สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 811 เทียนหวนรุกกระหนาบรอบทิศ
เทียนหวน!
เมื่อผลการสืบสวนปรากฏออกมา ทั้งหงเซียวและคังหลิงเสวี่ยค่อย
ตระหนักถึงความร้ายแรงที่แท้จริงของสถานการณ์ รีบรายงานด่วนขึ้นไป
ในบัดดล
ในตลาดการค้า เทียนหวนเปิดฉากจู่โจมม่ออวิ๋นไห่จากทุกทิศทุกทาง
ผู้ผลิตวัตถุดิบหลายรายซึ่งมีความสัมพันธ์แนบชิดกับม่ออวิ๋นไห่ ถูกบีบ
บังคับให้หยุดการค้าขายกับม่ออวิ๋นไห่ ภายใต้อำนาจอิทธิพลของเทียน
หวนที่กดดันลงมา
นี่เป็นเหตุให้ห่วงโซ่การจัดหาวัตถุดิบของม่ออวิ๋นไห่ถูกทำลายลงทันที
ในด้านของยุทโธปกรณ์เทพ เทียนหวนเริ่มโหมประโคมยุทโธปกรณ์
เทพเทียนหวนอย่างกว้างขวาง ทั้งยังลดราคาลงมาไม่น้อย ขุมกำลังต่าง ๆ
ที่เคยสั่งซื้อสินค้าจากม่ออวิ๋นไห่พากันหันไปซบอ้อมอกของเทียนหวนกัน
ทั่วหน้า ไม่ว่าจะเกิดจากแรงกดดันหรือสิ่งล่อใจก็ตาม
ผลก็คือยอดการขายยุทโธปกรณ์เทพม่ออวิ๋นลดต่าลงฮวบฮาบอย่าง
น่าใจหาย ส่วนต้นทุนในการผลิตยุทโธปกรณ์เทพม่ออวิ๋นกลับเพิ่มสูงขึ้น
มาก
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยุทโธปกรณ์เทพม่ออวิ๋นได้รับความนิยม
อย่างรวดเร็ว คือความถือดีของเทียนหวน เป็นเวลานานหลายพันปี เทียน
หากม่ออวิ๋นไห่เรียกได้ว่าเป็นคหบดีใหม่ซึ่งเพิ่งมีความสำเร็จได้ไม่
นาน เช่นนั้นเทียนหวนก็คือเจ้าแห่งตลาดที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงมานานนับ
พันปี หลายพันปีมานี้ เทียนหวนคือผู้ที่ยืนอยู่ในจุดสูงสุดของตลาดการค้า
โดยไร้ข้อกังขา ตลอดระยะเวลาหลายพันปี เส้นหนวดสัมผัสของพวกมัน
ยื่นขยายออกไปในทุกซอกทุกมุมของตลาดการค้าแห่งโลกซิวเจ่อตั้งแต่
แรก ไม่ว่าชื่อเสียงที่พวกมันถือครอง ทรัพยากรของพวกมัน กำลังคนหรือ
แม้แต่สายสัมพันธ์ ล้วนไม่ใช่สิ่งที่ม่ออวิ๋นไห่ที่เพิ่งประสบความสำเร็จจะ
ยกขึ้นเทียบได้
ก่อนหน้านี้เทียนหวนไม่เคยมองม่ออวิ๋นไห่อย่างเท่าเทียม ถึงกับแทบ
ไม่เคยเหลือบแลเลยด้วยซ้า ในสายตาของพวกมัน ม่ออวิ๋นไห่ไม่ได้อยู่ใน
ระดับชั้นเดียวกันกับพวกมัน
ด้วยความถือดีของพวกมันนี้เอง เทียนหวนต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่าง
มหาศาล
แต่บัดนี้เทียนหวนลืมตาตื่นขึ้นมาแล้ว พวกมันไต่ลงจากแท่น เริ่มรุก
กระหนาบในตลาดการค้าอย่างสุดกำลัง เทียนหวนในสภาพเช่นนี้ทรงพลัง
อำนาจน่าแตกตื่นสะท้านใจอย่างแท้จริง
ตลาดการค้าทั่วหล้ากลับกลายเป็นพายุที่เดือดพล่าน
เทียนหวนเผยคมเขี้ยวอันร้ายกาจของพวกมัน ในสนามรบนี้พวกมัน
คร่าหวอดมานับพันปี กระทั่งคุนหลุนยังมิใช่คู่ต่อสู้ของพวกมัน ฝีมือ
เหล่านี้พวกมันถนัดจัดเจนมากเกินไปจริงๆ ในสายตาของพวกมัน ทุกสิ่ง
ในตลาดการค้าไม่มีความลับอันใด
การโหมโจมตีของเทียนหวนยังดุดันอำมหิตเกินกว่าที่ม่ออวิ๋นไห่จะ
คิดฝันไปถึง
ในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งเดือน ผู้ผลิตวัตถุดิบกว่าสี่สิบในร้อยพากันหยุด
ค้าขายกับม่ออวิ๋นไห่อย่างเด็ดขาด หันไปยืนอยู่ฝ่ายเทียนหวนแทน
สิ่งเหล่านี้อุบัติขึ้นอย่างรวดเร็วเกินเชื่อ สุดที่ม่ออวิ๋นไห่จะทันมีเวลาได้
ตอบสนอง
กระบวนการผลิตยุทโธปกรณ์เทพต้องหยุดชะงักลงโดยไร้ทางเลือก
ม่ออวิ๋นไห่เผชิญกับวิกฤติการณ์ร้ายแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน!
ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยากับเว่ยสีหน้าเคร่งเครียด
วิกฤติการณ์ที่ม่ออวิ๋นไห่กำลังเผชิญถูกส่งข่าวมายังผูเยาผ่านทางคุก
สิบนิ้ว ผูเยาและเว่ยล้วนเป็นบุคคลอันปราดเปรื่อง พลันตระหนักถึงระดับ
ความรุนแรงของปัญหาในทันที
แม้แต่พวกมันเองยังคาดฝันไม่ถึง ว่าเทียนหวนจะลดตัวลงมาต่อสู้
ช่วงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดกับม่ออวิ๋นไห่จริง ๆ มิหนำซ้ายังต้องตื่น
ตะลึงซ้าสองกับความแข็งแกร่งในตลาดการค้าของเทียนหวน
ก่อนหน้านี้ค่ายกลเคลื่อนย้ายของม่ออวิ๋นไห่เพิ่งได้รับผลกระทบจาก
เรื่องยุ่งยาก หลงเหลือเพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงเปิดใช้งานอยู่ การจัดหา
วัตถุดิบนับเป็นปัญหาตั้งแต่แรก ฝีมือของเทียนหวนในครั้งนี้เท่ากับ
ผลักดันม่ออวิ๋นไห่ไปติดขอบเหวในบัดดล
วัตถุดิบหลายชนิดไม่ใช่วัตถุดิบชั้นสูง แต่เป็นวัตถุดิบที่มีการใช้งานใน
ปริมาณมหาศาล หากไม่สามารถจัดหาเพิ่มเติมได้ เกรงว่าส่วนที่จะได้รับ
ผลกระทบจนต้องหยุดลง จะไม่ได้มีเพียงกระบวนการผลิตยุทโธปกรณ์
เทพเท่านั้นแล้ว ซีเซวียนอาจสามารถจัดหาวัตถุดิบได้ แต่มิใช่ว่าวัตถุดิบ
ทั้งหมดสามารถหาได้จากซีเซวียน สืบเนื่องมาจากเหตุวุ่นวายภายใน
แหล่งผลิตหลายแห่งของซีเซวียนยังคงปิดทำการโดยไม่มีกำหนด
ฝีมือนี้ของเทียนหวน เรียกได้ว่าทั้งรวดเร็วและดุดันอำมหิตยิ่ง!
การหยุดลงของกระบวนการผลิตยุทโธปกรณ์เทพยังจะส่งผลกระทบ
ต่อซีเซวียนเช่นกัน เนื่องเพราะม่ออวิ๋นไห่อาจไม่สามารถผลิตยุทโธปกรณ์
เทพได้ทันตามเวลาที่กำหนด
ผูเยาและเว่ยเป็นชนชั้นใด พวกมันทราบกระจ่างใจดีว่าฝีมือของ
เทียนหวนรับรองว่ายังไม่หมดสิ้นเพียงเท่านี้ หากพวกมันเป็นเทียนหวน
ยามนี้จะต้องส่งคนไปยังซีเซวียนอย่างแน่นอน
ม่ออวิ๋นไห่มียุทโธปกรณ์เทพ เทียนหวนก็มียุทโธปกรณ์เทพที่คุณภาพ
ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน พวกมันยังมีกำลังในการผลิตที่เหนือล้ากว่าม่ออวิ๋น
ไห่มาก
ยิ่งไปกว่านั้น หากเทียนหวนโยนเหยื่อล่อด้วยข้อเสนอพันธมิตรอัน
แสนจะดึงดูดใจ เกรงว่าซีเซวียนจะไม่มีปัญญาต้านทานแม้แต่ชั่วอึดใจ
เดียว
เทียนหวนเข้มแข็งกว่าม่ออวิ๋นไห่ หากเทียนหวนล้มเลิกความคิดที่จะ
หันคมเขี้ยวเข้าใส่ซีเซวียน สำหรับซีเซวียนแล้ว พวกมันย่อมเป็นพันธมิตร
ที่ดีกว่าม่ออวิ๋นไห่เป็นไหน ๆ
เทียนหวนจะยิ่งทรงพลังอำนาจมากขึ้น!
ถึงยามนั้น ม่ออวิ๋นไห่จะตกอยู่ในห้วงคับขันอันตรายสุดขีด!
เนื่องเพราะพวกมันจะถูกกลุ้มรุมกระหนาบด้วยสามขุมกำลังที่
เข้มแข็งที่สุดในแผ่นดิน!
เป็นการถูกล้อมกรอบจากทุกทิศทางอย่างแท้จริง กระทั่งเก้า
มหานิกายพุทธ ด้วยความขัดแย้งภายในของพวกมันเอง เกรงว่าไม่มี
ปัญญาหยุดยั้งการสุมหัวรวมกันของสามขุมกำลังยิ่งใหญ่ ทั้งยังจะตกอยู่ใน
วิกฤติการณ์ของการแตกแยกออกเป็นเสี่ยง ๆ อีกด้วย และต่อให้ม่ออวิ๋นไห่
กับเก้ามหานิกายพุทธผนึกกำลังกัน ยังไม่อาจหยุดยั้งการรุกคืบของสาม
มหาอำนาจใหญ่ได้
เมื่อถึงยามนั้น เกรงว่าเก้ามหานิกายพุทธเองเพื่อความอยู่รอดของ
ตน ยังต้องเลือกเปลี่ยนไปอยู่ฝ่ายที่เข้มแข็งกว่าอย่างแน่นอน
และเมื่อเรื่องราวดำเนินไปถึงขั้นนั้น ม่ออวิ๋นไห่ย่อมจะมีแต่หนทาง
พินาศดับสูญสถานเดียว
เทียนหวนถึงกับลงมือหนักหน่วงปานนี้ นับว่าประเมินม่ออวิ๋นไห่
เอาไว้สูงส่งโดยแท้!
ผูเยากับเว่ยสบตากันวูบ ในปากเจือด้วยรสขมปร่า
ม่ออวิ๋นไห่คับขันอันตรายแล้ว!
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าม่ออวิ๋นไห่ที่ดูผิวเผินคล้ายจะกล้าแกร่งเกรียงไกร
กลับมีจุดตายร้ายแรงเช่นนี้ กระบวนท่าต่อเนื่องของเทียนหวนเปิดเผยจุด
ตายของม่ออวิ๋นไห่ออกมาอย่างหมดเปลือก
ม่ออวิ๋นไห่มีขนาดเล็กเกินไป!
จริงอยู่ว่าหากมองจากด้านความมั่นคงปลอดภัย นี่เป็นข้อได้เปรียบ
สำหรับการป้องกันดินแดน แต่สำหรับขุมกำลังที่มีกิจการหลอมสร้างเป็น
หัวใจหลัก กลับเป็นจุดตายโดยไม่ต้องสงสัย ทันทีที่แหล่งจัดหาวัตถุดิบถูก
ตัดขาดออกไป พวกมันจะตกอยู่ในห้วงวิกฤติทันที
เมื่อเรื่องราวดำเนินถึงขั้นนี้ ไม่ว่ากองทัพหรือแม่ทัพบัญชาการศึกอัน
ใด ล้วนไม่อาจมีส่วนช่วยต่อเหตุการณ์
นี่เป็นอีกสมรภูมิหนึ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เฉาซิงพลันฉุกใจคิด อีกแผนการหนึ่งก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหัน “เรา
สามารถสั่งให้คนของเก้านิกายพุทธร่วมสร้างความวุ่นวายเพิ่มขึ้น เพื่อ
สะกดอีกห้านิกายที่เหลือเอาไว้ เชื่อแน่ว่าเทียนหวนจะต้องลงมือดุจ
เดียวกัน พวกมันเองก็มีคนแฝงกายอยู่ภายในเช่นกัน”
“ความคิดนี้ประเสริฐยิ่ง” หลินเชียนดวงตาเป็นประกาย “บรรดาเฒ่า
ชราเหล่านั้น ในช่วงเวลาอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ เชื่อแน่ว่าจะต้องวางตัว
เป็นกลางเพื่อที่จะได้ไม่ล่วงเกินทั้งสองฝ่าย”
“วางตัวเป็นกลางก็พอแล้ว” เฉาซิงดวงตาทอประกายเย็นเยียบ “ใน
เวลาเช่นนี้ขอเพียงพวกมันวางตัวเป็นกลาง มีแต่จะทำให้สถานการณ์
ของม่ออวิ๋นไห่ยิ่งย่าแย่ลงเท่านั้น!”
“คราครั้งนี้ม่ออวิ๋นไห่ต้องไม่อาจหลุดรอดไปได้!” หลินเชียนกล่าว สี
หน้าทอแววลิงโลดยินดีอยู่บ้าง
ม่ออวิ๋นไห่เป็นข้อห่วงกังวลที่หนักหนาสาหัสที่สุดของมันเสมอมา!
“ตัวแทนจากเทียนหวนเข้าพบเจ้าสำนัก” บริวารผู้หนึ่งรายงานด้วย
เสียงเบาต่า
ใบหน้าที่ปกคลุมด้วยรอยแผลเป็นของจงเต๋อกระด้างเย็นชาดุจหิน
แกร่ง “พวกมันกล่าวว่าอะไร?”
คนจากเทียนหวนเมื่อมาถึงซีเซวียน บุคคลแรกที่ขอเข้าพบคือจงเต๋อ
แต่จงเต๋อปฏิเสธการขอพบของพวกมัน ยอดแม่ทัพเฒ่าเป็นชนชั้นใด
ความคร่าโลกของมันสุดที่ผู้คนทั่วไปจะเทียบเทียมได้ คนผู้นั้นมาถึงซีเซ
วียน อันดับแรกกลับไม่เสาะหาเจ้าสำนักแต่เป็นจงเต๋อ เห็นได้ว่าไม่มีกุศล
เจตนาอันใด เพียงใช้เล่ห์อุบายอันเรียบง่าย คิดจุดประกายความขัดแย้ง
ภายในขึ้นมา
หากมิใช่ว่าเจ้าสำนักล่วงรู้ว่าจงเต๋อมีชีวิตเหลืออยู่เพียงสามปี ไม่แน่
ว่ากระบวนท่าต่าช้านี้อาจได้ผล ยามนี้มันคงยากที่จะหลีกเลี่ยงข้อสงสัย
ของเจ้าสำนัก
“พวกมันบอกว่าม่ออวิ๋นไห่ไม่อาจจัดสร้างยุทโธปกรณ์เทพแล้วเสร็จ
ตามคำสั่งซื้อ และพวกมันยินดีที่จะจัดหายุทโธปกรณ์เทพให้แทน” บริวาร
รายงานอย่างละเอียด “พวกมันยังบอกว่ายุทโธปกรณ์เทพเหล่านี้ออกแบบ
มาเป็นพิเศษสำหรับซีเซวียน นอกจากนี้พวกมันยังยินดีจะลงนามใน
ข้อตกลงพันธมิตรกับพวกเรา ยุติการรุกรานซีเซวียน ยิ่งไปกว่านั้นหากคุน
หลุนเข้ารุกรานซีเซวียน เทียนหวนจะประกาศสงครามกับคุนหลุนอย่าง
แน่นอน ข้อตกลงนี้มีกำหนดเวลาสิบปี”
จงเต๋อวางคนไว้รอบกายเจ้าสำนักซีเซวียน ย่อมล่วงรู้ทั้งหมดนี้เป็น
ธรรมดา
“จากนั้นเล่า?”
?” เจ้าสำนักไม่อ้อมค้อม พอเอ่ยปากก็ตรงเข้าหัวเรื่องหลักทันที
เรื่องการจัดซื้อยุทโธปกรณ์เทพเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
“เจ้าสำนักคิดเห็นอย่างไรเล่า?” จงเต๋อกลับย้อนถามด้วยสีหน้าไร้
ความรู้สึก
เจ้าสำนักกล่าวว่า “ข้าเห็นว่าสมควรเป็นไปได้ ที่เราจับมือกับม่ออวิ๋น
ไห่ก็เพื่อต่อต้านคุนหลุนกับเทียนหวน หากเราเป็นพันธมิตรกับเทียนหวน
แน่นอนว่าต้องเป็นประโยชน์มากกว่า เราจะมีช่วงเวลาสงบสุขสิบปี”
จงเต๋อรับฟังอย่างเฉื่อยชา แต่ในใจลอบประหลาดใจอยู่บ้าง มันเดิมที
เข้าใจว่าเจ้าสำนักจะเห็นดีเห็นงามไปกับลมปากของทูตเทียนหวนจนหน้า
?”
? เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วง พวกมันบอกว่า
ยินดีลงนามด้วยสัตย์สาบานเจ้าสำนัก”
สัตย์สาบานเจ้าสำนักเป็นคำสาบานสาหัสที่ไม่ว่าสำนักใดก็ไม่อาจฝ่า
ฝืน เนื่องเพราะหากทำลายสัตย์สาบานเจ้าสำนัก ทั่วทั้งสำนักล้วนได้รับ
ผลกระทบ ซิวเจ่อทั้งหมดในสำนักจะประสบเหตุพลังฝีมือถดถอยลง
ในหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานของแดนซิวเจ่อ ยังไม่เคยปรากฏว่า
มีผู้ใดฉีกทำลายสัตย์สาบานเจ้าสำนักมาก่อน
“ข้าไม่เห็นด้วย” จงเต๋อยังคงเน้นย้าด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ก่อนจะ
หมุนตัวจากไปโดยไม่ไว้หน้า
เจ้าสำนักซีเซวียนยืนตะลึงลานอยู่ตรงนั้นอีกเกือบครึ่งค่อนวัน
“ต้าเหริน ท่านไฉนไม่เห็นด้วย?”
จั่วม่อและอากุ่ยประสานสบตากันนิ่งนาน
ใบหน้าแข็งทื่อดุจท่อนไม้ของอากุ่ยค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงอย่างฝืดฝืน
อยู่บ้าง ดวงตาที่ปกคลุมด้วยม่านหมอกสีม่วงของนางคล้ายกลับกลายเป็น
แจ่มใสขึ้นทีละน้อย ยามที่จั่วม่อเฝ้ามองดวงตาของอากุ่ยคืนสติอย่างช้า ๆ
ภายใต้สายตาของมัน ความรู้สึกนั้นช่างวิเศษสุดจนไม่อาจบ่งบอกบรรยาย
ออกมา!
ไม่ทราบเพราะเหตุใด ความรู้สึกอบอุ่นอย่างแรงกล้าเต็มตื้นอยู่ใน
หัวใจมัน จมูกคล้ายเจ็บแสบขึ้นมาทันที
?
จั่วม่อเหม่อมองอากุ่ยอย่างซึมเซา ปล่อยให้น้าตาสองสายทะลักลง
จากเบ้า
“นายน้อย… …”
มือเรียวงามข้างหนึ่งยื่นออกมาลูบไล้ใบหน้าของมัน ปาดเช็ดน้าตาให้
อย่างนุ่มนวล อากุ่ยดวงตาทอประกายสุกใสดุจดวงดาวที่เจิดจรัสที่สุด
เสียงพึมพำของนางราวกับเสียงดนตรีที่ไพเราะที่สุดในโลกหล้า
“นายน้อย อย่าได้ร่าไห้… …อากุ่ยจะปกป้องนายน้อยตลอดไป… …”
สุ้มเสียงดรุณียังเจือแววแหบกระด้างอยู่บ้าง เงอะงะงุ่มง่ามอยู่บ้าง
แต่เต็มไปด้วยหัวใจบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่ต่างจากดรุณีน้อยเมื่อครั้งกระโน้น
จั่วม่อแทบไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์หลากหลายที่ประดังขึ้นมา น้าตา
บดบังภาพเบื้องหน้าจนพร่าเลือนไปหมด มันพยายามแย้มยิ้ม บังคับ
ตัวเองให้ดูคล้ายว่ามันกำลังเบิกบานใจ มันใช้หลังมือปาดเช็ดน้าตาบน
ใบหน้าของตนอย่างลวก ๆ จ้องมองภาพหญิงสาวที่ในสายตาของมันยังคง
พร่าเลือนเล็กน้อย พลางกล่าวเสียงดังฟังชัด “เหลวไหล! อย่าได้ดูแคลน
นายน้อยของเจ้ามากเกินไป! คราครั้งนี้ถึงคราวที่นายน้อยจะปกป้องเจ้า
บ้าง! ให้ข้าบอกต่อเจ้า นายน้อยในตอนนี้แข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งถึงที่สุด!
คุนหลุน เทียนหวน ไม่ว่าตัวบัดซบใดให้ไสศีรษะเข้ามาเถอะ ดูว่านายน้อย
ของเจ้าจะทุบตีพวกมันราวกับสุนัขข้างถนนอย่างไร!”
อากุ่ยจ้องมองจั่วม่ออย่างเงียบ ๆ ดวงตาเฉลียวฉลาดของนางทอแวว
นุ่มนวล แฝงเค้าเอียงอายอยู่บ้าง
สำหรับจั่วม่อ ไม่มีแรงกระตุ้นใดดีไปกว่าการที่อากุ่ยฟื้นคืนสติขึ้นมา
จิตวิญญาณการต่อสู้พลันลุกโชนขึ้นอย่างเต็มเปี่ยม
จั่วม่อรู้สึกราวกับว่าทั่วร่างเต็มไปด้วยกำลังวังชาอย่างล้นเหลือ หาก
หลินเชียนอยู่ตรงหน้ามันในยามนี้ มันจะคว้ากรงเล็บพิฆาตมังกร กู่คำราม
ให้ถึงชั้นฟ้า แล้วกระโจนเข้าทุบตีหลินเชียนให้เหมือนตีสุนัขข้างทางตัว
หนึ่งทีเดียว
อากุ่ยเมื่อหลุดพ้นจากข้อจำกัดของทัณฑ์เทวะมิดับสูญ พลังฝีมือของ
นางก็บรรลุถึงระดับชั้นอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ
จั่วม่อสอบถามนางว่าหลุดพ้นจากการลงทัณฑ์ที่ชั่วร้ายที่สุดของ
ทัณฑ์เทวะมิดับสูญได้อย่างไร อากุ่ยกลับมีสีหน้าสับสนงุนงง นานมากแล้ว
?
ค่ายกลยันต์บนท้องฟ้าเหนือวังจักรพรรดิต้องห้ามเลือนรางลงไปมาก
หลังจากต้านรับการโจมตีจากเบื้องนอกติดต่อกันถึงห้าวันเต็ม พวกมัน
นับว่าจ่ายค่าตอบแทนออกไปอย่างน่าตระหนก
อย่างไรก็ตาม ค่าตอบแทนที่จ่ายออกไปถือได้ว่าคุ้มค่ายิ่ง พลังเทพ
ของทุกคนกลับคืนมาเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ดังเดิม นี่ทำให้พวกมันมีความ
เชื่อมั่นเพิ่มพูนอย่างเปี่ยมล้น
จั่วม่อผู้เฝ้ารอมานานหลายวันจนแทบจะอดรนทนไม่ได้ พลันโบกมือ
ทันที “ไปกันเถอะ!”
คนทั้งหมดตั้งขบวนค่ายกลอีกครั้ง มุ่งหน้าบุกฝ่าเข้าไปในพายุโดยไม่
ครั่นคร้าม
คราวนี้พวกมันมีประสบการณ์จากครั้งก่อน ยิ่งช่าชองชำนาญในการ
รับมือกับพายุมากกว่าเดิม
พวกมันมุ่งหน้าต่อไปอีกเจ็ดวัน
ทันใดนั้นจั่วม่อดวงตาเป็นประกาย รีบชี้ไปข้างหน้าพลางร้องบอก
เสียงดัง “ลองดูตรงนั้น!”
มองผ่านม่านพิรุณและห่าลูกเห็บ พวกมันเห็นจุดสีดำเล็ก ๆ อยู่ใน
ระยะไกล ทุกผู้คนคึกคักขึ้นอักโข พากันเร่งความเร็วโดยไม่ต้องบอกกล่าว
รอจนพวกมันบินเข้าไปใกล้ ภาพเงาเลือนรางยิ่งมายิ่งกระจ่างชัดเจน
นั่นเป็นประตูสัมฤทธิ์บานหนึ่ง ตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวเหนือห้วงสมุทร
ห้อมล้อมด้วยลมรำเพย ดวงตะวันเจิดจ้า แสงอาทิตย์ส่องลอดชั้นเมฆดำ
ทะมึน อาบไล้ประตูสัมฤทธิ์เป็นประกายเรืองรอง
ในที่สุดพวกมันก็หลุดพ้นจากสถานที่ผีสางนี่เสียที!
ทุกผู้คนตื่นเต้นยินดี ผู้ใดจะคาดคิดว่าพวกมันต้องตกระกำลำบากอยู่
กลางทะเลถึงยี่สิบสามวัน!
ยี่สิบสามวันเต็ม!
รอจนพวกมันผ่านพ้นจากม่านพายุ มุ่งตรงไปหยุดอยู่เบื้องหน้าประตู
สัมฤทธิ์ ทุกผู้คนล้วนมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า
เมื่อผลักประตูสัมฤทธิ์เปิดออก เห็นทางเดินยาวเหยียดสายหนึ่ง
ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพวกมัน
ทุกคนปลุกปลอบความตื่นตัว ผ่านเข้าสู่ทางเดินสายนั้นอย่าง
ระมัดระวัง ที่เหนือความคาดหมายก็คือ ในทางเดินกลับไม่มีกับดักหรือ
อาคมป้องกันอันใด แต่ทางเดินสายนี้ยังยืดยาวกว่าที่พวกมันจินตนาการ
เอาไว้มาก พวกมันต้องเดินทางเป็นเวลานาน ก่อนที่จะมองเห็นแสงสว่างที่
เบื้องหน้า
เหินทะยานไปตามทางเดินจนสุดปลาย ในที่สุดมองเห็นหอสูงเสียด
ฟ้าปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของพวกมัน
“บนนั้น!” ทารกหมอกวิญญาณร้องบอกอย่างยินดี “นี่คือหอประมุข!
ตัวอ่อนยุทธภัณฑ์เทพอยู่ข้างบนนั้น!”
ทุกผู้คนพอฟัง พลันคึกคักขึ้นอักโข จั่วม่อกล่าวโดยไม่ลังเล “พวกเรา
ขึ้นไปด้านบน!”
ทั้งขบวนเปลี่ยนเป็นเหินทะยานสูงขึ้นไป ตามความสูงของหอประมุข
หอประมุขนั้นสูงยิ่ง ยังสูงกว่าที่พวกมันคาดคิดเอาไว้เสียอีก ขบวน
ค่ายกลพุ่งฝ่า
ในไม่ช้าบรรดาองครักษ์ที่ฝีมืออ่อนด้อยที่สุดก็ชะลอช้าลง พวกมัน
หอบหายใจไม่หยุดยั้ง ไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงที่จะเหินบินสูงขึ้นไปอีก ยามนี้
พวกมันอยู่สูงจากพื้นห้าร้อยหกร้อยลี้ ต่อให้พวกมันจิตใจเข้มแข็งกว่านี้ ยัง
อดหน้าเผือดสีไม่ได้
กระทั่งเซียนกระบี่ที่เหยียบกระบี่เหินท่องนภา ยังไม่เคยมีผู้ใดเหินบิน
ขึ้นมาสูงถึงเพียงนี้
กระแสลมคมกริบราวกับคมมีด
ยิ่งสูงขึ้นมาเท่าใด กระแสลมยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
จั่วม่อเห็นผิดท่า กล่าวว่า “พวกเจ้ากลับลงไปก่อน ไปรอพวกเราอยู่ที่
เบื้องล่าง”
กล่าวจบคำ พวกมันก็เหินทะยานสูงขึ้นไปอีก
กระแสลมยิ่งมายิ่งเกรี้ยวกราดรุนแรง จั่วม่อกับพวกต้องใช้พลังเทพ
คุ้มกาย กระแสลมพอกระทบถูกม่านพลังคุ้มกายของพวกมัน จะก่อเกิด
ประกายไฟกรีดเป็นทางยาว กระแสลมยังผนึกรวมตัวหนาแน่นยิ่ง มอง
จากระยะไกล เห็นกระแสลมลากประกายไฟเป็นทางยาว พุ่งดิ่งเข้าหาพวก
มันราวกับกลุ่มอุกกาบาตจากฟากฟ้า
พวกมันยิ่งผ่านขึ้นไปเร็วเท่าไร ก็จะยิ่งปลอดภัยเร็วขึ้นเท่านั้น
ทุกผู้คนผนึกกำลังทั่วร่าง พุ่งทะยานขึ้นไปอย่างไม่คิดชีวิต
ตูม!
ทันใดนั้นทุกคนรู้สึกว่าแรงกดดันบรรเทาเบาบางลง ประกายไฟ
รอบตัวพวกมันหายไปสิ้น พวกมันทะลุผ่านชั้นกระแสลมหฤโหดขึ้นมาได้
สำเร็จ!
พวกมันพากันมองย้อนกลับลงไปอย่างสงสัยใคร่รู้ เห็นชั้นกระแสลม
หนาทึบน่าสะพรึงกลัวยิ่ง ไม่ว่าผู้ใดหากพลังฝีมือไม่ถึงขั้น มีแต่จะถูก
กระแสลมเหนือโลกอันกล้าแข็งฉีกร่างออกเป็นชิ้น ๆ
จั่วม่อกับพวกแม้ถือครองพลังยุทธ์อันสูงล้าสุดยอด แต่หากไม่มีเหตุ
จำเป็น ผู้ใดจะเบื่อหน่ายชีวิตจนคิดมาเดินเล่นท่ามกลางชั้นกระแสลมอัน
ร้ายกาจเช่นนี้
รอบข้างเป็นความเวิ้งว้างว่างเปล่า ความเวิ้งเวิ้งว่างเปล่าซึ่งไม่มีที่
สิ้นสุด เห็นดวงอาทิตย์และหมู่ดาวปรากฏอยู่ด้วยกัน ทุกผู้คนถูกฉาก
มหัศจรรย์เบื้องหน้าดึงดูดอย่างไม่รู้ตัว ที่แท้บนท้องฟ้าเหนือโลกกลับมี
สภาพอัศจรรย์พันลึกเช่นนี้
เมื่อปราศจากกระแสลมทวงวิญญาณ ความวิตกกังวลของทุกคนค่อย
เบาบางลง
พวกมันเงยหน้าขึ้นมอง ที่ชวนอกสั่นขวัญแขวนคือยังคงไม่อาจ
มองเห็นส่วนยอดของหอประมุข ไม่ว่าผู้ใดล้วนสูดลมหายใจอย่างหนาว
เหน็บ สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
“บุกขึ้นต่อไป!” จั่วม่อกัดฟันแน่น เหินทะยานขึ้นไปตามความสูงของ
หอประมุข คนอื่น ๆ ไม่รีรอลังเล พากันตามติดไปอย่างกระชั้นชิด ทุกคน
พุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
ทว่าในใจพวกมันยังคงเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง หอประมุขแห่งนี้
กลับสูงกว่าหมื่นลี้!
ช่างเป็นฝีมืออันยิ่งใหญ่ตระการตานัก!
ผู้สร้างสนามประลองสัญลักษณ์ศึก ที่แท้มีพลังฝีมือกล้าแข็งถึงระดับ
ใด?
หนึ่งหมื่นห้าพันลี้!
รอจนพวกมันบรรลุถึงระดับความสูงหนึ่งหมื่นห้าพันลี้ ทุกผู้คนใน
ที่สุดมองเห็นเงามหึมาผืนหนึ่งปกคลุมพวกมันเอาไว้ ยอดหอประมุขกลับ
ใหญ่โตมโหฬารจนเหลือเชื่อ ทุกคนกลายเป็นตึงเครียด กระทั่งเหวยเสิ้งยัง
เผยสีหน้าวิตกกังวลเล็กน้อย พลังอำนาจที่ถ่ายทอดออกมาผ่านการคงอยู่
ของหอคอยสูงหนึ่งหมื่นห้าพันลี้ นับว่าเหนือล้ากว่าสำนักใด ๆ ในปัจจุบัน
เป็นคนละระดับชั้น
ไม่มีผู้ใดบอกได้ว่าบนยอดหอประมุขมีสิ่งใดรอพวกมันอยู่
แต่ถึงยามนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดยินดีล่าถอยจากไป
“ทุกคนระวังให้มาก” จั่วม่อเส้นประสาทเขม็งตึง
ทุกผู้คนชะลอช้าลง ประหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับมหาศัตรูตัวฉกาจ
พวกมันเหินบินช้า ๆ ไปยังชายขอบของยอดหอประมุข ด้านบนของ
ในลำแสงหยาบหนาของมวลหมู่ดาว มีบางสิ่งบางอย่างอยู่ภายใน!
“มีบางสิ่งอยู่ในลำแสง!” จั่วม่อร้องบอกพรรคพวก ทุกผู้คนคล้ายเพิ่ง
สะท้านตื่นจากฝัน เพ่งมองไปยังเสาลำแสงเป็นตาเดียว เห็นภายในเสา
ลำแสงดวงดาว มีบางสิ่งบัดเดี๋ยวปรากฏ บัดเดี๋ยวลับหาย ลับล่อรำไรอยู่ใน
แสงดาว
ภาพตรงหน้านี้น่าตื่นตะลึงเกินไป ไม่ว่าสิ่งใดล้วนบ่งบอกถึงพลัง
อำนาจมหาศาลจนน่าประหวั่นพรั่นพรึง
หอประมุข ลานกระจก เสาลำแสงดวงดาว!
ทั้งหมดล้วนเป็นผลงานปานเทพนิรมิต ล้วนแล้วแต่ต้องการฝีมือเลิศ
พิสดารดุจเทพยดา
น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว!
เห็นจุดมุ่งหมายของพวกมันอยู่แค่ในสายตาเท่านั้น ความเคารพ
เลื่อมใสของพวกมันไม่เพียงไม่ลดน้อยลง กลับมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น หากชน
ชั้นอันทรงพลังอำนาจถึงเพียงนี้จัดวางอาคมหวงห้ามเอาไว้ เกรงว่าพวก
มันเพียงสัมผัสถูกเบา ๆ ก็จะถูกบดขยี้เป็นผุยผงในชั่วพริบตา
เส้นชีพจรเขียวมีความยาวมากพอที่จะบรรลุถึงตำแหน่งนั้น โดยไม่
ต้องเหยียบย่างลงไปบนลานกว้างอันน่ากลัว
ลานกว้างแห่งนี้เต็มไปด้วยสิ่งแปลกประหลาดมากมายเกินไป หากไม่
ต้องย่างเท้าลงไปได้ มิสู้ไม่ต้องเหยียบย่างลงไปจะดีกว่า
จั่วม่อสะบัดมือวูบ เส้นชีพจรเขียวพุ่งลิ่วไปยังเสาลำแสงกลางลาน
กว้างราวกับอสรพิษอันประเปรียวตัวหนึ่ง
ความรู้สึกประหลาดแล่นผ่านมาจากปลายอีกด้านหนึ่ง จั่วม่อปิติยินดี
ขึ้นมาทันที
นี่เป็นไปได้!
จั่วม่อขบกรามกรอด ไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีก ผนึกกำลังภายในร่าง
กระตุกเส้นชีพจรเขียวอย่างรุนแรง ของวิเศษนี้สะบัดกลับมาหามันทันที
พร้อมด้วยสิ่งที่อยู่ภายในเสาลำแสงดาว
ตูม!
การกระทำของจั่วม่อคล้ายไปหวดฟาดถูกรังแตน
เสาลำแสงดาวคล้ายมีปฏิกิริยาต่อการหายไปของสิ่งที่อยู่ภายใน
ประหนึ่งหิมะน้าแข็งกำลังหลอมละลาย เสาลำแสงดาวสลายหายไปจาก
ส่วนปลายของลำแสงบนลานกว้าง ไล่สูงขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
จั่วม่อกับพวกซึ่งกริ่งเกรงผลสะท้อน พากันหลบลี้หนีหน้าไปไกลโข
ตั้งแต่แรก
แกรก แกรก แกรก!
พื้นผิวกระจกเริ่มแตกร้าว รอยแตกอันน่ากลัวกระจายไปทั่วลานกว้าง
ตูม ตูม ตูม!
การแตกร้าวไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง รอยแตกลุกลามไปตามส่วนสูง
ของหอประมุข แผ่กระจายออกไปพร้อมกับความพินาศ
ภายใต้สายตาตกตะลึงพรึงเพริดของพวกจั่วม่อ หอประมุขซึ่งสูง
ตระหง่านไร้ผู้ทัดเทียมกว่าหนึ่งหมื่นห้าพันลี้ เริ่มแตกสลายไปทีละนิ้ว ๆ
ก่อนจะถล่มทลายลงอย่างสิ้นเชิง!
เมื่อพวกจั่วม่อยกขบวนหลบหนีออกจากซากโบราณสถาน ซาก
โบราณสถานที่ด้านหลังพวกมันก็พังพินาศลงอย่างสมบูรณ์ เศษหิน
แตกหักกระเด็นเวียนว่อน ล่องลอยกระจัดกระจายอยู่กลางอากาศราวกับ
ว่าไม่มีน้าหนัก
ห้วงเวหาที่เต็มไปเศษซากปรักหักพังยืดขยายออกไปหลายพันลี้ ดู
ประหนึ่งหมู่เมฆหนาหนักกดต่าลงมาจากฟากฟ้า
เหล่าศิษย์วัดดอกบัวสูงศักดิ์ที่เฝ้ารออยู่ในบริเวณใกล้เคียง ถูกภาพ
การพังทลายอย่างกะทันหันของซากโบราณสถานขู่ขวัญจนตะลึงลาน
เจ้าอาวาสวัดดอกบัวสูงศักดิ์สีหน้าแปรเปลี่ยน ภาพเบื้องหน้าชวนให้
ตื่นตะลึงเกินไป พวกจั่วม่อใช่ประสบเภทภัยแล้วหรือไม่? นางยิ่งครุ่นคิดสี
หน้ายิ่งกลับกลายเป็นไม่น่าดู ในเวลาเช่นนี้หากมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นกับ
จั่วม่อ ม่ออวิ๋นไห่ก็มีแต่จะจบสิ้นกันแล้ว วัดดอกบัวสูงศักดิ์ของนาง
แตกต่างจากนิกายอื่น ๆ พวกนางไม่เหลือทางเลือกมากนัก วัดดอกบัวสูง
ศักดิ์เพิ่งจะฉีกหน้ากับคุนหลุนและเทียนหวน มีเพียงยืนอยู่ฝ่ายม่ออวิ๋นไห่
เท่านั้นจึงจะเป็นหนทางรอดของพวกนาง
นางแม้สำนึกเสียใจอยู่บ้าง แต่จะอย่างไรไม่ใช่ชนชั้นธรรมดาสามัญ
นางทราบแน่แก่ใจ ในสภาวะที่ม่ออวิ๋นไห่ตกอยู่ในห้วงวิกฤติเช่นนี้ การ
ช่วยเหลืออีกฝ่ายเป็นทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวที่นางมี ชะตากรรมของพวก
นางผูกติดอยู่กับม่ออวิ๋นไห่ตั้งแต่แรก ไม่ว่ารุ่งเรืองหรือเสื่อมทรุด ล้วนต้อง
ร่วมเผชิญไปพร้อมกัน
?”
เมื่อเห็นเช่นนี้ จั่วม่อก็ไม่มัวแต่พิรี้พิไรมากความ ติดตามนางไปทันที
ทุกผู้คนทราบว่าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว อารมณ์ผ่อนคลายของคนทั้งขบวนกลับ
กลายเป็นหนักอึ้งเคร่งเครียด
รอจนจั่วม่อรับฟังเจ้าอาวาสวัดดอกบัวสูงศักดิ์บอกเล่าสถานการณ์
ทั้งหมด หัวใจต้องดิ่งวูบลง มันแล่นเข้าไปยังทะเลแห่งจิตสำนึกในบัดดล
พอพบหน้าผูเยาและเว่ยก็ซักถามอย่างขุ่นเคือง “ไฉนไม่บอกข้า?”
?” ผูเยาแค่นเสียง
จั่วม่อจนถ้อยคำ ไม่อาจนึกหาวาจาโต้แย้งได้ ยามนั้นมันติดอยู่ในซาก
โบราณสถานที่ห้อมล้อมไปด้วยภยันตรายรอบด้าน หากเกิดความคิด
ฟุ้งซ่านสักเล็กน้อย คงต้องทิ้งชีวิตไว้ในซากโบราณสถานอย่างแน่นอน
จั่วม่อเสียงอ่อนลง แต่ยังคงหน้านิ่วคิ้วขมวด “มีวิธีแก้ไขหรือไม่
“นี่คือข้อเสนอแนะที่หงเซียวและคังหลิงเสวี่ยส่งขึ้นมาให้แก่เรา” ผู
เยาซัดลูกแก้วแสงดวงหนึ่งในแก่จั่วม่อ
จั่วม่อยื่นมือรับไว้ จากนั้นถ้อยคำมากมายวาบผ่านในใจมัน
ข้อเสนอแนะของหงเซียวและคังหลิงเสวี่ยตรงประเด็นเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งยังเสนอแนวทางหลากหลายแง่มุมที่สามารถดำเนินการได้พร้อมกัน
ประการแรกคือเร่งเผยโฉมยุทโธปกรณ์เทพที่ทรงอานุภาพกว่าเดิม เพื่อ
ยกระดับชื่อเสียงของม่ออวิ๋นไห่ขึ้นมา ประการที่สอง คือดูว่าพวกมันจะ
ยุทโธปกรณ์เทพจำนวนมากจนน่าตระหนกของซีเซวียน ดูจากสถานการณ์
ในปัจจุบัน คำสั่งซื้อนี้เกรงว่าจะมีปัญหาแล้ว… …
รอประเดี๋ยว!
ซีเซวียน!
จั่วม่อสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก
ทันใดนั้นมันค่อยตระหนักว่าจุดสำคัญของเรื่องทั้งหมด หาใช่ปัญหา
ในการจัดหาวัตถุดิบไม่ แต่เป็นสถานะพันธมิตรของซีเซวียน! เริ่มจากการ
พังทลายของห่วงโซ่การผลิต แย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด ทั้งหมดนี้ไม่
ต่างจากสายโซ่ที่ค่อย ๆ รัดคอของพวกมัน แม้อึดอัดจนยากจะหายใจหาย
คออยู่บ้าง แต่ไม่ถึงกับตกตายในทันที
สิ่งที่เป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างแท้จริง กลับขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลง
ท่าทีของซีเซวียน!
ซีเซวียนจึงเป็นจุดที่อันตรายที่สุด หากซีเซวียนเปลี่ยนไปเข้าข้างศัตรู
ม่ออวิ๋นไห่จะกลายเป็นถูกกระหนาบดัวยศัตรูเข้มแข็งสามฝ่ายในทันที!
อันดับแรกที่จะประสบเคราะห์กรรมคือเก้ามหานิกายพุทธ ห้านิกายที่ยาม
นี้ยังคงต่อต้านแข็งขืน เกรงว่าจะต้องยอมศิโรราบต่อคุนหลุนและเทียน
หวนโดยไร้ทางเลือก
ซีเซวียนจะเปลี่ยนข้างหรือไม่?
จั่วม่อความคิดจิตใจสับสนยุ่งเหยิง มันเป็นหนึ่งในกลุ่มคนจำนวนไม่
มากนัก ที่ทราบว่าจงเต๋อมีเวลาเหลืออยู่แค่เพียงสามปี! เช่นนั้นซีเซวียนจะ
เปลี่ยนข้างหรือไม่?
พันธมิตร ซีเซวียนจะต้องเปลี่ยนฝ่ายอย่างแน่นอน! หากพวกมันยืนอยู่
ฝ่ายคุนหลุนและเทียนหวน พวกมันสามารถติดตามสองมหาอำนาจเข้า
เฉือนแบ่งเก้ามหานิกายพุทธและม่ออวิ๋นไห่ ซีเซวียนที่เสื่อมทรุดลงอาจ
สามารถพลิกฟื้นได้อีกครั้ง เรื่องนี้กระทั่งมันยังสามารถมองเห็นได้ชัดเจน
มันจึงไม่เชื่อว่าซีเซวียนจะมองไม่เห็น
อุบาทว์บัดซบ!
จั่วม่อสีหน้าอัปลักษณ์สุดทนดู
เสาะพบสถานที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง เจ้าอาวาสวัดดอกบัวสูงศักดิ์ค่อย
กล่าวว่า “หยวนเฮ่าสั่งความไว้ว่าให้ท่านติดต่อมันทันทีที่กลับออกมา”
จั่วม่อสูดลมหายใจลึก มันทราบดีว่ายิ่งสถานการณ์เร่งด่วนมากเท่าใด
มันก็ยิ่งต้องเยือกเย็นลงเท่านั้น
?”
?”
มันเชื่อมั่นในตัวพี่ใหญ่ของมันโดยไร้เงื่อนไข เมื่อเห็นใบหน้าที่เปี่ยม
ล้นไปด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้ของกู่เหลียงเตา มันก็ไม่หวาดเกรงสิ่งใด
เช่นกัน นี่ยังเป็นเหตุผลที่มันเลือกติดตามกู่เหลียงเตา แทนที่จะอยู่กับซีเซ
วียน
“เชือดเทียนหวน!” กู่เหลียงเตากล่าวอย่างเรียบง่าย ดวงตาสาด
ประกายคมกล้าดุจคมมีด
หย่างหยวนเฮ่าในภาพมายามีสีหน้าเหน็ดเหนื่อย หลายวันมานี้แรง
กดดันที่มันต้องแบกรับสุดที่ผู้ใดจะจินตนาการได้ ห้านิกายใหญ่ที่เดิมที
รวมใจเป็นหนึ่งเดียว หลังจากเห็นการโจมตีอย่างดุเดือดรุนแรงของเทียน
หวนและสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของม่ออวิ๋นไห่ กลับเริ่มมีความ
คิดเห็นที่แตกต่างกัน
เทียบกับการรับศึกภายนอก ต่อสู้ฆ่าฟันในสมรภูมิ ศึกภายในยังทำให้
มันเหนื่อยใจมากกว่าเสียอีก
“พี่จั่ว จากมาสบายดี” แม้แต่ในเวลาเช่นนี้ ทั้งวาจาและการกระทำ
ของหย่างหยวนเฮ่ายังเรียกได้ว่าไร้ที่ติ ใบหน้าหล่อเหลาคืนสู่ความสงบ
เยือกเย็นเหมือนเช่นปกติ
“ไม่ดีเท่าใด นี่เป็นปัญหาใหญ่” จั่วม่อฝืนยิ้มขื่น
หย่างหยวนเฮ่าแย้มยิ้มจาง ๆ แต่จากนั้นสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด
ในทันที “สถานการณ์ยามนี้เลวร้ายอย่างแท้จริง จากข่าวที่เพิ่งได้รับมา
?” จั่วม่อถาม
“คำสัตย์สาบานของเจ้าสำนัก ไม่รุกรานซึ่งกันและกัน เทียนหวนจะ
รับบทบาทช่วยเหลือซีเซวียน ไม่ให้ถูกขุมกำลังอื่นรุกราน กล่าวอีกนัยหนึ่ง
ก็คือ หากซีเซวียนถูกผู้อื่นรุกราน เทียนหวนจะประกาศสงครามกับฝ่ายนั้น
ในทันที สัญญานี้มีอายุสิบปี!” หย่างหยวนเฮ่าสีหน้าขัดตาสุดทนดู
จั่วม่อกลับไม่แปลกใจเท่าใด เทียนหวนเปิดฉากจู่โจมอย่างดุดัน
อำมหิตถึงเพียงนี้ เช่นนั้นท่าสังหารของพวกมันไหนเลยจะนุ่มนวลชวน
สนิทสนมได้? มันหัวร่อพลางกล่าว “เทียนหวนช่างประเมินม่ออวิ๋นไห่ไว้
สูงส่งโดยแท้ ถึงกับจ่ายค่าตอบแทนด้วยการไม่แตะต้องซีเซวียนสิบปี”
“มิผิด! เทียนหวนมียอดคนที่คอยชี้นำพวกมัน” หย่างหยวนเฮ่าเห็น
พ้องด้วย ดวงตาทอแววนับถือเลื่อมใสอยู่บ้าง “แต่มิอาจไม่ยอมรับ
กระบวนท่านี้หมดจดงดงามนัก ทำเอาพวกเราต้องเผชิญกับความทุกข์
ยากแล้ว”
จั่วม่อถามว่า “สภาพการณ์ทางด้านของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง
“ไม่ค่อยดีนัก!” หย่างหยวนเฮ่าสั่นศีรษะ “พวกมันโต้เถียงกันอย่าง
รุนแรง ส่วนใหญ่เห็นพ้องให้รักษาความเป็นกลางเอาไว้ เจ้าพวกสายตา
แคบสั้นเหล่านี้!”
เมื่อพิสูจน์ยืนยันสิ่งที่มันคาดเดา จั่วม่อกลับยิ่งสงบเยือกเย็นลง
กว่าเดิม นี่ไม่ได้อยู่นอกเหนือจากที่มันคาดการณ์เอาไว้
“เจ้ามีแผนการจะทำอย่างไรต่อไป?” หย่างหยวนเฮ่าจ้องมองจั่วม่อ
มันเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้ เมื่อเผชิญกับวิกฤติการณ์เช่นนี้
หากเป็นจั่วม่อผู้สร้างปาฏิหาริย์จะทำอย่างไร
นับตั้งแต่แรกเริ่ม มันก็ลอบให้ความสนใจกับราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่ผู้ที่
ดูเหมือนจะไม่มีอันใดโดดเด่นนัก ในความเห็นของมัน การทะยานขึ้นของ
ม่ออวิ๋นไห่แม้เป็นตำนานอันน่าตื่นตาตื่นใจบทหนึ่ง ทว่ายังแฝงไว้ด้วยกลิ่น
อายของโชควาสนา แต่ในบรรดานั้น มีคนผู้หนึ่งดึงดูดความสนใจของมัน
อย่างลึกล้า นั่นคือราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่ จั่วม่อ
จากการสืบเสาะประวัติความเป็นมาของจั่วม่อ หย่างหยวนเฮ่าค้นพบ
อย่างตื่นตะลึง จั่วม่อผู้นี้กลับไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อน! มันประหนึ่งแมลงสาบ
ที่ไม่มีวันตาย ในสภาพสิ้นหวังที่ผู้คนเข้าใจว่าไม่มีโอกาสรอด มันกลับ
สามารถพลิกสถานการณ์ได้เสมอ ทั้งยังสามารถขบกัดเนื้อชิ้นโตที่สุด
ออกมา!
หนึ่งครั้งอาจบอกว่าเป็นโชควาสนา แต่หากหลายครั้งติดต่อกัน นั่นไม่
อาจเรียกว่าเป็นเพียงโชควาสนาแล้ว
ดังนั้นเมื่อหย่างหยวนเฮ่าพบว่าม่ออวิ๋นไห่ตกอยู่ในห้วงวิกฤติอย่างที่
ไม่เคยมีมาก่อน มันแม้รู้สึกกดดันจนแทบหายใจไม่ออก แต่ยังคงกระหาย
ใคร่รู้เป็นอย่างยิ่ง
ในสถานการณ์ที่เลวร้ายถึงเพียงนี้ จั่วม่อจะทำอย่างไร
“แล้วเจ้าเลือกอย่างไร?” ทันใดนั้นจั่วม่อเงยหน้าขึ้นถามอย่าง
กะทันหัน
“ข้า?”
?”
?” จั่วม่อจับจ้องมองตาอีกฝ่าย แต่ละคำคล้ายหวด
ฟาดใส่กลางใจของหย่างหยวนเฮ่า “จากนั้นเจ้าก็จะถูกเบียดเสียดจนตก
ขอบ จากนั้นร่วมด้วยกับเก้ามหานิกายพุทธที่เหลือ พวกเจ้าจะกลายเป็น
อาหารสัตว์กระสุนปืนใหญ่สำหรับเทียนหวนและคุนหลุน อย่าได้บอกว่า
เป็นไปไม่ได้ เจ้าเองก็รู้ดีไม่น้อยไปกว่าข้า ขนบธรรมเนียมของพวกมันหยั่ง
รากฝังลึก ขุมกำลังภายในของพวกมันเหนียวแน่นมั่นคง เจ้าไม่สามารถ
เบียดเสียดเข้าสู่แกนกลางของพวกมันได้ สำหรับพวกมัน ยังจะมีอาหาร
สัตว์กระสุนปืนใหญ่ใดใช้การได้ดีกว่ายอดแม่ทัพเจ้าอีกหรือ
ถ้อยคำเหล่านี้ ว่ากล่าวจนหย่างหยวนเฮ่าสีหน้าขัดตาสุดทนดู และว่า
กล่าวจนเจ้าอาวาสวัดดอกบัวสูงศักดิ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังจั่วม่อคล้ายทำการ
ตัดสินใจอย่างแน่วแน่
“อย่างน้อยข้าก็ยังมีชีวิตยืนยาวกว่าเดิม” หย่างหยวนเฮ่าเงยหน้าขึ้น
ตีฝีปากตอบโต้อย่างเยาะหยัน “ห่วงตัวเจ้าเองก่อนเถอะ รักษาชีวิตน้อย ๆ
ของเจ้าเอาไว้ให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยมาบอกกับข้าอีกครั้ง!”
“มันเสียสติไปแล้ว! มันต้องการฉุดลากพวกเราลงนรกไปพร้อมกับมัน
ด้วย!” เจ้าสำนักซีเซวียนขู่คำรามอย่างเคียดแค้น ดังกึกก้องไปทั่วห้องลับ
มันแทบไม่อยากจะเชื่อ จงเต๋อกลับปฏิเสธข้อเสนอพันธมิตรกับเทียนหวน
อย่างเหนือความคาดหมาย มันขบคิดไม่เข้าใจจริง ๆ จงเต๋อมีเหตุผลใดกัน
แน่!
หรือตาเฒ่านั้นไม่รู้ว่าตนเองมีชีวิตเหลืออีกแค่สองปีเท่านั้น?
หรือว่า… เนื่องเพราะมันรู้แก่ใจว่าตนมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน จึงต้องการ
ให้ทุกคนร่วมกลบฝังไปกับมันด้วย?
?
เดิมทีมันเพียรพยายามซุกงำประกาย และเฝ้ารอเวลาของมันเท่านั้น
ไม่ว่ากระทำสิ่งใดล้วนไม่เคยปิดซ่อนจากจงเต๋อ เนื่องเพราะมันทราบดีว่า
จงเต๋อมีชีวิตหลงเหลืออีกเพียงสามปีเท่านั้น ซีเซวียนสุดท้ายต้องตกอยู่ใน
มือของตนวันยันค่า แม้ว่าตัวแทนของเทียนหวนพอมาถึงกลับขอเข้าพบ
จงเต๋อก่อน มันแม้ขุ่นเคืองอยู่บ้าง แต่ยังคงรักษาความเยือกเย็นเอาไว้
เมื่อปราศจากจงเต๋อ ซีเซวียนจะล่มสลายลงทันที
แล้วทันใดนั้น เทียนหวนก็บันดาลให้มันได้เห็นสิบปีแห่งความสงบสุข!
สิบปีเต็ม!
มันไม่ต้องมีชีวิตอยู่ในความหวาดกลัวแทบทุกขณะจิตอีกต่อไป สิบปี!
มันจะมีเวลามากพอให้ค่อย ๆ เฟ้นหาอัจฉริยะหน้าใหม่มาแทนที่จงเต๋อ ซี
เซวียนเป็นสำนักใหญ่ ไหนเลยจะไม่มีอัจฉริยะสักหลายคนได้? หากมันมี
เวลามากพอ มันสามารถกระทำได้ทุกสิ่ง
เมื่อถึงยามนั้น มันจะเป็นจู่เหรินที่แท้จริงแห่งซีเซวียน เป็นเจ้าสำนัก
ซีเซวียนที่แท้จริง!
แต่ความหวังที่ฟ้าประทานมาให้สายนี้ กลับถูกคนฟั่นเฟือนที่กระหาย
เลือดเช่นจงเต๋อ ทุบทำลายอย่างไร้ปราณี
“ท่านเจ้าสำนัก นี่เป็นโอกาสทองที่ยากจะพบพาน!” คนสนิทของเจ้า
สำนักผู้หนึ่งนามว่าปานเซี่ย ก้าวออกมากล่าว “ใช้ความตายของม่ออวิ๋นไห่
แลกมาด้วยช่วงเวลาสิบปีแห่งสันติสุขของเรา ยังมีสิ่งใดต้องลังเลอีกเล่า?
เจ้าสำนักซีเซวียนกล่าวอย่างหดหู่ “เฒ่าเสียสตินั้นไม่เห็นด้วย ยังจะ
ทำประการใดได้อีกเล่า?
ปานเซี่ยลดเสียงเบาแทบเป็นกระซิบ “เราแม้ไม่มีปัญญาจัดการกับ
มัน แต่ย่อมมีผู้อื่นจัดการกับมันได้”
“เจ้าคิดกล่าวอันใดกันแน่?”
?”
? ให้
ยอดยุทธ์ที่มีฝีมือสูงเยี่ยมเช่นนี้มาเป็นตัวประกัน เกรงว่าอันตรายเกินไป!”
ปานเซี่ยดวงตาทอประกายปัญญา มันแย้มยิ้มพลางกล่าว “เจ้าสำนัก
ท่านหลงลืมสถานที่อันมหัศจรรย์ของเราไปแล้วหรือไร”
“สถานที่ใด
เจ้าสำนักซีเซวียนงงงันวูบ
“คุกภูตโลกันตร์!” ปานเซี่ยเอ่ยนามที่เจ้าสำนักลืมเลือนไปนาน
เจ้าสำนักซีเซวียนดวงตาเป็นประกายในบัดดล
… …
เมื่อได้รับข้อความที่เจ้าสำนักซีเซวียนลอบส่งมาเป็นการลับ บรรดา
ระดับสูงของเทียนหวนตกอยู่ในสภาพกระอักกระอ่วนทันที
ข้อเรียกร้องของซีเซวียนนั้นรวบรัดยิ่ง พวกมันเพียงต้องการ
หลักประกัน พวกมันต้องการให้หลีเซียนเอ๋อร์เป็นตัวประกันให้แก่พวกมัน
นี่กลับไม่ใช่เรื่องที่บรรดาระดับสูงของเทียนหวนจะสามารถตัดสินใจได้ หลี
เซียนเอ๋อร์เป็นหลานสาวของเจ้าสำนัก ทั้งยังเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์เด่นล้า
มากที่สุดในบรรดาศิษย์รุ่นหลัง อนาคตของนางไม่มีขีดจำกัด มิหนำซ้ามี
ความเป็นไปได้มากว่านางจะกลายเป็นเจ้าสำนักคนต่อไป
ศักดิ์ฐานะเหล่านี้ของนางยังไม่ใช่เพียงตัวแปรเดียวของปัญหา เนื่อง
เพราะหนึ่งในสิบยอดแม่ทัพ มู่ซวง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่มีศักดิ์ฐานะสูงส่งใน
สำนัก รวมถึงกงเหยี่ยเสี่ยวหรง ผู้ที่เชื่อกันว่ามีฝีมืออยู่ในระดับเดียวกันกับ
สิบยอดแม่ทัพ ต่างพากันคัดค้านอย่างรุนแรง
บุคคลทั้งสองนี้ย่อมไม่อาจเพิกเฉย
แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีอีกฝ่ายที่เห็นพ้องด้วยกับข้อเรียกร้องของซี
เซวียน ยกตัวอย่างเช่นหนึ่งในสิบยอดทัพอีกผู้หนึ่ง หมี่หนาน
ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงไม่เลิกรา ครึ่งค่อนวันยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ เนื่อง
เพราะเรื่องราวเกี่ยวข้องกับหลานสาวของมัน เจ้าสำนักเทียนหวนย่อมไม่
อาจแสดงความเห็นของตน ผู้อาวุโสสูงสุดที่สามารถตัดสินใจก็ทำทีท่าว่า
ไม่รับรู้อันใด เพียงหลับตาผ่อนคลายอย่างสงบ
ทันใดนั้นเอง หลีเซียนเอ๋อร์พลันก้าวออกมา กล่าวเสียงราบเรียบ แต่
ได้ยินถนัดชัดเจนไปทั่วโถงประชุม “ข้าจะไป”
ทั่วทั้งห้องโถงเงียบกริบลงทันที
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงสีหน้าทอแววตื่นตระหนก มันขยับจะกล่าววาจา แต่
หลีเซียนเอ๋อร์ชิงปิดปากมันด้วยการส่งสายตาปลอบประโลมมาให้
? เงิน! พวกเราร่ารวยกว่าคุน
หลุน! นี่คืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุดของพวกเรา เราสมควรหว่านเงินของเรา
ออกไป เพื่อซื้อตัวขุมกำลังอื่น ๆ เพื่อเรียกให้พวกมันมาอยู่ฝ่ายเรา เรา
ต้องการพันธมิตร ซีเซวียนคือพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุด พวกมันมีดินแดน
กว้างใหญ่ มีผู้คนจำนวนมาก เมื่อจงเต๋อถูกกำจัดออกไปพ้นทาง จะไม่มี
ผู้ใดสามารถกุมอำนาจอย่างแท้จริง เจ้าสำนักซีเซวียนไม่มีขีด
ความสามารถเพียงพอ พวกมันได้แต่พึ่งพาเราเท่านั้น เราจะมอบ
ยุทโธปกรณ์เทพให้แก่พวกมัน ให้ความช่วยเหลือทุกประเภทแก่พวกมัน
พวกมันจะสามารถติดอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่กองทัพของพวกมันอย่าง
เพียงพอ เพื่อช่วยเราต่อสู้กับคุนหลุน อาหารสัตว์กระสุนปืนใหญ่จำนวน
มหาศาล นี่จึงเป็นสิ่งที่เทียนหวนต้องการ นอกจากนี้ หากม่ออวิ๋นไห่ยังคง
อยู่ เทียนหวนเราจะมีแต่ยิ่งอ่อนแอลงทุกขณะ เราต้องต่อสู้กับพวกมันเพื่อ
เมื่อได้รับข่าวสารล่าสุด จั่วม่ออดประหลาดใจไม่ได้
จงเต๋อส่งข้อความมาสอบถามเรื่องยุทโธปกรณ์เทพ มิหนำซ้า
ข้อความนี้ยังส่งมาพร้อมกับการจัดส่งวัตถุดิบจำนวนมาก
ข้อความนี้ไม่ได้เอ่ยถึงเทียนหวนแม้แต่น้อย แต่แสดงถึงจิตเจตนา
ของจงเต๋ออย่างชัดแจ้ง จงเต๋อไม่ได้เห็นดีด้วยกับเทียนหวน! เรียกได้ว่า
จั่วม่อเมื่อได้รับข่าว ถึงกับตะลึงงันอยู่เป็นครึ่งค่อนวัน มันขบคิดไม่เข้าใจ
จริง ๆ ว่าจงเต๋อไฉนเลือกมัน แทนที่จะเป็นเทียนหวน
ต่อให้เป็นคนที่โง่งมที่สุดยังสามารถเห็นได้ชัดเจน การเลือกเทียน
หวนมีแต่จะเป็นประโยชน์มากกว่าการเลือกม่ออวิ๋นไห่
แต่จงเต๋อกลับเลือกหนทางที่เหนือความคาดหมายของผู้คน
จั่วม่อขบคิดอย่างหนัก พยายามทำความเข้าใจเจตนาของจงเต๋อที่
เลือกหนทางนี้ แต่หลังจากครุ่นคิดอยู่เป็นนานสองนาน ยังคงไขว่คว้าไม่ถูก
สิ่งใด ได้แต่หันไปถามย้ากับผูเยา เมื่อยืนยันว่าม่ออวิ๋นไห่ได้รับวัตถุดิบ
จำนวนมากที่ส่งมาจากซีเซวียนจริง ในที่สุดความวิตกกังวลของจั่วม่อค่อย
บรรเทาเบาบางลง มันแม้ไม่ล่วงรู้ว่าในศีรษะของจงเต๋อบรรจุสิ่งใดเอาไว้
แต่ดูเหมือนว่าจงเต๋อจะปฏิเสธเทียนหวนอย่างแท้จริง
การที่จงเต๋อปฏิเสธเทียนหวน นับเป็นข่าวดีที่สุดเท่าที่มันได้ยินมาใน
รอบหลายวันนี้
จั่วม่อสลัดความงุนงงสงสัยออกจากใจ เริ่มครุ่นคิดพิจารณาถึงผลที่
จะเกิดขึ้นจากการที่จงเต๋อเลือกม่ออวิ๋นไห่อย่างไม่คาดคิด
จงเต๋อเป็นผู้กุมอำนาจแท้จริงของซีเซวียน การที่มันปฏิเสธเทียนหวน
อย่างไร้เยื่อใย หมายความว่าความตั้งใจเชิงกลยุทธ์ของเทียนหวนถูก
ทำลายไป สภาพการณ์ของม่ออวิ๋นไห่ไม่ได้เลวร้ายเหมือนก่อนหน้านี้อีก
แต่วิกฤติการณ์ใช่คลี่คลายแล้วหรือไม่?
จั่วม่อมิอาจไม่ยอมรับ กระบวนท่าของเทียนหวนนี้หวดฟาดถูก
จุดอ่อนของม่ออวิ๋นไห่อย่างถนัดถนี่ แม้แต่มันยังสามารถเห็นได้ชัดเจน
แล้วเทียนหวนมีหรือจะไม่เห็นถนัดชัดเจนยิ่งกว่ามัน?
แผนร้ายของเทียนหวนมีก้างขวางคอเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือจงเต๋อ
หากมันเป็นเทียนหวน… จั่วม่อวางตัวเองไว้ในตำแหน่งของเทียนหวน แล้ว
ลองครุ่นคิดอย่างจริงจัง หากเป็นมัน มันจะทำอย่างไรต่อไป?
อ้อมหลบจงเต๋อ?
กำจัดจงเต๋อเท่ากับขจัดก้างขวางคอเพียงหนึ่งเดียวให้สิ้นไป
แต่จงเต๋อคือยอดแม่ทัพผู้แกร่งกล้าเกรียงไกรผู้หนึ่ง ได้รับการปกป้อง
คุ้มกันอย่างแน่นหนา ต้องทำเช่นไรจึงสามารถกำจัดมันทิ้งได้?
ส่งกองทัพบุกจู่โจม? จั่วม่อสั่นศีรษะ เปิดศึกกับยอดแม่ทัพลำดับสอง
ผู้ขึ้นชื่อว่าดุร้ายกระหายเลือดที่สุดในทำเนียบสิบยอดแม่ทัพ มิทราบต้อง
เช่นนั้นก็เหลือหนทางเพียงหนึ่งเดียว ลอบสังหาร!
จั่วม่อแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ ดวงตาเบิกกว้างโดยพลัน ใช่แล้ว ต้อง
เป็นการลงมือลอบสังหารไม่ผิดแน่! เทียนหวนพรั่งพร้อมด้วยยอดยุทธ์
ชั้นสูง และจากข่าวสารที่พวกมันได้รับมา เจ้าสำนักซีเซวียนเห็นดีเห็นงาม
ไปกับข้อเสนอพันธมิตรของเทียนหวน เป็นไปได้มากว่ามันจะประพฤติตน
เป็นสายภายในให้แก่เทียนหวน
จงเต๋อตกอยู่ในอันตราย!
จั่วม่อใจเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง!
หลายวันมานี้หย่างหยวนเฮ่าแทบไม่อาจข่มตาหลับลง ซึ่งเป็นเรื่องที่
หาได้ยากยิ่งสำหรับมัน ความสงบเยือกเย็นและจิตใจหนักแน่นมั่นคง เป็น
คุณลักษณะที่เด่นล้าที่สุดของมัน มันมีความตระหนักรู้ในตนเองเป็นอย่าง
ดี ไม่ว่าจะเผชิญกับสถานการณ์สู้รบแบบใด มันก็สามารถรักษาความเยือก
เย็นและจิตใจหนักแน่นมั่นคงเอาไว้ได้ ทางเลือกที่มันตัดสินใจมักไม่เกิน
ความสามารถของตน หย่างหยวนเฮ่าไม่เคยฝืนกระทำสิ่งที่อยู่เหนือกว่าขีด
ความสามารถของมันมาก่อน
มันมักจะไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ไม่เคยผลีผลามร้อนรน ราวกับว่า
ไม่มีสิ่งใดสามารถรบกวนจิตใจอันสงบเยือกเย็นของมันได้
มุมมองเชิงกลยุทธ์ของมันไม่เลิศล้าเท่าเสวียตง มันไม่ได้เฉียบขาด
ดุดันเหมือนเช่นจงเต๋อ ไม่ใช่มือเก่าอันเผ็ดร้อนเช่นหมี่หนาน ไม่แหลมคม
เท่ากงซุนชา และต่อให้เปรียบเทียบกับเปี๋ยหาน มันก็ไม่ได้มีพลังจุดปะทุ
อย่างฉับพลันเหมือนที่อีกฝ่ายมี… …
ในสิบยอดแม่ทัพ คนผู้เดียวที่ไม่มีลักษณะพิเศษอันใด คือหย่างหยวน
เฮ่า
ยอดแม่ทัพลำดับห้าผู้นี้ดูไปไม่มีคุณสมบัติด้านใดที่โดดเด่น แต่กลับ
ไม่เคยแพ้พ่าย แบบฉบับการสู้รบของมันเป็นเช่นนั้นเอง ฝีมือทุกด้านของ
มันล้วนเท่าเทียมกันอย่างน่าประหลาด ไม่มีด้านใดเด่นล้ากว่าด้านใด
แน่นอนว่าการที่ฝีมือทุกด้านของมันล้วนบรรลุถึงระดับนี้ ก็อาจเรียกได้ว่า
พิเศษเป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว ทั่วหล้ามีเพียงมันผู้เดียว
อย่างไรก็ตาม มีเพียงผู้ที่ศึกษายุทธวิธีการรบของหย่างหยวนเฮ่า
อย่างจริงจังเท่านั้น จึงจะได้ตระหนักถึงความน่าสะพรึงกลัวที่แท้จริงของ
มัน คุณสมบัติที่น่ากลัวที่สุดของหย่างหยวนเฮ่า คือมันมักจะเลือกหนทางที่
เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม
ทางเลือกเหล่านี้อาจไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่เคยผิดพลาด
ทางเลือกมากมายเหลือคนานับค่อยๆ กลับกลายเป็นความได้เปรียบเล็กๆ
นับไม่ถ้วน ซึ่งสั่งสมพอกพูนขึ้นตลอดเวลา และในท้ายที่สุดจะกลับ
กลายเป็นชัยชนะอันเฉียบขาด ที่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจพลิกผันกลับกลาย
ชัยชนะของหย่างหยวนเฮ่ามักจะทำให้ผู้อื่นอับจนสิ้นหนทาง ผู้ที่พลัด
ตกลงไปในจังหวะสู้รบของมันไม่ได้รู้ตัวด้วยซ้าว่าตนเริ่มจะเดินเข้าสู่ความ
ปราชัยแล้ว หนักแน่นมั่นคง เป็นความหนักแน่นมั่นคงที่ช่วงชิงความหวัง
ของผู้คน แม่ทัพบัญชาการศึกนามว่าหย่างหยวนเฮ่าแทบจะไม่มีจุดอ่อน
แต่จิตใจอันสงบเยือกเย็นและหนักแน่นมั่นคงของมัน ยามนี้กลับถูก
วาจาของจั่วม่อจัดการจนปั่นป่วนรวนเร
มันควรทำอย่างไร?
มันไม่อาจปกปิดความผิดหวังต่อสถานการณ์ปัจจุบันของเก้า
มหานิกายพุทธได้ แม้จะทราบแน่แก่ใจว่ากลุ่มพันธมิตรอันหลวมคลายนี้
จะมีช่วงเวลาหวานชื่นแค่เพียงไม่นาน แต่เมื่อวันนั้นมาถึงอย่างรวดเร็ว
จริงๆ มันยังอดผิดหวังไม่ได้
วาจาของจั่วม่อเปิดเผยทุกสิ่งที่มันยังไม่อยากยอมรับ ออกมาเบื้อง
หน้ามันจนหมดเปลือก
ช่างเป็นบุคคลที่น่าชิงชังเสียจริง!
ถ้อยคำทั้งหมดของจั่วม่อ มันไม่อาจโต้แย้งแม้สักครึ่งคำ ทั้งคุนหลุน
และเทียนหวนย่อมยินดีต้อนรับมันอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเนื่องเพราะเก้า
มหานิกายพุทธ หรือศักดิ์ฐานะยอดแม่ทัพลำดับที่ห้าในทำเนียบสิบยอด
แม่ทัพของมันก็ตาม
แต่มันก็รู้ด้วยเช่นกัน หากมันยืนอยู่ข้างของคุนหลุนหรือเทียนหวน
มันแม้จะได้รับการปฏิบัติด้วยดี แต่ไม่มีวันเบียดเสียดเข้าสู่แกนกลาง
อำนาจของทั้งสองสำนักได้อย่างแน่นอน คุนหลุนและเทียนหวนเต็มไป
ด้วยผู้มีความสามารถ การแก่งแย่งแข่งขันภายในของพวกมันก็ดุเดือด
?
อย่าว่าแต่หย่างหยวนเฮ่ายังมีฝีมือถึงเพียงนี้
สำหรับอาหารสัตว์กระสุนปืนใหญ่ ไม่มีผู้ใดยินดีเป็นอาหารสัตว์
กระสุนปืนใหญ่
หย่างหยวนเฮ่าไม่ได้โง่งม ย่อมเข้าใจเจตนาเชิญชวนของจั่วม่อเป็น
อย่างดี
ดูจากสถานการณ์โดยรวมในขณะนี้ ที่จริงแล้วม่ออวิ๋นไห่นับเป็น
ตัวเลือกที่เหมาะเจาะพอดีเป็นที่สุดสำหรับมัน ม่ออวิ๋นไห่เพิ่งจะก่อตั้งขึ้น
ไม่นาน พวกมันยังไม่ถึงกับปรากฏขุมพลังดั้งเดิมที่หยั่งรากฝังลึกจนไม่อาจ
โยกคลอน ตัวจั่วม่อเองก็เป็นบุคคลที่เชื่อถือได้ผู้หนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ม่ออวิ๋น
ไห่แม้เข้มแข็ง แต่มีดินแดนไม่ใหญ่โตนัก พวกมันจะต้องขยับขยายอย่าง
แน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ มันก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีสงครามให้มันได้แสดง
ฝีมือ
อย่างไรก็ตาม ม่ออวิ๋นไห่ยามนี้ตกอยู่ในห้วงวิกฤติร้ายแรง หากพวก
มันพลั้งพลาดแม้สักเล็กน้อย พวกมันจะพ่ายแพ้พินาศสิ้นทั้งกระดาน
การเข้าร่วมกับม่ออวิ๋นไห่ในยามนี้ เท่ากับว่ามันต้องเผชิญกับ
วิกฤติการณ์นี้เช่นกัน อนาคตจะเป็นอย่างไรก็ยากจะบอกได้แล้ว แม้ว่ามัน
เต็มใจรับความเสี่ยง แต่ผู้อื่นในเก้ามหานิกายพุทธอาจไม่ยินดี
มันไม่ใช่จงเต๋อ จงเต๋อเพียงลำพังสามารถตัดสินชะตากรรมของซีเซ
วียนทั้งหมด หย่างหยวนเฮ่าแม้มีพลังอำนาจ แต่ผู้ที่กุมอำนาจของวัด
สำเนียงวัชระยังคงเป็นท่านเจ้าอาวาส ในเวลาเช่นนี้ ท่านเจ้าอาวาสจะ
ยินดีจับมือเป็นพันธมิตรกับม่ออวิ๋นไห่หรือไม่?
“หากเทียนหวนกระทำสำเร็จตามแผน เจ้าเข้าใจว่าผลลัพธ์คือ
อะไร?”
หย่างหยวนเฮ่าขบคิดแล้วกล่าว “หากเทียนหวนทำสำเร็จ ม่ออวิ๋นไห่
จะตกอยู่ในอันตราย พวกมันจะถูกกลุ้มรุมโจมตีจากสามทิศทาง… …”
“ดินแดนของม่ออวิ๋นไห่ไม่ได้มีอาณาเขตติดต่อกับพวกมัน” เจ้า
อาวาสกล่าวเสียงเย็นเยียบ
หย่างหยวนเฮ่างงงันวูบ สีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย “เช่นนั้นพวกมัน
ต้องกำจัดเราเป็นอันดับแรก!”
“วัดสำเนียงวัชระเรา เปรียบกับคุนหลุนและเทียนหวนเป็นอย่างไร?”
?” เจ้าอาวาสซักถาม
“พวกเราอ่อนด้อยกว่ามาก” หย่างหยวนเฮ่าตอบตามตรง
“มากเท่าใด?” เจ้าสำนักถามต่อ
คำถามนี้ทำให้หย่างหยวนเฮ่ากระอักกระอ่วนใจไม่น้อย หลังจากขบ
คิดอยู่ชั่วครู่ ค่อยกล่าวว่า “หากพวกมันสิบ เราสาม” นิ่งงันไปชั่วอึดใจ มัน
ทำท่าครุ่นคิดอีกครั้ง จากนั้นกล่าวแก้ว่า “ไม่ถูกต้อง พวกมันสิบ เราสอง”
เจ้าอาวาสไม่ถือสาหาความ กล่าวถามอย่างตรงไปตรงมา “หากเพิ่ม
วัดดอกบัวสูงศักดิ์เข้าไปด้วยเล่า?”
“พวกมันสิบ เราสาม”
“กล่าวอีกทางหนึ่งก็คือ หากพวกเราเข้าร่วมกับพวกมัน ความสำคัญ
ของพวกเราคือสามในสิบสาม” เจ้าอาวาสถามต่อไปว่า “แล้วหากพวกเรา
เข้าร่วมกับเทียนหวนและคุนหลุนเล่า?
?”
?” เจ้าอาวาสกล่าวเสียงราบเรียบ
“แต่ว่า… …”
“ใช่ไม่มีหนทางแก้ไขจริง ๆ รึ
เจ้าอาวาสชราถามอย่างมี
ความหมาย “ความคิดของเจ้าดีกว่าพวกเรา ลองใช้ตรึกตรองให้มากไว้ ม่อ
อวิ๋นไห่ใช่ไม่มีหนทางรอดจริง ๆ รึ?
? ลองตรองดูให้ดี ยังมีผู้ใดอีกที่
เป็นเช่นเดียวกันกับเรา ผู้ใดที่ไม่ยินดีเห็นม่ออวิ๋นไห่ต้องจบสิ้นลง
หย่างหยวนเฮ่านิ่งขึงตะลึงงัน ในใจมีเพียงประโยคเดียว
ใช่ไม่มีหนทางพลิกสถานการณ์จริง ๆ หรือไม่?
บุคคลเช่นจั่วม่อไม่เคยรอคอยให้ผู้อื่นมาตัดสินชะตากรรมของมัน
นับตั้งแต่มันฉุกคิดถึงความเป็นไปได้ที่เทียนหวนจะลงมือลอบสังหาร
จงเต๋อ จั่วม่อกับพวกก็เคลื่อนไหวในบัดดล ในยามนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ไม่
มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าการคุ้มครองความปลอดภัยของจงเต๋อ
กองพันคุกโลกันตร์ของจงเต๋อแม้กล้าแกร่งเกรียงไกร ด้านการ
ปกป้องคุ้มครองผู้เป็นแม่ทัพสมควรไม่มีปัญหา แต่ยังมีช่องโหว่ใหญ่
ประการหนึ่ง นั่นคือมันไม่มียอดยุทธ์ชั้นสูง ซึ่งความจริงโดยทั่วไปแล้ว
เรื่องนี้ไม่สมควรเป็นปัญหาใหญ่ ต่อให้เป็นยอดยุทธ์ที่ร้ายกาจสักเพียงใด
ก็ไม่อาจลอบสังหารจงเต๋อกลางขบวนอารักขาของกองทัพคุกโลกันตร์ แต่
หากมีคนภายในลอบให้การช่วยเหลือศัตรู ความปลอดภัยของจงเต๋อก็เป็น
ที่น่ากังขาแล้ว
ขบวนของจั่วม่อไม่ชักช้ารีรอแม้แต่น้อย พวกมันเร่งรุดเดินทางทั้ง
กลางวันกลางคืน มุ่งตรงสู่ซีเซวียนด้วยระดับความเร็วสูงสุดเท่าที่จะ
เป็นไปได้
พวกมันต้องเข้าถึงตัวจงเต๋อ ก่อนที่ยอดยุทธ์จากเทียนหวนจะลอบ
เร้นกายมาถึง
จงเต๋อหากไม่ตาย จุดมุ่งหมายเชิงกลยุทธ์ของเทียนหวนจะไม่ประสบ
ผลสำเร็จอย่างเต็มที่ เช่นนั้นวิกฤติการณ์ของม่ออวิ๋นไห่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไม่อาจ
เอาชนะได้อีก เต่าอย่างพวกมัน หากหดหัวซุกตัวอยู่ในกระดองสักสองปี
จากนั้นพวกมันจะมีกำลังเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยตัวเอง ม่
ออวิ๋นไห่ไม่ได้ขาดแคลนเกษตรกรปราณ ทุ่งเกษตรกรรมค่ายกลอันพิเศษ
เฉพาะของม่ออวิ๋นไห่ ยังสามารถแพร่หลายออกไปทั่วดินแดนของพวกมัน
หากมีเวลามากพอ สี่สิบสี่อาณาจักรทรัพยากรใหม่ที่พวกมันยึดครอง
มา ก็เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการทางด้านวัตถุดิบของม่ออวิ๋นไห่
หลังจากสองปีผ่านไป วิกฤติการณ์ของพวกมันจะคลี่คลายด้วยตัวเอง
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่า จงเต๋อจะต้องมีชีวิตอยู่
จนถึงตอนนั้น!
มีเพียงจงเต๋อที่ยังมีชีวิต จึงจะสามารถหยุดยั้งเทียนหวนได้!
เมื่อคำนึงถึงความปลอดภัย จั่วม่อไม่ได้แบ่งแยกบรรดาองครักษ์ของ
มันออกจากภารกิจ ผู้ที่มันเลือกเฟ้นมาในการเดินทางครั้งนี้ แทบทั้งหมด
ล้วนเป็นกำลังรบชั้นสูงของม่ออวิ๋นไห่ ช่วยให้มันมีความเชื่อมั่นมาก
พอที่จะเผชิญกับเหล่ายอดยุทธ์ระดับสูงจากเทียนหวน
นี่จะเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน!
คู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่าย ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลที่พวกมันจำต้องกระทำให้
สำเร็จ!
เดิมพันด้วยชะตากรรมของพวกมัน!