สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 794 เผชิญเทียนหวน
ห้องโถงลม
หร่วนโหย่วเซียนเฝ้ามองการต่อสู้ที่ดำเนินไปเบื้องหน้า แต่ไม่เอ่ยปาก
แม้สักครึ่งคำ
หลงเหยียนแม้ว่าอาศัยหนึ่งต่อสู้สาม ยังคงเป็นฝ่ายมีเปรียบชนิดที่ว่า
ไม่พลิกผันกลับกลาย แต่หร่วนโหย่วเซียนบนใบหน้าหาได้มีร่องรอยปิติ
ยินดีอันใด
สายตาเคร่งเครียดของมัน จับจ้องอยู่ที่ศัตรูทั้งสามผู้กำลังดิ้นรนเอา
ชีวิตรอด
ม่ออวิ๋นไห่!
คนทั้งสามนี้มาจากม่ออวิ๋นไห่!
หร่วนโหย่วเซียนเพียงมองปราดเดียวก็จดจำได้ทันที คนทั้งสามนี้เป็น
ยอดฝีมือของม่ออวิ๋นไห่ ม่ออวิ๋นไห่คือศัตรูของเทียนหวน หร่วนโหย่วเซียน
ย่อมต้องการทดสอบฝีมือของพวกมัน ดูว่ากองกำลังยอดฝีมือของม่ออวิ๋น
ไห่แข็งแกร่งถึงระดับใด ดังนั้นมันเรียกให้หลงเหยียนลงมือจู่โจม
หลงเหยียนช่วงชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ห
ร่วนโหย่วเซียนประหลาดใจ แต่การต่อสู้หลังจากนั้น กลับเป็นเหตุให้หร่วน
โหย่วเซียนต้องเคร่งเครียดขึ้นมา
สามคนจากม่ออวิ๋นไห่แม้ฝีมืออ่อนด้อยกว่ามาก แต่พวกมันทรหด
อดทนยิ่ง จนกระทั่งถึงตอนนี้ พวกมันยังคงยืนหยัดไม่แพ้พ่าย กระบวนทัพ
ค่ายกลของคนทั้งสามฝึกปรือมาอย่างดีเยี่ยม พวกมันยังรู้มือรู้ใจกันเป็น
ที่สุด แม้ว่าพวกมันจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ยังคงต้านรับเอาไว้ได้
แน่นอนว่าหลงเหยียนยังไม่ได้ทุ่มเทจนสุดฝีมือเช่นกัน ทว่าความเข้มแข็ง
ของคนทั้งสามยังทำให้หร่วนโหย่วเซียนประหลาดใจไม่น้อย
หากชนชั้นยอดฝีมือทั้งหมดของม่ออวิ๋นไห่ล้วนมีระดับฝีมือนี้ เช่นนั้น
ก็นับว่าน่ากลัวมากแล้ว!
จากการทดสอบที่เบื้องหน้า หร่วนโหย่วเซียนสามารถมองเห็น
เรื่องราวหลายประการ คนทั้งสามนี้หากเปรียบเทียบกับเหล่ายอดยุทธ์ชั้น
แนวหน้าแล้ว พลังฝีมือของพวกมันเรียกได้ว่าพื้นเพธรรมดาเท่านั้น เห็น
ได้ว่ายังไม่ได้ฝึกปรือพลังเทพมานานเท่าใด ด้านพรสวรรค์ก็ธรรมดา
สามัญยิ่ง พวกมันสวมยุทโธปกรณ์เทพของม่ออวิ๋นไห่ ไม่ว่ามองจากมุม
ไหน พวกมันก็ไม่มีที่ใดโดดเด่นเหนือธรรมดา อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากลัวคือ
คนทั้งสามกลับสามารถใช้พลังของกระบวนทัพค่ายกล ยุทโธปกรณ์เทพ
และพลังฝีมือของตนจนถึงขีดสุด
นี่คือสิ่งที่ทำให้หร่วนโหย่วเซียนตื่นตกใจอย่างแท้จริง
สำหรับเหล่าขุมกำลังใหญ่ทั้งหลาย คนผู้หนึ่งต่อให้พลังฝีมือสูงเยี่ยม
สักเท่าใด ล้วนไม่มีอันใดน่ากลัว จนกระทั่งถึงยามนี้ ยังไม่เคยปรากฏว่ามีผู้
ที่มีพลังทำลายล้างทั้งสำนักได้ด้วยตัวคนเดียว ยอดยุทธ์ระดับสุดยอดผู้
หนึ่งมีพลังต่อสู้ถึงระดับใด ส่งผลกระทบต่อศึกสงครามอย่างไร คน
สิ่งที่ศัตรูทั้งสามสำแดงออกมาในการต่อสู้ เผยเงื่อนปมสำคัญ
ประการหนึ่ง
ม่ออวิ๋นไห่มีชนชั้นยอดฝีมือ!
ไม่ว่าผู้ใดก็ทราบว่าม่ออวิ๋นไห่ไม่ได้อ่อนแอ ยุทโธปกรณ์เทพของม่
ออวิ๋นไห่ยังเป็นหนึ่งในยุทธภัณฑ์เทพที่แข็งแกร่งที่สุด แต่เมื่อเทียบกับคุน
หลุนและเทียนหวนแล้ว จุดอ่อนใหญ่โตที่สุดของม่ออวิ๋นไห่ก็คือกองทัพ
ทหารของพวกมันเมื่อเทียบกับคุนหลุนและเทียนหวน ยังคงห่างชั้นกันอีก
ช่วงใหญ่ นี่เป็นความแตกต่างที่เกิดจากการสั่งสมนานนับพันๆ ปี หาใช่สิ่ง
ที่เพียงอาศัยเวลาไม่กี่ปีจะสามารถไล่ติดตามทัน
ก่อนจะถึงวันนี้ หร่วนโหย่วเซียนเชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้นว่าขีด
ความสามารถของม่ออวิ๋นไห่ไม่อาจเทียบเท่าเทียนหวน ม่ออวิ๋นไห่แม้มีกง
ซุนชากับเปี๋ยหาน แต่ในภาพรวมของกำลังทหารทั้งหมด เทียนหวน
นำหน้าม่ออวิ๋นไห่อยู่หลายช่วงตัว แต่บัดนี้มันกลับไม่มีความเชื่อมั่น
เช่นนั้นอีก
คนทั้งสามนี้ ย่อมไม่ใช่ข้อยกเว้นพิเศษของม่ออวิ๋นไห่อย่างแน่นอน
เป็นเทียนหวนประเมินผิดพลาดไปเอง ม่ออวิ๋นไห่ไหนเลยจะไม่ล่วงรู้
จุดอ่อนใหญ่ของตนดีกว่าผู้ใด และเนื่องเพราะทราบกระจ่างแก่ใจ พวกมัน
จึงบุกเบิกเส้นทางสายใหม่ของตนเอง ม่ออวิ๋นไห่อาศัยกระบวนทัพค่ายกล
และยุทโธปกรณ์เทพอันพิเศษเฉพาะ ช่วยดึงขีดความสามารถของไพร่พล
ในกองทัพพวกมันออกมาถึงขีดสุด
สิ่งนี้ไม่ได้เปิดเผยชัดแจ้ง ทั้งมองไม่เห็นและไม่อาจสัมผัสถูก แต่
สามารถยกระดับพลังการต่อสู้โดยรวมของกองทัพขึ้นไปอีกขั้น!
หร่วนโหย่วเซียนจดจำเอาไว้มั่น รอจนมันกลับไป จะต้องรีบรายงาน
เรื่องนี้ต่อท่านเจ้าสำนักโดยเร็วที่สุด ยุทโธปกรณ์เทพของเทียนหวนหาได้
อ่อนด้อยกว่าของม่ออวิ๋นไห่ไม่ กองทัพของพวกมันยังมีคุณสมบัติสูงล้า
กว่า แต่พวกมันกลับไม่ได้ใช้ประโยชน์จากข้อดีเหล่านี้อย่างเต็มที่
หากทั้งสองฝ่ายเกิดปะทะกันขึ้นมา หร่วนโหย่วเซียนก็ไม่แน่ใจแล้วว่า
กองทัพของฝ่ายมันจะยังคงมีเปรียบอยู่สักกี่มากน้อย
“จบเรื่องเสียเถอะ เพียงตัวเบี้ยเล็กเบี้ยน้อยเหล่านี้ อย่าได้เสียเวลา
แล้ว” หร่วนโหย่วเซียนรู้สึกว่ามันล่วงรู้ความลับทั้งหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้อง
เปลืองเวลาไปมากกว่านี้อีก
หลงเหยียนพอฟัง การโจมตีก็เฉียบคมรุนแรงขึ้นทันที คนทั้งสาม
พลันตกอยู่ในห้วงวิกฤติ ประหนึ่งว่าสามารถถูกฆ่าตายได้ทุกเมื่อ
ทันใดนั้นเอง สุ้มเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนดังมาจากที่ห่างไกล “สหายจะ
จากไปแล้ว เช่นนั้นไยมิใช่น่าเสียดายนัก!”
คนทั้งสามพอได้ยินเสียงนี้ พลันคึกคักขึ้นอักโข ผนึกกำลังกันหยุดยั้ง
การโจมตีของหลงเหยียนเอาไว้ได้
ท่ามกลางสายลมคลั่งแห่งโถงสายลม เห็นเงาร่างผอมแห้งสายหนึ่ง
ก้าวเดินเนิบนาบเข้ามา ฝีเท้าของมันเชื่องช้า ทว่ากลับเคลื่อนร่างเข้ามา
รวดเร็วยิ่ง ประโยคนี้ฟังจากสุ้มเสียงคล้ายดังมาจากที่ห่างไกล แต่ยังไม่ทัน
จะกล่าวจบคำ คนกลับบรรลุถึงแล้ว
“ถูกต้อง กลับกลายเป็นว่าทุกคนสามารถข่มเหงรังแกม่ออวิ๋นไห่เรา
ได้ตั้งแต่เมื่อใด
สุ้มเสียงเกียจคร้านที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์กระชากวิญญาณลอยแว่วมา
จากอีกด้านหนึ่ง เห็นสตรีสูงส่งสง่างามปานบุปผาก้าวเข้ามา สายลมไม่ว่า
เกรี้ยวกราดสักปานใด ยังไม่อาจทำให้ชายกระโปรงแดงของนางสะบัด
พลิ้วแม้แต่น้อย
จงหยู! เขิงเหลียนเอ๋อร์!
หร่วนโหย่วเซียนม่านตาหดแคบลงทันที หลงเหยียนพลันล่าถอยจาก
การต่อสู้ พลิ้วร่างกลับไปยืนอยู่ด้านข้างหร่วนโหย่วเซียน
ไม่น่าแปลกใจที่คนทั้งสองแสดงท่าทีระมัดระวังถึงเพียงนี้ เหล่ายอด
ยุทธ์ของม่ออวิ๋นไห่ล้วนเป็นผู้ที่สำนักใหญ่ต่าง ๆ สืบค้นความเป็นมาโดย
ละเอียด สำหรับเขิงเหลียนเอ๋อร์ไม่มีสิ่งใดต้องเอ่ยถึง สตรีนางนี้ฝึกปรือ
พลังเทพจันทรา ปรากฏตัวขึ้นข้างกายจั่วม่ออย่างลึกลับ ขณะที่ทุกผู้คนไล่
ไขว่คว้าพลังเทพ นางก็สำเร็จพลังเทพถึงระดับก้าวเล็ก ๆ ไปแล้ว ถึงยามนี้
นางแข็งแกร่งเพียงใด ไม่มีผู้ใดบอกได้
ส่วนจงหยู ในอดีตนามนี้ไม่เคยมีใครรู้จัก แต่เมื่อจงหยูสำเร็จการปิด
ด่านเป็นตาย นิมิตแห่งฟ้าดินที่บังเกิดขึ้นในยามนั้นสะท้านทั่วม่ออวิ๋นไห่
ข่าวนี้ย่อมถูกบรรดาสายสืบส่งกลับไปยังสำนักของพวกมันอย่างรวดเร็ว
และเมื่อสำนักต่าง
หยูก็เผยรายละเอียดออกมามากขึ้น ทุกผู้คนไม่รู้สึกอัศจรรย์ใจก็ไม่ได้แล้ว
จงหยูผู้นี้ชาติกำเนิดต่าต้อย เป็นเซียนวรยุทธ์ที่ฝึกฝีมือจากแนวทาง
ซึ่งมิใช่วิถีอันเที่ยงธรรม มันติดตามจั่วม่อมาตั้งแต่แรก จงรักภักดีต่อจั่วม่อ
เท่าชีวิต เพื่อที่จะได้มีพลังมากพอสำหรับช่วยหนุนเสริมจั่วม่อ มันเปล่งคำ
อธิษฐานมรณะสละละทิ้งมรรคผลอย่างไม่ลังเล จนได้ครอบครองพลัง
อธิษฐานอันน่าเกรงขาม จากนั้นเข้าสู่การปิดด่านเป็นตาย และถึงกับ
ออกมาจากด่านเป็นตายได้จริง ๆ! เนื่องเพราะเหตุนี้เอง นามของมัน
กลายเป็นกระเดื่องดังไปทั่ว ในฐานะหนึ่งในยอดยุทธ์ผู้ใช้พลังเทพใต้ร่มธง
ของจั่วม่อ
หร่วนโหย่วเซียนพอเห็นจงหยูด้วยสายตาตัวเอง พลันตระหนักว่าคำ
เล่าลือหาได้กล่าวเกินเลยไปไม่ เคล็ดวิชาแนวทางพุทธซึ่งเหล่าเซียนวร
ยุทธ์ฝึกปรือนั้นแยกย่อยแตกต่างออกไปหลายวิถีทาง เมื่อพวกมันบรรลุถึง
ระดับชั้นที่สูงขึ้นแต่ละขั้น ลักษณะที่ปรากฏออกมาก็ย่อมแตกต่าง
หลากหลายไปด้วย อย่างไรก็ตาม จงหยูแม้ปรากฏลักษณะผอมแห้งราวไม้
ซีก แต่ดวงตากระจ่างชัดเจน คล้ายสามารถมองทะลุจิตใจคน หร่วนโหย่ว
ๆ? มัน
ฝืนเค้นรอยยิ้ม “เทียนหวน คุณหนูเขิงท่านเข้าใจว่าพวกเรามาจากเทียน
หวน?
หนึ่งในพวกมันพึมพำเบา ๆ “โฮ่ พวกมันดูท่าจะหวาดกลัวขึ้นมาแล้ว
กระมัง?”
อีกคนหนึ่งรีบรับลูก “ย่อมแน่นอน ผายลมน้อยเทียนหวนอันกระจ้อย
ร่อยจะมีอันใด พวกมันเมื่อพบพานต้าซือฟู่กับต้าเจี่ยโถว21 ไยมิใช่ถูกทุบตี
ราวกับสุนัขสูญเสียเจ้าของ!”
คนที่สามกล่าวอย่างเย็นชา “พวกเรากำลังด่าทอผายลมน้อยเทียน
หวน อย่าได้ลดตัวลงไปเทียบกับพวกมันได้หรือไม่”
หร่วนโหย่วเซียนขุ่นแค้นแทบกระอัก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่มันบังเกิด
แรงกระตุ้นอันรุนแรงถึงเพียงนี้ แทบทนรอไม่ไหวที่จะโถมเข้าไปฉีกปาก
อันน่ารังเกียจทั้งสามด้วยมือตัวเอง
หลงเหยียนยังอารมณ์ร้อนแรงยิ่งกว่า ร่างพุ่งวาบดุจสายฟ้า ตรงดิ่ง
เข้าหาคนทั้งสามในบัดดล!
ทันใดนั้นเอง ฝ่ามือผอมบางข้างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นตรงหน้ามัน
เร็วมาก!
หลงเหยียนนัยน์ตาหรี่แคบ จิตวิญญาณการต่อสู้พลุ่งพล่านทะยาน
ฟ้า มันแทนที่จะล่าถอยกลับสะอึกเข้าหา พลังสภาวะเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง
ท่ามกลางเสียงตวาดด้วยโทสะ เห็นอักขระยันต์เทพยดาเปล่งแสงเจิดจ้า
บนหมัด ห่อหุ้มขึ้นมาตามท่อนแขน
ต้าซือฟู่ – พระคุณเจ้า,
พลังเทพภายในยันต์เทพยดาโคจรเร็วรี่อย่างบ้าคลั่ง แสงประกายเจิด
จ้าปรากฏขึ้นจากยันต์เทพยดา ผนึกรวมตัวอยู่ในหมัดข้างนั้นด้วยระดับ
ความเร็วอันน่าตระหนก
หมัดของหลงเหยียนพลันแปรเปลี่ยนเป็นศีรษะมังกร มังกรนั้นแผด
คำรามอย่างฉับพลัน เขย่าขวัญสั่นวิญญาณผู้คน
จงหยูสีหน้าราบเรียบเป็นปกติ ฝ่ามือผอมบางโบกเบา ๆ ก่อเกิดเป็น
ความว่างเปล่าผืนหนึ่ง
พลังหมัดศีรษะมังกรอันเกรี้ยวกราดของหลงเหยียน คล้ายจู่โจมถูก
พื้นที่ว่างเปล่าแถบหนึ่ง ไม่บังเกิดสุ้มเสียงแม้แต่น้อย
ในสายตาของคนนอก ดูราวกับว่าหมัดมังกรของหลงเหยียนจู่ๆ ถูกฝ่า
มือของจงหยูกลืนกินลงไป ไม่ว่าพลังเกรี้ยวกราดหรือเจตนาฆ่าฟันที่แทบมี
ตัวตนอันใด ล้วนหายวับไปทันที
เมื่อชั่วอึดใจที่ผ่านยังคงเป็นทะเลคลั่งอันกราดเกรี้ยว แต่ยามนี้ทั่วผืน
สมุทรพลันสงบราบคาบในชั่วพริบตา
ที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งกว่า คือหมัดของหลงเหยียนและฝ่ามือผอม
บางของจงหยู ดูคล้ายจะถูกดูดติดกันจนแยกไม่ออก
ทารกหมอกวิญญาณไม่เคยคาดคิดว่าจะมีวันที่มันต้องกลับกลายมา
เป็นเชลย อีกทั้งวันนี้ยังมาถึงรวดเร็วเสียจนมันไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ
แม้แต่น้อย ในรอบหลายหมี่นปีมานี้นี่เป็นครั้งแรกที่มันเพลี่ยงพล้า
มิหนำซ้ายังต้องมาตกอยู่ในเงื้อมมือของคนที่กลอกกลิ้งชั่วร้ายถึงเพียงนี้
เมื่อรับฟังนามของสารพัดทัณฑ์ทรมานอันโหดร้ายทารุณ ทารก
หมอกวิญญาณเพียงฟังชื่อก็ถึงกับเย็นเยียบจับใจ ในจิตใจมันหลงเหลือ
เพียงความคิดประการเดียว… ในโลกไฉนมีคนโหดเหี้ยมเลวทรามถึงปานนี้
อยู่ด้วย!
ยอดยุทธ์ชนเผ่าโบราณที่น่าเวทนา ภายใต้การข่มขู่คุกคามไม่จบไม่
สิ้นของจั่วม่อ ความหวังเศษเสี้ยวสุดท้ายของมันสลายหายไปราวกับหมอก
ควัน
มันเชื่อฟังยิ่ง ตอบทุกสิ่งที่จั่วม่อถามโดยไม่อิดเอื้อน
จั่วม่อในที่สุดล่วงรู้เรื่องราวมากมาย ทารกหมอกวิญญาณเคยเป็นผู้
เข้มแข็งในอดีต ในฐานะยอดยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในชนเผ่าหมอกวิญญาณ
รุ่นของมัน เวลานั้นมันสามารถเรียกลมเรียกฝน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโชค
วาสนาหรือคราเคราะห์ล้วนมาเยือนโดยไม่คาดฝัน ขณะที่มันทำการหลอม
สร้างลัญจกรตาหมอกกลับพลั้งเผลอไปชั่ววูบ เป็นเหตุให้ดวงวิญญาณของ
มันถูกดูดเข้ามาภายใน
เมื่อสูญเสียร่างกายเลือดเนื้อ มันกลับบรรลุเคล็ดวิชาทะเลหมอก
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มันกลายเป็นอมตะ
ลัญจกรตาหมอกยิ่งมีพลังมากขึ้น มันทั้งเคียดขึ้งทั้งเศร้าเสียใจ มัน
ย่อมไม่ยินดียอมรับเจ้านาย ไม่ว่าผู้ใดหากคิดหยิบฉวยลัญจกรตาหมอกไป
ครอบครอง จะถูกมันจู่โจมทำร้ายจนบาดเจ็บปางตายทุกรายไป
ทว่ามันร้อยไม่คิดพันไม่คิด คิดไม่ถึงว่าจะมาจบสิ้นลงในมือของยอด
คนผู้สร้างสนามประลองสัญลักษณ์ศึก ในครั้งนั้นมันถูกทุบตีจนต้องยอม
ศิโรราบ
ในท้ายที่สุดจู่เหริน (เจ้านาย) ของมันมอบหมายให้มันเฝ้าพิทักษ์ห้อง
โถงหมอก
หลังจากจู่เหรินของมันสิ้นชีพ สนามประลองสัญลักษณ์ศึกก็ปิดตาย
มันถูกขังอยู่ในสนามประลองสัญลักษณ์ศึก ไม่อาจเห็นแสงเดือนแสงตะวัน
หลังจากเฝ้ารอคอยมานานนับหมื่นปี มันในที่สุดก็เห็นมีคนเข้ามา มันทั้ง
ตื่นเต้นยินดี ทั้งตื่นตัวระมัดระวัง เมื่อครั้งกระโน้นห้องโถงหมอกมักถูก
เข้าใจว่าเป็นด่านที่ยากจะผ่านมากที่สุดเป็นอันดับแรก
ผู้ใดทราบว่ามันจะต้องมาจบลงในเงื้อมมือของโจรร้าย… …
ในใจมันทั้งโศกเศร้า ทั้งไม่ยินยอมพร้อมใจ
ขณะเดียวกันจั่วม่อกลับลิงโลดยินดี ในที่สุดมันก็ล่วงรู้ความเป็นมา
ของเส้นใยสีเขียวจากปากของทารกหมอกวิญญาณ ของสิ่งนี้เรียกว่าเส้น
ชีพจรเขียว เป็นของวิเศษที่ยากจะหาผู้ใดเทียบเทียมจากยุคบรรพกาล
ของสิ่งนี้ถือกำเนิดจากจักรวาล ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ต้นกำเนิดแท้จริงของมัน ทั้ง
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าของสิ่งนี้คืออะไร พวกมันเพียงทราบว่าของวิเศษนี้
สามารถเติบโตได้ ทุกหนึ่งพันปีมันจะเติบโตขึ้นครึ่งลี้ เส้นชีพจรเขียวเส้นนี้
ยาวกว่าเจ็ดลี้ เท่ากับว่ามันใช้เวลาเติบโตอย่างน้อยหนึ่งหมื่นสี่พันปี
พอฟังเช่นนี้ จั่วม่อยิ่งรักใคร่หวงแหนแทบไม่ยอมวาง
สมบัติวิเศษอันประเสริฐ!
นอกจากเรื่องของเส้นชีพจรเขียวแล้ว จั่วม่อย่อมต้องซักถามถึงสิ่งอื่น
ๆ อีกมากมาย อย่างเช่นรายละเอียดของสนามประลองสัญลักษณ์ศึก
รวมถึงสถานที่อันตรายต่าง ๆ น่าเสียดายที่ทารกหมอกวิญญาณเห็นได้ชัด
ว่าเป็นไจ๋หนาน22ผู้หนึ่ง ทั้งยังเป็นสุดยอดไจ๋หนานที่เอาแต่หมกตัวอยู่ใน
บ้านมานานกว่าหมื่นปี นอกเหนือจากพื้นที่เล็ก ๆ ของห้องโถงหมอกแล้ว
มันไม่เคยย่างเท้าเข้าไปในห้องโถงอื่นแม้สักก้าวเดียว
แน่นอน เพื่ออวดโอ่ว่ามันมีการคบหาอย่างกว้างขวาง เจ้าผู้นี้ยังบอก
ว่ามันเป็นสหายทางจิตวิญญาณกับเหล่าผู้พิทักษ์ห้องโถงอื่นของสนาม
ประลองสัญลักษณ์ศึกมาเป็นเวลานาน
สหายทางจิตวิญญาณเป็นเวลานาน… …
จั่วม่อแทบสบถด่าออกมา ดูจากวาจาผีสางเหล่านี้ก็ทราบว่าเจ้าผู้นี้
ไม่ได้มีการคบหาอันใด
“สิ่งที่เจ้าผู้นี้ล่วงรู้แทบจะไม่มีเหลือให้ซักถามแล้ว สมควรจัดการกับ
มันอย่างไรดี?” จั่วม่อกล่าวพลางมองผูเยากับเว่ย “เก็บมันเอาไว้อาจมี
ปัญหาตามมา บางทีมันอาจลอบเล่นงานเราทีหลัง มิสู้เชือดทิ้งเสียให้สิ้น
เรื่องราวสิ้นราวจะดีกว่า!”
22 ไจ๋หนาน หมายถึงชายที่ชอบหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน ทำนองเดียวกันกับฮิคิโคโมริ
ทารกหมอกวิญญาณร้องลั่น ใบหน้าสีขาวราวหิมะถึงกับขาวซีดมาก
กว่าเดิม “อย่าฆ่าข้า! อย่าข้าฆ่า! หากเจ้าฆ่าข้า พวกเจ้าจะไม่สามารถ
ออกไปได้!”
“ฮึ่ม นี่หมายความว่าคาถาที่เจ้ามอบให้เมื่อครู่เป็นของปลอมแล้ว?”
? นึกถึงสารพัดวิธีข่มขู่ซ้าแล้วซ้า
เล่าของจั่วม่อ ท่ามกลางความสับสนงงงวย มันถึงกับจดจำไม่ได้แล้วว่า
สารภาพสิ่งใดออกไปบ้าง
เว่ยกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ฟังดูเข้าที!”
ทารกหมอกวิญญาณแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ “ไม่! อย่าฆ่าข้า!”
จั่วม่อมองดูมันอย่างเหยียดหยาม กล่าวว่า “ม่ออวิ๋นไห่ไม่เคยเลี้ยงคน
ไร้ประโยชน์ หากเจ้าไม่มีคุณค่าอันใด พวกเราไยต้องปล่อยเจ้าไว้ด้วย?”
“คุณค่า?” ทารกหมอกวิญญาณคล้ายไขว่คว้าได้ความหวังเศษเสี้ยว
สุดท้าย มันพยักหน้าระรัวพลางร้องว่า “มีคุณค่า! มีคุณค่า! ข้ามีคุณค่า!”
“อ้อ เช่นนั้นลองบอกมาฟังดู” จั่วม่อเห็นอีกฝ่ายตกหลุมพรางของมัน
แล้ว ในใจลอบหัวร่ออย่างสบอารมณ์ แต่ฉากหน้ายังคงแสดงทีท่าไร้
ความรู้สึก
“ข้าจะมอบเคล็ดวิชาเทพสายหมอกของชนเผ่าหมอกวิญญาณให้แก่
ท่าน” ทารกหมอกวิญญาณรีบกล่าวเร็วปรื๋อ
“เคล็ดวิชาเทพสายหมอก
จั่วม่อทำเสียงดังอืมม์ จากนั้นถามว่า
“เปรียบกับเคล็ดวิชาเทพสุริยันเป็นอย่างไร?”
ในใจมันลอบกระหยิ่มยิ้มย่อง เคล็ดวิชานี้หากมอบให้แก่เยี่ยหลิง
สมควรเป็นประโยชน์ไม่น้อย
ทารกหมอกวิญญาณงงงันวูบ นิ่งครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะสั่นศีรษะ
“เรื่องนี้ข้าก็ไม่ทราบ”
“ดูเอาเถอะ เพียงแค่เคล็ดวิชาเทพสายหมอกอะไรนั่นก็คิดจะมา
หลอกลวงเสี่ยวเหยีย เจ้าประเมินเสี่ยวเหยียต่าเกินไปแล้ว” จั่วม่อสีหน้าดู
ถูกเหยียดหยาม
ทารกหมอกวิญญาณกัดฟันกล่าวว่า “ผู้ต่าต้อยยินดีรับใช้ต้าเหริน!”
จั่วม่อดวงตาเป็นประกาย
ทารกหมอกวิญญาณกล่าวสืบต่อ “คนทั้งสองนี้แม้สามารถยึดครอง
ลัญจกรตาหมอก แต่ของสิ่งนี้เป็นผู้ต่าต้อยหลอมสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง
แม้ว่าทั้งสองอาจสามารถใช้พลังบางส่วนของมันได้ แต่วิธีการย่อมผิดแผก
แตกต่างออกไป ผู้น้อยกล้าเอาศีรษะเป็นประกันว่าพวกมันไม่สามารถใช้
พลังที่แท้จริงของลัญจกรตาหมอกได้”
สิ่งที่จั่วม่อรอคอยก็คือวาจาเหล่านี้เอง มันแสร้งทำเป็นครุ่นคิด แล้ว
กล่าวว่า “เจ้าเมื่อกล่าวเช่นนี้ ข้าก็รู้สึกว่าพลังของลัญจกรตาหมอกนับว่า
ไม่เลวจริง ๆ แต่หากเจ้าหนีกลับลงไปยังทะเลหมอกเล่า เสี่ยวเหยียไยมิใช่
สูญเสียทั้งคนทั้งสมบัติ
คำ ‘สูญเสียทั้งคนทั้งสมบัติ’ ของเสี่ยวม่อเกอทำเอาทารกหมอก
วิญญาณหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ มันรีบกล่าวพลางยื่นส่งม้วนบันทึกให้ “ผู้ต่า
ต้อยยินดีให้ต้าเหรินประทับรอยวิญญาณ หากต้าเหรินใช้เคล็ดวิชาเทพนี้
จัดวางอาคมหวงห้ามไว้ที่ตัวข้า ผู้น้อยย่อมไม่มีหนทางหลบหนีไปได้”
จั่วม่อรับเคล็ดวิชาเทพจากทารกหมอกวิญญาณ กวาดตามองปราด
อย่างรวดเร็ว จากนั้นหันไปมองทารกหมอกวิญญาณ สีหน้าคล้ายยิ้มไม่เชิง
ยิ้ม
ทารกหมอกวิญญาณถูกจั่วม่อจ้องมองด้วยสายตาประหลาด ต้อง
ใจเต้นระทึกแทบกระดอนออกจากอก
“ผู้คนสมควรเห็นคุณค่าของชีวิต เจ้าในเมื่อยินดียอมจำนน คนมี
เมตตาเช่นเสี่ยวเหยียย่อมต้องสนองตอบเจตนาฟ้า” จั่วม่อมองดูทารก
หมอกวิญญาณอย่างยิ้มแย้ม “อย่างไรก็ตาม เคล็ดวิชานี้ของเจ้าซับซ้อน
วุ่นวายเกินไป เสี่ยวเหยียจึงไม่ต้องการ แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นของเสี่ยว
เหยียง่ายดายกว่านั้นมาก”
ทารกหมอกวิญญาณพอฟังคำ ‘แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น’ ถึงกับ
ตะลึงลานไป
“เป็นไร เจ้าไม่ยินดี?”
ทารกหมอกวิญญาณคิดร่าไห้ยังไร้น้าตา แต่มันเองก็ทราบดีว่า
สถานการณ์ยามนี้ไม่มีที่ให้มันรีรอลังเล คนตัวเล็กที่เบื้องหน้ามันนี้เป็น
จอมอำมหิตที่ฆ่าคนไม่กะพริบตา
? มิหนำซ้าจู่เห
รินคนใหม่นี้มียอดยุทธ์หลายคนอยู่ข้างกาย ทั้งฝึกปรือพลังเทพสุริยัน และ
ถือครองสมบัติวิเศษในแดนดินดังเช่นเส้นชีพจรเขียว
บุคคลเช่นนี้ ต่อให้เป็นยุคสมัยอันเรืองรองเมื่อหลายหมื่นปีก่อน ยัง
นับว่าเด่นล้าจนยากจะหาผู้ทัดเทียม!
หากมันสามารถรับใช้บุคคลเช่นนี้ บางทีมันอาจสามารถหาวิธีฟื้นคืน
ร่างกายที่แท้จริงของมัน… …
ทารกหมอกวิญญาณพลันรู้สึกหัวใจพองฟูขึ้นมา
ที่แห่งนี้เพาะสร้างจอมคนผู้มีขีดความสามารถในการช่วงชิงแผ่นดิน
ผู้หนึ่ง เพาะสร้างยอดแม่ทัพบัญชาการศึกผู้รั้งลำดับที่สี่ในสิบสุดยอดแม่
ทัพแห่งแดนซิวเจ่อผู้หนึ่ง เพาะสร้างเซียนกระบี่ไร้ผู้ต้านที่บรรลุถึง
จุดสูงสุดในวิถีกระบี่อีกผู้หนึ่ง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงตัวประหลาดเช่นฉุนอวี๋เฉิง
และหลัวหลี… …
ผู้ใดจะคาดคิด สำนักหลังเขาอันแร้นแค้นกันดารแห่งหนึ่งจะทรงพลัง
อำนาจถึงเพียงนี้
เหวยเสิ้งใช้กระบี่ของมันจารึกนามไว้ในใจคนทั่วหล้า
ศักดิ์ฐานะนี้ กระทั่งแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งเซียนกระบี่เช่นคุนหลุน จะไม่
ยอมรับนับถือยังทำไม่ได้
ทันใดนั้นเหวยเสิ้งพลันชะงักเท้า
เห็นร่างสูงใหญ่กำยำสายหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
“เจ้าคือเหวยเสิ้งใช่หรือไม่?”
?”
เหวยเสิ้งสามารถเห็นได้ชัดตา เมื่อมันยอมรับว่าตนเองคือเหวยเสิ้ง
ดวงตาของอีกฝ่ายพลันเปล่งประกายวาบ
เหวยเสิ้งคุ้นเคยกับสายตาเช่นนี้จนไม่อาจคุ้นเคยไปมากกว่านี้ … นั่น
คือสายตาที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้
อีกฝ่ายแสยะยิ้มกว้าง เผยให้เห็นฟันขาววับสองแถว
“เทพปิศาจลำดับที่ห้าแห่งวิหารเทพปิศาจ อูเล่อ!”
จงหยูต่อสู้หักหาญกับหลงเหยียนอย่างดุเดือด
หร่วนโหย่วเซียนกับเขิงเหลียนเอ๋อร์ก็ไม่ได้อยู่ว่าง คนทั้งสองต่อสู้กัน
เป็นพัลวัน อย่างไรก็ตาม พวกมันยิ่งสู้กันมากเท่าใด หร่วนโหย่วเซียนก็ยิ่ง
ตื่นตะลึงมากเท่านั้น มันประเมินเขิงเหลียนเอ๋อร์ไว้สูงตั้งแต่แรก แต่นึกไม่
ถึงว่าอีกฝ่ายยังร้ายกาจกว่าที่มันคาดคิดเอาไว้มาก
พลังเทพของเขิงเหลียนเอ๋อร์แม้ไม่ยิ่งใหญ่ไพศาล แต่ลึกล้ามั่นคงและ
ต่อเนื่องไม่ขาดสาย นับตั้งแต่ต้นจนจบ ยังไม่เคยมีท่าทีว่าพลังจะเหือดแห้ง
ขาดตอนแม้สักครั้ง เทพวิชาของนางยังยากจะหยั่งคำนวณโดยแท้
ผู้ใดบอกว่าเคล็ดวิชาเทพโบราณปราศจากความเปลี่ยนแปลง แพ้
ชนะขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่ง
หร่วนโหยวเซียนยิ่งต่อสู้ยิ่งอึดอัดขัดข้อง เทพวิชาของเทียนหวน
มุ่งเน้นสารพันเปลี่ยนแปลง ทว่าด้านที่มันถนัดจัดเจนที่สุดกลับถูกเขิง
เหลียนเอ๋อร์สะกดข่มอย่างสิ้นเชิง
จันทร์เสี้ยวที่รอบกายเขิงเหลียนเอ๋อร์แปรเปลี่ยนไม่มีที่สิ้นสุด ควรค่า
แก่คำพันเปลี่ยนหมื่นแปรอย่างแท้จริง
สิ่งที่หร่วนโหย่วเซียนอึดอัดขัดข้องยิ่งกว่า คืออีกฝ่ายไม่เพียง
เพียบพร้อมด้วยการเปลี่ยนแปลงไร้ที่สิ้นสุด การโจมตีของนางยังคมกล้า
สุดเปรียบปาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนท่าแก่นจันทร์สะบั้นฟ้า ไม่ว่า
มันจะใช้เทพวิชาใด ล้วนถูกสับสะบั้นไม่เหลือชิ้นดี กระบวนท่านี้คมกล้า
อย่างพิสดารนัก
สิ่งที่หร่วนโหย่วเซียนไม่ล่วงรู้ ก็คือพลังเทพจันทราที่เขิงเหลียนเอ๋อร์
ฝึกปรือหาได้มาจากวิหารเทพเล็ก ๆ ที่ไร้ความสำคัญไม่ วิหารเทพจันทรา
แม้ไม่ได้กล้าแข็งเท่าวิหารเทพสุริยัน แต่นั่นเพียงเพราะว่าวิหารเทพ
จันทราไม่มีพลังโจมตีกล้าแข็งเท่า ซึ่งความจริงพลังของวิหารเทพจัน
ทราลึกล้าไพศาล เคล็ดวิชาเทพจันทราที่สืบทอดต่อกันมาย่อมไม่รวบรัด
ธรรมดา
หลายปีที่นางรั้งอยู่ข้างกายจั่วม่อ พลังฝีมือของเขิงเหลียนเอ๋อร์
รุดหน้าไม่เว้นแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกันนางก็ไม่มีโอกาสได้
ลงมือต่อสู้อีก ดังนั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้พลังฝีมือที่แท้จริงของนาง
บุคคลเพียงหนึ่งเดียวที่ทราบว่านางแข็งแกร่งเพียงใด ก็คือจั่วม่อ
ทางด้านหร่วนโหย่วเซียนเมื่อสามารถได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญ
จากเทียนหวน มันย่อมต้องเป็นยอดยุทธ์ที่มีฝีมือเหนือธรรมดาผู้หนึ่ง
อักขระนี้ยังเป็นอักขระเทพที่ครบถ้วนสมบูรณ์ตัวแรกที่เทียนหวน
ค้นพบ เป็นตัวเลือกลำดับต้น ๆ ในการฝึกปรือของเหล่าศิษย์เทียนหวน
ยันต์เทพยดา ‘ขุนเขา’ แม้เริ่มฝึกปรือไม่ยาก แต่หากคิดช่าชอง
ชำนาญกลับลำบากยากเข็ญยิ่ง ศิษย์เทียนหวนที่ฝึกปรืออักขระเทพตัวนี้มี
มากมายนับไม่ถ้วน แต่ผู้ที่สามารถฝึกปรือถึงขั้นลึกล้ามีจำนวนเพียงหยิบ
มือเดียว
ในหมู่พวกมัน นับหร่วนโหย่วเซียนเลิศล้าที่สุด
มันมีความเข้าใจใน ‘ขุนเขา’ ของตนเอง เป็นเหตุให้ อักขระเทพ
‘ขุนเขา’ ของมันผิดแผกแตกต่างจาก ‘ขุนเขา’ ของบรรดาศิษย์ร่วมสำนัก
อื่นๆ ทั้งหมด
กระทั่งเหล่าผู้อาวุโสและผู้มีอำนาจในสำนัก ยังยกย่องชื่นชมอักขระ
เทพ ‘ขุนเขา’ ของมัน
มันเชื่อมั่นในพลังฝีมือของตนอย่างเปี่ยมล้น ต่อให้ไม่อาจเอาชัยเขิง
เหลียนเอ๋อร์ แต่คิดป้องกันตัวสมควรไม่เป็นปัญหา มันหวนนึกถึงคำสั่งจาก
ทางสำนักก่อนที่จะออกเดินทางแฝงตัวเข้าไปในนิกายซินเยี่ย จิตวิญญาณ
การต่อสู้พลุ่งพล่านขึ้นในบัดดล!