สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 797 จิตวิญญาณแห่งคุนหลุน
หลินเชียนผลักประตูเปิดเข้าไปอย่างเบามือ กลุ่มแสงบาดตาจากค่าย
กลยันต์ที่กลางห้องทำให้มันเจ็บปวดใจจนแทบหลั่งน้าตา เห็นร่างหนึ่ง
นั่งขัดสมาธิงองุ้มอยู่ในค่ายกลยันต์ที่กลางห้อง หากคนภายนอกพบเห็น
ภาพนี้ เกรงว่าต้องตื่นตระหนกอย่างสุดแสน ร่างงองุ้มนี้กลับเป็นเจ้าสำนัก
คุนหลุนผู้เคยโอ่อ่าเกรียงไกร
ทว่าเจ้าสำนักคุนหลุนยามนี้ปราศจากแขนทั้งสองข้าง คิ้วขาวโพลนที่
เคยยาวจรดพื้นหลงเหลือเพียงครึ่งเดียว บางครั้งคราวจะส่งเสียงไอ
ออกมาอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่ปรากฏเสียงไอ ร่างจะยิ่งงองุ้มลงกว่าเดิม ทั้ง
ยังสั่นเทาไม่หยุด
หลินเชียนจมูกแสบพร่า นึกถึงท่วงท่าอาจหาญทะยานฟ้าของซือฟู่
มันในกาลก่อน หัวใจราวกับถูกมีดกรีดเฉือน
“ซือฟู่!”
มันเรียกเบา ๆ
เจ้าสำนักคุนหลุนได้ยินเสียงมัน ค่อย ๆ หยัดกายเหยียดตรงอย่าง
ยากเย็น แล้วกล่าวเสียงนุ่มนวล “เชียนเอ๋อร์ เจ้ามาแล้ว”
ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ดวงตาพร่ามัว สุ้มเสียงแหบแห้ง
ราวกับผู้เฒ่าวัยไม้ใกล้ฝั่ง ที่กำลังมาถึงวันสุดท้ายของชีวิต
“อืมม์” หลินเชียนเกรงว่าจะกลั้นน้าตาไว้ไม่อยู่ ได้แต่ส่งเสียงรับคำ
เบา ๆ ในลำคอ มันรีบเดินเข้าไปด้านข้างร่างนั้น เริ่มจับชีพจรของอาจารย์
เพื่อตรวจดูอาการบาดเจ็บของท่าน
ซือฟู่ของมันได้รับบาดเจ็บสาหัสในตอนที่สำรวจซากโบราณสถาน
แห่งหนึ่ง แขนทั้งสองข้างถูกตัดขาดจากร่าง พลังฝีมือเสื่อมสูญอย่าง
สิ้นเชิง ทั่วร่างไม่หลงเหลือพลังปราณแม้แต่เส้นสายใยเดียว อวัยวะภายใน
พลังชีวิตสิ้นสลาย หลินเชียนขบคิดทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ แต่แทบไม่
อาจยื้ดยุดลมหายใจสุดท้ายของซือฟู่ของมันเอาไว้ได้
กลิ่นอายของความเสื่อมสลายสีเทา ปราศจากร่องรอยของชีวิตแม้แต่
น้อย
หลินเชียนปวดร้าวปานจะขาดใจ มันทราบดีว่าซือฟู่ปรารถนาจะ
หลอมสร้างยุทธภัณฑ์เทพที่แท้จริงให้แก่มัน ‘กานเจี้ยง’ แห่งคุนหลุน แม้
เป็นยุทธภัณฑ์เทพชิ้นแรกของคุนหลุน แต่มีข้อบกพร่องมากมายที่ทำให้ไม่
สมบูรณ์แบบ ซือฟู่ไม่พึงพอใจกับเรื่องนี้มาก
“ไม่ต้องเป็นห่วงข้า” เจ้าสำนักคุนหลุนตระหนักดีถึงความเศร้าเสียใจ
ของศิษย์รัก จึงปลอบโยนมัน “ข้ามีชีวิตอยู่มานานเกินพอแล้ว”
“ซือฟู่… …” หลินเชียนพอฟัง สุดจะกลั้นน้าตาอีกต่อไป
“เด็กเอ๋ย ยามนี้เจ้าเป็นเจ้าสำนัก เป็นผู้นำของทุกคน อย่าได้ร่าร้อง
ราวกับเด็กน้อยเช่นนี้แล้ว” เจ้าสำนักคุนหลุนแย้มยิ้มจาง ๆ ใบหน้าที่ฉาบ
ทาด้วยสีเทาไม่มีร่องรอยของชีวิต “เจ้ากระทำได้ดียิ่ง คุนหลุนฝากไว้ในมือ
เจ้า ข้าก็ปราศจากความห่วงกังวลอันใด”
หลินเชียนสะอื้นไห้โดยไร้เสียง
“หลายวันมานี้ ความคิดจิตใจของข้ากระจ่างแจ้งเป็นพิเศษ ในที่สุด
ได้คิดหลายสิ่ง พลังเทพของม่ออวิ๋นไห่นั้นพิเศษเฉพาะยิ่ง และแตกต่าง
จากคุนหลุนอย่างสิ้นเชิง เรามิอาจลอกเลียนแบบพวกมันได้ สิ่งที่คุนหลุน
เราฝึกปรือก็คือกระบี่ มีแต่กระบี่จึงจริงแท้แน่นอน สิ่งที่เราต้องการคือ
กระบี่เทพ หาใช่อาภรณ์เทพไม่ ยุทธภัณฑ์เทพรูปแบบอาภรณ์แม้เลิศล้า
แต่แท้จริงแล้วไม่เหมาะกับคุนหลุนเรา หนึ่งกระบี่สยบหมื่นวิถี นั่นจึงเป็น
วิถีที่แท้จริงแห่งคุนหลุน!”
สุ้มเสียงแหบแห้งของเจ้าสำนักคุนหลุนกึกก้องไปทั่วห้อง กลับเต็มไป
ด้วยความอหังการอย่างบอกไม่ถูก
หลินเชียนฟังว่าท่านอาจารย์กระตุ้นเตือนมัน ยิ่งเจ็บปวดใจกว่าเดิม
“ก่อนตายสามารถกระทำความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตข้า
เสร็จสิ้น ข้าก็พึงพอใจมากแล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องโศกเศร้าเสียใจเพราะข้า”
เจ้าสำนักคุนหลุนกล่าวเสียงนุ่มนวล “กระบี่ที่ซือฟู่เสาะหามาเพื่อเจ้ามี
ความเป็นมาใหญ่หลวง มันเป็นหนึ่งในกระบี่เทพที่แข็งแกร่งที่สุดในยุค
บรรพกาล แม้ว่าจะถูกผนึกมานานปี แต่ยังคงไว้ด้วยรัศมีพลังแห่งสุดยอด
กระบี่เทพ เจ้าอย่าได้ทำให้เสื่อมเสียศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของมันไป”
“ศิษย์จะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ผิดหวัง!” หลินเชียนกลั้นน้าตา เปล่ง
คำสัตย์สาบานแห่งกระบี่อย่างจริงจัง
เจ้าสำนักคุนหลุนพยักหน้าอย่างปลาบปลื้มประโลมใจ จากนั้นกล่าว
“ข้ามีเพียงความปรารถนาเดียวที่ยังเหลืออยู่”
“ซือฟู่โปรดประทานบอก!” หลินเชียนสายตาเด็ดเดี่ยว ลอบตกลงใจ
อย่างแน่วแน่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวอันใด มันจะต้องกระทำความปรารถนา
สุดท้ายของซือฟู่ให้สำเร็จสมบูรณ์ให้จงได้!
เจ้าสำนักคุนหลุนเงยหน้ามอง ดวงตาทอแววประหลาด “ทั้งแขนของ
ข้าและพลังปราณล้วนสูญสิ้น ชีวิตข้าก็กำลังจะดับสูญ สิ่งเดียวที่ยังคง
สมบูรณ์ดีคือดวงวิญญาณของข้า ข้าต้องการส่งมอบจิตวิญญาณของข้า
เข้าไปในกระบี่เทพโบราณ ช่วยเสริมสร้างวิญญาณกระบี่อีกแรงหนึ่ง”
หลินเชียนไม่อาจสะกดกลั้นไว้ได้ น้าตาสองสายทะลักออกจากเบ้าอีก
ครั้ง มันสั่นศีรษะอย่างไม่คิดชีวิต “ซือฟู่ ทำไม่ได้!”
การหล่อเลี้ยงกระบี่ด้วยดวงวิญญาณเป็นเรื่องโหดร้ายทารุณยิ่ง ดวง
วิญญาณนั้นจะต้องประสบกับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานไม่มีที่สิ้นสุด ไม่
อาจเกิดใหม่ได้ตลอดกาล!
“นี่เป็นความปรารถนาสุดท้ายในชีวิตของซือฟู่” ดวงตาพร่ามัวของ
เจ้าสำนักคุนหลุนพลันเปลี่ยนเป็นคมกล้า “พวกเราถูกฟูมฟักเลี้ยงดูจาก
คุนหลุน ในฐานะเจ้าสำนัก ข้าจะใช้เลือดเนื้อและวิญญาณของข้าตอบ
แทนคุนหลุน หากเจ้าไม่รับปาก ข้าแม้ตกตายก็ไม่อาจตายตาหลับ!”
“ซือฟู่!” หลินเชียนสุ้มเสียงสะอื้นจนแทบกล่าวไม่เป็นคำ
“ข้าตัดสินใจแล้ว!” เจ้าสำนักคุนหลุนกล่าวเสียงเด็ดขาด จากนั้น
หลับตาลง ไม่เอ่ยปากอีกเป็นครั้งที่สอง
แสงของค่ายกลทอประกายวาบ พลังเทพไหลทะลักออกมา ที่ใจกลาง
ค่ายกลเห็นกระบี่โบราณเล่มหนึ่งลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ
เหล่าผู้อาวุโสคุนหลุนและศิษย์หลักทั้งหมดล้วนรวมตัวกันอยู่ที่นี่ ทุก
คนไม่มีผู้ใดไม่เศร้าโศก
รอจนหลินเชียนแบกเจ้าสำนักคุนหลุนบนแผ่นหลังปรากฏกายขึ้น
ทุกผู้คนกระแทกคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ต้องเอ่ยคำ เจ้าสำนัก
คุนหลุนเปี่ยมอำนาจบารมีสูงสุด เป็นที่เคารพนับถือของทุกผู้คน เห็นเจ้า
สำนักผู้อาจหาญท่านนั้นกลับต้องเสื่อมสลายจนไม่เหลือเค้าเดิม ทุกผู้คน
ไหนเลยจะไม่เจ็บปวดใจปานถูกมีดกรีดเฉือน
“บัดนี้คุนหลุนอยู่ในมือเจ้าแล้ว” เจ้าสำนักคุนหลุนสุ้มเสียงแหบแห้ง
แต่สงบนิ่งอย่างประหลาด
ผู้คนพอฟังต้องหลั่งน้าตานองหน้า บางคนกล่าวอย่างโศกสลด “ต่อ
ให้ร่างแตกดับ เราจะไม่ขมวดคิ้วนิ่วหน้า!”
เจ้าสำนักคุนหลุนผงกศีรษะ ใบหน้าสีเทาที่เคลือบคลุมด้วยความตาย
ทอแววปลาบปลื้มประโลมใจ
หลินเชียนน้าตาไหลอาบหน้า แต่ไม่อาจเอ่ยปากแม้สักครึ่งคำ มันได้
แต่แบกร่างท่านอาจารย์ของมันมุ่งหน้าไปเท่านั้น
เจ้าสำนักคุนหลุนไม่กล่าวมากความ ดวงวิญญาณพลันหลุดลอยออก
จากร่าง ร่างวิญญาณนั้นก้าวเดินตรงเข้าไปในค่ายกลยันต์อย่างเด็ดเดี่ยว
แน่วแน่ เจ้าสำนักคุนหลุนเป็นเซียนกระบี่ที่ฝึกปรือจนถึงขั้นสุดยอด
วิญญาณกระบี่ของมันบริสุทธิ์หมดจดถึงที่สุด
เห็นกระบี่เทพโบราณที่ใจกลางค่ายกลยันต์ จู่ๆ บังเกิดแรงดูดขุมหนึ่ง
วิญญาณกระบี่ของเจ้าสำนักคุนหลุนพลันเปลี่ยนเป็นลำแสงพุ่งหายเข้าไป
ในกระบี่วิเศษ
เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์คุนหลุนเริ่มร่าไห้ดังระงม
ภายในกระบี่ ดวงวิญญาณที่ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างน่าตระหนก
ยังคงรำพึงประโยคสุดท้าย
“เชียนเอ๋อร์ ซือฟู่สามารถช่วยเหลือเจ้าได้เพียงเท่านี้แล้ว”
ภายในดินแดนคุนหลุนอันกว้างใหญ่ไพศาล เจตจำนงกระบี่อันน่า
แตกตื่นสะท้านโลกสายหนึ่งพลันระเบิดพุ่งทะลวงท้องฟ้า กระบี่ทั้งมวล
กระหึ่มรับเป็นเสียงเดียว!
สะท้านทั่วหล้า!
เหวยเสิ้งร่างอาบท่วมไปด้วยโลหิต เสื้อผ้าอาภรณ์ฉีกขาดยับเยิน ใน
มือกระชับกระบี่โลหิตเอาไว้มั่น ที่เบื้องหน้ามันเป็นเทพปิศาจลำดับห้า อู
เล่อผู้มีสีหน้าซีดขาวราวกับคนตาย
“ที่แท้ในโลกยังมีผู้เข้มแข็งระดับนี้อยู่ด้วย!” อูเล่อพึมพำเบา ๆ
หลังจากกล่าวจบคำก็ล้มคว่าหน้าลง ปราศจากลมหายใจอย่างสิ้นเชิง
เหวยเสิ้งแม้สภาพดูทุลักทุเล แต่สีหน้าสงบราบเรียบ กระบี่โลหิต
ประหารเทพในมือเพิ่งจะดื่มเลือดเสร็จสิ้น เปล่งประกายน่าขนพองสยอง
เกล้าผิดธรรมดา
ทันใดนั้นเอง เหวยเสิ้งคล้ายสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง พลันเงย
หน้าขึ้น แทบจะในเวลาเดียวกัน กระบี่โลหิตประหารเทพในมือของมันก็
คล้ายจะตื่นเต้นลิงโลดขึ้นมา ลำแสงสีเลือดแตกปะทุ พวยพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า
เสาลำแสงสีโลหิตหนาหลายสิบจั้งระเบิดวาบทะลวงฟ้า!
ภายในเสาลำแสง เหวยเสิ้งประหนึ่งเทพมฤตยูเหินทะยานขึ้นเพื่อ
ต่อกรกับคู่อาฆาต!
เหวยเสิ้งเงยหน้าขึ้น มองไปยังที่ห่างไกล มันรู้สึกถึงจิตวิญญาณการ
ต่อสู้อันเกรี้ยวกราดส่งผ่านมาจากกระบี่โลหิตประหารเทพในมือ ค่อยสูด
ลมหายใจลึก ระงับจิตวิญญาณการต่อสู้ที่แทบจะเดือดพล่านอยู่ภายในอก
ดวงตาใสกระจ่างดุจแก้วสีโลหิตเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
ในโลกถึงกับมีเจตจำนงกระบี่ที่แกร่งกร้าวทรงพลังถึงเพียงนี้อยู่ด้วย!
นี่เป็นเจตจำนงกระบี่ที่สามารถสยบทั่วหล้า!
ความยินดีที่เพิ่งจะเอาชนะศัตรูเข้มแข็งสลายหายไปทันที เหวยเสิ้ง
เหม่อมองท้องฟ้าอย่างงุนงง จากนั้นความตื่นตะลึงค่อย ๆ เลือนหายไป
จากสายตา สิ่งที่ผุดขึ้นมาแทนคือจิตวิญญาณการต่อสู้และกลิ่นอายฆ่าฟัน
อันรุนแรง!
“คุนหลุน!”
เหวยเสิ้งพึมพำกับตัวเอง มือกระชับด้ามกระบี่โลหิตประหารเทพ
แนบแน่นกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว
มีสถานที่แห่งเดียวเท่านั้น จึงสามารถให้กำเนิดเจตจำนงกระบี่อัน
แกร่งกร้าวเกรียงไกรจนชวนให้สิ้นหวังถึงเพียงนี้ นั่นก็คือคุนหลุน!
เหวยเสิ้งรู้สึกว่าในอกอัดแน่นไปด้วยความคิดต่อสู้
ทันใดนั้นเอง ไม่ห่างไกลออกไปนัก เห็นสายฟ้ามหึมาอย่างน่า
อัศจรรย์แตกปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ประหนึ่งว่าเพิ่งถูกเจตจำนงกระบี่
สะท้านฟ้าดินเมื่อครู่ปลุกให้ตื่นขึ้นมาก็มิปาน
เหวยเสิ้งพลันฉุกใจคิด รีบเหินลิ่วตรงไปยังทิศทางที่พายุสายฟ้ากำลัง
ก่อตัวขึ้น
ยิ่งใกล้เข้าไปเท่าใด มันก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นเท่านั้น เห็นสายฟ้า
ลำมหึมากลับพวยพุ่งจากพื้นดินขึ้นสู่ท้องฟ้า
หรือว่ามีสมบัติวิเศษบางอย่างอยู่ที่นั่น?
มันรีบพุ่งตรงไปยังแหล่งกำเนิดสายฟ้าที่เห็นอย่างรวดเร็ว
เห็นกระจกสัมฤทธิ์บานหนึ่งวางราบอยู่บนพื้น บนพื้นผิวกระจก
สัมฤทธิ์สลักไว้ด้วยตัวอักษรโบราณ ‘สายฟ้า’ กระจกสัมฤทธิ์ทอประกาย
วาววับ อสรพิษสายฟ้าแหวกว่ายไปมาอยู่รอบ ๆ บานกระจก
ซี่ แกรก!
ทันใดนั้นอสรพิษสายฟ้าตัวหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ทันทีที่อสรพิษสายฟ้าหลุดออกจากระจกสัมฤทธิ์ พลันขยายใหญ่
พรวดพราดอย่างเร่งร้อน จนกระทั่งหยาบหนาเท่าท่อนแขน ฉีกฝ่าอากาศ
ขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างดุร้าย
… …
… …
จั่วม่อเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน มองออกไปในท้องฟ้าห่างไกล
ทารกหมอกวิญญาณก็มองไปยังท้องฟ้าอย่างตื่นตกใจเช่นกัน เสียง
มันรำพึงเบา ๆ “เจตจำนงกระบี่อันกล้าแข็งนัก! ที่แท้ในยุคนี้ก็ยังมีผู้ที่
แข็งแกร่งถึงเพียงนี้อยู่ด้วย?” มันแม้ยอมศิโรราบต่อจั่วม่อ แต่ยังคง
สามารถเห็นได้ว่าผู้เข้มแข็งในยุคสมัยนี้ เมื่อเทียบกับยุคบรรพกาลแล้ว
นับว่าฝีมืออ่อนด้อยกว่ามาก
ทว่าเจตจำนงกระบี่ไร้พ่ายที่คล้ายสามารถสยบใต้หล้าสายนี้ สร้าง
ความตื่นตะลึงให้แก่มันอย่างสุดระงับ
เจตจำนงกระบี่อันกล้าแข็งถึงเพียงนี้ ไฉนปรากฏขึ้นในยุคสมัยนี้ได้
ทันใดนั้น มันพลันรู้สึกถึงบางสิ่งที่คุ้นเคยอยู่ภายในเจตจำนงกระบี่
สายนั้น ถึงกับใจสั่นสะท้าน ร้องโพล่งออกมาโดยไม่รู้ตัว “ไท่กู่!23”
“ไท่กู่?” จั่วม่อละสายตาจากทิศทางของเจตจำนงกระบี่ หันมามอง
ทารกหมอกวิญญาณเขม็ง
ทารกหมอกวิญญาณยังคงมองเหม่อไปในทิศทางนั้น ปากกล่าวปาน
ละเมอ “ไท่กู่คือกระบี่เทพที่มีชื่อเสียงที่สุดในตำนานของเรา ผู้คนพากัน
กล่าวว่าผู้ที่ถือครองกระบี่เทพเล่มนี้ จักกลายจักรพรรดิฟ้า”
จั่วม่อเมื่อคุ้นเคยกับเนื้อหาในใบไม้ทองคำของชนเผ่าเทพสุริยันเป็น
อย่างดี ย่อมทราบว่าจักรพรรดิฟ้าหมายถึงสิ่งใด ในยุคบรรพกาล ผู้ที่มี
23 โบราณ, สมัยบรรพกาล
ฝีมือกล้าแข็งที่สุดในแต่ละยุคสมัยจะกลายเป็นผู้นำของชนเผ่าทั้งหมด ถูก
ขนานนามว่าจักรพรรดิฟ้า
“จักรพรรดิฟ้า?” จั่วม่อแค่นยิ้มเย็นเยียบ ในดวงตาแฝงไว้ด้วยรังสีฆ่า
ฟันที่ไม่ปกปิดซ่อนเร้น “หากมันคิดเป็นจักพรรดิฟ้า ต้องดูว่าข้าเห็นด้วย
หรือไม่!”
ทารกหมอกวิญญาณงงงันวูบ แล้วพลันฉุกใจคิด ตะกุกตะกักว่า “นี่…
นี่เป็นศัตรูของจู่เหริน… …”
จั่วม่อเหลือบมองมัน พลางกล่าวอย่างเฉื่อยชา “มิผิด ศัตรูคู่แค้นที่ไม่
อาจอยู่ร่วมฟ้า! เป็นไร เจ้ากลัวแล้วกระมัง?”
ทารกหมอกวิญญาณตอบสนองทันที มันเหลือบเห็นสีหน้าดำทะมึน
ของจั่วม่อ รีบแสดงท่าทีอย่างร้อนรนอยู่บ้าง “จู่เหรินท่านกล่าวกระไร
เช่นนั้น ศัตรูของจู่เหรินเท่ากับเป็นศัตรูของข้าด้วย!”
จั่วม่อค่อยละสายตากลับมา แต่ใบหน้ายิ่งดำทะมึนกว่าเดิม
เจตจำนงกระบี่ที่กล้าแข็งจนกระทั่งอยู่ห่างไกลถึงเพียงนี้ยังรู้สึกได้
เกรงว่าสมควรเป็นอานุภาพของกระบี่เทพไท่กู่ซึ่งทารกหมอกวิญญาณ
กล่าวถึง
หลินเชียนเดิมทีก็มีพลังฝีมือสูงส่งไร้ผู้ทัดเทียมอยู่แล้ว เมื่อครั้ง
กระโน้นเพื่อหยุดยั้งกระบี่เดียวของหลินเชียน จั่วม่อกับพวกทั้งหลายผนึก
กำลังกันยังแทบต้านรับเอาไว้ไม่ได้
ว่ากันว่าหลินเชียนเป็นหนึ่งในผู้คิดค้นเคล็ดวิชาพลังเทพของคุนหลุน
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าบัดนี้พลังฝีมือของมันสูงล้าถึงระดับใด แต่จั่วม่อทราบ
ดีกว่าจะต้องกล้าแข็งยิ่ง กล้าแข็งจนสุดจะเปรียบปาน!
หากให้จั่วม่อเลือกคนผู้หนึ่งจากทั่วหล้า ที่สามารถยืนเคียงบ่าเคียง
ไหล่กับศิษย์พี่เหวยเสิ้ง คนผู้นั้นจะต้องเป็นหลินเชียนอย่างแน่นอน
และยามนี้ด้วยกระบี่เทพไท่กู่ พลังของหลินเชียนสมควรบรรลุถึงขั้น
น่าแตกตื่นสะท้านโลกแล้ว
ทั้งยังเป็นไปได้มากว่า เป็นระดับชั้นที่ทั่วหล้าไม่มีผู้ที่สามารถบรรลุถึง
ได้เป็นคนที่สอง!
จั่วม่อแม้ไม่กลัวเกรงอีกฝ่าย แต่เมื่อนึกถึงว่าศัตรูคู่แค้นของมันถือ
ครองศาสตราเทพระดับนั้น จั่วม่อยังรู้สึกอึดอัดขัดข้องราวกับรับประทาน
แมลงวันลงไปทั้งฝูง
คุนหลุน!
คอยดูกันไปเถอะ!
โถงหิมะ
หลัวหลีสีหน้าอับจนปัญญาอยู่บ้าง
ด้านหลังมันเป็นองครักษ์กลุ่มใหญ่ ดูเหมือนว่าเหล่าองครักษ์แทบ
ทั้งหมดจะอยู่กับมันนี่เอง
อย่างไรก็ตาม พวกมันเมื่อประสบพบเจอคนจากนิกายซินเยี่ย ก็โถม
เข้าเปิดฉากฆ่าฟันโดยไม่เอ่ยปากแม้สักครึ่งคำ เจ้าอาวาสนิกายซินเยี่ยคิด
ไม่ถึงว่าศัตรูกระทั่งคำทักทายยังไม่ยอมเสียเวลากล่าว จึงตกเป็นฝ่าย
เพลี่ยงพล้ารอบหนึ่ง
ดวงตาเย็นชาของหว่อหลีเผยระลอกของอารมณ์ความรู้สึกที่ยากจะ
พบพาน
เจตจำนงกระบี่ไร้ผู้ต้านปกคลุมท้องฟ้าทั้งผืนเหนือศีรษะพวกมัน
นางแหงนหน้าขึ้นมอง ดวงตาสุกใสราวแก้วผลึกเปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบ
เชียบ
หลัวหลีใจหายวาบ ความรู้สึกประหลาดยิ่งรุนแรงกว่าเดิม มันกับหว่อ
หลีเป็นสองด้านในร่างเดียว สายสัมพันธ์ที่ผูกพันพวกมันทั้งสองคือการคง
อยู่ที่พิเศษเฉพาะที่สุดในโลก ทั้งหลัวหลีและหว่อหลีเป็นตัวตนที่ดำรงอยู่
ระหว่างชีวิตและความตาย
สองใจเชื่อมโยงผูกพัน เสมือนเป็นหนึ่งเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ระหว่างพวกมันทั้งสองยังผิดแผกแตกต่างกันอยู่
เล็กน้อย
หว่อหลีแท้ที่จริงแล้วเป็นวิญญาณกระบี่จำแลงลักษณ์ที่เกิดจาก
เจตจำนงกระบี่ของหลัวหลี จากเท็จกลายเป็นจริง จากภาพเสมือนสู่สัมผัส
จับต้องได้ ส่วนหลัวหลีบรรลุ ‘กุญแจเป็นตาย’ จากชีวิตสู่ความตาย จาก
จริงกลายเป็นเท็จ จากมีตัวตนกลายเป็นไร้รูปลักษณ์
ส่วนแตกต่างเล็ก ๆ นี้ทำให้ทั้งสองครอบครองพลังความสามารถที่
แตกต่างกันไปด้วย
เมื่อพบว่าหว่อหลีจู่ ๆ บังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดฝัน หลัว
หลีเริ่มหวั่นวิตกอยู่บ้าง
หว่อหลีนิสัยใจคอเย็นชาและแปลกแยก เมื่อครั้งที่นางยังเป็นเพียง
วิญญาณกระบี่ หลัวหลีล่วงรู้พลังความสามารถของนางอย่างกระจ่างชัด
ดุจนิ้วบนฝ่ามือตน แต่หว่อหลีในปัจจุบันเป็นดั่งชีวิตใหม่ที่ต่างจากเดิม
อย่างสิ้นเชิง ทั้งสองแม้มีหัวใจเดียวกันและต้นกำเนิดเดียวกัน แต่อยู่คนละ
สุดปลายในร่างเดียว
หลัวหลีทุกวันนี้ถึงกับไม่ทราบว่าหว่อหลีมีพลังความสามารถอย่างไร
บ้าง หว่อหลีนิสัยเย็นชา ไม่เคยปริปากเอ่ยวาจาที่เกี่ยวข้องกับตัวนางเอง
มาก่อน
หลัวหลีไม่ได้มีความรู้สึกเฉียบไวต่อเจตจำนงกระบี่เท่ากับหว่อหลี มัน
ถนัดจัดเจนในความรู้แจ้งแห่งชีวิตและความตายซึ่งไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน
นี่คือความรู้แจ้งที่ ‘กุญแจเป็นตาย’ มอบให้แก่มัน
เจตจำนงกระบี่… … ต้นเหตุมาจากเจตจำนงกระบี่สายนั้น… …
หลัวหลีมองไปยังท้องฟ้า จากนั้นหันกลับมาจ้องมองหว่อหลีอย่างตึง
เครียดกังวล
?
หลัวหลีประหลาดใจยิ่ง ความรู้สึกประหลาดยิ่งมายิ่งรุนแรง มันทราบ
ว่านี่เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของหว่อหลีส่งผลสะท้อนมาถึงมันที่สุด
ปลายอีกด้านหนึ่งด้วย
หว่อหลี… …
มันถึงกับเหม่อมองอย่างโง่งมอยู่บ้าง
คมกระบี่ที่เปรียบประดุจห้วงวารี!
เป็นห้วงสมุทรสีฟ้าครามอันไพศาล
ทว่าคมกระบี่พิสดารนี้ปรากฏเพียงชั่ววูบ แล้วหายวับไป สตรีนางนั้น
จู่ ๆ กลับกลายเป็นคล้ายมีคล้ายไม่มี ลี้ลับสุดจะหยั่งคำนวณ เห็นกันอยู่ว่า
นางยืนอยู่เบื้องหน้ามันชัด ๆ แต่ในประสาทสัมผัสรับรู้ของมัน ตำแหน่งนั้น
กลับว่างเปล่าปราศจากสิ่งใดทั้งสิ้น
ความรู้สึกแปลก ๆ นี้ชวนให้อึดอัดขัดข้องจนแทบกระอักโลหิต
ออกมา
ราวกับความรู้สึกที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในกำมือของมัน จู่ ๆ ก็หายไป
อย่างฉับพลัน
ชนชั้นเจ้าสำนักใหญ่เช่นมันชีวิตนี้ไม่ทราบผ่านศึกมากี่ร้อยครั้งกี่พัน
หน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าอาวาสนิกายซินเยี่ยบังเกิดความรู้สึกประหลาด
พิสดารถึงเพียงนี้
สตรีนางนี้แปลกพิกลยิ่ง!
ความคิดมากมายวาบผ่านในใจมัน แต่เจ้าอาวาสนิกายซินเยี่ยไม่มี
เวลาจะมัวมาสนใจสิ่งอื่นใด มันแม้ไม่เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของสตรี
ประหลาดนี้เป็นเรื่องราวใด แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดีสำหรับ
มันแน่
ความคิดฆ่าฟันพลุ่งพล่านขึ้นทันที
ผู้ที่ฝึกปรือพลังเทพของนิกายซินเยี่ย ไม่ว่าผู้ใดล้วนมีรอยตรา
สัญลักษณ์รูปใบไม้ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ เป็นเครื่องบ่งบอกระดับพลังของ
พวกมัน เจ้าอาวาสนิกายซินเยี่ยเป็นเพียงหนึ่งเดียวในสำนัก ที่บรรลุถึงขั้น
เจ็ดใบเจ็ดกิ่งก้าน
ชั่วพริบตานั้น โดยไม่รีรอลังเล เจ้าอาวาสนิกายซินเยี่ยจู่โจมกระบวน
ท่าสังหารอย่างสุดกำลัง
สีหน้ามันเคร่งขรึมเปี่ยมศรัทธา ต้นไม้ที่มีใบสีเขียวมรกตเจ็ดใบพุ่ง
วาบออกจากฝ่ามือ แต่ละใบเริงระบำอย่างนุ่มนวลกลางอากาศ ราวกับเมฆ
“เป็นคุนหลุน!” เจ้าสำนักเทียนหวนกล่าวเสียงเคร่งขรึม ใบหน้าเต็ม
ไปด้วยร่องรอยตื่นตะลึงและวิตกกังวลเร้นลึก ในหน้าประวัติศาสตร์ของ
แดนซิวเจ่อ เจตจำนงกระบี่อันกล้าแกร่งเกรียงไกรถึงเพียงนี้อย่าว่าแต่จะ
เคยปรากฏขึ้นมาก่อน กระทั่งได้ยินได้ฟังยังไม่เคยได้ยินมา
คุนหลุนและเทียนหวน มองผิวเผินอาจดูเหมือนมีพลังความแข็งแกร่ง
ทัดเทียมกัน ทว่าแต่ไหนแต่ไรมามีแต่คุนหลุนสะกดเทียนหวนเอาไว้ หาก
คุนหลุนและเทียนหวนในยุคของสวรรค์สี่ดินแดนเรียกได้ว่ามี
ความสัมพันธ์อันดี เช่นนั้นในยุคใหม่นี้ คุนหลุนก็คือศัตรูตัวฉกาจที่กล้า
แกร่งที่สุดของเทียนหวน
บัดนี้ศัตรูผู้ยิ่งใหญ่จู่ ๆ ได้ครอบครองศาสตราลับอันทรงพลังอำนาจ
อย่างน่าหวั่นใจ เทียนหวนไหนเลยจะไม่ร้อนใจดั่งไฟสุมได้
ด้านตรงข้ามกับเจ้าสำนักเทียนหวนนั่งไว้ด้วยบุรุษชราผู้หนึ่ง ชายชรา
ผู้นี้คือผู้อาวุโสสูงสุดผู้ลึกลับแห่งเทียนหวน ทั้งยังเป็นผู้ที่ค้นพบความลับ
ของยันต์เทพยดาแห่งเทียนหวนด้วย
เห็นผู้อาวุโสสูงสุดสีหน้าเคร่งเครียด เจตจำนงกระบี่เมื่อครู่ทรงพลัง
อำนาจยิ่ง ทรงพลังอำนาจเสียจนแทบจะข้ามพ้นไปจากขีดความเข้าใจ
ของพวกมัน มันกล่าวเสียงหนัก “เรื่องนี้ต้องตรวจสอบให้ดี คุนหลุน… …
คุนหลุน!”
ผู้อาวุโสสูงสุดแม้วิตกกังวล แต่ยังคงรักษาสีหน้าสงบเยือกเย็นเอาไว้
แต่แล้วทันใดนั้น กำไลที่ข้อมือของมันวงหนึ่งพลันเปล่งแสงสว่างวาบ
มันฉุกคิดถึงบางสิ่ง รีบใช้เวทวิชาชนิดหนึ่งออกมา
เห็นกระจกเมฆภาพมายาลอยออกมาจากกำไลข้อมือ ม่านเมฆ
แปรเปลี่ยนวูบ ทันใดนั้นภาพการต่อสู้อันดุเดือดรุนแรงพลันปรากฏขึ้นต่อ
หน้าพวกมัน
“เป็นโหย่วเซียน!” เจ้าสำนักเทียนหวนประหลาดใจเล็กน้อย มันเพียง
มองปราดเดียวก็จดจำหร่วนโหย่วเซียนได้ หร่วนโหย่วเซียนเป็นผู้นำใน
ภารกิจครั้งนี้ เจ้าสำนักเทียนหวนดวงตาจ้องเขม็ง ไม่กล้าละสายตาแม้แต่
ชั่ววูบ การต่อสู้หักหาญในภาพมายาดุเดือดเลือดพล่าน ทั้งยังสามารถเห็น
ได้ว่าหร่วนโหย่วเซียนกำลังตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้า
“อืมม์ เจ้ารู้จักคนผู้นี้หรือไม่
ผู้อาวุโสสูงสุดถามพลางชี้ไปยังโฉม
สะคราญชุดแดงซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ของหร่วนโหย่วเซียน
เจ้าสำนักเทียนหวนขบคิดอยู่ชั่วขณะ แล้วค้นพบคำตอบทันที “นาง
คือเขิงเหลียนเอ๋อร์แห่งม่ออวิ๋นไห่ นางฝึกปรือพลังเทพจันทรา ว่ากันว่า
เป็นมรดกเคล็ดวิชาที่ครบถ้วนสมบูรณ์ชุดหนึ่ง”
ผู้อาวุโสสูงสุดพอฟังดวงตาพลันทอประกายเจิดจ้า ปากบ่นพึมพำ
เบา ๆ “มิน่าเล่า มิน่าเล่า!”
เจ้าสำนักเทียนหวนกระหายใคร่รู้ไม่น้อย แต่ไม่กล้าขัดจังหวะผู้
อาวุโสสูงสุดด้วยเกรงว่าจะรบกวนความคิดของอีกฝ่าย มันได้แต่หันไป
การเปิดออกของซากโบราณสถานดึงดูดยอดยุทธ์จากทั่วหล้า ผู้
อาวุโสสูงสุดเพียงใช้ฝีมือเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อที่จะได้ชมดูการต่อสู้ผ่านทาง
เหล่าศิษย์ที่เข้าไปในซากโบราณสถาน เรื่องนี้ไม่ได้ปกปิดซ่อนเร้นต่อหร่วน
โหย่วเซียนกับพวกทั้งสาม เจ้าสำนักเทียนหวนยังกำชับว่าหากพวกมันเห็น
ว่าไม่อาจเอาชัย ก็ไม่จำเป็นต้องแลกด้วยชีวิต
หร่วนโหย่วเซียนกับพวกไม่คัดค้านภารกิจนี้ พวกมันสามารถมีส่วน
ช่วยต่อผู้อาวุโสสูงสุด เท่ากับเป็นประโยชน์ต่อเทียนหวน
ฝีมือเล็ก ๆ น้อย ๆ ของผู้อาวุโสสูงสุดมีประสิทธิภาพยิ่ง ภาพการต่อสู้
ที่ส่งกลับมากระจ่างชัดเจนเป็นอย่างดี
เจ้าสำนักเทียนหวนหลังจากชมดูอยู่ชั่วขณะ สีหน้ายิ่งมายิ่งอัปลักษณ์
ขัดตา
พลังฝีมือของเขิงเหลียนเอ๋อร์เหนือล้ายิ่งกว่าคำร่าลือเสียอีก!
ความแข็งแกร่งของเขิงเหลียนเอ๋อร์เป็นที่ล่วงรู้กันมานาน แต่เมื่อได้
เห็นเขิงเหลียนเอ๋อร์ปราบพิชิตหร่วนโหย่วเซียนอย่างง่ายดาย มันยังคงตื่น
ตะลึงอยู่บ้าง อดนำเขิงเหลียนเอ๋อร์ไปเปรียบเทียบกับหลีเซียนเอ๋อร์ผู้เป็น
หลานสาวของตนไม่ได้ แต่ในไม่ช้าก็พบว่ามันไม่อาจหาข้อสรุปที่แน่ชัดลง
ไปได้
นี่ยิ่งทำให้สีหน้าของมันอัปลักษณ์ขัดตากว่าเดิม
ตามข่าวสารลับที่พวกมันสืบทราบมา เขิงเหลียนเอ๋อร์หาใช่ผู้เข้มแข็ง
อันดับหนึ่งใต้ร่มธงของจั่วม่อไม่ รายงานทั้งหมดแสดงชัดว่าเขิงเหลียน
“อย่าห่วงไปเลย” ผู้อาวุโสสูงสุดคล้ายหยั่งทราบความคิดของเจ้า
สำนักเทียนหวน กล่าวชี้แนะว่า “วิถีทางของเทียนหวนเราแตกต่างจากคุน
หลุน แต่มีส่วนคล้ายกับม่ออวิ๋นไห่อยู่บ้าง ยอดยุทธ์ต่อสู้ด้วยวิถีของยอด
ยุทธ์ กองทัพสู้รบด้วยวิถีของกองทัพ หากอักขระยันต์เทพยดาของเรา
สามารถรุดหน้าไปอีกขั้น ยุทโธปกรณ์เทพของเราจะเพิ่มพลังขึ้นอย่างก้าว
กระโดด เมื่อถึงเวลานั้นกองทัพของเทียนหวนเราจะกล้าแกร่งเกรียงไกร
อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”
เจ้าสำนักเทียนหวนค่อยคลายใจลง มุมมองความคิดพลันแปรเปลี่ยน
ไป มันมิอาจไม่ยอมรับว่าผู้อาวุโสสูงสุดกล่าวไม่ผิดพลาด ก่อนการปรากฏ
ตัวของม่ออวิ๋นไห่ เทียนหวนคือยอดฝีมืออันดับหนึ่งในศาสตร์วิชาหลอม
สร้างและค่ายกลยันต์ กองทัพเทียนหวนเพียบพร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์
อันเลิศล้าที่สุดในใต้หล้า
คาดไม่ถึงว่าม่ออวิ๋นไห่กลับพุ่งทะยานขึ้นมาอย่างฉับพลัน กระทั่ง
ด้านยุทโธปกรณ์เทพยังสะกดเทียนหวนเอาไว้อย่างอยู่หมัด
ผู้อาวุโสสูงสุดดวงตากระจ่างแจ่มชัด “ม่ออวิ๋นไห่ไม่รวบรัดธรรมดา
เขิงเหลียนเอ๋อร์นางนี้นับว่าฝีมือกล้าแข็งยิ่ง แต่นางช่วยให้ข้าได้มองเห็น
ความลับโบราณบางอย่าง! เชื่อว่าภายในเร็ววันนี้ อย่างน้อยที่สุดไม่เกิน
หนึ่งหรือสองเดือน ยันต์เทพยดาอักขระใหม่จะถือกำเนิดขึ้น ยุทโธปกรณ์
เทพใหม่แห่งเทียนหวนจะเปล่งประกายเจิดจ้าสยบฟ้าดิน!”
เจ้าสำนักเทียนหวนปิติยินดียิ่ง “ประเสริฐ! เช่นนั้นผู้หลานสมควร
เตรียมการอย่างไร
ผู้อาวุโสสูงสุดเหลือบมองเจ้าสำนักเทียนหวนแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าว
ว่า “เรื่องราวภายในสำนักข้าคร้านจะยุ่งเกี่ยวมากความ แต่เจ้าในฐานะเจ้า
สำนักเทียนหวน จะต้องมีสายตาที่กระจ่างชัด ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของ
เทียนหวนเราหาใช่คุนหลุนไม่ แต่เป็นม่ออวิ๋นไห่!”
เจ้าสำนักเทียนหวนตกตะลึงพรึงเพริด
“สิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดของเทียนหวนเราคืออะไร? เป็นค่ายกลยันต์ วิชา
หลอมสร้าง! ในปีนั้นผู้ใดต้องการซื้อหาอาวุธเวทจะต้องเสาะหาเทียนหวน
เป็นอันดับแรก แต่เดี๋ยวนี้เล่า กระทั่งซีเซวียนยังแล่นไปซบม่ออวิ๋นไห่เพื่อ
สั่งซื้อยุทโธปกรณ์เทพ” ผู้อาวุโสสูงสุดสุ้มเสียงพลันกลายเป็นดุเดือด
รุนแรง “สำหรับกิจการค้าของเทียนหวน ข้าคงไม่ต้องกล่าวมากความ
กระมัง เราขายยุทโธปกรณ์เทพได้ชิ้นหนึ่ง เท่ากับทำกำไรจิงสือได้อีกส่วน
หนึ่ง ทั้งยังเพิ่มสหายคู่ค้าอีกคนหนึ่ง แต่บัดนี้เล่า กระทั่งข้าที่เก็บตัวยังรู้ชัด
ว่ายุทโธปกรณ์เทพที่เลิศล้าที่สุดในท้องตลาด หาใช่เทียนหวนของเราไม่
เจ้าเป็นเจ้าสำนัก สมควรมองเรื่องนี้ให้กระจ่างชัด”
เจ้าสำนักเทียนหวนถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ
“ม่ออวิ๋นไห่คือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของเทียนหวนเรา! จดจำไว้ให้มั่น!”
ผู้อาวุโสสูงสุดตวาดอย่างดุดันอำมหิต “ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว! อย่าได้เอา
แต่วางท่าว่าเป็นเทียนหวนแล้ว! จงไปประชันขันแข่งกับพวกมันอย่างเท่า
เทียม ไปแย่งชิงการค้าและสหายคู่ค้าที่สูญเสียไปกลับคืนมา! มีแต่เทียน
หวนที่เป็นเช่นนั้นจึงสามารถประสบความสำเร็จ! เข้าใจแล้วหรือไม่?”
เจ้าสำนักเทียนหวนหมอบกราบกรานอย่างจริงใจ แล้วกล่าวเสียง
เฉียบขาด “เข้าใจแล้ว! ม่ออวิ๋นไห่คือศัตรูตัวฉกาจที่สุดของเทียนหวน!”
ประโยคสุดท้ายเต็มไปด้วยความคิดฆ่าฟันอย่างเปี่ยมล้น
จั่วม่ออารมณ์มิสู้ดีนัก
เจตจำนงกระบี่สะท้านฟ้าดินเมื่อครู่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น
ของมันอย่างรุนแรง คุนหลุนอยู่ห่างไกลจากสถานที่นี้มาก แต่เจตจำนง
กระบี่สายนั้นกลับสามารถมาถึงได้อย่างง่ายดาย กระทั่งอาคมหวงห้ามอัน
ร้ายกาจของสนามประลองสัญลักษณ์ศึกยังไม่อาจปิดกั้น สามารถเห็นได้
ว่าน่าประหวั่นพรั่นพรึงถึงเพียงไหน!
จั่วม่อพลันตระหนักว่า พลังยุทธ์ของคนผู้หนึ่งหากบรรลุถึงขั้นไร้ผู้
เทียมทานอย่างแท้จริง อาจสามารถเปลี่ยนพลิกสถานการณ์ของใต้หล้าได้
เช่นกัน
ซึ่งความจริงจั่วม่อไม่เคยให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมยอดยุทธ์ ม่
ออวิ๋นไห่พัฒนาผ่านศาสตร์วิชาหลอมสร้าง นี่คล้ายคลึงกับเส้นทางการ
พัฒนาของเทียนหวน ในวิถีทางนี้ไม่มีประโยชน์โดยตรงต่อการฝึกอบรม
ยอดยุทธ์ แต่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการยกระดับความแข็งแกร่ง
โดยรวม
เหตุที่ม่ออวิ๋นไห่เต็มไปด้วยยอดยุทธ์ผู้มีฝีมือกล้าแข็งมากมาย ก็เพียง
เพราะว่าพวกมันชิงล้าหน้ากว่าผู้อื่นเล็กน้อยในช่วงเวลาสำคัญของการ
เปลี่ยนผ่านยุคสมัยจากพลังปราณสู่พลังเทพ
แต่คุนหลุนและเทียนหวนตอบสนองรวดเร็วยิ่ง ข้อได้เปรียบนี้ไม่ได้
ใหญ่โตเท่าที่พวกมันเคยจินตนาการเอาไว้
แต่ถึงกระนั้น ม่ออวิ๋นไห่ก็ยังคงอยู่ในตำแหน่งที่ดี
ระดับของยอดยุทธ์ขั้นสุดยอดนั้นทรงพลังกว่าในกาลก่อน แต่ระดับ
ความแข็งแกร่งโดยเฉลี่ยก็เพิ่มสูงขึ้นมากเช่นกัน ระยะห่างระหว่างทั้งสอง
มิเพียงไม่ถ่างกว้างขึ้น แต่กลับหดแคบลง ยอดยุทธ์ชั้นสูงอาจสามารถ
ส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ของสงคราม แต่ไม่อาจใช้เป็นหลักประกันเชิงกล
ยุทธ์ได้ และเมื่อยุทโธปกรณ์เทพกลายมาเป็นอุปกรณ์หลักของผู้คน ส่วน
ยุทธภัณฑ์เทพรูปแบบอาภรณ์กลับยากจะพบพานสักชุดหนึ่ง ยิ่งทำให้
ช่องว่างนี้หดเล็กลงทุกขณะ
แม้แต่ยอดยุทธ์ที่กล้าแข็งที่สุด ยังไม่อาจเอาชัยกองพันชั้นยอดได้
ด้วยตัวคนเดียว
จั่วม่อไม่ใช่ถู่เปาจื่อ24ที่ไม่เคยพบเห็นโลก กระบี่โลหิตประหารเทพ
ของเหวยเสิ้งเองก็เป็นกระบี่เทพโบราณเล่มหนึ่งเช่นกัน แต่ทว่าพลังของ
กระบี่ทั้งสองนั้นไม่ได้อยู่ในระดับชั้นเดียวกัน จะต้องมีบางสิ่งในนั้นที่พวก
มันยังไม่ล่วงรู้เป็นแน่
มันแม้ยังไม่เข้าใจกระจ่าง จั่วม่อก็รู้ดีว่าปรากฏการณ์ใหม่กำลังจะ
อุบัติขึ้นในไม่ช้า
ด้วยพลังขั้นสยบฟ้าดินเช่นนี้ ต่อให้คุนหลุนสามารถใช้ออกได้เพียง
หนึ่งในสิบส่วน ก็เพียงพอจะลบกองทัพหนึ่งออกไปจากโลกตลอดกาล
และหากพลังของพวกมันกล้าแข็งกว่านั้น เมื่อใช้พลังทั้งหมดออกมาอาจ
ถึงขั้นสามารถทำลายอาณาจักรแห่งหนึ่งได้ในกระบี่เดียว ถึงยามนั้นจั่วม่อ
จะไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย
นี่หมายความว่ารูปลักษณ์ใหม่แห่งสงครามกำลังจะก่อเกิดขึ้นแล้ว
ลองนึกดูว่า หากหลินเชียนถือกระบี่ลอบเข้าไปในอาณาจักรทะเลเมฆ
จากนั้นทำลายอาณาจักรทะเลเมฆทั้งอาณาจักรในกระบี่เดียว ไยมิใช่เป็น
หายนะของม่ออวิ๋นไห่อย่างแท้จริง
จั่วม่อรู้สึกความเย็นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นมาจากสองเท้า
น่ากลัวเกินไปแล้ว!
24 ถู่เปาจื่อ หมายถึงพวกบ้านนอก เชย ๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราว
แต่นี่เป็นปัญหาที่ไร้หนทางแก้ไข การเคลื่อนพลของกองทัพย่อมไม่
อาจหลบหลีกหูตาผู้คน แต่หากเป็นผู้คนเพียงไม่กี่คนลอบเร้นกายเข้ามา ก็
ไม่มีขุมกำลังใดมีปัญญาหยุดยั้งพวกมันได้
เช่นนั้นพวกมันสมควรทำอย่างไร
จั่วม่อขจัดความหวาดหวั่นพรั่นพรึงออกจากใจ ความคิดจิตใจเริ่มทำ
งานเร็วรี่ ขบคิดหาวิธีแก้ไข มันมีไหวพริบประเปรียว กลอกกลิ้งและรอบรู้
เจนจัด แต่ครั้งนี้กลับไม่มีความคิดอ่านแม้แต่น้อย เมื่อช่องว่างระหว่างพลัง
ของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันมากเกินไป ไม่ว่าแผนการอันใดล้วนไร้ค่า
มันพลันฉุกใจคิด ฉุดลากทารกหมอกวิญญาณออกมาซักถาม “มี
วิธีการใดหรือไม่ ที่จะทำให้กระบี่ไท่กู่ทรงพลังอำนาจถึงเพียงนี้ได้
ทารกหมอกวิญญาณงุนงงไปวูบหนึ่ง ชั่วอึดใจให้หลังค่อยเข้าใจ
คำถาม ใบหน้าน้อย ๆ ขมวดย่น ทำท่าคิดหนักอยู่ครึ่งค่อนวัน ก่อนจะกล่าว
อย่างลังเล “เกรงว่าต้องหล่อเลี้ยงกระบี่เทพด้วยดวงวิญญาณอันสมบูรณ์
แบบ จึงพอมีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุถึงขั้นนี้”
เสี่ยวม่อเกอใจกระตุกวูบ รีบถามทันที “กระบี่โลหิตประหารเทพ เจ้า
เคยได้ยินนามนี้หรือไม่
ทารกหมอกวิญญาณใบหน้าทอแววหวาดผวาอยู่บ้าง “จู่เหรินถือ
ครองกระบี่เล่มนี้ ไม่ดีแล้ว! มันเป็นกระบี่อัปมงคล! กระบี่ที่ดุร้ายอำมหิต
ที่สุด! เจ้านายของกระบี่ทุกคนล้วนตายอย่างน่าสยดสยอง จู่เหริน ท่านไม่
อาจละโมบในพลังของกระบี่มารร้ายเล่มนี้!”
จั่วม่อสั่นศีรษะ “มันเป็นกระบี่ของศิษย์พี่ใหญ่ของข้า ศิษย์พี่ใหญ่ข้า
จิตใจเข้มแข็งดุจเหล็กกล้า ไม่มีวันพ่ายแพ้ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไป ข้าเพียง
อยากทราบว่ากระบี่เล่มนี้เปรียบกับกระบี่เทพไท่กู่ ผู้ใดเหนือล้าต่าสูงกว่า
กัน”
เค้าหวาดวิตกบนใบหน้าของทารกหมอกวิญญาณไม่ได้ลดน้อยลงเลย
แต่ยังคงกล่าวอย่างสัตย์ซื่อ “กระบี่โลหิตประหารเทพได้ชื่อว่าเป็นกระบี่ที่
ดุร้ายกระหายเลือดที่สุดในโลก มันดื่มโลหิตยอดยุทธ์นับเป็นจำนวนไม่
ถ้วน เปรียบกับกระบี่เทพไท่กู่แล้วหาได้อ่อนด้อยกว่าไม่”
“หากต้องการให้กระบี่เล่มนี้บรรลุระดับพลังเช่นเมื่อครู่ ต้องทำ
อย่างไร?”
จั่วม่อนิ่งงันไป สิ่งที่ทารกหมอกวิญญาณกล่าวมามิใช่ไม่มีเหตุผล จั่ว
ม่อเคยพบเห็นกระบี่โลหิตประหารเทพของศิษย์พี่มาไม่รู้ว่ากี่ครั้ง กลิ่นอาย
ฆ่าฟันของกระบี่เล่มนั้นกล้าแข็งสุดเปรียบปาน ทั่วหล้าเกรงว่ายากจะหาผู้
ทัดเทียม หากกระบี่โลหิตประหารเทพบรรลุถึงระดับชั้นเดียวกันกับกระบี่
เทพไท่กู่จริง ๆ จั่วม่อสังหรณ์ใจว่ากระทั่งศิษย์พี่ใหญ่อาจไม่สามารถ
ควบคุมมันได้
หากศาสตรากล้าแข็งกว่าผู้เป็นนาย จะมีผลสุดท้ายเพียงประการ
เดียวเท่านั้น นั่นคือย้อนกลับมาทำร้ายผู้เป็นนาย
ทันใดนั้นจั่วม่อฉุกคิดถึงจุดสำคัญเรื่องหนึ่ง รีบถามว่า “เช่นนั้นกระบี่
เทพไท่กู่ ไยมิใช่ย้อนกลับมาทำร้ายผู้เป็นนายด้วย?”
ทารกหมอกวิญญาณกล่าวโดยไม่ต้องขบคิด “หากเจ้าของกระบี่ไม่
เข้มแข็งพอ แต่พยายามควบคุมบังคับมัน แน่นอนว่าจะต้องประสบชะตา
กรรมเช่นนั้น”
“ต้องเข้มแข็งเท่าใด หากพวกมันมีความเข้มแข็งเท่ากับข้าเล่า ใช่
ประสบชะตากรรมกระบี่ย้อนทำร้ายหรือไม่?”
ประโยคสุดท้ายจั่วม่อรับฟังผ่านหูไป ในใจลิงโลดยินดีขึ้นเล็กน้อย
หลินเชียนแม้แข็งแกร่งกว่ามัน แต่มันกล้ารับประกันว่าไม่ได้กล้าแข็งกว่า
สักเท่าใด นั่นหมายความว่าหลินเชียนจะต้องได้รับผลสะท้อนเช่นกัน!
จั่วม่อใจกระตุกวูบ มันยามนี้จำต้องครุ่นคิดให้รอบด้าน “แล้วหากไม่
ต้องการเผชิญชะตากรรมกระบี่ย้อนทำร้ายเล่า มีวิธีการใดหรือไม่
ทารกหมอกวิญญาณงงงันวูบ ก่อนจะโพล่งออกมา “เว้นเสียแต่ว่ามีผู้
ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมัน ยินยอมสละดวงวิญญาณของตนผสานรวม
กับกระบี่ เพื่อช่วยเหลือคนผู้นั้นพิชิตกระบี่ จึงจะมีพอโอกาสอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ การใช้ดวงวิญญาณหล่อเลี้ยงกระบี่
วิญญาณดวงนั้นจะต้องทนทุกข์ทรมานชั่วกัปกัลป์ ไม่มีทางหลุดพ้น ไม่มี
วันได้ผุดได้เกิดอีก”
จั่วม่อนิ่งเงียบงัน อดหันไปมองอากุ่ยที่ข้างกายไม่ได้
? ไม่มีทางหลุดพ้น ไม่มีวันได้ผุดได้เกิด?
…ทัณฑ์เทวะมิดับสูญของอากุ่ยไยมิใช่เป็นเช่นเดียวกัน?
ความบ้าคลั่งของคุนหลุนมันมิใช่ไม่เคยเห็นกับตา สำหรับคนบ้า
เหล่านั้นไม่ว่าเรื่องเสียสติใดล้วนกระทำได้ อย่างไรก็ตาม มันไม่อาจกระทำ
เช่นเดียวกัน ทั้งไม่มีวันเห็นพ้องด้วย
มันในที่สุดค่อยทราบชัดว่าเกิดอะไรขึ้นที่คุนหลุน แต่ถึงกระนั้นกลับ
ไม่มีหนทางแก้ไข เมื่อศัตรูคู่แค้นของท่านเป็นกลุ่มคนบ้าคลั่งที่มีจิตศรัทธา
แรงกล้า นี่หาใช่เรื่องที่ชวนให้สบายใจไม่
ในเวลานี้เอง ทันใดนั้นมุมหางตาพลันเหลือบเห็นเงาร่างสองสายพุ่ง
ตรงเข้ามา
จั่วม่อคล้ายสะท้านตื่นจากฝัน นี่ไม่ใช่เวลาจะมัวมาครุ่นคิดเรื่อง
เหล่านี้ จั่วม่อยามนี้ในใจเต็มไปด้วยลางสังหรณ์เลวร้ายอย่างรุนแรง ความ
ปรารถนาที่มีต่อตัวอ่อนยุทธภัณฑ์เทพยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทบทวี
อาศัยยุทธภัณฑ์เทพชุดหนึ่ง แม้ไม่อาจเปลี่ยนสถานะเสียเปรียบ
ของม่ออวิ๋นไห่ในทางยุทธศาสตร์ที่เกิดจากยอดยุทธ์ไร้ผู้ต้าน แต่จะ
อย่างไรสามารถลดช่องว่างระหว่างพวกมันได้บ้าง
ชั่วพริบตานั้น จั่วม่อตัดสินใจเด็ดขาด ดวงตาทอประกายฆ่าฟันอย่าง
แรงกล้า
ผู้มามิใช่คนของฝ่ายมัน!
จั่วม่อร่างหายวับไป จากนั้นปรากฏกายขึ้นด้านข้างของหนึ่งในผู้มา
อย่างไม่ลังเล
ฝ่ายตรงข้ามแสดงว่าคาดคิดไม่ถึง พวกมันเพิ่งจะก้าวเข้ามากลับถูกจู่
โจมทำร้ายอย่างฉับพลัน จั่วม่อโจมตีโดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า ปราศจากสุ้ม
เสียงลมฝ่ามือ มันประหนึ่งอสรพิษร้ายซุ่มซ่อนในเงามืด เมื่อถึงเวลาพลันจู่
โจมกระบวนท่าคร่าชีวิตอย่างดุดัน
พลังเทพสุริยันก่อตัวเป็นชั้น ๆ ปกคลุมฝ่ามือ ขวานแสงเล่มน้อยพลัน
ปรากฏขึ้น หากบอกว่าขวานเทพสุริยันที่จั่วม่อสำแดงลักษณ์ออกมาใน
ยามที่ต่อกรกับทารกหมอกวิญญาณหนักหน่วงนับหมื่นจิน เช่นนั้นขวาน
เล่มน้อยในมือของมันยามนี้ ก็คือขวานซัดเล่มหนึ่ง
ขวานสีทองเข้มขนาดเท่าฝ่ามือ ทั้งบางเฉียบและเบากริบผิดธรรมดา
อักขระเทพสุริยันบนใบขวานละเอียดอ่อนซับซ้อน ตราสัญลักษณ์ที่เป็น
ตัวแทนของรัศมีแห่งดวงอาทิตย์แทบจะปกคลุมพื้นผิวใบขวานทั้งหมด
จั่วม่อตวัดมือวูบ
ขวานเล่มน้อยเปลี่ยนเป็นลำแสงสายหนึ่งอย่างเงียบเชียบ ฟาดฟันใส่
หว่างเอวของผู้มาโดยไร้เสียง
รอจนอีกฝ่ายรู้สึกตัว ผนึกพลังเทพในร่างขึ้นมาอย่างลนลาน ก็สาย
เกินไปแล้ว พลังเทพสุริยันคมกล้าสุดเปรียบปาน คนผู้นี้ยามไม่ทันระวัง
พลังเทพในร่างมันเบาบางดุจกระดาษ ไหนเลยจะสกัดกั้นไม่ให้คมขวาน
คร่าชีวิตตัดผ่านร่างของมันได้
ผู้มาร่างแข็งทื่อ
ชั่วอึดใจให้หลัง มันค่อยแผดเสียงกรีดร้องก่อนตาย แสงสีทองเจิดจ้า
พลันระเบิดวาบออกจากร่าง เปลวไฟสีทองกลุ่มหนึ่งลุกพรึบขึ้นทั่วร่าง
เปลี่ยนให้มันกลายเป็นมนุษย์เพลิงตนหนึ่ง
การลงมือของอากุ่ยยังรวดเร็วและเฉียบขาดยิ่งกว่า จั่วม่อเพิ่งจะลง
มือซัดขวานออกไป มือของอากุ่ยก็คว้าลำคอของอีกคนหนึ่งเรียบร้อยแล้ว
ท่ามกลางเสียงแกรกเบาๆ คนเคราะห์ร้ายผู้นั้นตกตายโดยไม่ทันได้ส่งเสียง
ร้องด้วยซ้า
ทารกหมอกวิญญาณปากอ้าตาค้าง รอจนรู้ชัดว่าอะไรเป็นอะไร พลัน
บังเกิดคลื่นความเย็นขุมหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นในใจ
ฝีมืออันเผ็ดร้อนชั่วร้ายยิ่ง!
ฆ่าคนโดยไม่ทันได้กะพริบตา!
จั่วม่อทรุดคุกเข่ากับพื้น ลงมือกวาดทรัพย์สินอย่างชำนิชำนาญ
อากุ่ยโยนซากศพอีกร่างหนึ่งมาร่วงลงตรงหน้าจั่วม่อพอดิบพอดี
คนเหล่านี้มาจากนิกายสกันทะแห่งเก้ามหานิกายพุทธ
จั่วม่อหน้าไม่เปลี่ยนสีแม้แต่ชั่ววูบ เพียงชั่วไม่กี่อึดใจ ก็กวาดทรัพย์สิน
ของสองหัวโล้นเคราะห์ร้ายจนเกลี้ยงเกลา คนทั้งสองมีเพียงสิ่งของพื้นเพ
ธรรมดา ยกเว้นไม้เท้าพระธรรมที่แตกหักเสียหายด้ามหนึ่ง ของสิ่งนี้ดูเก่า
คร่าคร่าอยู่บ้าง คล้ายจะเป็นสิ่งของจากยุคบรรพกาล จั่วม่อลองชั่งน้าหนัก
ในมือ ไม้เท้าพระธรรมครึ่งท่อนนี้กลับหนักหน่วงผิดธรรมดา มันยัง
สามารถได้ยินเสียงลมและสายฟ้าดังแว่วออกมา
ยังดีที่พวกมันพอมีของดีอยู่บ้าง จั่วม่อคิด
การแตกแยกของเก้ามหานิกายพุทธไม่มีผู้ใดสามารถหยุดยั้งได้ เก้า
มหานิกายพุทธในยามนี้แบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่ายอย่างชัดเจน ฝ่าย
หนึ่งนำโดยวัดสำเนียงวัชระและวัดดอกบัวสูงศักดิ์ สนิทชิดใกล้กับม่ออวิ๋น
ไห่ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นนิกายสกันทะ นิกายซินเยี่ยกับวัดอื่น ๆ ถูกคุนหลุนและ
เทียนหวนควบคุมไว้
ดังนั้นจั่วม่อไม่จำเป็นต้องเกรงอกเกรงใจต่อคนของนิกายสกันทะ
ทันใดนั้นจั่วม่อพลันค้นพบความจริงประการหนึ่ง มันไฉนเพิ่ง
ตระหนักว่านี่เป็นสนามรบอันประเสริฐเลิศล้าเหลือที่จะกล่าว!
ในเมื่อทุกผู้คน ก่อนจะเข้าสู่สี่ตำหนักล้วนต้องมายังที่แห่งนี้ เช่นนั้น
พวกมันที่มาถึงเป็นคนแรก ย่อมถือเป็นข้อได้เปรียบมหาศาล
หากพวกมันกระทำเช่นเมื่อครู่ได้อีกสักหลาย ๆ ครั้ง… …
จั่วม่อพลันคึกคักขึ้นอักโข หันไปถามทารกหมอกวิญญาณ “ที่นี่เจ้า
สามารถลงมือได้หรือไม่?”
ทารกหมอกวิญญาณเพิ่งจะฟื้นตัวจากความอกสั่นขวัญแขวน พอฟัง
รีบพยักหน้าอย่างไม่คิดชีวิต “ย่อมได้ ย่อมได้ ย่อมได้!”
จั่วม่อกรีดวาดมือแสดงท่าทาง “ใช้หมอกของเจ้าปกคลุมที่แห่งนี้
ทั้งหมด เราต้องสร้างค่ายกลหมอกเพิ่มขึ้นอีกสักเล็กน้อย”
ทารกหมอกวิญญาณตื่นตัวขึ้นทันที นี่เป็นศึกแรกที่มันต่อสู้ภายใต้จู่
เหรินคนใหม่ มันต้องทำให้ดีเพื่อที่จู่เหรินจะได้ประทับใจในตัวมัน โดยไม่
ต้องเอ่ยคำที่สอง ทารกหมอกวิญญาณแสดงพลังของลัญจกรตาหมอก
ออกมาอย่างเต็มที่
ลัญจกรตาหมอกพ่นหมอกขาวหนาทึบออกมาในบัดดล ไม่ช้ากลุ่ม
หมอกก็ปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่งภายในห้องโถงใหญ่อย่างหนาแน่น เว้นก็
เสียแต่พื้นที่สามจั้งบริเวณบานประตูเข้าสู่ตำหนักทั้งสี่ ทันทีที่สายหมอ
กลอยเข้าไปใกล้บานประตูตำหนัก จะถูกพลังไร้รูปขุมหนึ่งผลักดันออกมา
มีแต่พฤติการณ์ลักลอบเช่นการซุ่มโจมตีนี่เอง จึงน่าตื่นเต้นเร้าใจ
ที่สุด!
ถานซวีกับพวกทั้งสามสีหน้าทอแววปิติยินดี เจตจำนงกระบี่ไร้ผู้ต้าน
เมื่อครู่นี้สร้างความสะท้านสะเทือนแก่พวกมันจนสุดระงับ แต่สิ่งที่ทำให้
พวกมันลิงโลดยินดีก็คือในเจตจำนงกระบี่นั้น แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของคุน
หลุนที่พวกมันคุ้นเคย!
คนทั้งสามทราบดีว่าเรื่องนี้มีความหมายอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นศิษย์พี่
ใหญ่บรรลุระดับสุดยอด หรือการปรากฏขึ้นของกระบี่เทพ เจตจำนงกระบี่
อันทรงพลังนี้ก็เป็นตัวแทนของพลังอันยิ่งใหญ่ไพศาล นี่ย่อมเป็นเรื่องดี
สำหรับคุนหลุน
ทั้งสามคนล้วนเป็นบุตรแห่งคุนหลุน เป็นแกนหลักที่แท้จริงของคุน
หลุน เกียรติยศอัปยศของพวกมันผูกพันอยู่กับความรุ่งเรืองเสื่อมโทรม
ของสำนัก
“เราจะต้องช่วงชิงตัวอ่อนยุทธภัณฑ์เทพมาให้จงได้” เนี่ยเฉินสุ้ม
เสียงเด็ดเดี่ยวดุจตัดตะปูเฉือนเหล็ก ดวงตาทอประกายแน่วแน่ผิดธรรมดา
สีหน้าที่เคยสงบนิ่งเยือกเย็นเต็มไปด้วยความพลุ่งพล่านใจ
ศิษย์น้องทั้งสองพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง สีหน้าทอประกาย
หลงใหลคลั่งไคล้
เจตจำนงกระบี่ไร้ผู้ทัดเทียมสายนี้คล้ายสามารถสยบฟ้าดิน กระทั่ง
ยอดยุทธ์ที่ฝีมือกล้าแข็งที่สุด ต่อหน้าเจตจำนงกระบี่อันทรงพลังนี้แทบไม่
ต่างอันใดจากมดปลวก
ฉายานามอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้ากลับคืนสู่คุนหลุนอีกครั้ง
คุนหลุนเคยถูกเรียกว่าเป็นสำนักที่มีฝีมือสู้รบกล้าแข็งที่สุดตลอดกาล
ทว่าในช่วงหลายปีมานี้ กลับไม่ได้พบเห็นภาพอันเรืองรองเช่นนั้นอีกแล้ว
กระทั่งม่ออวิ๋นไห่อันกระจ้อยร่อยยังกล้าท้าทายพวกมัน
สำหรับศิษย์คุนหลุนที่เย่อหยิ่งทระนง เรื่องนี้ยากจะกล้ากลืนฝืนทน
ได้
?
“ทุกคน ระมัดระวังให้มาก” เนี่ยเฉินไม่ปล่อยให้ชัยชนะครอบงำ
สติสัมปชัญญะ กลับยิ่งรอบคอบระมัดระวังกว่าเดิม มันทราบแน่แก่ใจ
หากก่อนหน้าที่เจตจำนงกระบี่จะปรากฏขึ้น ผู้อื่นยังคิดหวังเพียงเสี่ยงโชค
มีใจช่วงชิงตัวอ่อนยุทธภัณฑ์เทพเพียงห้าส่วน ถึงยามนี้จะต้องกลายเป็น
สิบส่วนเต็มอย่างแน่นอน
จริงอยู่ว่าตัวอ่อนยุทธภัณฑ์เทพไม่อาจเทียบได้กับเจตจำนงกระบี่เมื่อ
ครู่ แต่เมื่อมียุทธภัณฑ์เทพเพิ่มขึ้นชิ้นหนึ่ง ก็หมายความว่าขุมกำลังอื่นจะมี
ขีดความสามารถในการต่อสู้กับคุนหลุนเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ใจจริงของเนี่ยเฉินหาได้หวาดวิตกอันใดไม่ พวกมันทั้ง
สามล้วนเป็นบุตรแห่งคุนหลุน เป็นเหล่ายอดยุทธ์ที่แท้จริง ซึ่งเลือกเฟ้น
อย่างพิถีพิถันจากบรรดาศิษย์คุนหลุนมากมายนับไม่ถ้วน
ทั่วทั้งคุนหลุน มีบุตรแห่งคุนหลุนอยู่เพียงห้าสิบคนเท่านั้น
หากมีแค่มันเพียงลำพัง เนี่ยเฉินอาจลองคิดทบทวนดูอีกครั้ง แต่เมื่อ
สามบุตรแห่งคุนหลุนผนึกกำลังกัน ทั้งเพียบพร้อมด้วยข้อมูลข่าวสาร
เกี่ยวกับสนามประลองสัญลักษณ์ศึกที่ตระเตรียมไว้เป็นการเฉพาะ เนี่ย
เฉินก็มีความเชื่อมั่นว่าสามารถหยิบฉวยตัวอ่อนยุทธภัณฑ์เทพกลับไปได้
เจินหลิงเมิ่งเล่นกับธงบัญชาพิรุณในมือ จากนั้นพลันกล่าวว่า “ธง
บัญชาพิรุณผืนนี้แม้เป็นสมบัติที่ดี แต่หากคิดนำมาใช้งาน จำเป็นต้องกลั่น
เกลาด้วยพลังเทพเสียก่อน”
ถานซวีเหลือบมองแวบหนึ่ง แล้วสั่นศีรษะพลางกล่าว “ข้าไม่สนใจ
สิ่งของที่นุ่มนิ่มเช่นนั้น”
เนี่ยเฉินก็ไม่คิดแก่งแย่ง “เจตจำนงกระบี่ของข้าเอนเอียงไปทางสุด
หยางแกร่งกร้าว ของวิเศษนี้ไม่เหมาะกับข้า ศิษย์น้องหญิง เจ้าใช้มันเอง
เถอะ”
เจินหลิงเมิ่งไม่ปฏิเสธ ผงกศีรษะรับอย่างนุ่มนวล “เข้าใจแล้ว”
ธงบัญชาพิรุณเหมาะสมกับนางเป็นที่สุด เจตจำนงกระบี่ของนาง
เป็นหยินสุดขั้ว นางเริ่มขบคิดพิจารณาหาวิธีหลอมสร้างธงบัญชาพิรุณให้
เป็นกระบี่เทพเล่มหนึ่ง นางชมชอบนาม ‘บัญชาพิรุณ’ นี้ไม่น้อย
อาศัยความช่วยเหลือจากของวิเศษชิ้นนี้ พลังฝีมือของนางจะรุดหน้า
ไปอีกขั้น
ดังนั้นอย่าได้เห็นว่าถานซวีกับเนี่ยเฉินยินยอมสละธงบัญชาพิรุณ
อย่างใจกว้าง ซึ่งความจริงพวกมันยังอดอิจฉาอยู่บ้างไม่ได้ คิดหลอมสร้าง
กระบี่เทพโดยใช้ธงบัญชาพิรุณเป็นแกนหลักนับว่ามีความเป็นไปได้สูง
มาก การที่ได้ครอบครองกระบี่เทพที่เหมาะมือเล่มหนึ่ง ย่อมเป็นที่น่า
อิจฉาเลื่อมใสของผู้คน
เห็นเจินหลิงเมิ่งถือของวิเศษชื่นชมไม่ยอมวาง เนี่ยเฉินยิ้มละไม
“ศิษย์น้องหญิง รอจนกลับไปแล้วเจ้าสามารถค่อย ๆ ศึกษาดู ยามนี้สมควร
ทำภารกิจให้เสร็จสิ้นเป็นอันดับแรก”
เจินหลิงเมิ่งหน้าแดงซ่าน สีหน้าขวยเขินเอียงอายอยู่บ้าง “ผู้น้องเสีย
กิริยาแล้ว”
เนี่ยเฉินแย้มยิ้มอย่างไม่ถือสา จากนั้นกล่าวเตือนด้วยสีหน้าจริงจัง
“เส้นทางข้างหน้าเปี่ยมด้วยภยันตรายรอบด้าน เราต้องตื่นตัวระมัดระวัง
ให้จงหนัก คนจากม่ออวิ๋นไห่มิอาจรับมือได้โดยง่าย”
“เฮอะ! ข้าว่าเล่าลือกันเกินจริงเสียมากกว่า!” ถานซวีแค่นเสียงอย่าง
เย็นชา สีหน้าทระนงถือดี “น่าเสียดายที่จนถึงบัดนี้ยังไม่พบพานพวกมัน มิ
เช่นนั้นข้าจะเชือดพวกมันทิ้ง แล้วแขวนศีรษะไว้ที่ค่ายกลเคลื่อนย้าย
ของม่ออวิ๋นไห่”
เนี่ยเฉินยิ้มอย่างจนใจ ศิษย์น้องถานซวีมักจะดูแคลนผู้คน แต่มันก็
คร้านจะกล่าวมากความ ซึ่งไม่มีประโยชน์อันใด
แต่ทางด้านเจินหลิงเมิ่งรีบปลุกปลอบสมาธิจิตใจ คนกลายเป็นคึกคัก
ตื่นตัว ไม่หลงเหลือความคิดฟุ้งซ่านอีก เนี่ยเฉินในใจลอบผงกศีรษะชมเชย
กล่าวว่า “ไปกันเถอะ หลังออกจากโถงสายฝน จะเป็นประตูสู่สี่ตำหนัก
เมื่อผ่านสี่ตำหนักไปได้ เราจะไปถึงตำแหน่งที่สามารถเสาะหาตัวอ่อน
ยุทธภัณฑ์เทพ”
“เช่นนั้นจะไปสนุกที่ใด!” ถานซวีดวงตาทอประกายชั่วร้าย “ไฉนเรา
ไม่ดักซุ่มอยู่หน้าประตูทางเข้าสี่ตำหนัก รอจู่โจมสังหารเจ้าพวกม่ออวิ๋นไห่
ที่ยโสโอหัง ไยมิใช่สนุกสนานน่าสนใจนัก?”
เนี่ยเฉินหวั่นไหวใจขึ้นมา มันรู้สึกว่าความคิดของถานซวีคราวนี้ฟังดู
มีเหตุผล อาศัยพลังฝีมือของพวกมัน หากพวกมันคิดซุ่มจู่โจมสังหารใคร
สักคน ผู้ที่สามารถหลบรอดได้เกรงว่ามีอยู่น้อยนิดจนน่าเวทนา
“จะมีคนที่เร็วกว่าพวกเราหรือไม่?”
แผนการซุ่มสังหารของจั่วม่อประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม
พวกมันสังหารผู้คนหลายคนอย่างต่อเนื่องโดยไม่ลำบากกินแรง คน
เหล่านี้แทบไม่เคยคิดว่าพวกมันจะถูกซุ่มสังหาร จั่วม่อกับพวกลงมือ
รวดเร็วยิ่ง ทั้งมีฝีมืออันเผ็ดร้อนดุร้ายสุดเปรียบปาน
อย่างไรก็ตาม คนเหล่านี้เพียงเป็นชนชั้นพื้นเพธรรมดา ไม่มีสมบัติที่ดี
ติดตัว นี่ทำให้จั่วม่อผิดหวังอยู่บ้าง แต่เมื่อมองจากอีกด้านหนึ่ง คนเหล่านี้
ล้วนเป็นศัตรูคู่แข่งของมัน ฆ่าทิ้งคนหนึ่ง ความหวังที่มันจะได้ครอบครอง
ตัวอ่อนยุทธภัณฑ์เทพก็เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง จั่วม่อค่อยรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
ทันใดนั้นเอง ทารกหมอกวิญญาณร้องเตือนเบา ๆ “มีสามคนกำลัง
มา!”
หลังจากร่วมมือกันไม่กี่รอบ ทุกคนรู้มือรู้ใจ สอดประสานกันได้เป็น
อย่างดี ไม่จำเป็นต้องเรียกหากัน ทารกหมอกวิญญาณเพียงบอกตำแหน่ง
ของศัตรูทั้งสามให้แก่พวกจั่วม่อทันที
สามคน!
เนื่องจากตำแหน่งของผู้มา ผู้ที่จะลงมือจู่โจมคือจั่วม่อ สือผิ่นและนก
โง่
ขวานแสงเล่มน้อยของเสี่ยวม่อเกอพลันหายวับไปในม่านหมอก กรีด
เฉือนใส่หนึ่งในผู้มาโดยไร้สุ้มเสียง
วงพระจันทร์น้อย ๆ ของสือผิ่นเดิมทีก็เล็กกระจ้อยร่อยอยู่แล้ว ยิ่งอยู่
ในม่านหมอกหนาทึบ ยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะพบเห็นมัน อันว่าใกล้ชาด
เป็นสีแดงใกล้หมึกเป็นสีดำ สือผิ่นเมื่ออยู่กับจั่วม่อมานาน กระทั่งผู้ที่หิว
กระหายการต่อสู้เช่นมันยังกลับกลายเป็นกลอกกลิ้งต่าช้า การโจมตีนี้
ปราศจากสุ้มเสียงแม้แต่น้อย
เทียบกันแล้ว นกโง่ที่ทระนงถือดีย่อมหยามดูแคลนกระบวนท่าต่าช้า
ของจั่วม่อ นางยืนเชิดหน้าอย่างภาคภูมิ จะงอยปากนกจิกอย่างฉับพลัน
จะงอยปากนกอันแหลมคมทะลวงผ่านอากาศ ทิ้งประกายไฟเป็นทางยาว
ปลายจะงอยปากแดงฉานดุจเหล็กหลอมที่เดือดพล่าน!
ทารกหมอกวิญญาณผู้คอยกังวลสนใจสถานการณ์โดยรวม พอเห็น
ท่าจิกจู่โจมของนกโง่ อดรู้สึกเห็นอกเห็นใจไม่ได้ กลุ่มหมอกรอบกายถึงกับ
ไหวสะท้านอย่างช่วยไม่ได้
ปัง!
ขวานน้อยของจั่วม่อถึงกับถูกหยุดยั้งโดยไม่คาดฝัน
วงพระจันทร์น้อยของสือผิ่นกระเด็นลิ่วกลับมา ท่ามกลางเสียงปะทะ
ดังกระหึ่ม
กระบวนท่าจิกจู่โจมของนกโง่ได้ผลมากที่สุด พลังอันแกร่งกร้าว
แหลมคมทะลวงผ่านพลังเทพคุ้มกายของฝ่ายตรงข้ามเข้าไป กระทั่ง
ยุทโธปกรณ์เทพยังไม่อาจหยุดยั้งท่าจิกนี้ได้ ทิ้งหลุมเล็กๆ ไว้ดูต่างหน้า
แต่ในพวกมันทั้งสาม ไม่มีผู้ใดลงมือประสบผล!
จั่วม่อตระหนักในบัดดล ครั้งนี้พบพานศัตรูกล้าแข็งแล้ว!
มันมีประสบการณ์ต่อสู้โชกโชน ทราบดีว่าในยามนี้ไม่อาจปล่อยให้
ศัตรูได้มีเวลาขบคิด พลันสืบเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่รีรอลังเล ขวาน
เทพสุริยันในมือแผดเสียงคำรามกระหึ่มก้อง หวดฟาดลงไปอย่างดุดัน!
พร้อมกันนั้น จั่วม่อซัดหนามเทพสุริยันสามแท่งออกไปโดยปราศจาก
สุ้มเสียง
ติง!
เสียงกระแทกปะทะดังสนั่นไปทั่วบริเวณ หมอกรอบข้างระเบิด
กระจัดกระจาย ทั้งสองฝ่ายจ้องมองกันและกันเขม็งนิ่ง
เนี่ยเฉินสีหน้าแปรเปลี่ยน ขวานเมื่อครู่หวดฟาดอย่างหนักหน่วง
รุนแรงยิ่ง แขนขวาของมันในยามนี้ยังสั่นระริกไม่คลาย ชาด้านไปทั้งแขน
จนไม่อาจยกขึ้นได้ แต่สิ่งที่ทำให้มันถึงกับหน้าเปลี่ยนสีอย่างแท้จริง กลับ
เป็นหนามเทพสุริยันทั้งสามซึ่งลอบจู่โจมเข้ามาจากสามทิศทาง อย่างสุด
จะลี้ลับชั่วร้าย!
หนามเทพสุริยันสีทองเข้มเปล่งประกายแหลมคม เย็นเยียบเสียจน
ผู้คนใจสั่นสะท้าน
มันเพิ่งจะต้านรับท่าขวานที่สามารถผ่าขุนเขาแยกปฐพีของอีกฝ่าย
พลังเทพในร่างยังพลุ่งพล่านปั่นป่วนสุดระงับ อาศัยเพียงยุทโธปกรณ์เทพ
บนร่าง ย่อมไม่อาจหยุดยั้งหนามเทพสุริยันทวงชีวิตทั้งสามอย่างแน่นอน
ภายใต้ห้วงคับขันเป็นตาย เนี่ยเฉินจิตใจกระจ่างแจ้งผิดธรรมดา มือ
ซ้ายกรีดดรรชนีดีดซัดออกไปโดยไม่ต้องขบคิด
ปราณกระบี่เจิดจ้าเจ็ดสายพวยพุ่งออกมาอย่างฉับพลัน
ปราณกระบี่ทั้งเจ็ดกรีดฝ่าอากาศเสียงแหลมสูง แต่ละสายแฝงไว้ด้วย
พลังสภาวะอันเร่งร้อนพิสดาร
ดรรชนีคลื่นกระบี่!
เพลงกระบี่ชุดนี้เป็นหนึ่งในเคล็ดวิชากระบี่ที่มันถนัดจัดเจนที่สุดใน
กาลก่อน ทว่าในบรรดาวิชากระบี่ที่เหล่าผู้อาวุโสปรับปรุงแก้ไขไม่ได้รวม
เพลงกระบี่ชุดนี้เข้าไปด้วย แต่เพลงกระบี่ชุดนี้เนี่ยเฉินฝึกปรือมาเป็น
เวลานาน การพึ่งพามันแทบจะกลายเป็นสัญชาตญาณของเนี่ยเฉินไปแล้ว
ในฐานะบุตรแห่งคุนหลุนในปัจจุบัน ความเข้าใจในแก่นแท้ของกระบี่ยาม
นี้ สุดที่เนี่ยเฉินในอดีตจะเปรียบเทียบได้
มันใช้พลังเทพแทนพลังปราณในเพลงกระบี่ดรรชนีคลื่นกระบี่ แต่
ไม่ได้รู้สึกว่าสะดุดติดขัดแม้แต่น้อย กลับรู้สึกปลอดโปร่งราวกับหลุดพ้น
จากขอบเขตจำกัด ในกาลก่อนฝีมือเพลงกระบี่ชุดนี้ของมันนับว่าเลิศล้า
สามารถปล่อยออกรั้งเข้าได้ดั่งใจปรารถนา แต่บัดนี้ราวกับม่านหน้าต่าง
กระดาษบางๆ ถูกฉีกเปิดออก เผยให้เห็นความรู้แจ้งใหม่ๆ ที่มันไม่เคย
บรรลุถึง
ในยามคับขันอันตรายที่สุด ศักยภาพของผู้คนมักสำแดงออกมาถึงขีด
สุดได้โดยง่าย
เนี่ยเฉินอยู่ในสภาวะพิสดารที่ยากจะบ่งบอกบรรยายชนิดหนึ่ง
ปาณกระบี่แต่ละสายจู่โจมด้วยจังหวะเวลาและแง่มุมที่แตกต่าง
หนาแน่นเร่งร้อนดุจสายฝน ทยอยกระทบถูกหนามเทพสุริยันทั้งสามจาก
ทุกทิศทาง ถึงกับไม่มีปราณกระบี่สายใดพลาดเป้า
ติง ติง ติง!
ท่ามกลางเสียงปะทะเร่งร้อนดังสดใส ในสภาพที่ไม่น่าเป็นไปได้
หนามเทพสุริยันทั้งสามพลันเบี่ยงเบนเล็กน้อย เฉียดผ่านใบหน้าของเนี่ย
เฉินอย่างน่าหวาดเสียว ราวกับว่าพวกมันถูกมือล่องหนข้างหนึ่งดีดห่าง
ออกไป
หนามเทพสุริยันอันแหลมคมและเย็นยะเยียบพุ่งเฉียดใบหน้าของ
เนี่ยเฉินห่างเพียงองคุลีเดียว รังสีความร้อนอันน่าขนพองสยองเกล้า
บันดาลให้มันถึงกับใจสั่นสะท้าน
พลาดเป้า! จั่วม่อตะลึงลาน กระบวนท่าลอบสังหารที่มันมั่นใจอย่าง
เต็มเปี่ยม ถึงกับพลาดเป้าไปแล้วจริง ๆ!
คนผู้นี้เป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง!
จั่วม่อดวงตาทอประกายวาบ
ติดตามตอนต่อไปใน มหาศึกสามภพ เล่ม 9 ราชันสามภพ