีทองแผดคำรามกึกก้อง ซัดโหมเข้าหาเปี๋ยหานในบัดดล
กระบวนท่านี้ขอบเขตการจู่โจมกว้างใหญ่ไพศาล บันดาลให้ผู้คน
บังเกิดความรู้สึกว่าไม่อาจหลบหลีกรอดพ้น เปี๋ยหานสีหน้าแปรเปลี่ยน
เล็กน้อย มันสามารถรู้สึกถึงพลังอันน่ากลัวของกระบวนท่านี้ได้อย่าง
ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เปี๋ยหานไหนเลยเคยเป็นคนที่เกรงกลัวการต่อสู้?
ใบหน้ามันกลับเป็นไร้อารมณ์ความรู้สึกดังเดิม ร่างพลันหายวับไป
จากจุดนั้น
แทบจะในเวลาเดียวกัน ดูเหมือนว่าไม่มีผู้ใดหลงเหลืออยู่เบื้องหน้า
คลื่นดาบสีทองแม้แต่คนเดียว
‘ค่ายกลเงาร่างร้อยภูต!’
กองพันบาปเคราะห์พิเศษเฉพาะยิ่ง บนร่างกายของพวกมันเต็มไป
ด้วยอาคมหวงห้ามนับไม่ถ้วน อาคมหวงห้ามเหล่านี้ช่วยเพิ่มขีด
ความสามารถของพวกมัน แต่ในขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งความเจ็บปวดไม่รู้
จบ อีกทั้งยังกักขังดวงวิญญาณของพวกมันเอาไว้
อาคมหวงห้ามเหล่านี้ไม่ได้เป็นเคล็ดวิชาลับของวัดเสวียนคง แต่ส่วน
ใหญ่เป็นเคล็ดวิชาลี้ลับที่วัดเสวียนคงเก็บรวบรวมมาตลอดหลายพันปี
ค่ายกลเงาร่างร้อยภูตเป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาลี้ลับเหล่านั้น สามารถช่วยให้
กองพันบาปเคราะห์เคลื่อนผ่านอากาศธาตุด้วยระดับความเร็วที่เหนือล้า
กว่าวิธีการทั่วไปมาก!
ไห่จินอวิ๋นมุมปากยกยิ้มจาง ๆ วูบหนึ่ง แม้ว่าเปี๋ยหานจะเพียบพร้อม
ไปด้วยฝีไม้ลายมือไม่มีที่สิ้นสุด แต่ในสายตาของมัน ลวดลายเหล่านี้ยิ่ง
ยืนยันความจริงที่ว่าเปี๋ยหานเป็นเพียงเสือกระดาษตัวหนึ่ง
ยอดแม่ทัพบัญชาการศึกที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาลวดลายชั้นต่า
เช่นนี้!
ดาบยักษ์ในมือพลิกวูบ คลื่นแสงสีทองแตกระเบิดออกมาอย่าง
ฉับพลัน กลายเป็นลำแสงสีทองนับร้อยสาย เข่นฆ่าทำลายเข้าไปใน
กระบวนทัพของกองพันบาปเคราะห์
กองพันบาปเคราะห์ซึ่งเพิ่งจะก้าวออกมาจากความว่างเปล่ายังไม่ทัน
ได้มีปฏิกิริยาใด พลันถูกห่าพิรุณลำแสงสีทองกลืนกินลงไปทันที
เปี๋ยหานสีหน้ายะเยียบเย็นชา ไม่หวั่นไหวกับความตายที่เกิดขึ้น
ตรงหน้าแม้แต่น้อย
การสู้รบทวีความดุเดือดรุนแรงขึ้นทันที ในการสู้รบประจัญบานอย่าง
ซึ่งหน้าเช่นนี้ ช่องว่างระหว่างฝีมือของทั้งสองฝ่ายจะหดแคบลงจนแทบไม่
แตกต่างกัน แม่ทัพทั้งสองฝ่ายต่างกรำศึกอย่างโชกโชน อีกทั้งการบุก
ทะลวงเข้าสู่กระบวนทัพข้าศึก ยังเป็นกลยุทธ์ที่แม่ทัพบัญชาการศึกทุกคน
ล้วนคุ้นเคยกันดี
สำหรับกระบวนทัพค่ายกลระดับนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดข้อผิดพลาด
ใด ๆ ดังนั้นผู้ใดเหนือกว่าผู้ใด ฝ่ายใดจะเป็นผู้กำชัย ได้แต่ต้องปะทะหัก
หาญจนถึงที่สุดจึงจะทราบได้
แม่ทัพทั้งสองฝ่ายล้วนถนัดศึกเข่นฆ่าบุกทะลวง ต่างฝ่ายต่างไม่มีใคร
ยอมใคร การต่อสู้ดุเดือดรุนแรงขึ้นในบัดดล การบาดเจ็บล้มตายของทั้ง
สองฝ่ายเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
ซ่างอวี่เซิงจับตามองสนามรบอย่างระมัดระวัง ไม่มีรายละเอียดใด
หลุดรอดจากสายตาของมันไปได้
ไห่จินอวิ๋นเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่มีพลังบุกทะลวงกล้าแกร่งที่สุด
ในสหพันธ์จอมปิศาจทั้งหมด ศึกปะทะหักหาญอย่างเต็มรูปแบบเช่นนี้เป็น
ความถนัดจัดเจนที่สุดของมัน แต่คาดไม่ถึงว่าเปี๋ยหานกลับสามารถสะกด
ข่มไห่จินอวิ๋น ทั้งยังเป็นฝ่ายมีเปรียบอย่างเห็นได้ชัด
แม้ว่าข้อได้เปรียบนี้จะไม่มากมายจนเกินขอบเขตความเข้าใจของซ่า
งอวี่เซิง แต่ยังคงเป็นข้อได้เปรียบที่ไม่อาจพลิกผันกลับกลาย กลยุทธ์บุก
ทะลวงโจมตีเป็นกลยุทธ์พื้นฐานสำหรับแม่ทัพบัญชาการศึกทุกคน แม่ทัพ
บัญชาการศึกระดับพวกมันไม่มีทางกระทำผิดพลาดกับเรื่องพื้นฐานเช่นนี้
นี่หมายความว่าพื้นฐานฝีมือของเปี๋ยหานเหนือล้ากว่าไห่จินอวิ๋น
แต่ทว่า… …
ข้อได้เปรียบนี้ยังไม่มากพอที่จะทำให้เปี๋ยหานสามารถอาศัยหนึ่งต้าน
สอง แต่ไฉนเปี๋ยหานต้องสร้างสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นมา? ถึงยามนี้ซ่างอวี่
เซิงแน่ใจเป็นที่สุด เปี๋ยหานเป็นผู้ที่สร้างสถานการณ์เบื้องหน้าขึ้นมาไม่ผิด
แน่
แต่เปี๋ยหานไฉนต้องทำเช่นนี้?
ซ่างอวี่เซิงไม่ว่าขบคิดสักเท่าใด ก็พบเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น นั่นคือ
เปี๋ยหานเชื่อมั่นว่าแม้จะเป็นการต่อสู้แบบหนึ่งต่อสอง มันยังคงสามารถ
เอาชนะได้
หรือว่าเปี๋ยหานจะมีไพ่ตายอันร้ายกาจซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ?
ซ่างอวี่เซิงงุนงงสงสัย มันไม่ลงมือในทันที การสู้รบยิ่งดุเดือดรุนแรง
มากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายพวกมันมากเท่านั้น ศึกปะทะหักหาญ
ชนิดที่ไม่มีผู้ใดยอมถอย มีแต่จะลดทอนความเข้มแข็งของเปี๋ยหานลงไป
ทุกขณะ ไห่จินอวิ๋นที่สามารถกระทำได้ เนื่องเพราะมันยังมีซ่างอวี่เซิง แต่
เปี๋ยหานไม่สามารถจ่ายค่าตอบแทนอย่างหนักหนาสาหัสเช่นนี้ได้ เพราะ
มันไม่มีกำลังหนุน
การสู้รบยังคงดำเนินไป การเข่นฆ่าแลกชีวิตอย่างดุเดือดก็ยังคง
ดำเนินต่อไปไม่หยุดยั้ง
ซ่างอวี่เซิงอดไม่ได้ให้นับถือเลื่อมใสเปี๋ยหาน สมแล้วที่เป็นเปี๋ยหานผู้
ถือกำเนิดจากวัดเสวียนคง ฝีมือเชิงกลยุทธ์ของมันตระการตายิ่ง กระบวน
ทัพค่ายกลทุกชนิดถูกใช้ออกถึงขั้นสุดยอด ระหว่างการปรับเปลี่ยน
กระบวนทัพไม่เคยสะดุดติดขัด ทั้งราบรื่นเรียบไหลราวกับเมฆล่องน้าริน
แฝงเร้นด้วยความเปลี่ยนแปลงสารพัน แทบบรรลุถึงขั้นน่าแตกตื่นสะท้าน
โลกแล้ว
อย่างไรก็ตาม ซ่างอวี่เซิงแม้ทางหนึ่งนับถือเลื่อมใส อีกทางหนึ่งก็ยิ่งมี
ความเชื่อมั่นมากขึ้น
แม้ว่าเปี๋ยหานที่ต่อสู้กับไห่จินอวิ๋น จะยิ่งมายิ่งช่วงชิงเป็นฝ่ายมี
เปรียบมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ซ่างอวี่เซิงทราบว่าชัยชนะก็ยิ่งเข้ามาใกล้พวก
มันมากขึ้นทุกขณะ
หลังจากการเข่นฆ่าสังหารหลายระลอก กองทัพของไห่จินอวิ๋น
หลงเหลือไพร่พลเพียงครึ่งเดียว แต่การสูญเสียทหารถึงห้าส่วนนั้นกลับ
คุ้มค่ายิ่ง เนื่องเพราะพวกมันแลกกับชีวิตของกองพันบาปเคราะห์จำนวน
หนึ่งในสาม
กองทัพทั่วไปหากสูญเสียไพร่พลไปถึงหนึ่งในสาม กองทัพนั้นเกรงว่า
จะอยู่ห่างจากการล่มสลายอีกไม่ไกลเท่าใดแล้ว
ทว่าทั้งสองทัพยังคงเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวอย่างเหนือธรรมดา
ไห่จินอวิ๋นเข่นฆ่าจนสองตาแดงฉาน เปี๋ยหานในความกระด้างเย็นชา
ยิ่งมายิ่งโหดเหี้ยมอำมหิต
ซ่างอวี่เซิงลอบทอดถอนใจ แม่ทัพบัญชาการศึกที่แกร่งกล้าเกรียง
ไกรถึงเพียงนี้ วันนี้กลับต้องทอดร่างเป็นซากศพ
ดวงตาของมันพลันสาดประกายเย็นเยียบ ได้เวลาจู่โจมสังหารแล้ว!
การพบปะหารือกับหย่างหยวนเฮ่าเป็นความลับต่อคนทั้งหมด
มีเพียงจั่วม่อกับหย่างหยวนเฮ่าเท่านั้นที่เข้าร่วมปรึกษาหารือเป็นการ
ส่วนตัว กระทั่งเจ้าอาวาสวัดดอกบัวสูงศักดิ์ยังขอตัวจากไป
ในการหารือลับครั้งนี้ จั่วม่อได้รับหลายสิ่งหลายอย่าง สำหรับม่ออวิ๋น
ไห่ พวกมันต้องการเก้ามหานิกายพุทธเพื่อหยุดยั้งการรุกคืบของคุนหลุน
และเทียนหวน สำหรับเก้ามหานิกายพุทธ พวกมันต้องการการสนับสนุน
จากม่ออวิ๋นไห่ ทั้งสองฝ่ายมีความต้องการที่ตรงกันและสนใจซึ่งกันและ
กันตั้งแต่แรก ที่เหลือไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันผลประโยชน์เอย หรือ
รายละเอียดยิบย่อยอื่น ๆ เอย ล้วนกลายเป็นเรื่องง่าย
จั่วม่อคือราชาแห่งม่ออวิ๋นไห่ หย่างหยวนเฮ่าเป็นยอดแม่ทัพอันดับ
แรกแห่งเก้ามหานิกายพุทธ บุคคลผู้กุมอำนาจแท้จริงของเก้ามหานิกาย
พุทธ ทั้งคู่ล้วนเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในฝ่ายของตน ผนวกกับเรื่องที่ว่าคน
ทั้งสองต่างฝ่ายต่างคิดอ่านมองการณ์ไกล ล่วงรู้ขีดจำกัดล่างของอีกฝ่าย
เป็นอย่างดี ดังนั้นการสนทนาดำเนินไปอย่างราบรื่น
จั่วม่อค่อยรับรู้เส้นสนกลในผ่านทางหย่างหย่วนเฮ่า ที่แท้เหล่าสำนัก
ใหญ่หลายแห่งในเก้ามหานิกายพุทธมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดยิ่งกว่าที่คน
ภายนอกเข้าใจมาก
ยกตัวอย่างเช่น เจ้าอาวาสวัดดอกบัวสูงศักดิ์แท้ที่จริงแล้วเป็นกูกู (อา
หญิง) ของหย่างหยวนเฮ่า ความสัมพันธ์ทางเครือญาติเช่นนี้ทำเอาจั่วม่อ
ถึงกับอ้าปากค้าง แต่ในขณะเดียวกันก็คลายใจลงมากเช่นกัน ขอเพียงห้า
นิกายใหญ่ในเก้ามหานิกายพุทธไม่แตกแยกจากกัน เก้ามหานิกายพุทธก็
จะไม่ถึงกับสับสนวุ่นวาย คุนหลุนและเทียนหวนย่อมไม่อาจสยบพวกมัน
ได้โดยง่าย สำหรับเรื่องที่นิกายต่าง ๆ ถูกศัตรูแทรกซึมอย่างหนัก จั่วม่อยัง
แสดงความวิตกกังวลและโกรธแค้น หย่างหยวนเฮ่ากล่าวเป็นนัยว่าม่
ออวิ๋นไห่สามารถใช้วิธีการลับบางอย่าง
จั่วม่อตระหนักในทันที หย่างหยวนเฮ่าต้องการยืมมือตนเพื่อจัดการ
กับปัญหาเหล่านี้แทนพวกมัน ในฐานะของหย่างหยวนเฮ่าเองก็มีขอบเขต
อำนาจจำกัด มีหลายสิ่งหลายอย่างที่มันไม่อาจกระทำด้วยตัวเอง
จั่วม่อรับคำอย่างหนักแน่น เรื่องนี้แม้ยุ่งยากอยู่บ้าง แต่ก็เป็นโอกาส
อันดีสำหรับมันเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้แก่จั่วม่อมากที่สุด คือ
หย่างหยวนเฮ่ากลับยินดีสนับสนุนให้พวกจั่วม่อช่วงชิงตัวอ่อนยุทธภัณฑ์
เทพภายในซากโบราณสถานให้จงได้! จั่วม่อไหนเลยจะคาดคิด ถึงกับยังมี
สำนักที่ไม่ต้องการยุทธภัณฑ์เทพรูปแบบอาภรณ์อยู่ด้วย
เสี่ยวม่อเกอเปี่ยมไหวพริบปฏิภาณ ความคิดเห็นที่มันมีต่อหย่าง
หยวนเฮ่ายกระดับขึ้นทันที คนผู้นี้ไม่รวบรัดธรรมดาอย่างแท้จริง
หย่างหยวนเฮ่าตระหนักดีถึงสถานะของเก้ามหานิกายพุทธ สำหรับ
เก้ามหานิกายพุทธ ยุทธภัณฑ์เทพรูปแบบอาภรณ์แม้มีประโยชน์ แต่อันที่
จริงดังคาด หย่างหยวนเฮ่ายกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นคำร้องขอ มันต้องการ
ใช้การสนับสนุนให้ม่ออวิ๋นไห่ช่วงชิงตัวอ่อนยุทธภัณฑ์เทพ แลกเปลี่ยนกับ
การจัดส่งยุทโธปกรณ์เทพจากม่ออวิ๋นไห่
จั่วม่อรับปากอย่างไม่ลังเล ม่ออวิ๋นไห่กลับเป็นตรงกันข้ามกับเก้า
มหานิกายพุทธ กองทัพของพวกมันติดอาวุธยุทโธปกรณ์เทพพร้อมสรรพ
มาตั้งแต่แรก สำหรับพวกมัน ยุทธภัณฑ์เทพรูปแบบอาภรณ์ซึ่งเป็น
ศาสตราวุธที่มีคุณค่าเชิงกลยุทธ์ จึงเป็นสิ่งที่พวกมันต้องการมากที่สุดใน
ยามนี้ สำหรับม่ออวิ๋นไห่ที่มั่งคั่งร่ารวย การจัดส่งยุทโธปกรณ์เทพไม่ใช่
ปัญหาสำหรับพวกมันแม้แต่น้อย
การสนทนาหารือเป็นไปโดยราบรื่นถูกคอ หย่างหยวนเฮ่าเป็นบุคคล
ที่มีเสน่ห์ส่วนตัวอย่างน่าประหลาด
จั่วม่อยังสังเกตเห็นว่าในเก้ามหานิกายพุทธ อำนาจสิทธิ์ขาดในการ
กล่าววาจาของหย่างหยวนเฮ่า ยังเหนือล้ากว่าที่มันคาดคิดเอาไว้มาก
หย่างหยวนเฮ่ายังเตือนจั่วม่อว่าผู้มาในครั้งนี้มียอดยุทธ์จำนวนมาก
อย่างน่าตระหนก ผู้เข้มแข็งในโลกแทบทั้งหมดล้วนมากันพร้อมหน้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยอดยุทธ์เผ่าอสูรและเผ่าปิศาจ หลังจากฝึกปรือพลัง
เทพ เผ่าอสูรและเผ่าปิศาจก็ปรากฏกลุ่มผู้ใช้พลังเทพอันทรงพลังผุดขึ้นไม่
ขาดสาย เมื่อเทียบกับยอดยุทธ์จากเทียนหวนและคุนหลุนที่มีชื่อเสียงแล้ว
ก็ไม่มีผู้ใดทราบว่าคนเหล่านี้มาจากที่ใด
เอ่ยถึงยุทธภัณฑ์เทพรูปแบบอาภรณ์ สำหรับยอดยุทธ์ผู้ใช้พลังเทพ
ไม่ว่าคนใดหรือฝ่ายใดหากมีความทะเยอทะยาน ล้วนเป็นสิ่งล่อใจที่ไม่อาจ
ต้านทานได้
จั่วม่อพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม มันจู่ ๆ พลันตระหนักว่าการสำรวจ
ซากโบราณสถานในครั้งนี้คงไม่สะดวกดายอย่างที่คิด
อาศัยขุมกำลังเจ้าถิ่นเช่นวัดดอกบัวสูงศักดิ์เป็นผู้นำทาง ร่องรอยของ
พวกจั่วม่อถูกปกปิดอำพรางเป็นอย่างดี พวกมันมีข้อมูลข่าวสารทุกชนิด
อยู่ในมือ จวบจนกระทั่งเร้นกายมาถึงบริเวณชายขอบของซาก
โบราณสถาน ยังไม่ดึงดูดความสนใจของผู้ใด
ในขณะที่ยังเหลือเวลาอีกสองสามวันกว่าที่ซากโบราณสถานจะเปิด
ออก อาจมองเห็นผู้คนกระจายตัวออกสำรวจสภาพภูมิประเทศรอบ
บริเวณ หรือไม่ก็พยายามเสาะหาเบาะแสร่องรอยอื่น ๆ
“มีคนไม่มากนัก” จั่วม่อปิติยินดีเล็กน้อย แน่นอนว่าผู้คนยิ่งน้อย
เท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น เมื่อมีผู้เข้าร่วมน้อยลง การแก่งแย่งช่วงชิงก็สมควรไม่
รุนแรงมากเท่าใด
ไป๋เหลียนจุนเจ่อเหลือบมองจั่วม่อแวบหนึ่งด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
กล่าวด้วยสีหน้าสงบราบเรียบ “เมื่อตอนเริ่มแรกมีผู้คนจำนวนมากจริง ๆ
แต่การต่อสู้ฆ่าฟันปะทุขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน บางคนฉวยโอกาสจับปลา
ตอนน้าขุ่น อาศัยความสับสนอลหม่านลอบขโมยของวิเศษ ในค่าคืนเดียว
มีคนตายกว่าสามร้อยคน หลังจากนั้นจำนวนคนย่อมต้องลดน้อยลงไป
มาก”
รอยยิ้มของจั่วม่อถึงกับแข็งค้างอยู่บนใบหน้า คนอื่น ๆ สีหน้า
เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง ยอดยุทธ์มากกว่าสามร้อยคนตกตายในค่าคืน
เดียว อาศัยถ้อยคำไม่กี่คำนี้ ก็เพียงพอให้ผู้คนจินตนาการถึงความสับสน
วุ่นวายและโหดร้ายทารุณในค่าคืนนั้นได้
“พวกท่านไม่ได้รักษาความสงบเรียบร้อยหรือ?”
“จะอาศัยอะไรไปควบคุมเล่า?”
เหลาเต๋อกวงนิ่งงันไป
จั่วม่อหาได้ประหลาดใจไม่ เพียงนึกโชคดีที่ม่ออวิ๋นไห่ไม่มีซาก
โบราณสถานเช่นนี้ มิเช่นนั้นไม่ต้องเอ่ยถึงว่ามันจะมีปัญญาช่วงชิงของ
วิเศษหรือไม่ ลำพังปัญหาด้านความปลอดภัยก็ชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้า
มากแล้ว
แม้ว่าจะเป็นม่ออวิ๋นไห่ซึ่งเต็มไปด้วยยอดยุทธ์ชั้นสูงมากมาย แต่ต่อ
หน้ายอดยุทธ์ผู้ใช้พลังเทพจากทั่วหล้ายังไม่อาจนับเป็นอะไรได้ หากคน
เสียสติเหล่านี้เกิดคลุ้มคลั่งอาละวาดขึ้นมา เกรงว่าไม่มีผู้ใดสามารถเอา
ชีวิตรอดจากพวกมันได้
“ฮึ่ม! ไม่ว่าผู้ใดหากขัดขวางหนทางร่ารวยของพวกเรา ล้วนต้อง
ตาย!” เสี่ยวม่อเกอคำรามอย่างดุร้าย
ไป๋เหลียนจุนเจ่อยิ้มเล็กน้อย แล้วส่งม้วนหยกให้ม้วนหนึ่ง “ภายใน
ม้วนหยกอธิบายสภาพภูมิประเทศในบริเวณนี้ เราได้สำรวจพื้นที่ทั้งหมด
ตั้งแต่แรก เดิมทีตระเตรียมไว้สำหรับพวกเราเอง แต่ในยามนี้ได้แต่มอบ
ให้แก่ท่านแล้ว หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย”
ในเวลานี้เอง เหวยเสิ้งพลันหันไปมองในทิศทางหนึ่ง
… …
… …
“อย่าได้ต่อต้านแข็งขืนจะดีกว่า ข้าไม่รังเกียจที่จะเชือดเจ้าทิ้ง” สุ้ม
เสียงเย็นเยียบดังออกมาจากความมืด สุ้มเสียงนี้คล้ายมีคล้ายไม่มี ยากที่
ผู้คนจะระบุตำแหน่งของมันได้แน่ชัด
มือสังหาร!
มีเพียงเหล่ามือสังหารที่เคลื่อนไหวในความมืด จึงจะทำให้มันบังเกิด
ความรู้สึกเช่นนี้ได้ อาศัยประสบการณ์จากวันคืนที่มันมีชีวิตอยู่ในฐานะ
สมาชิกโลกมืด มันสามารถบอกได้ว่าตนกำลังเผชิญกับมือสังหารระดับใด
เอี๋ยนสูสีหน้าเป็นปกติ ร่างนิ่งงันราวกับรูปสลักหิน ใบหน้าของมัน
ยังคงสงบราบเรียบ ราวกับว่าไม่รู้สึกถึงจิตสังหารอันรุนแรงจากทาง
ด้านหลังของมันเลย
“ไยต้องทำเช่นนี้ คุณหนูหาได้ปฏิเสธท่านไม่ “ เอี๋ยนสูสุ้มเสียงไม่สั่น
ไหวแม้แต่น้อย มันคล้ายกำลังอธิบายข้อเท็จจริงที่เรียบง่ายประการหนึ่ง
“เวลาของเรามีค่า” อีกเสียงหนึ่งล่องลอยออกมาจากความมืดในอีก
ทิศทางหนึ่ง สุ้มเสียงนี้แผ่วเบา เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและไมตรีจิต ราว
กับว่ากำลังสนทนากับสหายเก่าก็มิปาน
ทว่าเอี๋ยนสูถึงกับหนังตากระตุก แต่ยังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้
“เราต้องการเวลาในพิจารณาอย่างรอบคอบ ท่านสมควรทราบว่านี่เป็น
การตัดสินใจครั้งสำคัญยิ่ง”
“อันที่จริงข้าไม่รังเกียจที่จะลักพาตัวนาง” สุ้มเสียงหยาดเยิ้มนุ่มนวล
ของสตรีดังออกมาจากความมืด ฟังราวกับว่ากำลังหยอกล้อสหายสนิท
“หรือไม่ก็ส่งนางไปยังเตียงของหลานชายของผู้อาวุโสอีก็นับว่าไม่เลว”
เอี๋ยนสูหัวใจดิ่งวูบ
“ที่เราไม่ทำเช่นนั้น ก็เพราะนางเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่โดดเด่นเป็น
พิเศษ” เสียงจากความมืดยังคงร่าเริง “แต่เจ้าสมควรทราบ ผู้คนจำพวก
เราจะไม่ใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว นางแม้โดดเด่นเป็นพิเศษ แต่
มิใช่ว่าไม่อาจหาคนมาแทนได้”
เอี๋ยนสูนิ่งงันไป แต่มันก็ทราบดีว่าคราครั้งนี้ไม่มีโอกาสอีกแล้ว “ท่าน
ต้องการอะไร?”
“นี่จึงถูกต้อง อย่าทำให้ข้าต้องลำบากใจ ทุกคนล้วนหาเลี้ยงชีพ ไฉน
ต้องทำตัวเองให้ไร้สุขด้วยเล่า?
“ประเสริฐ ข้าต้องขอบคุณเจ้าแล้ว” สุ้มเสียงในความมืดยังคง
อ่อนโยนเปี่ยมไมตรีจิต แต่วาจาถัดไปที่พวกมันกล่าวกลับโหดเหี้ยม
อำมหิตยิ่งกว่าคมดาบ “เหล่าต้าฝากวาจาประโยคหนึ่งซึ่งอาจทำให้เจ้าไม่
ค่อยสบายใจนัก แต่เพื่อความร่วมมือที่ราบรื่นระหว่างเรา ข้าตัดสินใจบอก
ต่อเจ้าตามความสัตย์”
“วาจาใด?”
ในเวลานี้เอง เสียงหอนโหยหวนพลันดังขึ้นจากความมืด
เอี๋ยนสูสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ร่างดีดทะยานเข้าไปในความมืดดุจ
สายฟ้าฟาด
ในซอกมุมมืดแห่งหนึ่ง เห็นคังหลิงเสวี่ยที่ถูกมัดมือมัดเท้าและถูกปิด
ปาก ใบหน้าของนางขาวซีด ปราศจากสีเลือดแม้แต่น้อยนิด
“ข้าไม่ชมชอบวิธีการเช่นนี้” หนานเยว่กล่าวอย่างเยือกเย็น คนอื่น ๆ
ที่ข้างกายนางสีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เป็นมิตร ถึงกับแฝงความเป็น
ปฏิปักษ์อยู่บ้าง ในความเห็นของพวกมัน โหยวฉินเลี่ยใช้วิธีการอันโหดร้าย
อำมหิตเช่นนี้จัดการกับเด็กหญิงอายุสิบเจ็ดปีนางหนึ่ง ออกจะเกินเลยไป
แล้ว
โหยวฉินเลี่ยเหลือบมองนางแวบหนึ่ง “หากผลลัพธ์เหมือนกันจะ
เป็นไรไป”
“เจ้ายังเป็นผู้คนอยู่อีกหรือไม่! ยังมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอยู่หรือไม่!
เจ้ามันมารร้าย ตัวบัดซบที่ไม่มีหัวจิตหัวใจ!” หนานเยว่ตะโกนใส่โหยว
ฉินเลี่ยอย่างโกรธแค้น ทันใดนั้นมือขวาของนางฉกวูบ ขยุ้มจับลำคอของ
โหยวฉินเลี่ยเอาไว้แน่น ดวงตาคล้ายมีเปลวไฟพวยพุ่งออกมา
สีหน้าท่าทีของนางประหนึ่งว่าต้องการบีบคอโหยวฉินเลี่ยจนแหลก
คามือก็มิปาน
เพียะ!
ไม่มีผู้ใดเห็นชัดตาว่าเกิดอะไรขึ้น โหยวฉินเลี่ยคล้ายเปลี่ยนเป็นเงา
ดำสายหนึ่ง จากนั้นทั้งสองฝ่ายกลับสลับตำแหน่งกัน เป็นมันกำลังคว้าจับ
ลำคอของหนานเยว่
อสูรผมสีส้มกับพวกผุดลุกขึ้นในบัดดล
“หากผู้ใดขยับตัว นางตาย” สุ้มเสียงเย็นยะเยือกของโหยวฉินเลี่ยดัง
กังวานไปทั่วห้อง
อสูรผมสีส้มกับพวกทั้งหลายพากันชะงักกึก ล้วนนิ่งงันอยู่กับที่ พวก
มันสามารถฟังออกอย่างชัดเจนถึงความเฉียบขาดของอีกฝ่าย หากพวก
มันขยับเคลื่อนไหว คนผู้นี้จะสังหารหนานเยว่จริง ๆ!
โหยวฉินเลี่ยกวาดตามองคนทั้งกลุ่มด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ขู่ขวัญ
พวกมันทั้งหมดในกระบวนท่าเดียว