สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 837 ผู้อาวุโสสูงสุดเผาผลาญตนเอง
จั่วม่อแหงนหน้ามองเจ้าเพลิงน้อยที่ขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลายสิบ
เท่า ถึงกับตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
นั่นคือ…เพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้าง!
เพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างซึ่งว่ากันว่าลุกไหม้เป็นระยะเวลานับหมื่น
นับแสนปีในส่วนลึกของห้วงจักรวาล! กระทั่งจั่วม่อเองยังไม่กล้าแตะต้อง
เพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างโดยไม่ระวัง
ซึ่งความจริง เปลวเพลิงเทพจากดวงอาทิตย์สุดแกร่งกร้าวอหังการ
หากฝึกปรือถึงขั้นสูงล้า อาจกลับกลายเป็นเปลวเพลิงเทพที่ใจกลางดวง
อาทิตย์ ซึ่งกล้าแข็งยิ่งกว่าเพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างเสียอีก ดวงอาทิตย์ไย
มิใช่ลุกไหม้มานานนับแสนนับล้านปีเช่นกัน?
แต่เพลิงเทพสุริยันในร่างของจั่วม่อในยามนี้ นับว่ายังห่างไกลจาก
เพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างอีกมากโข
ทว่าเจ้าเพลิงน้อยกลับสามารถกลืนกินเพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างลง
ไปจนหมดสิ้น!
แม้ว่าพอฟังคำแนะนำของผูเยา จั่วม่อจะคาดเดาไว้บ้างแล้ว แต่เมื่อ
ได้ประจักษ์ด้วยสองตาตนเองยังคงหวาดหวั่นไม่คลาย มารดามันเถอะ ดู
เหมือนว่าบุตรชายของมันแต่ละคนล้วนไม่มีผู้ใดอ่อนด้อย!
จั่วม่ออดภาคภูมิใจอยู่บ้างไม่ได้
ผู้อาวุโสสูงสุดดวงตายังทอแววเหลือเชื่อ เจ้าตัวประหลาดที่อ้วนกลม
ราวกับลูกโป่งนี้ ไฉนกลืนกินเพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างลงไปจนหมดสิ้นได้?
ผู้อื่นอาจไม่ล่วงรู้ความร้ายกาจของเพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างดีนัก แต่
มันไหนเลยจะไม่ล่วงรู้ได้?
เพียงแต่ไม่ว่ามันจะเพียรพยายามสักเท่าใด ก็ไม่อาจกำราบเพลิงต้น
กำเนิดฟ้าเวิ้งว้างลงได้ เพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างไม่เพียงเพียบพร้อมด้วย
คุณลักษณะของความว่างเปล่าหลากหลายประการ เปลวไฟยังดุเดือด
ร้อนแรงสุดเปรียบปาน มันเฝ้าทดลองหลายครั้งหลายหน แต่ไม่ว่ามันจะ
ใช้สิ่งใด ทุกสิ่งที่สัมผัสถูกเพลิงต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้างแม้เพียงสะเก็ดไฟ
เล็กน้อย จะถูกเผาผลาญเป็นเถ้าธุลี สุดท้ายกลับคืนสู่ความว่างเปล่าอัน
เป็นนิรันดร์
ผู้อาวุโสสูงสุดทุ่มเทกำลังความคิด ใช้สารพัดวิธีเพื่อกำราบมัน แต่
สุดท้ายยังต้องงอมืออับจนปัญญา ได้แต่ใช้เปลวไฟวิเศษนี้เป็นหนึ่งในท่า
สังหารของมันเท่านั้น
ดังนั้นเมื่อชมดูเจ้าเพลิงน้อยที่อ้วนท้วนสามารถกลืนกินเพลิงต้น
กำเนิดฟ้าเวิ้งว้างนับร้อยนับพันสายเข้าไปจนหมดสิ้น กระทั่งชนชั้นผู้
อาวุโสสูงสุดยังเหม่อมองอย่างโง่งม
เนื่องเพราะเจ้าเพลิงน้อยอ้วนท้วนสมบูรณ์เกินไป ทั้งตัวกลมดิกมาก
ไป ผู้อาวุโสสูงสุดถึงกับไม่ทราบว่ามันเป็นตัวอะไรกันแน่ อย่างไรก็ตาม มี
สิ่งหนึ่งที่จริงแท้แน่นอนโดยไร้ข้อกังขา สัตว์ร้ายที่สามารถกลืนกินเพลิงต้น
กำเนิดฟ้าเวิ้งว้าง จะต้องเป็นสัตว์ร้ายที่ยากจะพบพานไม่ผิดแน่!
สมแล้วที่เป็นจั่วม่อ ในแขนเสื้อซุกซ่อนไพ่ตายเอาไว้นับไม่ถ้วนจริง
ทว่ามันไม่มีเวลาให้ขบคิดมากความ เมื่อปราศจากเพลิงต้นกำเนิดฟ้า
เวิ้งว้าง กระบี่ของเหวยเสิ้งก็แทงตรงมาถึงเบื้องหน้ามันในบัดดล
ศาสตร์วิชาอักขระเทพของผู้อาวุโสสูงสุดบรรลุถึงขั้นสูงล้าสุดยอด
แม้ว่าเกิดเรื่องเหนือความคาดหมาย แต่มันยังคงมีความเชื่อมั่นในการต้าน
รับกระบี่อันน่ากลัวนี้
ห้วงความว่างเปล่าเหนือศีรษะสลายหายไปทันที กลับกลายเป็นชั้น
เมฆหนาหนักอีกครั้ง
“อสนีบาต!”
ครืนครืน ชั้นเมฆหนาทั้งแถบคล้ายตื่นขึ้นจากนิทรา อสรพิษสีเงินนับ
ไม่ถ้วนโลดเร่าอยู่ท่ามกลางชั้นเมฆ ท้องฟ้ากลับกลายเป็นสีขาวเจิดจ้าใน
ชั่วพริบตา
อักขระเทพรอบกายผู้อาวุโสสูงสุด พลันสว่างไสวขึ้นพร้อมกัน
ครืน เปรี้ยง!
สายฟ้าหยาบหนาเท่าท่อนแขนสายหนึ่งพุ่งดิ่งลงจากฟากฟ้า ฟาดใส่
ปราณกระบี่ของเหวยเสิ้งอย่างถนัดถนี่!
ครืนครืน เปรี้ยงเปรี้ยง!
ชั่วพริบตาดุจประกายไฟ สายฟ้าหลายสิบสายกระหน่าฟาดใส่ปราณ
กระบี่ของเหวยเสิ้งอย่างพร้อมเพรียง
ปราณกระบี่ของเหวยเสิ้งในที่สุดไม่อาจทนทานรับไหว ภายใต้พลัง
อันเกรี้ยวกราดของสายฟ้าหลายสิบสาย ถูกกระแทกทำลายกลายเป็น
ละอองแสง แล้วสลายหายไป
ผู้อาวุโสสูงสุดลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ปราณกระบี่แม้ยังอยู่ห่าง
จากมันหนึ่งร้อยจั้ง แต่ยังคงอันตรายยิ่ง ซึ่งความจริงมันไม่ได้ดูแคลนเหวย
เสิ้งแม้แต่น้อย นี่เป็นเหตุผลที่มันเปิดฉากด้วยกระบวนท่าสังหารเช่นเพลิง
ต้นกำเนิดฟ้าเวิ้งว้าง แต่นึกไม่ถึงว่าท่าสังหารของมันจะถูกทำลายอย่าง
ง่ายดายเช่นนี้
แม้ว่าสายฟ้าจะสกัดกั้นปราณกระบี่เอาไว้ได้ แต่ผู้อาวุโสสูงสุดก็
สูญเสียโอกาสเป็นฝ่ายกำหนดไปแล้ว
จริงดังคาด กระบี่ที่สองของเหวยเสิ้งตามติดมาทันที ถึงกับบรรลุถึง
เบื้องหน้ามันในชั่วพริบตา
กระบี่นี้ดูผิวเผินแทบไม่มีอันใดแตกต่างจากกระบี่แรก ยังคงแผดเสียง
คำรามกระหึ่มสะท้านขวัญวิญญาณดุจเดิม แต่เห็นได้ชัดว่ากล้าแข็งและดุ
ร้ายกว่าครั้งก่อน ปราณกระบี่สีโลหิตเข้มข้นจนแทบจับต้องได้!
ผู้อาวุโสสูงสุดม่านตาหดแคบลงทันควัน สีหน้าแววตาเปลี่ยนเป็น
เคร่งเครียดจริงจัง
เห็นความมืดเบาบางชั้นหนึ่งแฝงเร้นอยู่บนขอบคมของกระบี่สีแดง
เลือด ผู้ที่ไม่ละเอียดรอบคอบยากจะค้นพบสิ่งประหลาดนี้ แต่ผู้อาวุโส
สูงสุดกลับคุ้นเคยกับชั้นความมืดเบาบางนี้เป็นอย่างดี!
มันคือความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด!
เหวยเสิ้งถึงกับสำแดงลักษณ์ของความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุดออกมา
เป็นเจตจำนงกระบี่ของมัน!
ผู้อาวุโสสูงสุดทราบว่าข้อสันนิษฐานของมันคงไม่ผิดพลาดแล้ว บุรุษ
หนุ่มที่อยู่เบื้องหน้านี้สร้างความตื่นตกใจให้แก่มันไม่น้อย อายุยังเยาว์วัย
ถึงเพียงนี้ กลับบรรลุถึงระดับชั้นอันน่าตระหนก นับว่าหาได้ยากยิ่ง!
ผู้อาวุโสสูงสุดเต็มไปด้วยความรู้สึกนานัปการ ม่ออวิ๋นไห่ช่างมากล้น
ไปด้วยพลังและขวัญกำลังใจ เห็นจะมีเพียงคุนหลุนเท่านั้นที่สามารถ
เปรียบเทียบได้
มันยังรู้สึกริษยาอยู่บ้าง
ความริษยานี้วนเวียนอยู่ในใจมันชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วย
ความคิดฆ่าฟันอันแรงกล้า!
หากอัจฉริยะรุ่นหลังเหล่านี้ปีกกล้าขาแข็งขึ้นมาจริง
ๆ เพื่อ
รับประกันอนาคตของเทียนหวนในวันข้างหน้า
ผู้อาวุโสสูงสุดหาได้มีความรู้สึกรักถนอมอัจฉริยะรุ่นหลังไม่ มีแต่
เจตนาฆ่าฟันที่เข้มข้นจนแทบจับต้องได้!
มันถือกำเนิดในเทียนหวน นับตั้งแต่วัยเยาว์ก็เติบใหญ่ในเทียนหวน
ความรักผูกพันที่มีต่อเทียนหวนฝังลึกเข้าไปในไขกระดูก
หากสามารถใช้การสละตนของมันเพื่อแลกกับโอกาส หากสามารถ
สละตนเพียงเพื่อแลกกับอนาคต หากมีเพียงการสละตนจึงสามารถปลุก
ศรัทธาความเชื่อและจิตวิญญาณของเทียนหวนขึ้นมา เช่นนั้นมันก็ยินดี
หลั่งเลือดจนหยดสุดท้าย!
เพื่อเทียนหวน!
ผู้อาวุโสสูงสุดเงยหน้าขึ้น สายตาเด็ดเดี่ยวมั่นคงดุจเหล็กกล้า ในยาม
นี้ความแก่เฒ่าคล้ายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับมัน ชั่วพริบตานี้ มันคล้าย
ๆ!
ภายในวงล้อมของอักขระเทพ ผู้อาวุโสสูงสุดจี้ดรรชนีใส่ปราณกระบี่
บินที่พุ่งทะลวงเข้าหามัน
ซื่อ!
ลำแสงสุกสว่างเรียวบางสามสายพวยพุ่งออกจากอักขระเทพรอบ
ปลายนิ้ว ตรงดิ่งไปยังทิศทางของปราณกระบี่อย่างเกรี้ยวกราด แต่ละสาย
บิดพันประสานเป็นเกลียว พุ่งวาบไปด้วยความเร็วดุจสายฟ้าแลบ!
มีเพียงจั่วม่อที่สามารถมองเห็นชัดตา โครงสร้างที่ลำแสงทั้งสามสาย
บิดพันกันกลางอากาศ ถึงกับเป็นค่ายกลยันต์ชนิดหนึ่ง!
ลำแสงทั้งสามสายนี้รวดเร็วสุดเปรียบปาน ผสานรวมกันจนดูคล้าย
กับเป็นลำแสงเพียงเส้นเดียว
เปรี้ยง!
ลำแสงพุ่งชนปราณกระบี่อย่างถนัดถนี่ สิ่งที่ทำให้จั่วม่อประหลาดใจ
ยิ่งกว่าเดิม คือลำแสงเหล่านั้นประดุจเส้นเถาวัลย์อันปราดเปรียว ม้วนพัน
รอบๆ ปราณกระบี่อย่างรวดเร็ว ถักทอประสานเป็นลวดลายอันลึกซึ้ง
ซับซ้อนที่ยากจะบ่งบอกบรรยายชนิดหนึ่ง
ความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุดซึ่งสามารถกลืนกินสรรพสิ่ง กลับถูกลำแสง
เรียวบางเหล่านั้นสะกดตรึงไว้อย่างแน่นหนา ไม่อาจแผลงฤทธิ์ได้อีกเป็น
ครั้งที่สอง
ในชั่วพริบตาเดียว ลำแสงเหล่านั้นก็รัดพันทั่วทั้งปราณกระบี่
ปัง!
ทั้งปราณกระบี่และเส้นลำแสงที่พัวพันอยู่รอบๆ พลันแตกระเบิด
อย่างพร้อมเพรียง
ทว่าลำแสงที่แตกหักเหล่านั้นคล้ายไม่ได้รับผลกระทบใด ยังคงพุ่งดิ่ง
เข้าหาเหวยเสิ้งดุจสายฟ้าฟาด!
เหวยเสิ้งตาลายละลาน การจู่โจมของผู้อาวุโสสูงสุดแทบจะไม่มี
รูปแบบอันใด มันใช้อักขระเทพและค่ายกลยันต์ทุกชนิดได้ถึงขอบเขต
สูงสุด มันช่าชองชำนาญถึงที่สุด แฝงเร้นด้วยพันเปลี่ยนหมื่นแปร บรรลุถึง
ขั้นลึกล้าสุดหยั่งคำนวณ! ก่อนหน้านี้เหวยเสิ้งไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ว่า
ค่ายกลยันต์และอักขระเทพจะสามารถนำมาใช้อย่างเลิศล้าพิสดารถึง
ๆ คราหนึ่ง มันหลุบตาลงเล็กน้อย
นึกไม่ถึงว่าจะต้องนำวิชาลับออกมาใช้รวดเร็วถึงปานนี้… …
มันทราบว่าผู้อาวุโสสูงสุดมีวรยุทธ์เหนือล้ากว่ามัน จึงเตรียมใจเผชิญ
การต่อสู้อันหนักหนาสาหัสไว้ตั้งแต่แรก แต่จะอย่างไร ก็ไม่เคยคิดว่า
จะต้องใช้ท่าไม้ตายสูงสุดของตนอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้
กระบี่โลหิตประหารเทพที่อยู่ในมือคล้ายหยั่งทราบถึงจิตวิญญาณ
การต่อสู้ของเหวยเสิ้ง ยิ่งพลุ่งพล่านฮึกเหิมกว่าเดิม
กลิ่นคาวโลหิตหนาหนักแผ่กระจายออกมาจากกระบี่ รอบกายเหวย
เสิ้งคล้ายถูกย้อมไปด้วยโลหิต สีแดงเลือดอันเข้มข้นและน่าสะพรึงกลัว
ไหลบ่าไปยังทุกทิศทางด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก
เพียงชั่วพริบตาเดียว คนทั้งหมดดูราวกับตกอยู่ในขุมนรกโลหิตอันน่า
ขนพองสยองเกล้า
ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยโลหิต พื้นปฐพีไร้ซึ่งชีวิต จิตสังหารเย็นเยียบเสียด
กระดูกผสานรวมอยู่ในสายลม บันดาลให้ผู้คนรู้สึกเย็นเยียบจับใจ
กระบี่สุดอำมหิตซึ่งคงอยู่มานานนับหมื่นปี ในที่สุดถึงเวลาสำแดง
อิทธิฤทธิ์ของมันอีกคำรบ!
เหวยเสิ้งสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาที่คล้ายผลึกแก้วสีเลือดซึ่งเดิมทีสงบ
เยือกเย็น บัดนี้คล้ายแฝงไว้ด้วยทะเลโลหิตที่บ้าคลั่งผืนหนึ่ง!
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ!
คลื่นโลหิตยึดถือเหวยเสิ้งเป็นจุดศูนย์กลาง ระเบิดวาบเป็นระลอก
ลำแสงเรียวบางทั้งหมดที่จู่โจมเข้ามา พลันแตกสลายไล่ขึ้นไปทีละนิ้ว ๆ
ผู้อาวุโสสูงสุดเห็นภาพเบื้องหน้า กลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
รอจนคลื่นโลหิตอันเกรี้ยวกราดกวาดทำลายมาถึงตรงหน้า มันกระทั่ง
ปลายนิ้วยังไม่ขยับ คลื่นโลหิตพลันแตกกระจายหายไปราวกับคลื่นกระทบ
ฝั่ง
ผู้อาวุโสสูงสุดสายตาลุกโชนร้อนระอุ มันเผาผลาญพลังเทพภายใน
ร่างโดยไม่คำนึงถึงค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายออกไป แม้ว่านั่นจะหมายถึงชีวิต
ของมันก็ตามที อักขระเทพที่ห้อมล้อมอยู่รอบข้างบรรลุถึงความ
เพียบพร้อมสมบูรณ์อย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก!
ความเพียบพร้อมสมบูรณ์ที่คงอยู่แต่เพียงในหลักการ ถึงกับสามารถ
กลับกลายเป็นจริงขึ้นมา ทั่วร่างท่วมท้นไปด้วยพลังไร้เทียนทานอย่างที่ไม่
เคยมีมาก่อน!
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนอยู่ภายในอุ้งมือของมัน!
มันสามารถตรวจพบระดับพลังของเหวยเสิ้งอย่างชัดแจ้ง บุรุษหนุ่มผู้
นี้ถึงกับแข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อครู่ กระบี่โลหิตแผ่ซ่านกลิ่นอายที่คล้ายคลึง
กับพลังสภาวะอันดุร้ายและยิ่งใหญ่ไพศาลของสัตว์ร้ายแดนร้างในยุค
บรรพกาล หากเป็นก่อนหน้านี้สักเล็กน้อย มันคงต้องตื่นตกใจไม่น้อย แต่
บัดนี้ผู้อาวุโสสูงสุดไม่รู้สึกประหลาดใจอันใด
เนื่องเพราะพลังฝีมือของมันกล้าแข็งขึ้นกว่าเดิม
อย่าว่าแต่พลังของกระบี่โลหิตในมือเหวยเสิ้ง ต่อให้คนทั้งสามผนึก
กำลังจู่โจมพร้อมกัน ต่อให้คนทั้งหมดกลุ้มรุมมันผู้เดียว มันก็หาได้เกรง
กลัวไม่
ใต้หล้าอยู่ในกำมือของมัน!
อักขระเทพจึงเป็นวิถีทางที่แท้จริงของสวรรค์!
หากอักขระเทพบรรลุถึงขั้นเพียบพร้อมสมบูรณ์ จะสามารถบังคับ
ควบคุมอาณาจักร สามารถก่อกำเนิดอาณาจักรใหม่ สามารถกระทำทุก
เรื่องราวดั่งใจปรารถนา เป็นพลังที่ไร้พ่ายอย่างแท้จริง!
สิ่งที่มันไล่ไขว่คว้ามาชั่วชีวิต วันนี้ในที่สุดก็ผลิดอกออกผลในมือของ
มัน ความปิติยินดีหาใดเทียบท่วมท้นขึ้นจากก้นบึ้งของหัวใจ อักขระเทพที่
สมบูรณ์พร้อมนี้ยืดขยายหนวดสัมผัสของมันออกไปยังทุกซอกทุกมุมของ
อาณาจักร ทุกการเปลี่ยนแปลงในอาณาจักรไม่ว่าเล็กน้อยเพียงใด ล้วน
ปรากฏชัดเจนอยู่ในจิตใจมัน
ในอาณาจักรแห่งนี้ มันจึงเป็นราชันที่แท้จริง!
ราชันที่สามารถกำหนดความเป็นความตายของทั้งอาณาจักร!
ตามตำนานกล่าวว่า ผู้เข้มแข็งแห่งยุคบรรพกาลสามารถทำลายฟ้า
ดิน หยิบฉวยจันทรา เคลื่อนย้ายดวงดาว
ชั่วขณะนี้ แลกกับการเผาผลาญพลังเทพและชีวิตของมัน มันในที่สุด
ก็ก้าวขึ้นสู่ระดับชั้นในตำนาน!
ผู้อาวุโสสูงสุดไม่อาจระงับยับยั้งเสียงหัวร่อที่เปล่งออกมาจากความ
เบิกบานใจ
“ฮ่าฮ่าฮ่า… …”
เสียงหัวร่อของมันไม่ดังนัก แต่ชั่วพริบตานี้กลับแทรกผ่านเข้าไปยัง
ทุกซอกทุกมุมในอาณาจักร ทั่วทั้งอาณาจักรอันเป็นใจกลางของซีเซวียนนี้
ล้วนได้ยินถนัดชัดเจน
จั่วม่อและเขิงเหลียนเอ๋อร์สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างพร้อมเพรียง
คนทั้งสองครอบครองมรดกวิชาพลังเทพที่สมบูรณ์ พวกมันทราบดี
ว่านี่หมายความว่าอย่างไร กระทั่งในยุคบรรพกาลเมื่อครั้งกระโน้น ผู้ที่
สามารถบรรลุถึงระดับชั้นนี้ยังมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ระดับเทพยุทธ์!