สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 833 เจตนาแท้จริง
“สูญเสียมากน้อยเท่าใด?”
?”
?” เจ้าสำนักเทียนหวน
สอบถามไปอีกเรื่อง
ผู้อาวุโสที่รายงานเป็นคนแรกพอฟังต้องสั่นศีรษะอย่างขมขื่น กล่าว
ว่า “ล้วนหนีกันไปหมดแล้ว ไม่มีหลงเหลืออยู่แม้สักคนเดียว ทั้งกองทัพ
และทหารพิทักษ์หอถูกสังหารสิ้น การต่อสู้ดุเดือดรุนแรงยิ่ง ฝ่ายเราไม่มี
ผู้ใดถอยหนี”
ทั่วทั้งห้องประชุมเงียบกริบลงทันที
เจ้าสำนักเทียนหวนลอบถอนใจเบา ๆ กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เพิ่มบำเหน็จรางวัลให้แก่ผู้ตาย ถือเป็นการปลอบขวัญครอบครัวของ
พวกมัน”
จนบัดนี้ผู้คนเพิ่งค้นพบว่าม่ออวิ๋นไห่มิเพียงครอบครองสองในสิบ
ยอดแม่ทัพแห่งแดนซิวเจ่อเท่านั้น พวกมันยังมีขุมกำลังระดับสูงจำนวน
มาก ยอดยุทธ์ผู้ใช้พลังเทพเหล่านั้นเป็นขุมกำลังที่มากพอให้ขุมกำลังฝ่าย
อื่น ๆ ต้องหวาดวิตก!
อย่าได้ดูแคลนม่ออวิ๋นไห่!
ถ้อยคำนี้แพร่ขยายออกไปดุจไฟลามทุ่ง
“ยังสามารถลงมือหรือไม่?”
แทบทุกคนสีหน้าทอแววประหลาดใจ แต่ละคนเงยหน้ามองดูผู้
อาวุโสสูงสุด สีหน้าเคลือบคลุมด้วยความสับสนงงงวย
หรือว่ามิใช่
“พวกเจ้าล้วนผิดแล้ว!” ผู้อาวุโสสูงสุดสุ้มเสียงยังคงเย็นยะเยียบ
“ครั้งนี้เป้าหมายของเราคือจงเต๋อ ไม่ใช่การช่วยเหลือหลีเซียนเอ๋อร์ แต่
เป็นช่วยเหลือเทียนหวน!”
สีหน้าแต่ละคนยิ่งสับสนงุนงงกว่าเดิม
“บางทียามนี้เจ้าอาจสับสนงุนงง แต่ต่อไปในภายภาคหน้า พวกเจ้า
จะกลายเป็นผู้นำรุ่นใหม่ของเทียนหวนเรา จะต้องมีความคิดเปิดกว้าง เปิด
ตาของเจ้าให้กว้าง อย่าได้ปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกส่งผลกระทบต่อการ
ประเมินสถานการณ์และการตัดสินใจของเจ้า กลยุทธ์ของเราครั้งนี้ จุดที่
ผิดพลาดร้ายแรงที่สุดก็คือการคาดเดาทางเลือกของจงเต๋อ ข้อผิดพลาด
ของเรามิใช่เข้าใจว่าจงเต๋อจะเลือกเทียนหวนเรา แต่เป็นการหลงเชื่อไป
เองว่าจงเต๋อจะเลือกเจ้าสำนักซีเซวียน!”
วาจาของผู้อาวุโสสูงสุดยากจะเข้าใจอยู่บ้าง แต่บันดาลให้หลายคน
จมลงไปในภวังค์ความคิด คนเหล่านี้ล้วนเป็นชนชั้นสูงของเทียนหวน ย่อม
ไม่มีผู้ใดโง่งม
“จงเต๋อไม่ได้เลือกเจ้าสำนักซีเซวียน มันยังเชือดเจ้าสำนักซีเซวียนทิ้ง
เรื่องนี้บ่งบอกสิ่งใด หมายความว่ามันมีตัวเลือกอยู่ในใจตั้งแต่แรก! นี่คือ
จุดผิดพลาดร้ายแรงที่สุดของเรา! นับตั้งแต่แรกเริ่ม พวกเราก็มุ่งไปใน
ทิศทางที่ผิดพลาด ซึ่งความจริงจงเต๋อหาได้มีทางเลือกมากมายอันใด
แต่ในเทียนหวน ขุมอำนาจเก่าและคนรุ่นใหม่ผสมผสานอยู่ด้วยกัน
การแก่งแย่งช่วงชิงระหว่างตระกูล ผู้อาวุโสสูงสุดทราบแน่แก่ใจ เทียนหวน
ในเวลานี้อยู่ในช่วงเวลาที่อ่อนแอที่สุด
การเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากยุคเก่าสู่คนรุ่นใหม่ยังไม่ลุล่วง ถึงกับยังอยู่
ในสภาพครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ต่างจากอสรพิษที่กำลังลอกคราบ ทั้งเจ็บปวด
เปลือยเปล่า ในขณะเดียวกันก็เปราะบางอย่างน่าใจหาย
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือคุนหลุนเหมือนกับถือกำเนิดขึ้นใหม่แล้ว เต็มไป
ด้วยกำลังวังชาที่สามารถพิชิตใต้หล้า
การสละตน… ช่างเป็นพลังที่น่าประหวั่นพรั่นพรึงนัก!
กลิ่นอายของสงครามยิ่งมายิ่งคล้ายจะเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ประหนึ่ง
วนเวียนอยู่ไม่ห่าง
จั่วม่อสงบเยือกเย็นอย่างน่าประหลาด มันทบทวนทุกรายละเอียดซ้า
แล้วซ้าเล่า ไม่ทราบเพราะเหตุใด กลับรู้สึกถึงสังหรณ์ร้ายที่รุนแรงขึ้นเรื่อย
ๆ สังหรณ์ร้ายนี้ทำให้มันตื่นตัวระแวดระวังผิดธรรมดา
มันเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตน ทราบว่ามีบางสิ่งที่มันมองข้ามไป
แต่ตรงที่ใดกันเล่า?
ยิ่งเวลาผ่านไป สังหรณ์ร้ายในใจมันก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ แต่
จั่วม่อไม่ตื่นตระหนก หากก่อนหน้านี้ยังเป็นเพียงแค่ความรู้สึก ยามนี้มันก็
แน่ใจแล้วว่ามันมองข้ามเรื่องราวบางประการไปจริง ๆ!
มันสงบนิ่งอย่างประหลาด สงบเยือกเย็นจนแทบกลายเป็นยะเยียบ
เย็นชา ค่อยๆ ทบทวนทุกรายละเอียดในใจอีกรอบหนึ่ง
?
?
?
ไม่!
แล้วสิ่งใดกันเล่าที่เกี่ยวพันกับความเป็นความตายของเทียนหวน
อย่างแท้จริง? หากเทียนหวนพ่ายศึกครั้งนี้ พวกมันจะไม่สามารถสะกด
ข่มม่ออวิ๋นไห่เอาไว้ได้ จากนั้นแนวร่วมพันธมิตรใหม่ระหว่างม่ออวิ๋นไห่
และกู่เหลียงเตา จะมีขีดความสามารถในการต่อกรกับเทียนหวน ม่ออวิ๋น
?
ขอเพียงจงเต๋อตกตาย วิกฤติการณ์ของเทียนหวนจะคลี่คลายไปเอง
เมื่อสิ้นจงเต๋อ ซีเซวียนจะตกลงสู่ความโกลาหลอลหม่าน เทียนหวนและ
คุนหลุนจะมีโอกาสปราบพิชิตพวกมัน… …
จั่วม่อหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ ใบหน้าซีดเผือดดุจคนตาย
จงเต๋อตกอยู่ในอันตราย!
มันเผ่นผึงขึ้นทันที เรียกหาทุกคนโดยไม่รีรอลังเล “รีบด่วน! เป้าหมาย
ของเทียนหวนคือจงเต๋อ!”
สถานการณ์คับขันอันตรายยิ่ง หลีเซียนเอ๋อร์ไร้คุณค่าความหมายใน
มือของมัน จั่วม่ออดโกรธแค้นความละโมบโลภมากในใจมันไม่ได้ มันยังคง
หลงโง่งม คิดใช้หลีเซียนเอ๋อร์เพื่อขูดรีดสิ่งของจากเทียนหวนอยู่เลย
เหวยเสิ้งคล้ายบังเกิดความรู้สึกบางประการ
แทบจะในเวลาเดียวกัน เสียงต่อสู้ดังขึ้นจากทางรอบนอกของค่าย
ทหาร กองพันภูตโลกันตร์มีการคุ้มกันแน่นหนาถึงที่สุด พวกมันไม่เพียง
จัดตั้งอาคมหวงห้ามจำนวนมากไว้ทั่วบริเวณ แต่ละคนยังนอนหนุนอาวุธ
คู่ใจ เตรียมพร้อมรับศึกในทุกขณะจิต ไพร่พลลาดตระเวนเดินผ่านไปมา
อยู่บ่อยครั้ง
ซือเพ่ยสีหน้าสงบนิ่ง ยังคงแสดงทีท่าไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด
กองทัพเมื่อมีการเตรียมการอย่างพรักพร้อม ศัตรูคิดบุกทะลวงเข้ามา
ไหนเลยง่ายดายดังใจนึก อย่าว่าแต่กองทัพที่ได้ชื่อว่าหฤโหดและแกร่ง
กร้าวดุจเหล็กกล้า ดังเช่นกองพันคุกภูตโลกันตร์
เหวยเสิ้งรั้งสายตากลับมา จ้องมองไปยังซือเพ่ย
ซือเพ่ยยังคงกร้าวกระด้างดุจหลอมสร้างจากศิลา แต่กับเหวยเสิ้งแล้ว
มันยังคงปฏิบัติด้วยอย่างสุภาพ “เหวยซือไม่ต้องเป็นห่วง เด็กๆ ของเรา
เหล่านี้มิใช่จะยอมให้ศัตรูทุบตีได้ตามอำเภอใจ”
เหวยเสิ้งเห็นอีกฝ่ายสุภาพเรียบร้อยถึงปานนี้ ต้องพยักหน้าพลาง
กล่าว “หากต้องการให้ข้าลงมือเพียงบอกมาคำเดียว ไม่ต้อง
เกรงอกเกรงใจไป”
โดยทั่วไปแล้ว ทางเดียวที่เหวยเสิ้งจะไม่จำเป็นต้องลงมือ คือในกรณี
ที่ฝ่ายตรงข้ามนำกำลังมาไม่มากนัก
ซือเพ่ยเค้นรอยยิ้ม “ทราบแล้ว!”
คนทั้งสองไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีความสามารถทางการพูดคุย หลังจาก
สื่อสารกันเท่านี้ บรรยากาศก็เย็นเยียบลงอีกครั้ง เหวยเสิ้งหลับตาเข้าฌาน
สมาธิสืบต่อ กระบี่โลหิตประหารเทพลอยตัวอยู่เบื้องหน้า เปล่งประกายสี
เลือดอันน่าขนพองสยองเกล้า
ซือเพ่ยหันเหความสนใจกลับไปยังการต่อสู้ที่รอบนอก
เพียงไม่ช้าไม่นาน ทางแนวหน้าก็ส่งสัญญาณเตือนมาถึง
ซือเพ่ยแปลกใจเล็กน้อย ควรทราบว่ากองพันคุกภูตโลกันตร์รับหน้าที่
เฝ้าพิทักษ์เรือนจำที่เลวร้ายที่สุด คุกภูตโลกันตร์อันหฤโหด พวกมันกล่าว
ได้ว่าเป็นกองทัพเหล็ก ไพร่พลทุกคนไม่สนใจความเป็นความตายของตน
พวกมันแข็งแกร่งทรงพลัง จงเต๋อพากเพียรเพาะสร้างกองทัพเหล็กขบวน
นี้ด้วยตนเอง ทหารทุกคนสามารถใช้ร่างของพวกมันเข้ารับดาบกระบี่แทน
จงเต๋อโดยไม่ลังเล!
ทั่วทั้งกองทัพล้วนทราบดีว่าเป้าหมายของศัตรูคือจงเต๋อต้าเหริน
ขวัญกำลังใจของกองทัพไม่จำเป็นต้องปลุกเร้าแต่อย่างใด จิต
วิญญาณการต่อสู้ของพวกมันทั้งหมดลุกโชนขึ้นแต่แรก
พวกมันต่อสู้อยู่ในดินแดนบ้านเกิด มีเวลามากพอให้จัดตั้งแนว
ป้องกันอย่างเต็มรูปแบบ พวกมันยังได้เปรียบด้านภูมิประเทศ เดิมทีหาก
เป็นไปตามการคาดการณ์ของซือเพ่ย ไม่ว่าศัตรูบุกโจมตีแบบใด พวกมัน
สมควรสามารถหยุดยั้งเอาไว้ได้โดยไม่ยากเย็น
หมี่วูบุกฝ่าอย่างรวดเร็ว จ้าววงแหวนสองคนติดตามมาอย่างกระชั้น
ชิด ช่วยคุ้มครองสองปีกข้างให้แก่มัน คนทั้งสามราวกับเหล็กหมาดด้าม
หนึ่ง เจาะทะลวงไปข้างหน้าโดยไร้ผู้ต้านติด หมี่วูรู้สึกราวกับว่ามีเปลวไฟ
ลุกโหมอยู่ในอก ทุกกระบวนท่าเผ็ดร้อนดุร้าย อักขระเทพภายในร่างก่อ
เกิดพลังมหาศาลให้แก่มันอย่างต่อเนื่อง มันราวกับว่ามีพลังที่ใช้ไม่หมดสิ้น
หมี่วูท่าร่างรวดเร็วดุจสายฟ้า ลำแสงในมือประหนึ่งดาบคมกล้าสุด
เปรียบปาน วาบผ่านอากาศราวกับมฤตยูเริงระบำ อาจกล่าวได้ว่าการต่อสู้
ฆ่าฟันเป็นอาจารย์ที่ประเสริฐเลิศล้าที่สุด คราวที่แล้วมันเพียงประมือกับ
จั่วม่อรอบหนึ่ง แต่หมี่วูยังคงเรียนรู้เรื่องราวหลายประการ มันค่อยๆ
กลายเป็นยอดยุทธ์ที่ช่าชองชำนาญขึ้น มีฝีมืออันเผ็ดร้อนกว่าเดิม
เคล้ง!
ยุทโธปกรณ์เทพของทหารศัตรูเปล่งประกายวูบ ต้านรับการโจมตี
ของมันอย่างหมดจด ทว่านี่คล้ายอยู่ในการคำนวณของหมี่วู กองพันคุกภูต
โลกันตร์สวมใส่ยุทโธปกรณ์ซึ่งม่ออวิ๋นไห่ออกแบบมาเพื่อพวกมัน
โดยเฉพาะ ยุทโธปกรณ์เทพของม่ออวิ๋นไห่เปรียบกับเทียนหวนแล้วหาได้
อ่อนด้อยกว่าไม่ พลังป้องกันของพวกมันไฉนเลยจะไม่โดดเด่นถึงปานนี้ได้
อีกหนึ่งกระบวนท่าตามติดอย่างต่อเนื่อง
ลำแสงอันเงียบเชียบสายหนึ่งปรากฏขึ้นที่ด้านหลังลำคอของฝ่ายตรง
ข้าม
ชั่วพริบตาที่ม่านแสงของยุทโธปกรณ์เทพหายไปชั่ววูบ ลำแสงอัน
เงียบเชียบสายนั้นก็ปาดผ่านลำคอของคนผู้นั้น ยังคงไร้สุ้มเสียงสำเนียงใด
เส้นโลหิตสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนลำคอของศัตรู คนผู้นั้นตัวแข็งทื่ออยู่
กับที่
หมี่วูอาศัยพลังสภาวะที่ยังหลงเหลือพุ่งชนใส่ศัตรูผู้นั้นอย่างรุนแรง
ปัง ร่างนั้นศีรษะปลิวลิ่วแยกจากลำตัว เสาโลหิตลำโตพวยพุ่งขึ้นฟ้า
เปลี่ยนเป็นหมอกโลหิตกลุ่มหนึ่ง ร่างไร้ศีรษะไม่ต่างจากถุงทรายเก่าๆ พุ่ง
ชนใส่กลุ่มศัตรูที่กำลังโถมเข้าหามันอย่างถนัดถนี่
ฝ่ายตรงข้ามจะอย่างไรก็ต้องปัดป้องซากร่างไร้ศีรษะของสหายฝ่าย
เดียวกัน พลันเสียจังหวะไปชั่ววูบ อักขระที่ใต้ฝ่าเท้าของหมี่วูเปล่งแสง
สว่างวาบ เงาร่างเจ็ดสายที่คล้ายเหมือน กระโจนออกมาจากอักขระเทพ
อย่างพร้อมเพรียง พกพาดาบแสงสิบสี่เล่ม ตรงเข้าเข่นฆ่าศัตรูอีกเจ็ดคนที่
โถมเข้ามาจากรอบทิศ
ทว่าที่เหนือความคาดหมายก็คือ เดิมทีมันเข้าใจว่าจะสังหารศัตรูทั้ง
เจ็ดพร้อมกัน กลับไม่สำเร็จลุล่วงดังที่คาด
มีเพียงคนเดียวที่ตกตาย สองคนถูกฆ่าตายด้วยความช่วยเหลือของ
สองจ้าววงแหวนที่ด้านข้าง อีกสี่คนที่เหลือกลับต้านรับการโจมตีเอาไว้ได้
กองพันคุกภูตโลกันตร์ช่างร้ายกาจสมดังคำเล่าลือ!
หมี่วูใจสั่นสะท้าน พลังฝีมือของมันสมควรเหนือล้ากว่าทหารเหล่านี้
หลายเท่าตัว แต่เมื่อบุกฝ่าเข้ามาในขบวนทัพค่ายกล ยังคงรู้สึกถึงแรงต้าน
อันหนักหน่วงรุนแรง
แรงกดดันและแรงต้านขุมนี้ไร้สภาพไร้ตัวตนประดุจอากาศธาตุ แต่
กลับจริงแท้แน่นอนถึงเพียงนั้น ทหารกองพันคุกภูตโลกันตร์ไม่เกรงกลัว
ความตาย ราวกับว่าไม่แยแสสนใจชีวิตของตน โลหิตที่สาดกระจายท่วม
ฟ้าไม่ส่งผลกระทบต่อพวกมันแม้แต่น้อย แต่ละคนโถมเข้าประจัญบาน
อย่างดุร้าย ใบหน้าที่ปกคลุมด้วยรอยแผลเป็นกระด้างเย็นชา ไม่ห่วงพะวง
สิ่งใด แม้ว่าพวกมันจะดับดิ้นสิ้นชีพไป สีหน้าก็ยังคงทอแววไม่ยี่หระ
บันดาลให้หมี่วูรู้สึกเย็นเยียบไปถึงไขสันหลัง
มันเคยพบเห็นกองทัพชั้นยอดมานักต่อนัก ยกตัวอย่างกองทัพใต้ร่ม
ธงของหมี่หนาน ผู้นำที่แท้จริงของตระกูลหมี่รุ่นนี้ ซึ่งได้รับการกล่าวขาน
ไปทั่วหล้าว่าเป็นกองทัพระดับสูงสุด มันก็เคยย่างกรายเข้าไปหลายครั้ง
หลายหน แต่ยอดนักรบเหล่านั้นไม่เคยทำให้มันเกิดความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน
หมี่วูไม่ได้ทุ่มเทเรี่ยวแรงกำลังทั้งหมด หน้าที่ของมันคือดึงความสนใจ
ของศัตรู ต้องควบคุมใช้งานพลังเทพอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ตระเตรียมทำศึกอย่างยาวนาน
จากปลายหางตา มันเห็นหน่วยเล็ก ๆ ที่ประกอบด้วยศัตรูเจ็ดคนเข่น
ฆ่าเข้าหามัน มันสลับเท้าปราด เปลี่ยนเป็นโถมเข้าเผชิญหน้ากับหน่วยทัพ
นี้ตรงๆ หลังจากบุกซ้ายป่ายขวาอยู่ชั่วระยะหนึ่ง หมี่วูเริ่มเรียนรู้
ประสบการณ์อยู่บ้าง ทันทีที่ฝ่ายตรงข้ามผนึกกำลังกันมากกว่าห้าคน พลัง
สู้รบของทหารเหล่านี้จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก พวกมันทั้งสามยังคง
สามารถเอาชัยได้ไม่ยากนัก แต่เป็นเรื่องง่ายที่จะถูกลากถ่วงพัวพันเอาไว้
สามยอดยุทธ์เทียนหวนรวดเร็วยิ่ง ทั้งยังไหลลื่นปราดเปรียวผิด
ธรรมดา แม้ว่าศัตรูจะกลุ้มรุมจู่โจมอย่างต่อเนื่อง ทำให้พวกมันเชื่องช้าลง
ไปบ้าง แต่ยังคงไม่อาจจับให้มั่นคั้นให้ตาย
สำหรับขบวนอาคมหวงห้ามที่อยู่โดยรอบ ในสายตาของหมี่วูและผู้
ที่มาจากเทียนหวน นับว่าดาษดื่นธรรมดาเหลือเกิน พวกมันแทบไม่ต้อง
เปลืองแรงอันใดก็หลบหลีกจากหลุมพรางกับดักและอาคมหวงห้ามได้
อย่างสะดวกดาย การเคลื่อนไหวต่อเนื่องลื่นไหล ไม่เปิดโอกาสให้ศัตรูล้อม
กักพวกมันเอาไว้
ซ่างตงองอาจห้าวหาญมากกว่าหมี่วูผู้สงบเยือกเย็น
มันลงมือเพียงลำพัง ไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด เห็นแขนขาร่างกายขาด
กระเด็น เลือดเนื้อทับถมเนืองนองเป็นท้องธาร
อักขระเทพของมันนับว่าผิดแผกแตกต่างจากผู้ใดในเทียนหวน แต่
หากจั่วม่ออยู่ที่นี่ด้วย จะต้องตื่นตะลึงที่พบว่าอักขระเทพของซ่างตง
คล้ายคลึงกับศาสตร์สลักอักขระของม่ออวิ๋นไห่เป็นอย่างยิ่ง พลังเทพที่
ทะลักล้นของมันปกคลุมไปด้วยชั้นโลหิตหนาหนักชั้นหนึ่ง
มันประหนึ่งสัตว์ร้ายกระหายเลือด บุกเข่นฆ่าสังหารโดยปราศจาก
เหตุผล
ซ่างตงถลึงจ้องศัตรูด้วยดวงตาแดงฉาน ขู่คำรามเป็นถ้อยคำที่ไม่มี
ผู้ใดฟังออก คนคล้ายปกคลุมไปด้วยเงาโลหิตที่แทบจับต้องได้ มันเผชิญ
กับศัตรูอย่างซึ่งหน้า บุกตะลุยเข้าไปในกระบวนทัพค่ายกลราวกับกระทิง
คลั่งตัวหนึ่ง
ปังปังปัง!
หลายร่างปลิวลิ่วไปดุจถุงทรายเก่า แสงประกายบนร่างมืดหม่นลง
หากไม่ตายก็รับบาดเจ็บสาหัสปางตาย
โลหิตที่ไหลนองบนพื้นถูกเงาโลหิตบนร่างของมันดูดกลืนเข้าไปหมด
สิ้น เพียงชั่วพริบตา เงาโลหิตยิ่งหนาแน่นเข้มข้นกว่าเดิม
ซ่างตงแผดเสียงคำรามดังสนั่น สุ้มเสียงถึงกับทวีความกล้าแข็ง
กว่าเดิม!
‘อักขระเทพกลืนโลหิต’ ของซ่างตง เป็นอักขระเทพที่เหมาะสำหรับ
การทำศึกกลางสมรภูมิมากที่สุด มันสามารถดูดกลืนโลหิตและเปลี่ยนให้
เป็นพลังเทพของตน บนสนามรบ หนึ่งในสี่บัลลังก์ผู้นี้คือเครื่องจักรสังหาร
ที่แท้จริง ต่อสู้เข่นฆ่าอย่างป่าเถื่อนไร้เหตุผล ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ตราบ
เท่าที่ยังมีโลหิต มันก็ยังสามารถฆ่าฟันต่อไปได้
นี่แตกต่างจากสี่บัลลังก์คนอื่น ๆ ซ่างตงคลั่งไคล้การต่อสู้ เป็นเรื่อง
ยากที่จะพบเห็นมันอยู่ในสำนัก สถานที่ที่มันชมชอบมากที่สุดก็คือสนาม
รบ
หลายปีมานี้เทียนหวนไม่เคยเกิดศึกใหญ่ แต่เงาร่างที่เปี่ยมไปด้วย
กำลังวังชาของซ่างตง สามารถพบเห็นได้ในสงครามขนาดย่อมตามแนว
ชายแดนของเทียนหวน
หากบอกว่าหลีเซียนเอ๋อร์เป็นอัจฉริยะที่เด่นล้าที่สุดของเทียนหวน
ในทางหลักการแล้วถือเป็นศิษย์ที่กล้าแข็งที่สุด เช่นนั้นซ่างตงก็คือบุคคล
อันน่าสะพรึงกลัวที่สุด มีขีดความสามารถในการทำลายล้างมากที่สุดในสี่
บัลลังก์
สภาวะบุกทะลวงอันแกร่งกร้าวทรงพลังของซ่างตง สร้างความกดดัน
ให้แก่กองพันคุกภูตโลกันตร์อย่างใหญ่หลวง
มันประดุจกระทิงคลั่งที่เหน็ดเหนื่อยไม่เป็น บุกตะลุยเข่นฆ่าเข้าไปใน
กระบวนทัพของศัตรูอย่างดุเดือด
จั่วม่อมองดูภาพอันโกลาหลวุ่นวายแต่ไกล ลอบถอนหายใจอย่างโล่ง
อก
หากพวกมันมาช้ากว่านี้สักเล็กน้อย เกรงว่าจะคับขันอันตรายจริง ๆ
แล้ว
กองพันคุกภูตโลกันตร์นับว่าสมกับที่เป็นกองทัพเหล็กอันเพียบพร้อม
ด้วยระเบียบวินัย ในสภาพเช่นนี้ยังยืนหยัดมั่นโดยไม่แพ้พ่าย หาก
กองพันคุกภูตโลกันตร์ซึ่งเริ่มเหน็ดเหนื่อย ในที่สุดเผยช่องว่างรอย
โหว่สายหนึ่ง
จั่วม่อม่านตาหดแคบลงทันควัน!
มันเห็นเฒ่าชราผู้หนึ่ง
ท่ามกลางสนามรบอันวุ่นวาย คนผู้นี้ก้าวย่างอย่างปลอดโปร่งดุจเดิน
เล่นในสวนหลังบ้าน ฝีเท้าของมันไม่รวดเร็วเท่าใด แต่พานไม่มีผู้ใด
สามารถหยุดยั้งมันได้
หน่วยทัพขนาดเล็กที่ประกอบด้วยนักรบผู้เหี้ยมหาญเจ็ดคน โถมเข้า
หาเฒ่าชราผู้นั้นอย่างไม่รีรอลังเล กระบวนทัพค่ายกลสาดประกายเจิดจ้า
บาดตา
ชั่วพริบตาที่ทุกผู้คนเข้าใจว่าอาคมหวงห้ามจะสำแดงเดช ลวดลาย
ค่ายกลของอาคมหวงห้ามพลันเปล่งแสงสว่างไสว สาดกระจายไปทุก
ทิศทางด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก
แสงเหล่านั้นสาดส่องไปถึงที่ใด ไม่ว่าอาคมหวงห้ามที่กำลังทำงาน
หรือซุกซ่อนเอาไว้อย่างดี ล้วนสาดประกายเจิดจ้าออกมาอย่างพร้อม
เพรียง!
บนพื้นทั่วทั้งค่ายทหาร เต็มไปด้วยลวดลายอักขระนับไม่ถ้วน
ล่องลอยขึ้นมา!
อาคมหวงห้ามทั้งขบวนถูกเรียกออกมาหมดสิ้น!
จั่วม่อม่านตาหดแคบลงทันควัน
การต่อสู้หยุดชะงักไปชั่ววูบ แสงประกายที่จู่ ๆ ระเบิดวาบปกคลุมไป
ทั่วค่าย ทุกผู้คนล้วนตกตะลึงพรึงเพริดอย่างคาดไม่ถึง
ตูมตูมตูม!
ลูกไฟนับไม่ถ้วนพวยพุ่งขึ้นจากบนพื้น ปกคลุมค่ายทหารอันใหญ่โต
จนกลายเป็นทะเลเพลิงผืนหนึ่ง ไพร่พลกองพันคุกภูตโลกันตร์จำนวนมาก
ไม่ทันระวัง ถูกคลื่นระเบิดกระแทกปลิวลิ่วไปในอากาศ ทั่วทั้งสนามรบ
กลายเป็นปั่นป่วนวุ่นวายในทันที
จั่วม่อสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ มันทราบแล้วว่าเฒ่าชราผู้นี้เป็น
ใคร
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเทียนหวน!
นอกเสียจากยอดคนผู้แทบจะกลายเป็นตำนานแห่งเทียนหวน
ปรมาจารย์ผู้มีฝีมือค่ายกลยันต์ถึงขั้นเลิศภพจบแดน ยังจะมีผู้ใดจะ
สามารถทำให้อาคมหวงห้ามของศัตรูทั้งหมดเกิดระเบิดขึ้นพร้อมกันในชั่ว
อึดใจเดียวเช่นนี้ได้อีก?
ฝีมืออันหมดจดของผู้อาวุโสสูงสุดขู่ขวัญจั่วม่อจนแทบขวัญหนีดีฝ่อ
ซีเซวียนไม่มีฝีมือทางด้านค่ายกลยันต์มากนัก ขบวนอาคมหวงห้ามรอบ ๆ
สมแล้วที่เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในด้านอักขระเทพของยุคนี้!
ฝีมือเช่นนี้ กระทั่งจั่วม่อยังต้องยอมรับว่าไม่มีปัญญากระทำได้
เคราะห์ดีที่กองพันคุกภูตโลกันตร์ไม่มีฝีมือทางอาคมหวงห้าม อาคม
หวงห้ามที่พวกมันจัดตั้งไว้ แต่ละชุดไม่ได้มีระดับสูงมากนัก ผลก็คือความ
เสียหายไม่ร้ายแรงเท่าใด หากที่นี่เป็นม่ออวิ๋นไห่ และอาคมหวงห้ามในค่าย
ทหารทั้งหมดปะทุขึ้นพร้อมกัน… …
จั่วม่อแค่ลองนึกภาพดู ก็ถึงกับสั่นเทาไปทั้งร่าง!
ทะเลเพลิงที่เกิดจากการระเบิดตัวของอาคมหวงห้ามทั้งขบวน ส่งผล
ให้กองพันคุกภูตโลกันตร์ตกอยู่ในความปั่นป่วนรวนเรอย่างสมบูรณ์ ทั่ว
ค่ายกลายเป็นทะเลเพลิงอันร้อนแรง
คนผู้หนึ่งร้องตวาดดังสนั่นออกมาจากในเปลวเพลิง สุ้มเสียงเจือแวว
เดือดดาล “ปกป้องต้าเหริน!”
อย่างรวดเร็ว สุ้มเสียงตะโกนรับดังกึกก้องออกมาจากทุกซอกมุมของ
ค่าย
“ปกป้องต้าเหริน!”
“ปกป้องต้าเหริน!”
ท่ามกลางทะเลเพลิง เงาร่างแกร่งกร้าวเหล่านั้นวาบประกายเลือน
ราง ยุทโธปกรณ์เทพของพวกมันช่วยปิดกั้นความร้อนจากเปลวไฟ ทุกคน
โถมตรงไปยังใจกลางค่ายโดยไม่ลังเล
พวกมันขณะที่ทุ่มเท่ท่าร่างพุ่งผ่านเปลวไฟ ใบหน้าก็กลับกลายเป็น
ปกคลุมด้วยเขม่าควัน ผมเผ้าบางส่วนเริ่มลุกไหม้ แต่บนใบหน้าที่เกลื่อน
ไปด้วยรอยแผลเป็นของพวกมันปราศจากความกลัว ทางหนึ่งพุ่งตรงไปยัง
กลางค่าย ทางหนึ่งรวมตัวกัน ก่อตั้งขบวนทัพอย่างรวดเร็ว กระทั่งในเวลา
เช่นนี้ ความห้าวหาญชาญศึกและเจนจบยุทธวิธีของพวกมันยังคงสำแดง
ออกมาอย่างเต็มที่
เหล่านักรบที่ถูกแรงระเบิดกระแทกทำร้ายจนล้มลุกคลุกคลาน พากัน
ตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน จากนั้นโถมเข้าไปในเปลวไฟ พุ่งดิ่งไปยังกลาง
ค่ายอย่างไม่รีรอลังเล
ทุกผู้คนพอเห็นภาพนี้ อดใจสั่นสะท้านไม่ได้ กองพันคุกภูตโลกันต์
สมกับที่เป็นกองทัพชั้นยอดโดยแท้!
เสาลำแสงสีแดงฉานดุจโลหิต ประดุจกระบี่ยักษ์ที่คมกล้าสุดเปรียบ
ปาน ดูราวกับว่าแทงทะลุขึ้นไปถึงฟ้าสวรรค์ แผ่ซ่านกลิ่นอายเจตจำนง
กระบี่สุดแกร่งกร้าวอหังการ กระทั่งฟ้าดินยังต้องสูญเสียสีสันที่พึงมี!
ปราณกระบี่เจิดจรัสนับไม่ถ้วนว่ายเวียนอยู่รอบ ๆ เสาสีโลหิต แม้แต่
เปลวเพลิงยังถูกสับสะบั้นเป็นชิ้น ๆ ด้วยปราณกระบี่อันคมกล้าอย่างน่า
หวั่นใจเหล่านี้
คนผู้นี้… …
ซ่างตงนึกไม่ถึงว่าในโลกนี้ จะยังมีคนที่ทำให้มันรู้สึกกดดันอย่าง
รุนแรงถึงปานนี้ได้ แรงกดดันอันน่าแตกตื่นสะท้านโลกเช่นนี้มันเพียงเคย
พบเห็นจากคนผู้เดียว นั่นคือผู้อาวุโสสูงสุด
ภายในเสาลำแสงมหึมา เงาร่างถือกระบี่สายหนึ่งลอยขึ้นช้าๆ
เหวยเสิ้ง!
น่าเสียดายที่ในเวลานี้ เหล่ายอดยุทธ์เทียนหวนไม่มีเวลาจะมัวมา
ซาบซึ้งดื่มด่า พวกมันสีหน้าแปรเปลี่ยน แต่ละคนพลันบังเกิดความรู้สึก
แปลกประหลาดชนิดหนึ่ง คล้ายกับว่าเหวยเสิ้งกำลังเพ่งมองมาที่พวกมัน!
ผู้ที่พลังฝึกปรืออ่อนด้อยอยู่บ้าง ถึงกับเข้าใจว่าขุนเขาตระหง่านง้า
เทือกหนึ่งกำลังกดทับอยู่เหนือศีรษะพวกมัน
มีเพียงซ่างตงกับเหล่ายอดยุทธ์ชั้นสูงไม่กี่คน ที่ตระหนักว่านี่เป็น
เพียงความรู้สึกหลอนที่เกิดจากแรงกดดันอันแกร่งกร้าวที่อีกฝ่าย
ปลดปล่อยออกมา แต่จะอย่างไร มันยังมีสีหน้าขัดตาอยู่บ้าง เนื่องเพราะนี่
แสดงให้เห็นว่า พลังฝีมือของเหวยเสิ้งบรรลุถึงขั้นน่าแตกตื่นสะท้านโลก
แล้ว!
ภายในเสาลำแสง ท่ามกลางประกายสีโลหิต เหวยเสิ้งยกกระบี่โลหิต
ประหารเทพในมือขึ้นอย่างแช่มช้า
แทบจะพร้อมกัน เสาลำแสงสีแดงฉานอันคมกล้าเริ่มผนึกรวมตัวอยู่
ในกระบี่ของเหวยเสิ้ง มองผิวเผินราวกับว่าเสาลำแสงมหึมากำลังหดตัวลง
อย่างรวดเร็ว
รอจนลำแสงประกายสุดท้ายถูกดูดหายเข้าไปในกระบี่ กระบี่สีเลือด
คล้ายเปล่งแสงสีแดงฉานดุจเปลวไฟร้อนแรง ส่องประกายเจิดจ้าอย่างลี้
ลับพิสดาร
เจิดจ้าเสียจนผู้คนไม่อาจมองตรง ๆ
สำนึกกระบี่เย็นเยียบซึ่งเดิมทีว่ายเวียนอยู่ในอากาศรอบข้าง คล้าย
ถูกดูดเข้าไปในกระบี่ของเหวยเสิ้งจนหมดสิ้น แต่แทนที่จะลดทอนแรง
กดดันที่มีต่อผู้คน ความว่างเปล่าอันน่าขนลุกนี้กลับยิ่งทำให้ผู้คนบังเกิด
ความรู้สึกว่า กระบี่ต่อไปจะต้องสะท้านฟ้าสะเทือนดินอย่างแน่นอน!
เหวยเสิ้งที่กลางอากาศพลันลืมตาขึ้น ดวงตาทั้งคู่ดูคล้ายกระจกแก้
วสีโลหิตที่สะท้อนประกายแห่งโลกหล้า
มันบิดข้อมือเบา ๆ กระบี่ในมือสะบัดฟันอย่างปลอดโปร่ง
ปราณกระบี่สีแดงฉานดุจโลหิตพุ่งพรวดออกมา ส่องประกายเจิดจ้า
ในสายตาของผู้คนอย่างฉับพลัน
อักขระเทพ!
จั่วม่อม่านตาหดแคบลงเป็นคำรบสอง ตาข่ายแสงที่งอกเงยออกจาก
ปลายนิ้วของผู้อาวุโสสูงสุด แท้จริงแล้วคืออักขระเทพ!
สวรรค์!
นี่มันอะไรกัน!
เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อเห็นคนสามารถขีดวาดอักขระเทพบนอากาศธาตุ
อย่างปลอดโปร่งและสมบูรณ์แบบถึงเพียงนี้ ถึงกับตกตะลึงพรึงเพริด
สำหรับมันแล้ว ลำพังแค่วาดขึ้นในใจยังลำบากยากเย็น อย่าว่าแต่วาดลง
บนอากาศธาตุ!
อักขระเทพสำแดงรูปลักษณ์กลางอากาศ ราวกับมีตัวตนแท้จริง
ชั่วพริบตาที่อักขระเทพเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เสียงสายฟ้าคำรามก้อง
เมฆดำม้วนตลบจากทุกทิศทางราวกับวันสิ้นโลก
ปราณกระบี่สีแดงดุจเลือดของเหวยเสิ้งฟันถูกอักขระเทพอย่าง
ถนัดถนี่!
อักขระเทพเปล่งเสียงคำรามเบาๆ จากนั้นกระหึ่มก้องขึ้นทีละน้อย!
ทันใดนั้นลำแสงสว่างวาบ ประกายกระบี่แทงทะลุชั้นเมฆหนาที่เบื้อง
บน สายฟ้าซึ่งเดิมทีแล่นพล่านไปตามหมู่เมฆคล้ายค้นพบหนทางไป
สายฟ้าหยาบหนาเท่าท่อนแขนหลายสิบสายพลันกระหน่าฟาดใส่ปราณ
กระบี่ของเหวยเสิ้งอย่างเร่งร้อน
ปราณกระบี่ที่เปล่งแสงลี้ลับพิสดารต่อสู้ดิ้นรนอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะ
แตกกระจายเป็นละอองแสง!
อักขระเทพยังคงขยายใหญ่ขึ้นไม่หยุดยั้ง!
ลำแสงที่คล้ายเถาวัลย์เติบโตงอกงามอย่างต่อเนื่อง แผ่ลามไปทั่วร่าง
ของผู้อาวุโสสูงสุด ลำแสงเหล่านั้นงอกเงยขึ้นบนร่างของผู้อาวุโสสูงสุดโดย
ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ผู้อาวุโสสูงสุดบนใบหน้าปราศจากร่องรอยเจ็บปวด
อันใด
เพียงชั่วกะพริบตาครั้งเดียว ผู้อาวุโสสูงสุดถูกปกคลุมอยู่ในม่าน
อักขระเทพทับซ้อนเป็นชั้น ๆ เงาร่างที่อยู่ด้านในกลายเป็นลี้ลับเลือนราง
อย่างบอกไม่ถูก
สายฟ้าที่กลางเวหายิ่งกึกก้องกัมปนาทกว่าเดิม สายฟ้าหยบหนา
หลายสายโหมฟาดใส่อักขระเทพ ทว่าลำแสงเรียวบางเหล่านั้นคล้าย
สามารถกลืนกินสายฟ้าเข้าไปทั้งหมด ไม่มีทีท่าว่าจะได้รับผลกระทบ
แม้แต่น้อย
เหวยเสิ้งสีหน้าแปรเปลี่ยน หลังจากผนึกรวมรั้งพลังเทพภายในกาย
อยู่ชั่วระยะหนึ่ง กระบี่นี้ของมันแทบจะบรรลุถึงขีดสูงสุดของพลังอำนาจ
แต่กลับไม่อาจระคายผิวศัตรูแม้แต่รอยขีดข่วน
แข็งแกร่งยิ่ง!
เหวยเสิ้งเพ่งพินิจผู้อาวุโสสูงสุดที่ถูกห่อหุ้มอยู่ในอักขระเทพ ต้อง
บังเกิดความรู้สึกว่าอีกฝ่ายก็กำลังจ้องมองมันเช่นกัน
เหวยเสิ้งแทนที่จะหวาดหวั่นพรั่นพรึง กลับรู้สึกว่าจิตวิญญาณการ
ต่อสู้ลุกโชนอยู่ภายในร่าง!
ในชีวิตได้พบพานกับคู่มือร้ายกาจสุดยอดเช่นนี้ ถือเป็นโชควาสนา
ประการหนึ่ง!
การต่อสู้พลันกลับกลายเป็นสภาพชะงักงันไปชั่วขณะ
นับตั้งแต่มหาพิบัตินภาสลาย นี่คือการต่อสู้ตะลุมบอนครั้งใหญ่ที่สุด
ของเหล่ายอดยุทธ์ชั้นปรมาจารย์!
ในสมรภูมิขนาดย่อมแห่งนี้ ชุมนุมด้วยยอดยุทธ์ชั้นสูงสุดของเทียน
หวนและม่ออวิ๋นไห่แทบหมดสิ้น กองพันคุกภูตโลกันตร์ถูกกีดกันออกจาก
การต่อสู้ ในการต่อสู้ระดับนี้ พลังของพวกมันไม่มีคุณค่าความหมายใด
ลำพังแรงกระแทกสะท้อนจากการปะทะกันของเหล่าปรมาจารย์ยุทธ์ ก็หา
ใช่สิ่งที่พวกมันจะต้านรับเอาไว้ได้
เพียงความมุ่งมั่นไม่มีส่วนช่วยอันใด
ในค่ายทัพขนาดย่อมแห่งนี้ จำนวนปรมาจารย์ยุทธ์แทบบรรลุถึงขั้น
น่าแตกตื่นสะท้านใจ การต่อสู้ดุเดือดรุนแรงสุดเปรียบปาน คลื่นกระแทก
ในอากาศกล้าแข็งดุจแผ่นเหล็ก กระแทกทำลายพื้นที่ซ้าๆ ราวกับไถพรวน
ก้อนศิลาไม่ว่าใหญ่โตปานใดล้วนไม่อาจรอดพ้นชะตากรรม ทีแรกแตก
แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จากนั้นถูกบดขยี้เป็นผุยผง
เสียงปะทะเร่งร้อนไม่หยุดยั้ง เสียงระเบิดต่อเนื่องตามกันแทบไม่เว้น
ช่องว่าง
มีเพียงจุดเดียวในค่ายทัพซึ่งเงียบสงบอย่างน่าหวั่นใจ ปราศจากสุ้ม
เสียงสำเนียงใด
นั่นเป็นตำแหน่งใจกลางค่าย!
บนท้องฟ้าเหนือบริเวณใจกลางค่าย เงาร่างสามสายจัดขบวนเป็นรูป
สามเหลี่ยม ล้อมกักผู้อาวุโสสูงสุดผู้ถูกปกคลุมอยู่ในอักขระเทพไว้ตรง
กลาง
คนทั้งสี่เผชิญหน้ากันโดยไม่เอ่ยปากแม้สักครึ่งคำ สำหรับพวกมันการ
สนทนาเป็นสิ่งเกินจำเป็นไปแล้ว
จั่วม่อพลังเทพทะลักทลายออกมาไม่หยุดยั้ง ยุทโธปกรณ์เทพบนร่าง
นับว่าอ่อนด้อยเกินไป ไม่อาจทนรับพลังเทพสุริยันที่กล้าแข็งถึงขั้นนี้ได้
กลายเป็นลูกไฟเล็ก ๆ หยดลงจากร่างจั่วม่อไม่ขาดสาย จั่วม่อครึ่งท่อนบน
กลายเป็นเปลือยอก ทั่วร่างคล้ายปกคลุมด้วยชั้นของเหลวสีทอง มัดกล้าม
สีทองเข้มหมดจดชัดเจน เต็มไปด้วยกำลังวังชา อักขระเทพสุริยันสีทอง
เข้มส่องประกายในดวงตา ดูสูงสง่า น่าเกรงขามและเมินเฉยไร้น้าใจ
อากุ่ยตราสัญลักษณ์รูปโซ่บนหน้าผากทอแสงจาง ๆ พลังสีม่วงใน
ดวงตาหนาแน่นเข้มข้นจนแทบจับต้องได้ ชั้นเปลวเพลิงสีม่วงปกคลุมอยู่
เหนือ ‘วิญญาณมิดับสูญ’ ที่คล้ายผลึกสีเทาบนร่างนาง เปลวเพลิงม่วงลุก
โชนโดยไร้เสียง นางคล้ายหลอมกลืนเข้ากับความมืด คนลอยตัวอยู่ที่นั่น
ชัด ๆ กลับไม่มีผู้ใดสามารถจับตำแหน่งที่แท้จริงของนางได้
เหวยเสิ้งยังคงยืนตระหง่านดังเช่นก่อนหน้า กระบี่โลหิตประหารเทพ
ในมือดุจสัตว์ร้ายที่อ้าปากกว้าง ตระเตรียมเขมือบกลืนทุกสิ่ง
ฟู่ ฮ่า ฟู่ ฮ่า… …
เสียงลมหายใจแปลกประหลาด คล้ายแฝงเร้นไปด้วยพลังที่เขย่าขวัญ
สะท้านวิญญาณผู้คน
มีเพียงเหวยเสิ้งเท่านั้นที่หยั่งทราบชัดเจน กระบี่โลหิตในมือตนกำลัง
ลิงโลดเร้าใจ เห็นได้ชัดว่าศัตรูที่เบื้องหน้าเป็นที่สบอารมณ์ของมันเป็น
อย่างยิ่ง
ราวกับว่าบังเกิดแรงปลุกเร้าของความกระหายเลือดอย่างแรงกล้า
พวยพุ่งขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ โหมจู่โจมจิตใจของเหวยเสิ้งซ้าแล้วซ้า
เล่า
สายตาของมันจ้องเขม็งไปยังผู้อาวุโสสูงสุด ผู้ซึ่งทั่วร่างปกคลุมไป
ด้วยม่านอักขระเทพอันไร้จุดอ่อน