สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 806 ตำหนักฤดูร้อน
แสงอาทิตย์ร้อนแรง ทะเลบุปผาบานสะพรั่ง พฤกษานานาพรรณ
เจริญงอกงาม พายุฝนฟ้าคะนองบัดเดี๋ยวก่อตัวซัดโหม แล้วสลายหายไป
ทันที… …
เป็นช่วงเวลาของฤดูร้อนโดยแท้!
พวกจั่วม่อพยายามค้นหาทางออกจากทะเลแห่งป่าและมวลบุปผา
บางครั้งพายุฝนก็จะโหมกระหน่าลงมา อาบร่างพวกมันจนชุ่มโชกอย่าง
สมบูรณ์ แต่ด้วยระดับพลังบำเพ็ญเพียรของพวกมัน นี่ไม่ต่างอันใดจาก
การท่องเที่ยวชมทิวทัศน์
ดวงอาทิตย์กระจ่างจ้า กลิ่นหอมอวลของมวลบุปผา หยดน้าฝนโปรย
ปราย ลำธารไหลริน … …
ปราศจากภยันตราย พวกมันกระทั่งสัตว์ใหญ่สักตัวยังไม่พบพาน
อย่าว่าแต่หมอกพิษหรือพิษร้ายอันใด
ทว่าหลังจากผ่านไปสิบสองชั่วยาม พวกมันยังคงหาทางออกไม่พบ
ทุกผู้คนค่อยตระหนักว่าทะเลแห่งป่าและมวลบุปผานี้เริ่มจะไม่สวยสด
งดงามอย่างที่คิด
“ร้อนจริง ๆ!” บางคนอดบ่นพำไม่ได้
ดวงอาทิตย์แผดแสงแรงกล้าราวกับเปลวไฟ แม้จะอยู่ภายใต้เงื้อมเงา
ของต้นไม้ใหญ่ แต่ความร้อนประดุจกองเพลิงยังคงทำให้ผู้คนรู้สึกไม่ค่อย
สบายตัวเท่าใด
จั่วม่อพอฟังเสียงบ่นต้องใจหายวาบ มันเองก็รู้สึกถึงคลื่นความร้อนที่
ไม่เคยบรรเทาเบาบางลงเลยเช่นกัน ก่อนหน้านี้มันไม่ทันรู้สึกตัว แต่รอจน
ได้ยินผู้คนบ่นพึมพำค่อยตระหนักว่ามีปัญหา อาศัยระดับพลังฝึกปรือของ
พวกมัน สมควรที่ร้อนหนาวยากจะกล้ากราย ไฉนพวกมันกลับรู้สึกร้อนจน
เกินจะทานทนขึ้นมาได้?
มีบางอย่างแปลกประหลาด!
จั่วม่อเงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า ขมวดคิ้วพลางร้องเรียก
ให้ทุกคนชะงักเท้า
“นี่ไม่ถูกต้อง เราเดินทางติดต่อกันกว่าสิบสองชั่วยามแล้ว สมควร
ครอบคลุมระยะทางไม่น้อยกว่าเจ็ดร้อยลี้ แต่ยังคงไม่มีวี่แววว่าจะค้นพบ
ทางออก ดวงอาทิตย์นี้ยังประหลาดยิ่ง ถึงกับทำให้พวกเราทุกคนรู้สึกร้อน
ขึ้นมาได้ สมควรปรึกษาหารือกันสักครา ดูว่าพวกเราอาจพบเห็นสิ่งใดบ้าง
หรือไม่
จั่วม่อชี้ให้เห็นถึงปัญหา
จงหยูพลันลืมตามอง กล่าวว่า “ดวงอาทิตย์มีปัญหา”
ทุกผู้คนหันไปมองจงหยูเป็นตาเดียว ประสาทสัมผัสของจงหยูนับว่า
เฉียบไวไร้ผู้เทียบเทียม หากมันบอกว่ามีปัญหา เช่นนั้นก็ต้องมีปัญหาอย่าง
แน่นอน
จงหยูสีหน้าหนักอึ้งเคร่งเครียด เน้นเสียงกล่าวทีละคำ “ภายใน
แสงอาทิตย์ มีพลังบางอย่างที่คล้ายคลึงกับพลังอธิษฐาน”
“พลังอธิษฐาน!”
ทุกผู้คนสีหน้าทอแววหวาดหวั่นพรั่นพรึง เพียงสองคำที่กล่าวออกมา
เบา ๆ กลับบันดาลให้พวกมันขนลุกชี้ชันไปทั้งร่าง พลังอธิษฐานของ
นักบวชนิกายพุทธเป็นหนึ่งในพลังที่ลึกลับที่สุดมาโดยตลอด หากให้คำ
จำกัดความสั้น ๆ ของพลังอธิษฐาน สมควรกล่าวว่า ‘ลี้ลับชั่วร้าย’ จึงจะ
ถูกต้องที่สุด ท่ามกลางเคล็ดวิชาแนวทางพุทธอันเป็นที่กล่าวขวัญในด้าน
ของความสัตย์ซื่อเที่ยงธรรม พลังอธิษฐานกลับเป็นข้อยกเว้นพิเศษเฉพาะ
เพียงหนึ่งเดียว เนื่องเพราะมันเป็นพลังอันลี้ลับชั่วร้ายตั้งแต่แรกเริ่ม
ในความเข้าใจของผู้คนทั่วหล้า พลังอธิษฐานไม่ต่างจากพิษร้ายชนิด
หนึ่ง
จงหยูฝึกวิชาพลังอธิษฐาน ทั้งยังสำเร็จ ‘คำอธิษฐานมรณะสละละทิ้ง
มรรคผล’ ที่หาได้ยากยิ่ง สำหรับชาวม่ออวิ๋นไห่เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอันใด
แต่โดยทั่วไปแล้วผู้คนแทบไม่เคยเห็นจงหยูใช้พลังอธิษฐานมาก่อน
พวกมันพอฟังจงหยูบอกว่าในแสงอาทิตย์แฝงเร้นไว้ด้วยพลังที่
คลับคล้ายกับพลังอธิษฐาน ไหนเลยจะยังคงรักษาสีหน้าสงบเยือกเย็น
เอาไว้ได้ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่คิดลิ้มลองอิทธิฤทธิ์ของพลังอันลี้ลับพิสดารชนิดนี้
จั่วม่อ เหวยเสิ้งและเหล่ายอดฝีมือรีบหลับตาลง พยายามค้นหาพลัง
แฝงเร้นที่จงหยูกล่าวถึง จั่วม่อพอได้รับการบอกเตือนก็ค้นพบพลัง
ต้องใช้เวลาถึงยี่สิบลมหายใจ ก่อนที่พลังอธิษฐานเบาบางภายในร่าง
ของมันจะถูกเผาผลาญหมดสิ้น
จั่วม่อตื่นตะลึงไม่น้อย เมื่อมันลืมตาขึ้น ก็เห็นศิษย์พี่เหวยเสิ้งมีสีหน้า
เคร่งเครียด ด้านอากุ่ย เขิงเหลียนเอ๋อร์และหลัวหลียังพอทำเนา เหล่าเจ้า
ตัวเล็กเองก็ปลอดภัยดี แต่บรรดาองครักษ์ไม่อาจต้านทานพลังอธิษฐาน
อันแปลกประหลาดนี้ได้
“ให้ข้าลองดู” จงหยูกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
พลังอธิษฐานของมันแตกต่างจากพลังอธิษฐานที่มาจากดวงอาทิตย์
พลังอธิษฐานของจงหยูเป็นสีเทา ส่วนพลังอธิษฐานภายในแสงอาทิตย์
เป็นสีแดงเพลิง
พลังอธิษฐานของจงหยูชำแรกผ่านเข้าไปในร่างขององครักษ์ผู้หนึ่ง
จากนั้นกระโจนเข้าหาพลังอธิษฐานสีแดงเพลิงอย่างเร่งร้อน กลืนกินลงไป
อย่างรวดเร็ว
ในไม่ช้า พลังอธิษฐานที่อยู่ภายในร่างขององครักษ์แต่ละคนก็ถูกขจัด
จนหมดสิ้น ดอกบัวสีแดงบนหน้าผากของจงหยูยิ่งแดงฉานและเจิดจรัส
กว่าเดิม
“เจ้ารู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?”
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อรู้สึกเบาใจลงบ้างคือพวกมันไม่พบพานสัตว์ร้ายที่
แข็งแกร่งแต่อย่างใดฃ หากทว่า หลังจากเหินบินอย่างต่อเนื่องอีกกว่าสี่ชั่ว
ยาม ท่องทะยานผ่านระยะทางเกือบหมื่นลี้ ภาพที่เห็นยังคงเป็นทะเลแห่ง
ป่าและมวลบุปผาซึ่งไม่มีที่สิ้นสุดดังเดิม
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อกับพวกยิ่งอกสั่นขวัญแขวนยิ่งกว่า คือดวงอาทิตย์บน
ท้องฟ้ายิ่งนานยิ่งทวีความร้ายกาจมากขึ้นเรื่อย ๆ แทบจะทุกสองชั่วยาม
ทุกผู้คนต้องกลับลงสู่พื้น เพื่อให้จงหยูช่วยจัดการกับพลังอธิษฐานภายใน
ร่างของพวกมัน
ดอกบัวแดงบนหน้าผากจงหยูยิ่งมายิ่งเจิดจรัส เมื่อผนวกกับใบหน้า
ซูบตอบของมัน ยิ่งดูลี้ลับพิสดารจนผู้คนใจสั่นสะท้าน
ดวงตาของจงหยูยิ่งลึกล้าสุดหยั่งถึงกว่าเดิม นับตั้งแต่ที่มันสำเร็จพลัง
อธิษฐาน พลังอธิษฐานของมันก็ไม่เคยเพิ่มพูนขึ้นมาก่อน พลังอธิษฐาน
แตกต่างจากพลังปราณหรือพลังเทพ เป็นสิ่งที่ไม่อาจฝึกปรือเพื่อสั่งสม
?”
?” ทารกหมอกวิญญาณถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “นั่นคือ
สิ่งใด
“กระทั่งค่ายกลลวงตาเจ้าก็ไม่รู้จัก
จั่วม่อมองดูทารกหมอก
วิญญาณด้วยสีหน้าเหลือเชื่ออยู่บ้าง
เวลานี้เอง ผูเยาพลันสอดปากขึ้น “ในยุคบรรพกาลไม่มีค่ายกลลวง
ตา”
“ว่ากระไร?
?” คราวนี้จั่วม่อต
กตะลึงอย่างสมบูรณ์ “เป็นไปไม่ได้!” สำหรับมัน ค่ายกลลวงตาเป็นหนึ่งใน
ฝีมือพื้นฐานที่สุด เป็นทักษะเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทุกผู้คนไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก
แน่นอนว่าหากเป็นค่ายกลลวงตาอันทรงอานุภาพ เช่นนั้นก็นับว่าตึงมือไม่
น้อย
“ค่ายกลลวงตาเพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นหลังจากยุคสมัยของพลังปราณ นี่
เป็นความรู้ทั่วไป!” ผูเยาย่อมไม่ปล่อยโอกาสเยาะเย้ยถากถางจั่วม่อ กล่าว
ด้วยสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม
ทารกหมอกวิญญาณกลายเป็นถูกขนาบอยู่ตรงกลาง สีหน้าทอแวว
งุนงงสงสัย
จั่วม่อเห็นเช่นนั้น จึงสร้างค่ายกลลวงตาง่าย ๆ ชุดหนึ่งให้ดูเป็น
ตัวอย่าง ทารกหมอกวิญญาณในที่สุดค่อยเข้าใจ จากนั้นแค่นเสียงอย่างดู
แคลน “เล่ห์อุบายเล็กน้อยที่มีไว้หลอกลวงคนเช่นนี้ ไหนเลยจะใช้การได้!”
จั่วม่อเดือดดาลยิ่ง มันชี้กราดไปยังแนวป่า กระชากเสียงถามว่า
“เช่นนั้นเจ้าลองบอกมาว่าป่าเหล่านี้คืออะไร!”
“ตัวโง่งม!” ผูเยาอดถากถางไม่ได้ “ความรอบรู้ของเจ้ากว้างแค่ค่าย
กลลวงตาเท่านั้นเอง เฮอะ! ฝีมือของนักรบโบราณ เจ้าไหนเลยจะคิดฝันไป
ถึง หากข้าคาดไม่ผิด ที่แห่งนี้กำลังจะก่อตัวเป็นอาณาจักร หรือมิเช่นนั้น
ที่นี่เดิมทีเป็นอาณาจักรแห่งหนึ่งอยู่แล้ว จากนั้นผ่านการดัดแปลงแก้ไขจน
มีสภาพเช่นนี้”
จั่วม่อเหม่อมองอย่างโง่งม ตะกุกตะกักอยู่ครึ่งค่อนวัน “เจ้าบอกว่า…
…ที่นี่…แท้จริงแล้วเป็นอาณาจักรเกิดใหม่… …”
“มิผิด!” ผูเยาดวงตาทอแววเคลิ้มฝัน “นักรบโบราณสามารถขโมย
ฟ้าเปลี่ยนอาทิตย์ ปลิดดาวหยิบฉวยจันทรา นับประสาอะไรกับเพียงแค่
อาณาจักรแห่งหนึ่ง”
ข้อสันนิษฐานนี้กระทบใจจั่วม่ออย่างรุนแรง มันเคยพบลุงซือ อสุภ
ประหลาดในสนามรบปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ หลงเข้าใจว่ามันล่วงรู้เกี่ยวกับ
ความกล้าแกร่งเกรียงไกรของนักรบโบราณมากกว่าผู้ใด ถึงยามนี้ค่อย
พบว่ามันยังคงประเมินขีดความสามารถของผู้ยิ่งใหญ่โบราณต่าทราม
เกินไปมาก
อย่างไรก็ตาม กับเรื่องเช่นนี้ทารกหมอกวิญญาณสมควรบอกเล่าได้
ดีกว่าผู้ใด จั่วม่อหันขวับไปจ้องหน้าทารกหมอกวิญญาณทันที “ตำหนักฤดู
ร้อนเป็นอาณาจักรแห่งหนึ่งใช่หรือไม่
ทารกหมอกวิญญาณพยักหน้ารับ “สมควรเป็นเช่นนั้น จู่เหรินคน
ก่อนชมชอบสรรค์สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ตระการตา รังเกียจกลอุบายที่ใช้
ล่อลวงผู้อื่นที่สุด”
ตัวมันเองก็เป็นนักรบแห่งชนเผ่าโบราณมาก่อน มีภูมิรอบรู้กว้างขวาง
มันเงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์ กล่าวกึ่งลังเลว่า “ข้าไม่ทราบว่าจู่เหรินคน
ก่อนเสาะหาดวงอาทิตย์นี้มาจากที่ใด แต่หากคนของเผ่าเทพสุริยันพบเห็น
สิ่งนี้ พวกมันจะต้องอิจฉาเลื่อมใสแทบตาย ป่าแห่งนี้ก็อาจไม่ใช่ป่าธรรมดา
สามัญเช่นกัน”
จั่วม่อพอฟังถึงกับปากอ้าตาค้าง
ใช้อาณาจักรแห่งหนึ่งเป็นตำหนัก นำดวงอาทิตย์มาใส่ไว้ในวงโคจร
สร้างผืนป่าอันไร้ที่สิ้นสุด… นี่ยังเป็นมนุษย์อยู่อีกหรือ
หากเทียบกันแล้ว สิ่งที่เรียกว่าพื้นที่หวงห้ามของบรรดาสำนักใหญ่ใน
ปัจจุบันแทบไม่ต่างจากการละเล่นของเด็กน้อย
ทันใดนั้นเอง เจ้าดำน้อยซึ่งเกาะอยู่บนหลังของนกโง่ จู่ ๆ โบกหนวด
ทั้งคู่อย่างเร็วรี่
อืมม์?
จั่วม่อดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที เจ้าดำน้อยเมื่อบังเกิดปฏิกิริยา
ผิดปกติเช่นนี้ ย่อมหมายความว่ามีสมบัติอยู่ในละแวกใกล้เคียง!
จริงดังคาด เจ้าดำน้อยไถลปรูดลงมาจากตัวของนกโง่ จากนั้นเริ่มบิน
ตรงดิ่งไปยังทิศทางหนึ่ง
จั่วม่อร้องเตือนทุกคน จากนั้นรีบตามติดไปอย่างกระชั้นชิด
เจ้าดำน้อยทั้งปราดเปรียวและรวดเร็วยิ่ง จั่วม่อกับพวกทั้งหลายต้อง
ปลุกปลอบสมาธิจิตใจให้ตื่นตัวอย่างเต็มที่ ขณะที่ไล่ประชิดติดหลังไปโดย
ไม่ให้คลาดสายตา
หลังจากบินไปยี่สิบกว่าลี้ เจ้าดำน้อยในที่สุดก็หยุดลง จากนั้นร่อนลง
เกาะบนท่อนไม้ที่ไหม้เกรียมชิ้นหนึ่ง
จั่วม่อประหลาดใจเล็กน้อย เพ่งสายตาตรวจดูท่อนไม้อย่างสงสัยใคร่
รู้ ท่อนไม้นี้เห็นได้ชัดว่าเก่าแก่โบราณ ครึ่งหนึ่งจมอยู่ใต้พื้นดิน อีกครึ่งหนึ่ง
โผล่พ้นขึ้นมาในอากาศ ท่อนไม้นี้สมควรเป็นลำต้นของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
เส้นผ่านศูนย์กลางราว ๆ สามฉื่อ ปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้าหนาแน่น มอง
ผิวเผินดูธรรมดาสามัญยิ่ง
เจ้าดำน้อยเกาะแน่นอยู่บนท่อนไม้ ท่าทางลุ่มหลงมึนเมา
หรือว่าท่อนไม้นี้มีสิ่งใดพิเศษ?
จั่วม่อยิ่งสงสัยใคร่รู้กว่าเดิม มันเดินเข้าใกล้ ยื่นมือตระเตรียมปัด
ตะไคร่น้าที่เติบโตบนท่อนไม้ออกไปให้พ้นทาง
ฮะ!
ทันทีที่จั่วม่อสัมผัสถูกตะไคร่น้า ทันใดนั้นสายฟ้าเส้นหนึ่งพลันแลบ
ลั่น พุ่งใส่ปลายนิ้วของมันจนชาด้าน
สายฟ้า!
ตะไคร่น้าสีเขียวมรกต อัดแน่นไปด้วยสายฟ้าปริมาณมหาศาล!
จั่วม่ออัศจรรย์ใจไม่น้อย ทดลองทาบฝ่ามือลงบนตะไคร่น้า เป็นไป
ตามที่คาด สายฟ้าอีกเส้นหนึ่งพุ่งใส่ฝ่ามือของมันในบัดดล
ช่างน่าสนใจนัก!
มันเพิ่งจะเคยพบเห็นตะไคร่น้าที่เปี่ยมไปด้วยสายฟ้าปริมาณ
มหาศาลเช่นนี้เป็นครั้งแรก สายฟ้าที่แฝงเร้นอยู่ภายในมีปริมาณมากกว่าที่
อยู่ในเหอเถาอัสนีคำรนของมันเสียอีก มันแม้ไม่ทราบว่าตะไคร่น้าเขียว
มรกตนี้มีประโยชน์ใช้สอยใด แต่มันรู้สึกว่าของสิ่งนี้จะต้องมีประโยชน์
อย่างน่าอัศจรรย์ไม่ผิดแน่
มันหยิบกล่องหยกออกมา ค่อย ๆ เก็บรวบรวมตะไคร่น้าเขียวมรกต
บนท่อนไม้อย่างระมัดระวัง
พื้นผิวของท่อนไม้ค่อย ๆ เผยโฉมออกมาทีละน้อย
พื้นผิวของท่อนไม้เป็นสีดำราวกับถูกไฟเผา ดำสนิทเหมือนถ่าน ดู
อย่างไรก็ไม่อาจพบเห็นสิ่งใดเป็นพิเศษ จั่วม่อมองดูเจ้าดำน้อยที่มีสีสัน
คล้ายคลึงกัน อดรำพึงในใจไม่ได้ ที่เจ้ายึดเกาะไม้ท่อนนี้เสียแนบแน่น คง
มิใช่เพราะว่ามันเป็นสีดำเช่นเดียวกันกับเจ้ากระมัง?
อย่างไรก็ตาม เมื่อยื่นมือออกไปลองสัมผัสดู จั่วม่อพลันสะท้านขึ้นทั้ง
ร่าง
กลิ่นอายสภาวะร้อนระอุสายหนึ่งบุกผ่านเข้ามาในฝ่ามือของมัน
กระทั่งจั่วม่อผู้ถือครองเพลิงเทพสุริยันยังอดสั่นสะท้านไม่ได้ รอจน
มันเริ่มโคจรพลังเทพสุริยันเข้าต่อต้าน กลิ่นอายสภาวะสายนี้จึงลดทอน
ผลกระทบลงกว่าครึ่ง เมื่อมีบทเรียนจากครั้งแรก มันก็ผนึกพลังเทพคุ้มกัน
ฝ่ามือ ก่อนจะคว้าจับท่อนไม้นั้นอย่างระมัดระวัง
ส่วนที่ฝังอยู่ใต้ดินยังมีความยาวมากกว่าที่จั่วม่อคาดคิดเอาไว้ในตอน
แรก
กว่าจะดึงท่อนไม้ทั้งท่อนออกมาจากพื้นดิน จั่วม่อต้องสิ้นเปลือง
เรี่ยวแรงไม่น้อย ลำต้นไม้ประหลาดนี้สูงเท่ากับผู้คนสองคน ส่วนที่ถูกไฟ
เผาจนดำสนิทยาวประมาณหนึ่งในสามของความยาวทั้งหมด
ส่วนที่ถูกไฟเผาสมควรเกิดจากการถูกฟ้าผ่า จั่วม่อสามารถสัมผัสได้
อย่างชัดเจนถึงสายฟ้าปริมาณมหาศาลที่แฝงเร้นอยู่ภายใน รวมทั้งพลังไฟ
ที่น่าอัศจรรย์ไม่แพ้กัน ซึ่งล้วนแล้วแต่เปี่ยมล้นสมบูรณ์จนแทบไม่น่าเชื่อ
จั่วม่อถึงกับสงสัยว่าพลังสายฟ้าและพลังไฟเป็นต้นเหตุที่ทำให้ลำต้นไม้
กลายเป็นมีสภาพคล้ายคลึงกับผลึกแก้ว ภายในประกอบด้วยธาตุไฟและ
สายฟ้าที่ทั้งบริสุทธิ์และทรงพลังอย่างสุดขั้ว คงอยู่ร่วมกันในสภาวะสมดุล
อันน่าอัศจรรย์
?” ทหารยันต์ทองคำดำสุมหัวเข้ามาอย่างอยากรู้
อยากเห็น
จั่วม่อสั่นศีรษะ “ข้าก็ไม่รู้” จากนั้นหันไปถามทารกหมอกวิญญาณ
“เจ้ารู้จักหรือไม่
ทารกหมอกวิญญาณกล่าวด้วยท่าทีลังเลเล็กน้อย “จู่เหริน นี่สมควร
เป็นพฤกษาปะการัง”
“พฤกษาปะการัง?”
?” จั่วม่อขมวดคิ้ว มันจำได้ว่าในใบไม้ทองคำของ
ชนเผ่าสุริยันเคยเอ่ยถึงของสิ่งนี้
พฤกษาปะการัง วัตถุดิบคล้ายหยก ภายในมีเปลวไฟที่คล้ายกับ
ปะการัง เป็นวัตถุดิบประเภทธาตุไฟที่ล้าค่าและยากจะพบพาน
ไฟ… …
จั่วม่อโคจรพลังเทพเข้าสู่ท่อนไม้ประหลาดโดยไม่รู้ตัว ตูม ท่อนไม้
พลันพวยพุ่งเปลวไฟสีแดงออกมาอย่างกะทันหัน ทุกผู้คนสะดุ้งขึ้นสุดตัว
จั่วม่อแทนที่จะตกใจเช่นผู้อื่น กลับขมวดคิ้วนิ่วหน้า …เปลวไฟอัน
แปลกประหลาดนัก!
แตกต่างจากเพลิงเทพสุริยัน เปลวไฟที่อยู่ภายในพฤกษาปะการัง
ร้อนแดงราวกับถ่านติดไฟ แต่เงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง
น่าเสียดายที่เปลวไฟนี้ไม่เหมาะกับมัน เพลิงเทพของมันดุร้าย
อหังการสุดเปรียบปาน แตกต่างจากเปลวไฟของพฤกษาปะการังเป็นคน
ละขั้ว มันจดจำเนื้อหาภายในใบไม้ทองคำของเผ่าเทพสุริยันได้แม่นยำ ใน
นั้นบอกว่าเปลวไฟชนิดนี้เหมาะสำหรับสัตว์ร้ายแดนร้าง สามารถช่วยให้
พวกมันเติบโตกล้าแข็งกว่าเดิม
สัตว์ร้ายแดนร้าง… …
สายตาของจั่วม่อกวาดผ่านทุกผู้คน จากนั้นไปหยุดลงที่นกโง่ ดวงตา
พลันทอประกายวาบ เจ้าผู้นี้…ยามนี้ถือเป็นเฟิ่งหวงตัวหนึ่งกระมัง เปลว
เพลิงของนางผิดแผกแตกต่างจากมัน พฤกษาปะการังคล้ายจะเป็นคู่ที่
เหมาะเจาะพอดีสำหรับนาง
เฟิ่งหวงแรมคืนบนต้นหวู่ถง
แม้ไม่มีต้นหวู่ถงเช่นดังตำนาน แต่พฤกษาปะการังนี้ก็นับว่า
เหมาะเจาะพอดีเป็นที่สุด
จั่วม่อเพ่งพิศพิจารณาอยู่เป็นนาน ในที่สุดก็ตกลงใจ ประกบดรรชนี
เป็นดาบ ตัดพฤกษาปะการังออกเป็นสองส่วน ส่วนที่ประจุไว้ด้วยพลัง
สายฟ้าถูกตัดแยกออก ในท่อนไม้ส่วนนี้พลังไฟและพลังสายฟ้าหลังจาก
อยู่ร่วมกันมานานนับหมื่นปี ได้ผสานรวมเป็นหนึ่งอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่แรก
อีกส่วนหนึ่งของพฤกษาปะการังมีขนาดเท่าความสูงของคนผู้หนึ่ง
ผิวสัมผัสคล้ายหยก ด้านในลำต้นไม้อันโปร่งใส เห็นปะการังสีแดงเข้ม
เติบโตงอกงามอยู่ภายใน บันดาลให้ผู้คนต้องอัศจรรย์ใจกับฝีมือสรรสร้าง
สุดมหัศจรรย์ของธรรมชาติ
จั่วม่อหลับตาครุ่นคิดเงียบ ๆ เนิ่นนานให้หลังค่อยลืมขึ้นอีกครั้ง
ดรรชนีดุจใบมีดเริ่มสลักเสลาท่อนไม้พฤกษาปะการังอย่างรวดเร็ว เศษไม้
อันหมดจดลอยลิ่วออกมา ทหารยันต์ทองคำดำผู้เฝ้าจับตามองอย่างใจจด
ใจจ่อ ไหนเลยจะปล่อยให้เศษไม้เหล่านั้นได้มีโอกาสร่วงหล่นลงพื้น มันรีบ
ดูดเศษไม้ทั้งหมดเข้าปาก สีหน้าทอแววพึงพอใจอย่างเปี่ยมล้น
ราวครึ่งชั่วยามให้หลัง ท่อนไม้กลมก็ปกคลุมไปด้วยลวดลายอัน
พิสดารทั้งต้น
“นี่คือ…เสาสัญลักษณ์ศึกหรือไม่
ทารกหมอกวิญญาณเอ่ยถาม
อย่างไม่แน่ใจ มันไม่เคยเห็นเสาสัญลักษณ์ศึกที่มีลวดลายมากมายถึงเพียง
นี้มาก่อน
“เกรงว่าจะมิใช่” จั่วม่อสั่นศีรษะ “ข้าใช้วิธีการลับบางส่วนของเสา
สัญลักษณ์ศึกก็จริง แต่ของสิ่งนี้สมควรไม่อาจนับเป็นเสาสัญลักษณ์ศึก
กระมัง?”
จั่วม่อดูคล้ายไม่ค่อยมั่นใจเท่าใดเช่นกัน
คนทั้งหมดไม่อาจเข้าใจได้ว่าจั่วม่อคิดทำอะไร แต่นกโง่ทันใดนั้น
ดวงตาทอประกายวูบ นางคล้ายรู้สึกถึงลูกไฟภายในเสาไม้กลม ซึ่งกำลังส่ง
เสียงสะท้อนกับเปลวไฟภายในร่างนาง
จั่วม่อสะบัดศีรษะแรง ๆ ไม่สำคัญว่าของสิ่งนี้จะเป็นอะไร ที่น่าสนใจ
กว่าคือใช้การได้หรือไม่ มันกวักมือเรียกนกโง่ทันที “นกโง่ ขึ้นไปทดลองดู
สักครา!”
หากเป็นเวลาอื่น ได้ยินจั่วม่อบังอาจเรียกนางว่านกโง่ นกโง่จะต้องทำ
เป็นเมินเฉยหรือมิเช่นนั้นก็ถลึงตาใส่อย่างขุ่นเคือง แต่คราวนี้นางกระทั่ง
ส่งเสียงโต้แย้งยังไม่เอ่ยออกจากปาก พลันกางปีกโผนทะยาน แล้วร่อนลง
บนพฤกษาปะการังที่แกะสลักใหม่อย่างงดงาม
ทันทีที่นกโง่ร่อนลงบนพฤกษาปะการัง ตูม ทันใดนั้นเปลวไฟสีแดง
เข้มแตกปะทุออกมาจากเสาไม้ นกโง่รู้สึกสุขสบายอย่างที่ยากจะบ่งบอก
บรรยาย ต้องเปล่งเสียงร้องแหลมสูงอย่างยินดีปรีดา!
ตูม!
เปลวไฟลุกโชนอย่างรุนแรง!
จากนั้นเปลวไฟสีแดงเข้มพวยพุ่งขึ้นไปถึงชั้นฟ้า!
?
เมื่อได้ลิ้มรสความหอมหวาน จั่วม่อเริ่มหันไปคิดคำนวณผลกำไรอื่น
ๆ ที่เหลือ
ธงบัญชาพิรุณ ค้อนกำเนิดสายฟ้า ไม้เท้าพระธรรมครึ่งท่อน เส้นชีพ
จรเขียว และเศษชิ้นส่วนทั้งหมดจากร่างของปลาหมึกยักษ์โบราณ
ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ ธงบัญชาพิรุณและค้อน
กำเนิดสายฟ้าแม้ไม่ได้รับความเสียหายใด แต่สูญสิ้นพลังของพวกมันไป
ตั้งแต่แรก ดังนั้นเมื่อออกมาจากห้องโถงที่พวกมันเคยเฝ้าพิทักษ์ ก็ไม่อาจ
รักษาพลังเทพโบราณเอาไว้ได้อีก อย่างไรก็ตาม ฝีมือหลอมสร้างพวกมัน
นับว่าเลิศพิสดารสุดเปรียบปาน อีกทั้งวัตถุดิบที่ใช้ล้วนแต่ดีเลิศ
สมแล้วที่เจ้าตัวโตผู้นั้นมีชีวิตอยู่มานานนับหมื่นปี!
ความเชื่อมั่นของจั่วม่อเพิ่มมากขึ้นทันที
ค้อนกำเนิดสายฟ้า ไม้เท้าพระธรรมครึ่งท่อน พฤกษาปะการังอีกครึ่ง
ที่เหลือ ลูกประคำอธิษฐานกำยานเพลิง… …
กองวัตถุดิบล้าค่าไหลผ่านมือของจั่วม่ออย่างไม่ขาดสาย จั่วม่อได้รับ
ลูกประคำอธิษฐานกำยานเพลิงเป็นสินสงครามหลังจากสังหารจี้เจิ้ง ยอด
คนด่านฝ่านซูแห่งวัดเสวียนคงในครั้งกระโน้น ส่วนสมบัติอื่นที่ได้มาพร้อม
กันเช่นดอกบัวกลับชาติทลายปรภพ มันนำมาใช้กับอากุ่ยตั้งแต่แรก
หลังจากหลอมสร้างอยู่สามวันเต็ม อาวุธเทพชิ้นใหม่ในที่สุดก็เป็นรูป
เป็นร่าง
นี่เป็นไม้เท้าพระธรรมสามแฉกที่แปลกประหลาดยิ่ง ภายในแฉกด้าน
หนึ่งเป็นลูกประคำโปร่งใสสีแดงที่มีขนาดเท่ากำปั้น ลอยเงียบ ๆ อย่างสงบ
ภายในลูกประคำเป็นค้อนเล็กด้ามหนึ่ง ที่บัดเดี๋ยวผลุบบัดเดี๋ยวโผล่อยู่
ท่ามกลางกระแสสายฟ้า ในแฉกอีกด้านหนึ่ง เป็นลูกประคำสีดำที่สวยงาม
สองเม็ดซึ่งหมุนวนไม่หยุดยั้ง ราวกับปลาน้อยซุกซนสองตัวไล่ขับกัน และ
ในแฉกสุดท้ายของไม้เท้าพระธรรม เห็นลูกประคำอธิษฐานกำยานเพลิง
เจ็ดเม็ดลอยขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ในกลุ่มควันกำยาน
กระทั่งจงหยูผู้มีจิตใจสงบนิ่งดุจผิวน้า เมื่อเห็นไม้เท้าพระธรรมสาม
แฉกอันแปลกประหลาดนี้ ถึงกับแทบจะลืมหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง!
จงหยูรักใคร่หวงแหนไม้เท้าพระธรรมสามแฉกจนแทบวางไม่ลง ไม่
เหลือเค้าเคร่งขรึมสำรวมเช่นยอดฝีมือแนวทางพุทธแม้แต่น้อย
จั่วม่อก็พึงพอใจกับไม้เท้าพระธรรมสามแฉกนี้ไม่น้อย ในบรรดา
ผลงานทั้งหมดของมัน ไม้เท้าพระธรรมสามแฉกนับว่าเข้าใกล้จุดสูงสุด
มากที่สุด นอกจากวัตถุดิบชั้นเลิศหลากหลายชนิด ฝีมือหลอมสร้างและ
แนวคิดการออกแบบอาวุธก็ล้วนแล้วแต่โดดเด่นเหนือธรรมดา
ส่วนที่พิเศษเฉพาะมากที่สุด คือจั่วม่อปล่อยให้ศาสตราเทพชิ้นนี้
ยังคงไม่สมบูรณ์ ช่องว่างที่เหลือเว้นไว้ให้จงหยูเป็นผู้เสริมสร้างให้สมบูรณ์
ด้วยตัวเอง เพื่อให้ศาสตราเทพชิ้นนี้เหมาะสำหรับมันมากที่สุด นี่ทำให้
จั่วม่อเกิดแนวคิดใหม่ที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน ในกาลก่อนอาวุธเวท
ทั้งหลายมักจะหลอมสร้างจนเสร็จสมบูรณ์ด้วยฝีมือของนักหลอมสร้าง
แล้วจากนั้นผู้ใช้อาวุธจึงค่อยเรียนรู้วิธีใช้งาน
แต่สำหรับปรมาจารย์เชิงยุทธ์ขั้นสุดยอด ความเข้าใจในการต่อสู้ของ
พวกมันเหนือล้ากว่านักหลอมสร้างมากนัก
แต่แนวคิดใหม่ในการหลอมสร้างของจั่วม่อ เพียงหลอมสร้างเค้าโครง
ให้แล้วเสร็จ จากนั้นปล่อยให้ผู้ใช้อาวุธค่อย ๆ ปรับปรุงแก้ไขจนสมบูรณ์
แบบด้วยตัวเอง อาวุธวิเศษที่กำเนิดขึ้นจะเหมาะเจาะพอดีสำหรับความ
ต้องการของผู้ใช้มากกว่า อาวุธวิเศษที่เพียงแสวงหาพลังอันยิ่งใหญ่นั้นไม่
จั่วม่อขนานนามไม้เท้าพระธรรมสามแฉกนี้ว่า ไม้เท้าวิเศษสาม
ปรากฏ
สำหรับบรรดาวัตถุดิบที่เหลือ จั่วม่อยังไม่มีความคิดใด ในหมู่ผู้คนที่
อยู่ที่นี่ มีเพียงหลัวหลีที่ยังขาดอาวุธวิเศษที่ดีชิ้นหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อมัน
นึกถึงเคล็ดวิชา ‘กุญแจเป็นตาย’ อันน่าขนพองสยองเกล้าของหลัวหลี
จั่วม่อก็ปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาทันที
วิชานี้น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง ทั้งลี้ลับสุดจะหยั่งคำนวณ หลังจาก
หลอมรวมเคล็ดวิชาบางส่วนของพลังเทพมิดับสูญเข้าไปด้วย ‘กุญแจเป็น
ตาย’ ก็ยิ่งลี้ลับพิสดารยากจะเข้าใจกว่าเดิม กระทั่งจั่วม่อผู้พบเห็นเคล็ด
วิชาพลังเทพมามากมายยังไม่อาจเข้าใจได้
กระทั่งเข้าใจยังไม่เข้าใจ อย่าว่าแต่จะให้มันหลอมสร้างอาวุธวิเศษ
ให้แก่หลัวหลี
เคราะห์ดีที่หลัวหลีไม่ได้สนใจเรื่องนี้แม้แต่น้อย ทุกวี่วันเอาแต่ใกล้ชิด
สนิทสนมกับหว่อหลี ราวกับว่าในสายตามันมองไม่เห็นสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น
อากุ่ยครอบครอง ‘วิญญาณมิดับสูญ’ ศิษย์พี่ใหญ่มีกระบี่โลหิต
ประหารเทพ หลัวหลีไม่ต้องการสิ่งใด จงหยูยามนี้ถือครองไม้เท้าวิเศษสาม
ปรากฏ กระทั่งนกโง่ในตอนนี้ยังมี ‘ขอนไม้ปะการังเพลิง’ ท้ายที่สุดแล้ว
จั่วม่อเป็นคนเดียวที่ไม่มีอะไรเลย
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นมันก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีเส้นชีพจรเขียวและ
กรงเล็บพิฆาตมังกร จั่วม่อค่อยสลัดปัญหาเหล่านี้ออกจากใจ
ก่อนอื่นใดทั้งหมด มันต้องคิดหาวิธีออกจากตำหนักฤดูร้อนอันแปลก
ประหลาดนี้ให้ได้เสียก่อน
พวกมันเหาะเหินเดินทางติดต่อกันนานกว่าสิบวัน ดูจากความเร็วใน
การเคลื่อนที่ของพวกมัน สมควรผ่านระยะทางไม่น้อยกว่าหมื่นลี้ แต่
กระนั้นแนวป่าก็ยังคงกว้างไกลไร้ที่สิ้นสุดดังเดิม นี่ไม่ใช่เค้าลางที่ดีนัก
อย่างไรก็ตาม ทารกหมอกวิญญาณกลับไม่แยแสสนใจ มันบอกว่าผู้คนที่
เข้าสู่สี่ตำหนักในอดีต กว่าจะผ่านออกไปได้อย่างน้อยที่สุดไม่เคยกินเวลา
ต่ากว่าสองเดือนมาก่อน
พอฟังเช่นนี้ ทุกผู้คนค่อยคลายใจลงเล็กน้อย
ระหว่างนี้ผู้ที่รับบทหนักที่สุดไม่มีผู้ใดเกินจงหยู หลายวันมานี้มันถือ
ไม้เท้าวิเศษสามปรากฏอยู่ในมือแทบจะตลอดเวลา ใช้ไม้เท้าคอยดูดซับ
พลังอธิษฐานจากแสงอาทิตย์เป็นระยะ ดวงตาปลาหมึกยักษ์โบราณทั้ง
สองดวงยิ่งมายิ่งดำทะมึนและลึกล้า ประหนึ่งหลุมดำสองหลุมลอยอยู่
กลางอากาศ
ตลอดรายทางพวกมันไม่พบสมบัติวิเศษเหมือนเช่นพฤกษาปะการัง
อีก
ดวงอาทิตย์ยังคงเปี่ยมไปด้วยพิษร้าย แต่ด้วยความช่วยเหลือของไม้
เท้าวิเศษสามปรากฏของจงหยู พลังอธิษฐานภายในดวงอาทิตย์ก็ไม่อาจ
ทำอันตรายต่อพวกมันได้อีก
หลังจากเดินทางต่อไปอีกสามวัน พวกมันยังคงไม่พบเห็นจุดสิ้นสุด
ของป่าใหญ่
จั่วม่อทันใดนั้นพลันรู้สึกว่าภาพเบื้องหน้าคล้ายจะคุ้นตาอยู่บ้าง มัน
ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครึ่งค่อนวัน ในที่สุดค่อยนึกขึ้นได้ว่ามันเคยพบเห็น
ภาพเช่นนี้จากที่ใดมาก่อน …เป็นวิหารเทพสุริยัน!
ดินแดนลับเถาวัลย์เขียว พี่ใหญ่ชิงหลิน! ดินแดนลับเถาวัลย์เขียวแห่ง
วิหารเทพสุริยันซึ่งพี่ใหญ่ชิงหลินเฝ้าพิทักษ์ ไยมิใช่คลับคล้ายกับที่นี่เป็น
อย่างยิ่ง?
นี่มัน… …
จั่วม่อฉุกใจคิด มันอาศัยช่วงเวลาที่หยุดพัก พลิกดูม้วนหยกที่พี่ใหญ่
ชิงหลินทิ้งไว้ให้แก่มันอย่างละเอียดถี่ถ้วน ภายในม้วนหยกบันทึกเรื่องราว
มากมาย รวมถึงเคล็ดวิชาลับ ‘เทพวิชาเถาวัลย์เขียว’ แห่งชนเผ่า
เถาวัลย์เขียวด้วย ชิงหลินหวังว่าจั่วม่ออาจได้พบพานผู้สืบเชื้อสายแห่งชน
เผ่าเถาวัลย์เขียว จะได้ให้พวกมันสืบทอดม้วนหยกอันเป็นมรดกชิ้นสุดท้าย
นี้ต่อไป
เห็นสิ่งของนึกถึงบุคคล ภาพสีหน้าท่าทีอ่อนโยนและมากน้าใจไมตรี
ของพี่ใหญ่ชิงหลินคล้ายยังคงแจ่มชัดอยู่ตรงหน้ามัน จั่วม่อรู้สึกความเศร้า
หดหู่แผ่ซ่านขึ้นมาเป็นระลอก จากนั้นนึกถึงความปรารถนาสุดท้ายของพี่
ใหญ่ชิงหลิน นั่นคือค้นหาผู้เหลือรอดของชนเผ่าเถาวัลย์เขียว แต่ไม่ว่ามัน
จะพยายามสักเท่าใด กลับไม่เคยมีผลสำเร็จมาก่อน ทำให้จั่วม่อยิ่งสำนึก
เสียใจกว่าเดิม มันเคยส่งคนจำนวนมากไปยังสถานที่ที่พี่ใหญ่ชิงหลิน
อย่างไรก็ตาม รอจนมันพบเห็นประโยคที่บอกว่า ผู้ฝึกปรือเทพวิชา
เถาวัลย์เขียวสามารถท่องทะยานผ่านป่าทั้งหมดได้อย่างอิสระเสรี และ
ล่วงรู้ทิศทางในป่าดุจสวนหลังบ้านตน ต้องปิติยินดีแทบคลุ้มคลั่ง
นึกไม่ถึงว่าการฝึกปรือเทพวิชาเถาวัลย์เขียวจะมีประโยชน์มากมาย
ถึงเพียงนี้ หากสามารถออกจากป่าผีสางผืนนี้ได้จริง มันต้องขอบคุณ
สวรรค์แล้ว
หากชิงหลินล่วงรู้ว่าจั่วม่อเริ่มฝึกปรือเทพวิชาเถาวัลย์เขียว เพียง
เพราะว่าคิดใช้ค้นหาทางออกจากป่าใหญ่ เกรงว่าจะต้องปีนขึ้นมาจาก
หลุมศพด้วยความคลั่งใจเสียเป็นแน่แท้
ชนเผ่าเถาวัลย์เขียวแม้ไม่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรเช่นชนเผ่าเทพสุริยัน แต่
ยังคงเป็นชนเผ่าใหญ่ชั้นสูงเผ่าหนึ่ง เทพวิชาเถาวัลย์เขียวเป็นวิชาที่หลาย
เผ่าพากันอิจฉาเลื่อมใส!
การฝึกปรือเทพวิชาเถาวัลย์เขียวสำหรับจั่วม่อไม่ใช่เรื่องยากลำบาก
อันใด ในร่างกายมันมีหยดน้าลี้ลับเถาวัลย์เขียวที่ชิงหลินทิ้งไว้ให้ หยดน้าลี้
ลับอันล้าค่านี้มิทราบช่วยชีวิตมันไว้กี่ครั้งกี่ครา
เมื่อครั้งที่มันพบพานพี่ใหญ่ชิงหลิน ความเข้าใจในเคล็ดวิชาพลังเทพ
ของจั่วม่อยังน้อยนิดจนน่าเวทนา กระทั่งรายละเอียดพื้นฐานมากมายมัน
ยังไม่ล่วงรู้ แต่จั่วม่อในปัจจุบันไม่เหมือนครั้งนั้นอีกแล้ว พลังฝีมือของมัน
รุดหน้าไปมาก ความเข้าใจในพลังเทพก็ลึกซึ้งกว่าเดิม การฝึกปรือเทพวิชา
เถาวัลย์เขียวไม่พบเจออุปสรรคใด
จนกระทั่งพลังสีเขียวสองขุมปรากฏขึ้นในดวงตาของจั่วม่อ
สัมผัสนับไม่ถ้วนดุจน้าป่าไหลบ่าจากทุกทิศทาง ทะลักทลายมาจาก
ส่วนลึกของป่าโดยไร้สุ้มเสียง
ทันใดนั้นเอง ท่ามกลางสัมผัสรับรู้นับไม่ถ้วนเหล่านั้น สัมผัสที่คุ้นเคย
สายหนึ่งล่องลอยมาจากส่วนลึกของป่าด้านหนึ่ง
นี่มัน… …
จั่วม่อใจสั่นสะท้าน โดยไม่รีรอลังเล มันผุดลุกขึ้น พุ่งทะยานไปใน
ทิศทางนั้นในบัดดล
คนอื่น ๆ เห็นเช่นนี้ ล้วนทราบดีว่าจั่วม่อจะต้องค้นพบสิ่งใดอย่าง
แน่นอน โดยไม่จำเป็นต้องบอกกล่าว ทุกคนพากันติดตามหลังไปอย่าง
กระชั้นชิด
จั่วม่อยิ่งเหาะเหินไปข้างหน้า ความรู้สึกสนิทสนมคุ้นเคยจากในป่ายิ่ง
เพิ่มพูนขึ้นทุกขณะ ดวงตายิ่งทอประกายเจิดจ้ากว่าเดิม คลื่นพลังจากใน
ป่าก็คล้ายจะรู้สึกถึงการคงอยู่ของจั่วม่อเช่นกัน พุ่งทะยานมาในทิศทาง
ของมันอย่างไม่คิดชีวิต
รอจนเงาสีเขียวสายหนึ่งวาบผ่านแนวป่า จั่วม่อหัวใจโลดขึ้น มันตรง
เข้าหาเงาร่างนั้นโดยไม่ลังเล
เห็นร่างผอมบางกระโจนผ่านแนวป่าอย่างปราดเปรียว บนศีรษะเต็ม
ไปด้วยเส้นผมสีเขียวมรกตยาวจรดบั้นเอว ปลิวสะบัดอยู่ในสายลม
นั่นเป็นเด็กชายอายุราวสิบห้าปีผู้หนึ่ง
ทันใดนั้นจั่วม่อคล้ายมองเห็นเงาร่างสูงสง่าที่คุ้นตา เห็นเรือนผมสี
เขียวไปล่ปลิวอยู่ในวิหารเทพสุริยันอีกครั้ง
ไม่ทราบเพราะเหตุใด มันรู้สึกขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมา
เด็กชายตัวน้อยมีดวงตาดำขลับดุจอัญมณี มันเพ่งมองจั่วม่ออย่าง
ระแวงระวัง ในดวงตาทอแววสับสนงุนงง คนแปลกหน้าที่อยู่ตรงหน้ามัน
ไฉนให้ความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมถึงเพียงนี้
“ท่านเป็นใคร?”
?”
?”
?” ชิงเสี่ยวสีหน้ากลายเป็นตื่นเต้นยินดี
ในทันที มองดูจั่วม่อด้วยสายตาคาดหวัง
จั่วม่อแย้มยิ้ม แล้วกรีดดรรชนีจี้ออกหนึ่งดรรชนี จุดสีเขียวพวยพุ่ง
ออกจากปลายนิ้ว เปลี่ยนเป็นเถาวัลย์สีเขียวเส้นหนึ่ง
“ข้าก็ทำได้เหมือนกัน!” ชิงเสี่ยวเบิกบานใจยิ่ง มันลอกเลียนท่าจี้
ดรรชนีของจั่วม่อ เถาวัลย์สีเขียวอ่อนบิดเป็นเกลียวพุ่งออกมาราวกับ
อสรพิษ
‘เทพวิชาเถาวัลย์เขียว!’
จั่วม่อในอกประเดประดังไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากมาย หรือว่า
โลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาอยู่จริง ๆ?
?
?” จั่วม่อกล่าวเสียงนุ่มนวล
“เช่นนั้นก็ดี!” ชิงเสี่ยวกล่าวอย่างเบิกบานใจ ทันใดนั้นมันกลายเป็น
เงาสีเขียวสายหนึ่ง พุ่งนำไปเบื้องหน้า
จั่วม่อกับพวกรีบติดตามไปในบัดดล
ชั่วเวลาไม่นานหลังจากนั้น บ้านต้นไม้เล็ก ๆ หลังหนึ่งก็ปรากฏขึ้น
เบื้องหน้าทุกผู้คน บ้านต้นไม้อันรื่นรมย์นี้สร้างอยู่บนยอดไม้โบราณอายุ
นับพันปี มีเถาวัลย์เก่าแก่มากมายห้อยระย้า ชิงเสี่ยวคว้าจับเถาวัลย์
เหล่านั้น แล้วพลิกร่างเข้าไปในบ้านต้นไม้หลังย่อมดุจวานรอันปราดเปรียว
ตัวหนึ่ง ก่อนจะหันมาร้องบอกอย่างร่าเริง “เรามาถึงบ้านแล้ว!”
จั่วม่อมองดูรอบ ๆ แล้วถามอย่างงุนงง “คนอื่น ๆ เล่า เจ้ามิใช่ว่าอยู่
กับชนเผ่าของเจ้ารึ?”
ชิงเสี่ยวสีหน้าหม่นหมอง “เหลือเพียงข้าผู้เดียว ทุกคนล้วนตาย
หมดแล้ว”
“ตายหมดแล้ว?” จั่วม่อตกตะลึงพรึงเพริด
“ดวงอาทิตย์เป็นพิษ” ชิงเสี่ยวสีหน้ากลับเป็นปกติ จากนั้นเผย
รอยยิ้มกระจ่างจ้า เห็นฟันขาวเป็นประกาย “แต่ข้าไม่กลัวหรอก ข้าจะต้อง
หาหนทางแก้ไขได้อย่างแน่นอน!”
จั่วม่อรู้สึกเศร้าหดหู่ แต่มันผ่านความเป็นความตายมานักต่อนัก
ดังนั้นไม่สูญเสียความเยือกเย็นที่พึงมี หลังจากโศกสลดอยู่ชั่วขณะก็กลับ
เป็นปกติดังเดิม
มันลูบหัวชิงเสี่ยวอย่างเบามือ กล่าวว่า “อย่าห่วงไปเลย ข้ามีหนทาง
แก้”
จงหยูที่รับฟังอยู่ด้านข้างยื่นมือที่ถือไม้เท้าวิเศษสามปรากฏออกมา
ทันที แตะเบา ๆ บนร่างของชิงเสี่ยว พลังอธิษฐานสายหนึ่งพลันพวยพุ่ง
ออกจากร่างของชิงเสี่ยวดุจกลุ่มหมอก จากนั้นถูกดูดหายเข้าไปในดวงตา
ปลาหมึกยักษ์ดำทมิฬทั้งสองดวง
ชิงเสี่ยวดวงตาเบิกกว้าง เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ภายใน
ร่างรู้สึกอบอุ่นเบาสบาย ปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก
“ไอหย่า ได้ผลจริง ๆ!” ชิงเสี่ยวโพล่งออกมาทันที ทดลองลูบคลำ
ศีรษะของตน จากนั้นลูบ ๆ คลำ ๆ ไปทั่วร่าง ท่าทางเฉลียวฉลาดและมี
ชีวิตชีวาของมันทำให้ทุกคนแทบหัวร่อออกมา
จั่วม่อยิ่งพิศดู ยิ่งนึกเอ็นดูชิงเสี่ยวผู้สัตย์ซื่อบริสุทธิ์มากขึ้นเรื่อย ๆ มัน
กล่าวว่า “ชิงเสี่ยว ติดตามพี่ใหญ่ออกไปดีหรือไม่ ดวงอาทิตย์ที่ด้านนอก
ไม่ได้เป็นพิษเหมือนดวงอาทิตย์ดวงนี้!”
“เช่นนั้นก็ดียิ่ง!” ชิงเสี่ยวผงกศีรษะรับอย่างไม่ลังเล “อยู่ที่นี่เพียง
ลำพังข้าเบื่อหน่ายแทบตายแล้ว! พี่ใหญ่เป็นคนดี!”
จั่วม่อพอฟังต้องแย้มยิ้มกว้างขวาง มันเองก็เบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้าในเมื่อบอกว่าพี่ใหญ่เป็นคนดี เช่นนั้นพี่ใหญ่จะไม่แสดงเป็นคนดีเสีย
บ้างได้อย่างไรกัน”
?” ชิงเสี่ยวมองดูจั่วม่ออย่างอยากรู้อยากเห็น
“หลับตา แล้วโคจรพลังเทพของเจ้า” จั่วม่อกล่าว ชิงเสี่ยวนับว่ารู้
ความไม่น้อย พลันหลับตาลงอย่างเชื่อฟัง พร้อมทั้งโคจรพลังเทพตาม
คำสั่ง
จั่วม่อจี้ดรรชนี หยดน้าหยดหนึ่งหยดลงจากปลายนิ้ว ตกลงตรงกลาง
หว่างคิ้วของชิงเสี่ยว จากนั้นซึมหายไป
“อา!” ชิงเสี่ยวร้องอุทาน ในไม่ช้าใบหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเขียว
สดใส
หยดน้าลี้ลับเถาวัลย์เขียว!
คราครั้งนี้จั่วม่อนำหยดน้าลี้ลับเถาวัลย์เขียวซึ่งพี่ใหญ่ชิงหลินทิ้งไว้
ให้แก่มันมากำนัลให้แก่ชิงเสี่ยว หยดน้าลี้ลับเถาวัลย์เขียวมีคุณประโยชน์
เหลือคนา แต่กับจั่วม่อในปัจจุบันกลับไม่มีคุณค่าใช้สอยเท่าใดนัก แต่
สำหรับชิงเสี่ยว สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์นับเอนกอนันต์
ชั่วอึดใจให้หลัง ชิงเสี่ยวลืมตาขึ้น สีหน้าปิติยินดี “หยดน้าลี้ลับ
เถาวัลย์เขียว! ข้ารู้จักมัน! นี่คือหยดน้าลี้ลับเถาวัลย์เขียวไม่ผิดแน่!”
จั่วม่อในใจปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก มันหัวร่อพลางกล่าว
“พี่ใหญ่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่จะมอบให้เจ้า” กล่าวพลางปลดเส้นชีพจรเขียว
ออกจากข้อมือของตน นำไปพันรอบข้อมือของชิงเสี่ยวแทน
ทารกหมอกวิญญาณเบิกตาแทบถลน สีหน้าทอแววเหลือเชื่อ!
เส้นชีพจรเขียว!
นั่นคือ… นั่นคือเส้นชีพจรเขียวไม่ใช่รึ!
ชิงเสี่ยวทดลองสะบัดเส้นชีพจรเขียว สีหน้าทั้งตื่นเต้นทั้งกระหายใคร่
รู้ อาจกล่าวได้ว่าเส้นชีพจรเขียวเป็นคู่ที่สวรรค์สร้างมาสำหรับชนเผ่า
เถาวัลย์เขียวโดยแท้ เพียงชั่วระยะเวลาไม่นาน เส้นชีพจรเขียวที่อยู่ในมือ
ชิงเสี่ยวคล้ายกลับกลายเป็นมีชีวิต
เส้นชีพจรเขียวทรงพลังอำนาจ แต่อยู่ในมือของจั่วม่อ กลับไม่อาจ
เปล่งอานุภาพถึงขีดสุด สำหรับจั่วม่อแล้ว คุณค่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเส้นชีพ
จรเขียว กลับเป็นอักขระเทพ ‘ชีพจรเขียว’ ที่แฝงเร้นอยู่ภายใน
จั่วม่อจิตใจสุขสงบอย่างประหลาด คล้ายเพิ่งรู้แจ้งในเรื่องราวบาง
ประการ ความปรารถนาสุดท้ายของพี่ใหญ่ชิงหลินเป็นเงื่อนปมในใจมัน
หลังจากปลดเปลื้องเงื่อนปมนี้ มันคล้ายยกภูเขามหึมาออกจากอก รู้สึก
ปลอดโปร่งผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
สภาพจิตใจของมันยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ยิ่งกระจ่างแจ้งและผสาน
กลมกลืนมากกว่าเดิม