สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 805 ม่ออวิ๋นไห่มาแล้ว!
คุนหลุน
การตายของสามบุตรแห่งคุนหลุนสร้างความตื่นตระหนกให้แก่คุน
หลุนอย่างรุนแรง ควรทราบว่าบุตรแห่งคุนหลุนแต่ละคนถูกเลือกเฟ้น
อย่างระมัดระวัง ผ่านการทดสอบนานัปการ ทุกคนเปี่ยมด้วยพรสวรรค์อัน
ยิ่งใหญ่ พลังฝีมือสูงล้าสุดยอด พวกมันแต่ละคนล้วนเป็นสมบัติอันล้าค่า
ของคุนหลุน
แต่บุตรแห่งคุนหลุนกลับตกตายในคราวเดียวถึงสามคน
“เป็นซากโบราณสถานในดินแดนของวัดดอกบัวสูงศักดิ์” เฉาซิงสี
หน้าขรึมเคร่ง การตายของบุตรแห่งคุนหลุนสามคน ไม่ว่ามองจากมุมใด
ล้วนเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับคุนหลุน
ในความเห็นของเฉาซิง การสูญเสียเช่นนี้ยังร้ายแรงกว่าการสูญเสีย
อาณาจักรหลายแห่งเสียอีก การเลือกเฟ้นบุตรแห่งคุนหลุนนั้นทั้งซับซ้อน
และเข้มงวดถึงที่สุด แทบจะเป็นที่แน่นอนว่าบุตรแห่งคุนหลุนจะกลายเป็น
สุดยอดยุทธ์รุ่นใหม่แห่งคุนหลุน พวกมันทุกคนมีอนาคตอันเรืองรอง
หากสูญเสียอาณาจักร พวกมันสามารถตีชิงคืนมาได้ทุกเมื่อ
แต่หากบุตรแห่งคุนหลุนเสียชีวิต แทบจะไม่มีทางหาคนมาทดแทนได้
บุตรแห่งคุนหลุนห้าสิบคนถูกเลือกเฟ้นออกมาจากบรรดาศิษย์คุน
หลุนนับแสน การสูญเสียอัจฉริยะเหล่านี้ไป จะหาจากที่ใดมาทดแทนได้
เล่า หากพวกมันต้องการเสริมจำนวนบุตรแห่งคุนหลุน อาจจำต้องขยาย
ขอบเขตการคัดเลือกออกไปในหมู่สำนักสาขา อย่างไรก็ตาม ความ
จงรักภักดีของเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เลือกออกมาจากสำนักสาขาภายใต้
คุนหลุนจะเป็นอย่างไร ยังเป็นที่กังขาไม่น้อย
คุนหลุนหากสูญเสียความเป็นน้าหนึ่งใจเดียวกันที่พวกมันยึดมั่น
พึ่งพา เช่นนั้นคุนหลุนก็จะไม่ใช่คุนหลุนอีกต่อไป
เฉาซิงยิ่งทราบกระจ่างกว่าคนทั่วไป นี่คือเหตุผลที่มันห่วงกังวลกว่า
ผู้ใด บุตรแห่งคุนหลุนสามคนถูกสังหารในคราวเดียว หมายความว่าศัตรู
กล้าแข็งจนน่าหวั่นใจ
“เป็นม่ออวิ๋นไห่” หลินเชียนโพล่งออกมาอย่างกะทันหัน สีหน้าสงบ
ราบเรียบ ราวกับว่าไม่สะทกสะท้านต่อเรื่องที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย
“เป็นไปได้อย่างยิ่ง” เฉาซิงเห็นพ้องกับการคาดเดาของหลินเชียน
มันกล่าวอย่างเคร่งขรึม “นอกเหนือจากม่ออวิ๋นไห่ ไม่มีผู้ใดมีขีด
ความสามารถเช่นนี้ เทียนหวนไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ซากโบราณสถานแห่งนี้
กำลังคนที่ส่งเข้าไปมีจำกัดมาก”
“ทุกคนเป็นอย่างไรบ้าง?” หลินเชียนพลันถามไปอีกเรื่อง
เฉาซิงทราบความนัยของหลินเชียน “ทุกคนคั่งแค้นกันมาก พวกมัน
ต้องการล้างแค้นให้แก่เนี่ยเฉินกับพวกทั้งสาม! เนี่ยเฉินมากน้าใจไมตรี มี
สหายอยู่มากมาย มิหนำซ้ามีศิษย์ไม่น้อยที่ชมชอบจินหลิงเมิ่ง”
หลินเชียนผงกศีรษะ “ส่งพวกมันทั้งหมดออกไปฝึกฝนหา
ประสบการณ์ในโลกภายนอก”
เฉาซิงหน้าเผือดสี “นี่มันเกรงว่า… …”
หลินเชียนโบกมือตัดบท กล่าวอย่างเยือกเย็น “ต่อให้เป็นยอด
อัจฉริยะ แต่หากไม่ผ่านการขัดเกลา ย่อมไม่อาจเติบโตเป็นไม้ใหญ่เข้มแข็ง
ที่แท้จริง พวกมันมีพรสวรรค์เลิศล้าแต่ยังขาดประสบการณ์ หลายคนใน
หมู่พวกมันในอดีตไม่เคยอยู่ในสถานะโดดเด่นมาก่อน พวกมันต้องใช้เวลา
ในการปรับตัวให้เข้ากับศักดิ์ฐานะใหม่ของพวกมัน”
ในยุคสมัยแห่งพลังปราณ บุตรแห่งคุนหลุนหลายคนไม่มีอันใดโดด
เด่น เนื่องเพราะพรสวรรค์ในการฝึกปรือพลังปราณของมันพวกมันสามัญ
ธรรมดา แต่หลังจากเข้าสู่ยุคสมัยแห่งพลังเทพ พรสวรรค์ในการฝึกปรือ
พลังเทพของพวกมันกลับเปิดเผยออกมา หนุนส่งให้ศักดิ์ฐานะของพวก
มันแปรเปลี่ยนอย่างพลิกฟ้าคว่าดิน
การเปลี่ยนแปลงศักดิ์ฐานะและตัวตนของพวกมันเกิดขึ้นอย่าง
กะทันหันเกินไป หลายคนไม่ทันได้ปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงใหม่
หลินเชียนไม่พอใจกับเรื่องนี้มาก มันรู้สึกว่าบุตรแห่งคุนหลุนเหล่านี้
ไม่มีศักดิ์ศรีและจิตวิญญาณเช่นเหล่าศิษย์เอกแห่งคุนหลุนในกาลก่อน
ในยุคสมัยนั้น เหล่าศิษย์เอกแห่งคุนหลุนล้วนแล้วแต่ทระนงถือดีจาก
ไขกระดูกของพวกมัน พวกมันไม่เคยทนให้ผู้อื่นแข็งแกร่งกว่าพวกมันได้
จิตวิญญาณเช่นนี้คอยปลุกเร้าให้พวกมันโหยหาความแข็งแกร่งอย่างไม่
หยุดยั้ง
เฉาซิงเข้าใจจิตเจตนาของหลินเชียน ทว่ายังอดทักท้วงอย่างวิตก
กังวลไม่ได้ “แต่หากทำเช่นนี้ เกรงว่าจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายจะไม่น้อย
เลย”
หลินเชียนกล่าวอย่างเย็นชา “บุตรแห่งคุนหลุนห้าสิบคน หากมีห้าคน
ในพวกมันทะยานขึ้นเป็นสุดยอดยุทธ์ได้สำเร็จ ข้าก็พึงพอใจมากแล้ว ข้า
ไม่ต้องการบุปผาในเรือนกระจก คุนหลุนเองก็ไม่ต้องการพวกมัน”
“เข้าใจแล้ว” เฉาซิงไม่กล่าวคำใดอีก
จั่วม่อกับพวกทั้งหลายยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูสี่ตำหนัก ดักสังหารทุก
ผู้คนที่ผ่านเข้ามา
ไม่มีกลุ่มใดสามารถต้านทานพวกมันได้ ในไม่ช้าม่ออวิ๋นไห่ก็เป็นพวก
เดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในซากโบราณสถานทั้งหมด
“ในที่สุดก็ไม่มีผู้ใดแก่งแย่งกับพวกเราแล้ว” จั่วม่อทอดถอนรำพึง
อย่างพออกพอใจ สีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง
คนอื่น ๆ พากันหัวร่อ พวกมันถึงกับยึดครองซากโบราณสถาน
ทั้งหมดเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว
“สมควรไปยังตำหนักใด?” จั่วม่อหันไปถามทารกหมอกวิญญาณ
ทารกหมอกวิญญาณทำท่าอึกอัก จากนั้นกล่าวอย่างครุ่นคิด “ตำหนัก
ฤดูหนาวไปไม่ได้ ครั้งหนึ่งยอดนักรบที่เข้มแข็งที่สุดแห่งชนเผ่าสุริยันเคย
เอาชีวิตไปทิ้งในตำหนักฤดูหนาว ส่วนตำหนักอื่น ๆ อืมม์… … ทั้งหมด
สมควรไม่มีปัญหา… …”
ทารกหมอกวิญญาณกล่าวไปกล่าวไป สุ้มเสียงยิ่งเบาลง ๆ
จั่วม่อสีหน้าดำคล้า ถลึงตามองอย่างขุ่นเคือง “นี่คือสิ่งที่เจ้าบอกว่า
รู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี?”
ทารกหมอกวิญญาณกล่าวด้วยสีหน้าขวยเขิน “นั่นมัน… …นั่นมัน…
…ที่จริงแล้ว… …”
จั่วม่อบีบขมับพลางบ่นพึมพำ…ประเสริฐนัก ช่างเหมือนกันไปเสีย
ทั้งหมด… …
มันขบคิดอยู่ชั่วอึดใจ ในบรรดาพวกมัน ดูเหมือนว่าจะมีพวกที่เล่นกับ
ไฟอยู่มากที่สุด ดังนั้นกล่าวว่า “ไปยังตำหนักฤดูร้อนก็แล้วกัน!”
คนอื่น ๆ ย่อมไม่มีผู้ใดเห็นค้าน
ประตูสัมฤทธิ์ของตำหนักฤดูร้อนสลักเป็นลวดลายดวงอาทิตย์และ
มวลบุปผาเบ่งบานตระการตา เมื่อจั่วม่อทาบฝ่ามือลงบนบานประตู
สัมฤทธิ์ ดวงอาทิตย์และมวลบุปผาพลันส่องประกายเจิดจ้า ประตูตำหนัก
เปิดออกโดยไร้สุ้มเสียง
แสงแดดจ้าสาดส่องออกมาจากประตูตำหนัก เป็นแสงสีขาวพร่าง
เจิดจ้าเสียจนผู้คนต้องหรี่ตาลงโดยไม่รู้ตัว
ชั่วอึดใจให้หลัง เมื่อดวงตาของทุกผู้คนปรับเข้ากับแสงจ้าได้แล้ว
พวกมันในที่สุดค่อยเห็นภาพภายในตำหนักฤดูร้อน ถึงกับตกตะลึงพรึง
เพริดกันถ้วนหน้า
วิหารเทพปิศาจ
ร่างหนึ่งค่อย ๆ ลุกขึ้นจากบ่อโลหิต หากเหวยเสิ้งพบเห็นภาพนี้คง
ต้องประหลาดใจไม่น้อย ผู้ที่ขึ้นจากบ่อโลหิตนี้กลับเป็นอูเล่อ! อูเล่อเทพ
ปิศาจลำดับห้าผู้ล้มลงดับดิ้นภายใต้คมกระบี่ของมันไปแล้ว กลับยังมีชีวิต
เป็นปกติสุข
อูเล่อใบหน้าขาวซีด รอยยิ้มขมขื่นอยู่บ้าง
โหยวซือหย่าเค่อหัวร่อเบา ๆ “เจ้าไปพบพานผู้ใดเข้า ไฉนถูกทุบตีจน
มีสารรูปน่าสังเวชถึงเพียงนี้?”
“เหวยเสิ้ง!” อูเล่อสีหน้าทอแววนับถือเลื่อมใส
ทุกผู้คนสีหน้าแปรเปลี่ยนทันที
“ข้าแทบไม่อาจเอาชีวิตรอดกลับมา” อูเล่อกล่าวอย่างหวาดหวั่นไม่
คลาย “เหวยเสิ้งเป็นหนึ่งในเซียนกระบี่ที่กล้าแกร่งเกรียงไกรที่สุดอย่าง
แท้จริง! พลังฝีมือของมันร้ายกาจยิ่ง!”
“เมื่ออีกฝ่ายคือเหวยเสิ้ง เจ้ายังสามารถเก็บกู้ชีวิตกลับมาได้ ก็จง
ภาคภูมิใจเถอะ” โหยวซือหย่าเค่อกล่าวพลางเบ้ปาก
คนทั้งหมดในที่นั้นล้วนมีสีหน้าเห็นพ้องด้วย
อูเล่อแม้หน้าเผือดขาว แต่ดวงตาเจิดจ้าเป็นประกายทอแววพิสดาร
ชนิดหนึ่ง “ในการประมือกับเหวยเสิ้ง ข้าค้นพบความเข้าใจมากมาย
ภายในครึ่งปีนับจากนี้ พลังฝีมือของข้าจะต้องรุดหน้าไปอีกขั้นอย่าง
แน่นอน”
คนอื่น ๆ พอฟัง ล้วนมีสีหน้าปลาบปลื้มยินดี
อูเล่อเมื่อแข็งแกร่งขึ้น เท่ากับวิหารเทพปิศาจจะแข็งแกร่งขึ้นด้วย
ศึกที่ระเบิดขึ้นในแดนปิศาจยังคงดำเนินต่อไป ขุมกำลังทุกฝ่ายล้วน
กระโจนเข้าร่วมศึก ไม่มีผู้ใดยอมรามือ ความขัดแย้งระหว่างวิหารเทพ
ปิศาจกับขุมกำลังอื่นไม่เคยหยุดลงมาก่อน แต่การต่อสู้อย่างไม่หยุดยั้งช่วย
ให้วิหารเทพปิศาจเติบโตแข็งกล้าขึ้นเรื่อย ๆ
จากสามเทพปิศาจดั้งเดิม ยามนี้วิหารเทพปิศาจมีห้าเทพปิศาจ
ดินแดนในปกครองของวิหารเทพปิศาจขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่า วิหาร
เทพปิศาจทะยานขึ้นเป็นหนึ่งในขุมกำลังที่กล้าแข็งที่สุดในแดนร้อยเถื่อน
ความเข้มแข็งของวิหารเทพปิศาจยังหนุนส่งให้บรรดาปิศาจที่อาศัยอยู่ใน
ดินแดนของพวกมันมีชีวิตที่ดีขึ้น ศรัทธาของคนเหล่านั้นจึงยิ่งแรงกล้าและ
มั่นคงมากขึ้น ทำให้เหล่าเทพปิศาจยิ่งมีพลังอำนาจเพิ่มมากขึ้นตามไป
ด้วย
อย่างไรก็ตาม ศึกระหว่างสหพันธ์จอมปิศาจกับม่ออวิ๋นไห่ สร้างความ
สะท้านสะเทือนให้แก่พวกมันอย่างรุนแรง
สหพันธ์จอมปิศาจสูญเสียสองยอดแม่ทัพในคราวเดียว เป็นเหตุให้
สหพันธ์จอมปิศาจเริ่มเสื่อมทรุดลง การสู้รบตามแนวชายแดนปะทุขึ้นไม่
ขาดสาย ลำพังซือกงจื้อเพียงผู้เดียวไม่อาจแบ่งแยกตัวเองไปจัดการกับ
พวกมันทั้งหมด ภายในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ดินแดนของสหพันธ์จอมปิศาจ
ลดน้อยลงถึงหนึ่งในห้า
เหล่าเทพปิศาจแห่งวิหารเทพปิศาจชมดูเหตุการณ์เหล่านี้ด้วยหัว
ใจเต้นระทึก
สหพันธ์จอมปิศาจและวิหารเทพปิศาจเดิมทีเป็นขุมกำลังที่มีพลัง
อำนาจอยู่ในระดับเดียวกัน หากทว่าเพียงการพ่ายศึกหนึ่งครั้ง สถานการณ์
ของพวกมันก็เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว
ไม่มีผู้ใดไม่ล่วงรู้ สหพันธ์จอมปิศาจเกรงว่าอาจต้องตกต่าลง จน
กลายเป็นเพียงขุมกำลังชั้นรอง
ยกเว้นเสียแต่ว่าจะมียอดแม่ทัพคนใหม่ปรากฏขึ้นในสหพันธ์จอม
ปิศาจ มิเช่นนั้นชะตากรรมของสหพันธ์จอมปิศาจก็ถูกกำหนดแน่ชัดแล้ว
อาศัยยอดแม่ทัพเพียงหนึ่งเดียวของพวกมัน สหพันธ์จอมปิศาจไม่อาจ
หลีกเลี่ยงชะตากรรมของการสูญเสียดินแดนไปเรื่อยๆ ได้
หลายศึกที่ปะทุขึ้นในยามนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
ผู้นำแห่งวิหารเทพปิศาจเฝ้ามองสถานการณ์เบื้องหน้า รู้สึกแรง
กดดันเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ วิหารเทพปิศาจเองก็มียอดแม่ทัพบัญชาการศึก
อยู่สามคน นั่นคือผู้นำเทพปิศาจ เทพปิศาจลำดับสามโหยวซือหย่าเค่อ
และเทพปิศาจลำดับสี่ที่มาใหม่
ส่วนเทพปิศาจแรดและอูเล่อผู้รั้งลำดับสองและลำดับห้า พวกมันแม้
สามารถนำทัพออกศึก แต่ฝีมือบัญชาการรบของพวกมันยังห่างชั้นกับยอด
แม่ทัพที่แท้จริงอยู่มากโข
ม่ออวิ๋นไห่!
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าม่ออวิ๋นไห่จะกล้าแกร่งเกรียงไกรถึงเพียงนี้!
เปี๋ยหานเพียงลำพังผู้เดียวกลับสามารถจู่โจมสังหารสองยอดแม่ทัพ
ในคราวเดียว เป็นที่น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงถึงเพียงไหน ยิ่งไปกว่านั้นวิหาร
เทพปิศาจเคยประมือกับจั่วม่อมาก่อน ยังคงมีความประทับใจต่อราชัน
แห่งม่ออวิ๋นไห่อย่างลึกล้า พวกมันนับว่าล่วงรู้นิสัยใจคอของจั่วม่อเป็น
อย่างดี คนผู้นี้ไม่มีวันกระทำเรื่องราวที่ขาดทุน
กองพันบาปเคราะห์ของเปี๋ยหาน จะต้องมีวิธีการเสริมกำลังไม่ผิดแน่!
มิเช่นนั้นจั่วม่อจะไม่มีวันยินยอมให้เปี๋ยหานเซ่นสังเวยชัยชนะด้วย
กองพันบาปเคราะห์กว่าครึ่ง
การสูญเสียสองยอดแม่ทัพบัญชาการศึก เป็นเหตุให้แนวป้องกันของ
สหพันธ์จอมปิศาจถอยร่นอย่างต่อเนื่อง
เปี๋ยหานแม้ไม่ลงมืออีก แต่กองพันถังจื่อ กองพันอาซาเก๋อและค่าย
ฮุยประหนึ่งมีดสั้นสามคม ทะลวงผ่านแนวป้องกันของสหพันธ์จอมปิศาจ
อย่างดุร้าย
รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ม่ออวิ๋นไห่บุกยึดอาณาจักรใหญ่น้อยสิบสาม
แห่งในคราวเดียว!
ดูเหมือนว่าสหพันธ์จอมปิศาจขอเพียงได้ยินชื่อม่ออวิ๋นไห่ ล้วนพากัน
หลบลี้หนีหน้าในบัดดล ไม่อาจปลุกปลอบกำลังขวัญทำการต้านทานแม้แต่
ชั่วอึดใจ อย่างอับจนปัญญา สหพันธ์จอมปิศาจได้แต่ถอยร่นเป็นพัลวัน
ยินยอมปล่อยมือจากดินแดนจำนวนมากแต่โดยดี
ม่ออวิ๋นไห่บุกตะลุยไปข้างหน้าด้วยสภาวะปานผ่ากระบอกไม้ไผ่
อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่าไม่มีขุมกำลังอื่นบังเกิดจิตคิดละโมบ ใน
ความเห็นของพวกมัน เปี๋ยหานสมควรกลับไปยังม่ออวิ๋นไห่แล้ว สามทัพที่
บุกรุดหน้าในยามนี้ไม่ใช่กองพันบาปเคราะห์ อาศัยเพียงกองทัพชั้นรอง
เหล่านี้พวกมันยังไม่เห็นอยู่ในสายตา อย่าว่าแต่พวกมันยังเป็นฝ่ายมี
เปรียบในการสู้รบบนดินแดนของตัวเอง
ดังนั้นกองกำลังขนาดย่อมกว่าสี่สิบกลุ่มจับมือเป็นพันธมิตร ก่อเกิด
ทัพใหญ่มหึมาขบวนหนึ่ง หมายมาดว่าจะต้องหยิบฉวยเนื้อชิ้นโตนี้ให้จงได้
อย่างไรก็ตาม ในไม่ช้าพวกถังเฟยกับกองทัพทั้งสาม ได้สั่งสอนให้
พวกมันรู้ซึ้งถึงความร้ายกาจที่แท้จริง
ในสมรภูมินั้น กองพันถังจื่อทำศึกยี่สิบเอ็ดรอบติดต่อกันโดยไม่ต้อง
นอนหลับพักผ่อน พวกมันคว้าชัยรวดเดียวยี่สิบเอ็ดศึก!
ค่ายฮุยลอบเร้นกายเดินทัพทางไกล แล้วปรากฏขึ้นด้านหลังของ
ข้าศึกอย่างกะทันหัน พวกมันบุกทำลายเมืองใหญ่สามสิบแห่ง เผาทำลาย
เสบียงและฐานการผลิตของศัตรูกว่าเจ็ดส่วน
กองพันอาซาเก๋อดำเนินอุบายส่งเสียงบูรพาตีฝ่าประจิม หลอกล่อให้
ทัพพันธมิตรแบ่งแยกกำลังออกไป จากนั้นวกเข้าสมทบกับถังเฟยอย่าง
รวดเร็ว ผนึกกำลังบดขยี้กองทัพหลักของกองทัพพันธมิตรจนแตกพ่าย
ยับเยิน!
ซากศพสุมซ้อนเท่าภูเขา!
โลหิตหลั่งเนืองนองเป็นท้องธาร!
ทัพพันธมิตรล่มสลายในบัดดล
ทว่าสุดที่ผู้ใดจะคาดคิดไปถึง สามทัพแห่งม่ออวิ๋นไห่กลับไม่หยุดยั้งรั้ง
รอ ประหนึ่งสุนัขป่ากระหายเลือด พวกมันติดตามไล่ล่าเหล่าทหารแตกทัพ
อย่างไม่ลดละ
ทัพพันธมิตรที่แตกพ่ายขวัญวิญญาณกระเจิดกระเจิงหมดสิ้น พวก
มันรู้เพียงแค่ต้องหนี หลบหนีอย่างไม่คิดชีวิต!
ติดตามไล่หลังกองทัพแตกพ่าย สามทัพดุดันแห่งม่ออวิ๋นไห่บุกยึด
ครองอาณาจักรตามรายทางไปทีละแห่ง ๆ อาณาจักรแล้วอาณาจักรเล่า
โดยไม่ลำบากกินแรงแม้แต่น้อย!
สี่สิบสี่อาณาจักร!
รอจนจำนวนสุดท้ายถูกคำนวณออกมาในที่สุด แดนปิศาจต้อง
สะท้านสะเทือนเป็นคำรบสอง!
ความสามารถในการสู้รบอันกล้าแข็งของม่ออวิ๋นไห่ ทำให้ทั่วหล้า
ต้องหันมาจับจ้องมองดูพวกมันเป็นตาเดียว
พวกมันไม่ใช่เปี๋ยหาน นอกจากอาซาเก๋อที่เคยมีชื่อเสียงอยู่บ้าง คน
อื่น ๆ ก่อนหน้านี้ล้วนไร้ชื่อเสียงเรียงนามทั้งสิ้น ทว่าในศึกต่อเนื่องอัน
ตระการตานี้ พวกมันสำแดงพลังสู้รบสุดแกร่งออกมาอย่างเต็มที่ เผยให้
เห็นความช่าชองชำนาญในพิชัยยุทธ์อย่างลึกล้า บันดาลให้ผู้คนต้อง
ดวงตาเป็นประกาย
ผู้คนพากันหวนนึกถึงกองทัพม้าฝานก่อนหน้านี้ ซึ่งกลับกลายเป็น
กระเดื่องดังในศึกเดียว
ในกองทัพทั้งสี่ ไม่มีผู้ใดอ่อนแอ
กองทัพทั้งสี่มีแบบฉบับการสู้รบที่ผิดแผกแตกต่าง แต่พวกมันมี
คุณลักษณะหลายประการที่คล้ายเหมือน วินัยทัพอันเข้มงวดและจิต
ปณิธานอันเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว!
ทั่วแดนปิศาจพากันอุทานอย่างตื่นตระหนก
…ม่ออวิ๋นไห่มาแล้ว!