สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 832 ตีโต้ (สี่)
อสูรควันดำเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในขบวนทัพ
ของศัตรู
วิสัยทัศน์ที่กว้างไกลช่วยให้มันหยั่งทราบจิตเจตนาของฝ่ายตรงข้าม
ในทันที ต้องใจเขม็งตึงเครียดขึ้นมา ตวาดเตือนพรรคพวกสุดเสียง “ทุก
คนระวังให้ดี พวกมันกำลังจะบุกเข้ามาโดยไม่คำนึงถึงชีวิต! ป้องกันพื้นที่
ของพวกเจ้าอย่างเคร่งครัด อย่าปล่อยให้มีช่องว่างรอยโหว่ใด! อาเยว่ เจ้า
ขึ้นไปที่ตำแหน่งสูง พวกปลาที่หลุดออกมาออกจากร่างแห ยกให้เป็น
หน้าที่ของเจ้า!”
“เข้าใจแล้ว!” หนานเยว่ส่งเสียงรับคำ สะกิดเท้าเหินร่างอย่างปราด
เปรียว ขึ้นไปยังตำแหน่งสูงสุดในบริเวณ ในมือปรากฏคันธนูแสงคู่ใจ
‘เกาทัณฑ์เทพสวรรค์แดนใต้!’
‘ศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้’ ซึ่งถูกเสริมความเข้มแข็งด้วยพลัง
เทพเปล่งประกายสีม่วงอันลี้ลับ สายธนูเบาบางขึงตึง เต็มไปด้วยพลัง
หนานเยว่ยืนตระหง่านกลางสายลม สีหน้ากระด้างเย็นชา นางไม่ใช่
ดรุณีน้อยที่ไม่เข้าใจโลกเหมือนเช่นในอดีตอีกแล้ว นางในวันนี้ผ่านการ
ต่อสู้นับร้อยครั้งพันหน เป็นนักรบชาญศึกที่มีประสบการณ์โชกโชน จิตใจ
แกร่งกร้าวมั่นคง เป็นหัวหน้าหน่วยที่ควรค่าแก่การไว้วางใจ
การโจมตีระยะไกลของนางครอบคลุมพื้นที่กว้างไพศาล
ทุกคนอยู่ร่วมกันมานาน รู้มือรู้ใจกันเป็นอย่างดี พอฟังเสียงร้องเตือน
ของอสูรควันดำ แต่ละคนเส้นประสาทขมึงตึงขึ้นมา เมื่อใดที่อสูรควันดำมี
สีหน้าท่าทีเช่นนี้ หมายความว่าศึกหนักกำลังจะมาถึง
อย่างไรก็ตาม พวกมันทั้งกลุ่มไม่ได้หวาดหวั่นพรั่นพรึง แต่ละคนอยู่
วัยเลือดระอุ เปี่ยมไปด้วยความทรหดอดทน จิตวิญญาณการต่อสู้แกร่ง
กร้าวเด็ดเดี่ยว ในช่วงหลายปีแห่งการฝึกฝน พวกมันผ่านวิถีการฝึกปรือ
อันหลากหลายซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของม่ออวิ๋นไห่ หล่อหลอมให้แต่ละ
คนมีเจตจำนงเข้มแข็งดุจเหล็กกล้า เพียบพร้อมด้วยระเบียบวินัยอันเลิศ
ล้า
ในม่ออวิ๋นไห่ ผู้ที่ถูกหยามดูแคลนมากที่สุดก็คือคนขลาดเขลา ไม่ว่า
กงซุนชา เหวยเสิ้ง รวมถึงจั่วม่อผู้เป็นบุคคลอันดับหนึ่งของพวกมัน ล้วน
แล้วแต่เป็นผู้เข้มแข็งที่อาจหาญทะยานฟ้า จิตใจแกร่งกร้าวมั่นคง เมื่อ
ได้รับอิทธิพลจากชนชั้นผู้นำเหล่านี้ ม่ออวิ๋นไห่ย่อมเทิดทูนคุณลักษณะ
เช่นนี้
ม่ออวิ๋นไห่มีคำกล่าวประโยคหนึ่ง ท่านอาจไม่มีพรสวรรค์ ท่านอาจไร้
ฝีมือ อาจไม่มีชาติกำเนิดสูงส่ง แต่ไม่อาจเป็นคนขลาดเขลา
ทุกคนปลุกปลอบจิตสมาธิถึงขีดสุด สีหน้าเคร่งขรึม ลมหายใจสงบ
เยือกเย็น
อสูรควันดำจิตใจเขม็งตึงเครียดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มันเพิ่งเคย
เผชิญสถานการณ์คับขันอันตรายถึงเพียงนี้เป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม มัน
สายตาของมันปราศจากร่องรอยหวั่นไหว รอจนเงาร่างเหล่านั้น
ค่อยๆ ใกล้เข้ามา มันในที่สุดก็มองเห็นสภาพการณ์ชัดแจ้ง จิตใจเขม็ง
เกลียวขึ้นอีก ฝ่ายตรงข้ามกระจายกำลังออกไปเป็นวงกว้าง คล้ายไม่คิด
ประสานเสริมซึ่งกันและกันอีกแล้ว
เมื่อเห็นสีหน้าของศัตรูเหล่านั้น มันยิ่งตื่นตัวระมัดระวังถึงขีดสุด
“พวกมันคิดสู้ตาย!” อสูรควันดำอดร้องเตือนสหายอีกรอบไม่ได้ กลุ่ม
ควันดำที่ห่อหุ้มอยู่ทั่วร่างยืดขยายออกไปเหมือนเส้นหนวด แต่ละเส้น
แทรกตัวเข้าไปในขบวนอาคมหวงห้ามรอบกายมัน
ศัตรูเมื่อเข้ามาถึงระยะห้าสิบลี้ พลันชะงักลงเล็กน้อย
ห้าสิบลี้เป็นระยะที่อยู่นอกขอบเขตการโจมตีสูงสุดของขบวนอาคม
หวงห้ามพอดี เห็นได้ว่าศัตรูล่วงรู้ขอบเขตการโจมตีของอาคมหวงห้าม
อย่างถ่องแท้
อสูรควันดำร้องตวาดสุดเสียงโดยไม่ต้องคิด “ฆ่า!”
แทบจะในเวลาเดียวกัน กองทัพซิวเจ่อที่หยุดชะงักเล็กน้อย พลัน
รวบรวมกำลังทั้งหมด บุกเข่นฆ่าเข้ามาอย่างพร้อมเพรียง ด้วยระดับ
ความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ!
เกือบทุกคนปกคลุมด้วยแสงประกายเจิดจ้า ลากเป็นลำแสงยาว
เหยียดสาดพุ่งข้ามนภา
แน่นอนว่าสิ่งที่รอต้อนรับพวกมัน คือการโจมตีที่โหมกระหน่าปาน
พายุฝน ลำแสงสารพัดสีทะลักทลายออกจากอาคมหวงห้าม ปกคลุมระยะ
ห้าสิบลี้อย่างแน่นขนัด
ฝ่ายศัตรูเห็นได้ชัดว่าไม่คิดมีชีวิตรอดกลับไป ไม่มีผู้ใดถอยหนี ไม่มี
เสียงกรีดร้อง ไม่มีเสียงคร่าครวญ
ผู้คนที่ถูกลำแสงจู่โจมของอาคมหวงห้ามซัดใส่ร่าง หากมิใช่ร่างขาด
กระจายเป็นชิ้น ๆ ก็ถูกบดขยี้เป็นผุยผง
ทว่าซิวเจ่อเทียนหวนเหล่านี้ยังคงบุกตะลุยมาข้างหน้าดุจคลุ้มคลั่ง
ขณะที่เผชิญกับห่าฝนลำแสงจากนรกภูมิ ก็พยายามหลบหลีกอย่าง
ยากลำบาก เคลื่อนที่ย้ายตำแหน่งอย่างไม่หยุดยั้ง ดาหน้าเข้ามาโดยแลก
ด้วยชีวิต!
ระยะทางห้าสิบลี้ สำหรับซิวเจ่อแล้วไม่ใช่ระยะทางที่ห่างไกลเท่าใด
แม้ว่ากองทัพเทียนหวนไม่ได้มีชื่อเสียงทางด้านการบุกทะลวง แต่
สภาวะบุกตะลุยโดยไม่คำนึงถึงชีวิตเช่นนี้ ยังทำให้อสูรควันคำกับพวกเย็น
เยียบจับใจ รู้สึกกดดันเป็นทวีคูณ
ฝ่ายมันมีจำนวนคนน้อยเกินไปจริง ๆ!
เห็นทหารศัตรูทั้งหมดบุกโจมตีพร้อมกัน เข่นฆ่าเข้ามาจากทุกทิศทาง
นับเป็นภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจถึงที่สุด
เงาร่างนับไม่ถ้วนที่ปกคลุมด้วยแสงจาง ๆ เรียกได้ว่ามืดฟ้ามัวดิน ยืด
ขยายออกไปทุกทิศทาง ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด แต่ละคนสีหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยว
กราด ท่านสามารถมองเห็นสภาพเกือบจะคลุ้มคลั่งและสีหน้าท่าทีราวกับ
จะกินคนของพวกมันได้อย่างชัดเจน พวกมันดาหน้าเข้ามาด้วยความเร็ว
อันน่ากลัว ประหนึ่งฝูงตั๊กแตนหิวโซไหลบ่าเข้าหาเหยื่อ
เมื่อทั่วแผ่นฟ้าพื้นปฐพีล้วนเนืองแน่นไปด้วยกลุ่มคนเสียสติที่เข่นฆ่า
เข้าหาท่าน ผู้ที่จิตใจไม่มั่นคงสักหน่อย อาจแตกตื่นจนปัสสาวะราด หมุน
ตัวหลบหนีไปตั้งแต่แรก
อสูรควันดำกับพวก ถูกกลืนลงไปในการต่อสู้อันบ้าคลั่งในบัดดล!
หนานเยว่ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดถึงกับสีหน้าแปรเปลี่ยนไป การต่อสู้อัน
โหดร้ายบ้าคลั่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าขู่ขวัญนางจนตะลึงลาน
ก่อนหน้านี้การลอบโจมตีคล้ายดำเนินไปอย่างราบรื่นสะดวกดาย
จนกระทั่งพวกนางเองยังแทบเชื่อไม่ลง หอหลอมอสูรเผยจุดอ่อนออกมา
ต่อหน้าพวกนางอย่างหมดเปลือก แต่ผู้คนที่คล้ายเสียสติเหล่านี้ทำให้นาง
อดประเมินขุมกำลังของเทียนหวนใหม่อีกครั้งไม่ได้
เคราะห์ดีที่คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีระดับพลังเทพอ่อนด้อย แสง
ประกายที่วาบผ่านร่างของพวกมันโดยมากเป็นแสงของพลังปราณ
หากกองทัพเบื้องหน้านี้ฝึกปรือพลังเทพ หากพวกมันกล้าแข็งกว่านี้
อีกสักเล็กน้อย คิดต่อสู้พิชิตชัยพวกมันทั้งกองทัพ เกรงว่าเป็นไปไม่ได้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากองพันอาหารสัตว์กระสุนปืนใหญ่เหล่านี้ไม่เคย
ได้รับการใส่ใจไยดีมาก่อน เรื่องนี้สามารถเห็นได้จากพลังเทพที่อ่อนแอ
ของพวกมัน รวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าชุดเกราะศึกของพวกมันยังคงเป็นชุด
เกราะปราณ หาใช่ยุทโธปกรณ์เทพไม่ อย่างไรก็ตาม จิตวิญญาณอันเหี้ยม
หาญของกองทัพนี้ นับว่าควรค่าแก่การนับถือ
อย่างรวดเร็ว หนานเยว่ไม่มีเวลาให้ครุ่นคิดอีกต่อไป
มีคนทะลวงฝ่าแนวรับเข้ามาได้!
นางหรี่ตาลง แสงสว่างเรียวยาววาบขึ้นในมือขวา แล้วหายวับไปทันที
ในระยะไกล เห็นลำแสงเรียวตรงลำหนึ่งเจาะทะลุแผ่นอกฝ่ายตรง
ข้ามราวกับสายฟ้าฟาด
ฝ่ายตรงข้ามอ้าปากกว้าง แต่ไม่มีสุ้มเสียงใดหลุดออกจากปาก ดวงตา
สูญเสียประกายอย่างรวดเร็ว พากันล้มคว่ามาข้างหน้า วิญญาณหลุดลอย
ออกจากร่างตลอดกาล
หนานเยว่จมลงไปในการต่อสู้อย่างสมบูรณ์ การโจมตีของนางทั้งรัว
เร็วและเร่งร้อนจนถึงขั้นน่าแตกตื่นสะท้านโลก มือขวาของนางกลายเป็น
ภาพพร่าเลือนที่ไม่อาจเห็นชัดตา ลูกศรแสงเรียวยาวบัดเดี๋ยวปรากฏขึ้นใน
มือ บัดเดี๋ยวหายวับไปทันที
ลูกศรแสงโหมกระหน่าดุจห่าฝนแน่นขนัด
ไม่มีดอกใดพลาดเป้า!
นางราวกับเทวีแห่งความตาย เด็ดชีวิตผู้คนอย่างสะดวกดายและไร้
ความปราณี
‘ศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้’ ซึ่งเสริมความแข็งแกร่งด้วยพลัง
เทพจนกลายเป็น ‘เกาทัณฑ์เทพสวรรค์แดนใต้’ ทรงอานุภาพมากกว่าเดิม
หลายเท่าตัว เบื้องหน้าศรสังหารไร้เงาเหล่านี้ ชุดเกราะปราณของฝ่ายตรง
ข้ามเปราะบางไม่ต่างจากแผ่นกระดาษ
ศัตรูค้นพบหนานเยว่ที่เบื้องสูงอย่างรวดเร็ว พวกมันพยายามหลบ
หลีกเกาทัณฑ์สังหารของนางอย่างสุดความสามารถ
แต่ไม่ว่าพวกมันจะเพียรพยายามสักเท่าใด ลูกศรมฤตยูเหล่านั้นก็ไม่
เคยพลาดเป้า ศรทุกดอกสามารถข้ามผ่านระยะทางทั้งหมด ปรากฏขึ้น
เบื้องหน้าพวกมันโดยตรง เพื่อปลิดปลงวิญญาณของพวกมันในชั่วพริบตา
เพียะ!
เห็นโลหิตสาดกระเซ็น แม่ทัพเทียนหวนรู้สึกทรวงอกปวดแปลบ
คล้ายมีสิ่งใดพุ่งทะลุหัวใจของมันไป
ใบหน้าที่คล้ายคลุ้มคลั่งกลับสงบลง สงบราบเรียบถึงเพียงนั้น ไม่มี
ร่องรอยของความไม่ยินยอมพร้อมใจ ปราศจากความคับแค้นใจ
พวกมันมาได้เพียงเท่านี้เอง… …
ปัง มันล้มคว่าลง ลำแสงที่กรีดผ่านท้องนภาเป็นครั้งคราวสะท้อนอยู่
ในแววตาที่ค่อยๆ สูญเสียประกาย
การตายของแม่ทัพเทียนหวนประหนึ่งบทโหมโรงแห่งความตาย ที่
หนุนส่งท่วงทำนองแห่งสนามรบขึ้นไปสู่จุดสูงสุด ทัพซิวเจ่อที่ยังเหลือรอด
บุกเข่นฆ่าเข้ามาอย่างคลุ้มคลั่งกว่าเดิม ไม่แยแสสนใจความเป็นความตาย
ของตนเองแม้แต่น้อย!
ไม่มีคนถอยหนีแม้แต่คนเดียว
ท้องฟ้าคล้ายถูกย้อมด้วยโลหิต
รอจนร่างสุดท้ายล้มลง สนามรบค่อยกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
ทุกคนร่างชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ราวกับว่าเพิ่งขึ้นจากบ่อน้า แต่ละคน
หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ใบหน้าอันบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราดค่อยๆ คลายลง
ไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก กระทั่งอสูรผมสีส้มซึ่งพูดจ้อได้ทุกสถานการณ์ในยามนี้
ยังเงียบกริบ
สายตาของพวกมันเหม่อมองไปยังสนามรบที่เปลี่ยนโฉมไปอย่าง
สิ้นเชิง เห็นซากศพกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกแห่งหน ไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่
คนเดียว
ทุกผู้คนไม่มีอารมณ์จะกล่าววาจา กองทัพนี้เป็นอาหารสัตว์กระสุน
ปืนใหญ่ไม่ผิดแน่ แม่ทัพของพวกมันพื้นเพธรรมดา ขีดความสามารถของ
ไพร่พลยังคงล้าหลังอยู่ในยุคสมัยแห่งพลังปราณ ยุทโธปกรณ์ของพวกมัน
เลวร้ายจนชวนสังเวช แต่กองทัพเช่นนี้กลับแสดงจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
อันน่าชื่นชม ควรค่าต่อการนับถือเลื่อมใส พวกมันไม่มีใครถอยหลังแม้สัก
ก้าว ไม่มีคนหลบหนี แม้รู้ว่าต้องตาย พวกมันก็ยังคงบุกเข้าหาอาคมหวง
ห้ามโดยไม่หวาดหวั่นกลัวเกรง
พวกหนานเยว่ไม่อาจพรรณนาความรู้สึกในยามนี้ได้
“ช่างเป็นกองทหารที่น่านับถือนัก” อสูรควันดำเต็มไปด้วยอารมณ์
ความรู้สึก สุ้มเสียงปนทอดถอนแสดงความเหน็ดเหนื่อยอย่างชัดแจ้ง
ทุกผู้คนอดพยักหน้าเห็นพ้องไม่ได้
“โอ้ พวกเจ้าดูเหมือนเผชิญศึกหนักไม่น้อย!” สุ้มเสียงของเหล่าโถว
พลันดังขึ้นจากทางด้านหลังพวกมัน
ทุกคนหันขวับไปตามเสียง แล้วพลันสีหน้าแข็งทื่อ แต่ละคนปากอ้า
ตาค้างไป
เหล่าโถวดูราวกับคนลากเรือในแม่น้า ในมือลากโซ่ทองหยาบหนา
เท่าลำแขนเส้นหนึ่ง มุ่งตรงมายังกลุ่มของหนานเยว่ด้วยท่วงท่าสภาวะ
เยี่ยงปรมาจารย์ยุทธ์
เหล่าโถวมองดูเหล่าชนรุ่นหลังที่ตัวแข็งเป็นหินอย่างยิ้มแย้ม ในใจ
รู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างสุดแสน
“อะแฮ่ม มีคนมากเกินไป ข้าคร้านจะพิจารณาดูทีละคน”
เหล่าสินสงครามที่แทบเท้ามันมีสีหน้าโกรธแค้น ถลึงตากว้างราวกับ
ว่าคิดใช้สายตาของพวกมันทิ่มแทงเหล่าโถวให้ดับดิ้นไปคาตา น่าเสียดาย
ที่อาคมหวงห้ามในร่าง ทำให้พวกมันกระทั่งร่าร้องด่าทอยังทำไม่ได้
ดวงตาตะลึงลานของอสูรผมสีส้มสลายคลาย โพล่งออกมาเสียงดัง
“ท่านย่ามันเถอะ สารรูปเจ้าน่าอนาถยิ่ง ราวกับผู้คุมนักโทษก็มิปาน!”
รอบข้างกลายเป็นเงียบกริบทันควัน
เหล่าโถวรอยยิ้มแข็งทื่อ จิตสังหารลุกโชนขึ้นทันที
อสูรผมส้มสีหน้าซื่อบริสุทธิ์ ยังหันกลับไปถามหาเสียงสนับสนุน
“พวกเจ้าไม่รู้สึกว่าคลับคล้ายยิ่งหรอกหรือ?”
ทุกผู้คนถึงกับเบือนหน้าหนี ไม่อาจทนดูได้อีกต่อไป
“เจ้าตายแน่!”
เหล่าโถวเค้นเสียงลอดไรฟัน เขม้นมองอสูรผมส้มด้วยดวงตาที่แทบ
ลุกเป็นไฟ
จั่วม่อพอได้รับข่าวจากกงซุนชาก็คลายใจลงมาก ชัยชนะของกงซุน
ชามาได้เหมาะเจาะพอดีเสียยิ่งนัก สามารถแบ่งแยกความสนใจส่วนหนึ่ง
ของเทียนหวน
การศึกระหว่างคุนหลุนกับเผ่าอสูรอยู่ในช่วงเวลาที่ดุเดือดเลือดพล่าน
ถึงที่สุด ว่ากันว่าศึกระหว่างมู่เซวียนกับมู่ซีดุเดือดรุนแรงสุดเปรียบปาน
ข่าวนี้ทำให้จั่วม่อถึงกับถอนหายใจอย่างโล่งอก ถือเป็นข่าวดีที่คุนหลุนถูก
เรื่องราวมัดตัวเอาไว้ ไม่มีเวลาว่างให้เสนอหน้าสอดมือเข้ามาถึงที่นี่ได้
กองทัพของกู่เหลียงเตากำลังมุ่งตรงมายังซีเซวียน
รอจนกู่เหลียงเตาพบหน้าจงเต๋อ เท่ากับสถานการณ์ถูกกำหนดอย่าง
คร่าว ๆ แล้ว
กองทัพของม่ออวิ๋นไห่เองก็เตรียมการเสร็จสิ้น นอกเหนือจากกองพัน
ม้าฝานที่รับหน้าที่เฝ้ารักษาแนวป้องกัน กองทัพอื่นล้วนถูกเรียกตัวมา
พร้อมกัน ค่ายจูเชวี่ยรวมพลแล้วเสร็จ แม่นางน้อยสามารถเคลื่อนทัพเข้าสู่
ซีเซวียนได้ทุกเมื่อ
หย่างหยวนเฮ่าเองก็เตรียมพร้อมอย่างเงียบเชียบ
ศึกนี้หากพวกมันพิชิตชัย ม่ออวิ๋นไห่จะทะยานขึ้นเป็นหนึ่งใน
มหาอำนาจอย่างเต็มภาคภูมิ
จั่วม่อทราบว่าในเวลาเช่นนี้ มันยิ่งต้องเยือกเย็นและระมัดระวัง
กว่าเดิม ถึงกับละความสนใจจาก ‘กระสวยหญิงทอผ้า’ จดจ่ออยู่กับการ
เตรียมรับศึกหนักที่กำลังจะมาถึงอย่างเต็มที่
เทียนหวนไม่มีทางยอมแพ้โดยง่ายดาย เป็นไปได้มากว่าทางหนึ่งเปิด
หน้าเจรจา อีกทางหนึ่งลอบคิดอ่านวางแผนจากในเงามืด
จั่วม่อปลุกปลอบสมาธิจิตใจ ตื่นตัวอย่างเต็มที่ แม้ว่าฝ่ายมันมีกำลัง
รบจำนวนมาก แต่เทียนหวนก็หาได้อ่อนแอไม่
เวลาเลื่อนผ่านไปอย่างช้า ๆ ตัวแทนจากเทียนหวนเดินทางใกล้เข้า
มาทุกขณะ บรรยากาศยิ่งหนักอึ้งมากขึ้นเรื่อย ๆ
นี่จะเป็นศึกที่สามารถเปลี่ยนพลิกสถานการณ์ของใต้หล้า!