สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 881 สถานการณ์มิสู้ดี
ผูผูบ้านแม่ทัพบัญชาการศึกเปลี่ยวร้างวังเวง สถานที่แห่งนี้ถูกผู้คน
ลืมเลือนไปนานแล้ว ในอดีตเคยมีแม่ทัพบัญชาการศึกระดับล่างจำนวน
มากมายังสถานที่นี้ เพื่อศึกษาร่าเรียนและพบปะสนทนา แต่หลังจากผูผู
หายสาบสูญไปโดยไร้ข่าวคราว ผู้คนก็ค่อย ๆ ห่างหายไปจนหมดสิ้น
ไม่มีผู้มาเยือนอีกแล้ว
เหลียงเวยเต็มไปด้วยอาการตื่นเต้นกระสับกระส่าย เมื่อวันก่อนจั่วม่อ
บอกมันว่าผูผูกลับมาแล้วและจะมาพบมัน เมื่อได้ยินข่าวนี้ แม้แต่หัวใจที่
แกร่งกร้าวกระด้างของมันยังอดเต้นแรงไม่ได้
เหลียงเวยนั้นแตกต่างจากเฟ่ยเหลย มันแม้เชื่อฟังคำสั่งของจั่ว
ม่อโดยไร้เงื่อนไข แต่แท้จริงแล้วจั่วม่อไม่ใช่ที่ยึดเหนี่ยวศรัทธาความเชื่อ
ของมัน ในจิตใจของเหลียงเวย มีบุคคลสองคนที่ครอบครองตำแหน่งแห่ง
ที่พิเศษ หนึ่งคือแม่ทัพใหญ่กองกำลังน้าแข็งเย็นเยียบผู้วายชนม์ ท่านผู้นี้
คือผู้บัญชาการกองทัพผู้มีพระคุณดุจขุนเขา คอยอบรมสั่งสอนและ
ส่งเสริมมันในทุกด้าน
อีกคนหนึ่งก็คือผูผูผู้ลึกลับ
เหลียงเวยพบกับผูผูในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต มันถูกปลดออก
จากกองทัพ กลายเป็นคนอยู่ว่างที่ไร้ค่า ในช่วงเวลานั้นไม่ว่ามันไปยังที่ใด
จะได้ยินแต่เสียงเยาะเย้ยถากถางเต็มสองหู ทั้งที่ไม่กี่วันก่อนหน้านั้นมันยัง
หากมิใช่ว่ามันเป็นบุคคลอันเข้มแข็งทระนง ลำพังการเปลี่ยนแปลง
ราวพลิกฟ้าคว่าดินนี้ก็เพียงพอให้มันพังทลายอย่างสมบูรณ์ แต่ถึงกระนั้น
มันมิใช่ไม่เจ็บปวด มิใช่ไม่ท้อแท้หดหู่ และในเวลานั้นเอง มันก็พบพานผูผู
บ้านแม่ทัพบัญชาการศึก ได้รู้จักผูผูเป็นครั้งแรก
แม่ทัพบัญชาการศึกที่มีฝีมือร้ายกาจอย่างน่าตระหนก!
มันยังคงจดจำความแตกตื่นตะลึงลานในครั้งนั้นได้ ทั้งยังไม่อาจ
เข้าใจได้ แม่ทัพบัญชาการศึกที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ไฉนมาหมกตัวอยู่ใน
ซอกมุมเล็ก ๆ ของคุกสิบนิ้ว
แต่หลังจากนั้นมันก็เริ่มเรียนรู้วิธีการสู้รบจากผูผู
มันเริ่มค้นหาข้อบกพร่องของตัวเอง คาดหวังรอคอยการประมือกับผู
ผูอยู่ทุกวี่วัน แม้ว่าในแต่ละครั้งจะถูกบดขยี้อย่างอนาถก็ตาม
จากการพ่ายแพ้อย่างน่าสังเวช มันเติบโตรุดหน้าอย่างรวดเร็ว เริ่ม
เพาะสร้างความหนักแน่นมั่นคง เริ่มพาตัวหลุดออกจากการพึ่งพา
สัญชาตญาณเพียงอย่างเดียวในการสู้รบ มันเริ่มเรียนรู้วิธีควบคุมสนามรบ
ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอันซับซ้อน เริ่มเรียนรู้พิชัยยุทธ์
ที่แท้จริง
มันยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น ๆ แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ เหลียงเวย
สามารถรู้สึกได้ชัดเจน
และเมื่อผูผูมอบโอกาสหวนคืนสู่สมรภูมิให้แก่มัน ให้มันเป็นแม่ทัพที่
นำกองทัพของตนเอง ความรู้สึกที่โลหิตเดือดพล่านขึ้นมาอย่างฉับพลันใน
ครั้งนั้น เหลียงเวยยังคงจดจำได้แม่นยำ
สำหรับเฟ่ยเหลย เหตุผลที่อดทนรอคอยเป็นเวลาสิบปี เนื่องเพราะนี่
คือพันธกิจของมัน คือสำนึกรับผิดชอบของมัน
แต่สำหรับเหลียงเวย เหตุผลของมันเพียงเพราะว่าผูผูเป็นเหล่าซือ
ของมัน แม้ว่าผูผูจะไม่เคยยอมรับเหลียงเวยเป็นศิษย์ และมันเองก็ไม่เคย
เรียกหาผูผูเป็นเหล่าซือก็ตาม
เมื่อเงาร่างที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นในครรลองสายตา เหลียงเวยหัวใจแทบ
กระดอนออกมาจากอก
ผูเยาค้นพบการมาของเหลียงเวย มันหันมามองแล้วเผยรอยยิ้มน้อย
ๆ “ไม่เลว ครั้งนั้นข้าไม่ได้มองคนผิดจริง ๆ” จากนั้นมันกวาดตามองเหลี
ยงเวยขึ้น ๆ ลง ๆ “ดูทีท่าเจ้าหนักแน่นมั่นคงกว่าแต่ก่อนมาก ความ
ยากลำบากในหลายปีมานี้นับว่าไม่สูญเปล่าแล้ว”
เหลียงเวยสมองขาวว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง สายตาดุดันดุจสุนัขป่า
เลือนหายไป มันดูราวกับเด็กหลงทางที่เพิ่งหวนคืนสู่บ้าน
ผูเยามองดูสีหน้าตื่นเต้นยินดีของเหลียงเวย ต้องแย้มยิ้มพลางกล่าว
อย่างอ่อนโยน “ลองบอกสถานการณ์ทางด้านเจ้าในระยะนี้ออกมาฟังดู”
สายตาของมันทอแววละเอียดถี่ถ้วน ปลาบปลื้มประโลมใจและ
ภาคภูมิใจ เหลียงเวยเป็นศิษย์อีกคนหนึ่งที่มีความสำเร็จสมดังความตั้งใจ
ของมัน มันสามารถเห็นได้ว่าท่วงท่าสภาวะของเหลียงเวยในปัจจุบัน
เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก ตั้งแต่ครั้งนั้นมันก็ประเมินเหลียงเวย
เอาไว้สูงไม่น้อย ในความเห็นของมัน ขอเพียงสามารถใช้สติปัญญาสะกด
ข่มความดุร้ายและหุนหันพลันแล่นเอาไว้ แม่ทัพหนุ่มที่เฉลียวฉลาดผู้นี้จะ
เปล่งประกายอย่างน่าตกใจ
ผูเยาพึงพอใจกับเหลียงเวยเป็นอย่างยิ่ง ชั่วชีวิตนี้มันพบพานสุดยอด
ศิษย์อันเด่นล้าเช่นกงซุนชาคนหนึ่ง นึกไม่ถึงว่าจะได้พบพานอีกคนหนึ่ง
สิ่งที่ทำให้มันยิ่งภาคภูมิใจกว่าเดิม คือศิษย์ทั้งสองมีแบบฉบับการต่อสู้ที่ผิด
แผกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่พวกมันทั้งคู่ล้วนกล้าแกร่งเกรียงไกร
เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติอันประเสริฐเลิศล้า
ผูเยาปลาบปลื้มประโลมใจยิ่ง
ไว้กลับไปแล้ว จะต้องคุยอวดกับเจ้าเว่ยทันที!
เมื่อเอ่ยถึงสิ่งที่ต้องเผชิญในหลายปีมานี้ เหลียงเวยสงบใจลงอย่าง
รวดเร็ว เริ่มบอกเล่าเรื่องราวที่ประสบมาอย่างละเอียดด้วยสุ้มเสียงเบาต่า
ผูเยายิ่งฟังยิ่งนิ่งเงียบงันไป รอยยิ้มเลือนหายจากใบหน้า แม้แต่มันยัง
นึกว่าไม่ว่าจะทุกข์ยากลำบากถึงเพียงนี้ อดกล่าวด้วยอารมณ์ความรู้สึก
ไม่ได้ “นี่นับว่าลำบากเจ้ามากแล้ว!”
ถ้อยคำนี้ของผูเยากล่าวจากใจจริง มันทราบดีว่าการที่ต้องพึ่งพาตัว
ประหลาดกลุ่มนี้ แล้วยังไม่ถึงกับอดตาย ก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว แต่การที่ยัง
?”
หุ่นเชิดทรายผุดขึ้นจากพื้นอย่างกะทันหัน ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้า
ซือ
“แผนสำรองสำหรับไห่ซินปิงล้มเหลว ที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือขุนพล
อันดับหนึ่งของเจียม่าน นามว่าหลี่ฉา หลบหนีไปสวามิภักดิ์ต่อไห่ซินปิง ขุม
กำลังของเจียม่านเกือบทั้งหมดล้วนเข้าร่วมกับไห่ซินปิง” หุ่นเชิดทราย
รายงาน
“อ้อ นั่นเป็นเรื่องธรรมดา ในเวลานี้นอกจากไห่ซินปิง ยังมีผู้ใดกล้ารับ
ตัวพวกมันเอาไว้” ซือกล่าวอย่างไม่เห็นสำคัญ
หุ่นเชิดทรายมองดูสีหน้าปลอดโปร่งสบายของซือ กล่าวถามอย่าง
สงสัยใจ “ท่านไม่วิตกกังวลเลยรึ
“ข้าต้องวิตกกังวลอันใด
ซือแย้มยิ้ม “อย่าได้ดูแคลนจั่วม่อ”
“ข้าไม่เคยดูแคลนมัน” หุ่นเชิดทรายสั่นศีรษะ “มันสามารถนำเรา
ออกมาจากสนามรบปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ ทั้งยังสามารถบรรลุด่านเทพ
ยุทธ์ในช่วงระยะเวลาอันสั้น ยังจะมีผู้ใดมีคุณสมบัติมากพอที่จะดูแคลน
มันอีกเล่า อย่างไรก็ตาม มันไม่คุ้นเคยกับดินแดนนี้ ขุมกำลังของไห่ซินปิง
กล้าแข็งยิ่ง หากมันไม่อาจปราบพิชิตไห่ซินปิงในเร็ววัน ดินแดนแห่งความ
มืดจะเข้าสู่สงครามกลางเมือง ตกลงไปในความโกลาหลวุ่นวาย ความ
ปรารถนาสุดท้ายของท่านอาจไม่สำเร็จลุล่วง”
“จะไม่เป็นเช่นนั้น” ซือสั่นศีรษะ
“จะไม่เป็นเช่นนั้น? ท่านมั่นใจถึงเพียงนี้?”
“เช่นนั้นก็ประเสริฐ แล้วเมื่อใดห้าคนนี้จะฟื้นตื่น?”
จั่วม่ออยู่ในอารมณ์เบิกบานสำราญใจ เมื่อประสบความสำเร็จในการ
ช่วยเหลือผูเยากับเว่ย มันมีความสุขยิ่ง แม้แต่การรับฟังทั้งคู่ถกเถียงกัน
เข่นฆ่าประหัตประหารกัน ก็ทำให้การเดินทางมีสีสันมากขึ้น
มันได้รับข่าวสารจากซือ ทราบว่าศิษย์พี่ใหญ่ อากุ่ยและเหล่าพี่น้อง
เริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว อารมณ์ของมันปลอดโปร่งเบาสบายยิ่ง
พลังเทพของมันฟื้นฟูดังเดิม ซ้ายังรุดหน้า มันสามารถกลับไป
ติดต่อสื่อสารกับม่ออวิ๋นไห่อย่างมั่นคงอีกครั้ง มันช่วยเหลือผูเยากับเว่ย
กลับมา ศิษย์พี่ใหญ่กับพวกทั้งห้าจะฟื้นตื่นในเร็ววัน จั่วม่อรู้สึกว่าปัญหา
ทั้งหมดที่ติดตามหลอกหลอนมันกว่าสิบปี บัดนี้แทบจะถูกแก้ไขไปเกือบ
หมดสิ้น
หากยามนี้ยังไม่เบิกบานใจ ยังจะมีสิ่งใดทำให้มันเบิกบานใจได้อีก
เล่า
การเดินทางไปยังวังหมิงอ๋องครั้งนี้ไม่มีสิ่งใดให้มันต้องกังวลแม้แต่
น้อย ในความเห็นของมัน นี่เป็นเพียงแค่ดำเนินไปตามพิธีการเท่านั้น
อันม่อมีประสบการณ์ผ่านศึกมาอย่างโชกโชน ทั้งยังคุ้นเคยกับ
ดินแดนแห่งความมืดเป็นที่สุด กลับมีคนกล้าขวางทางพวกมันอย่าง
เปิดเผย เกรงว่าจะเริ่มส่อเค้าไม่สู้ดีออกมาอย่างรุนแรง
นี่หมายความว่าขุมกำลังที่ต่อต้านราชาองค์ใหม่ไม่มีข้อกริ่งเกรง
แม้แต่น้อย
อันม่อนับตั้งแต่เกิดจนบัดนี้ ล้วนใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนแห่งความมืด มี
ความเข้าใจในตัวชาวปิศาจของดินแดนแห่งความมืดเป็นอย่างดี ใน
ดินแดนแห่งความมืด ผู้คนเพียงยอมรับนับถือในพลังอำนาจ! ที่ผ่านมา
ผู้คนส่วนมากเกรงกลัวหมิงอ๋องคนก่อน ย่อมไม่กล้าเสนอหน้าออกมา แต่
ยามนี้กลับมีคนบังอาจกระทำการอย่างเปิดเผย หมายความว่าความกลัว
เกรงของพวกมันลดน้อยลง เสียงต่อต้านราชาองค์ใหม่จะยิ่งดังกว่าเดิม
สถานการณ์เริ่มกลับกลายเป็นเลวร้ายลง
นี่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อหมิงอ๋ององค์ใหม่
อันม่อแม้ทราบว่าจั่วม่อยังเป็นราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่ด้วย แต่น้าไกลไม่
อาจดับไฟใกล้ ในดินแดนแห่งความมืด ขุมกำลังเดียวที่จงรักภักดีต่อราชา
องค์ใหม่จากใจจริง มีเพียงตำหนักคุกตะวันตกของอันม่อเท่านั้น!
คิดต่อกรกับดินแดนแห่งความมืดทั้งหมดด้วยขุมกำลังของตำหนักคุก
ตะวันตก มีแต่หนทางตายสถานเดียว
แต่ถึงอย่างนั้น ในใจมันยังคงบังเกิดเพลิงโทสะพวยพุ่ง อุบาทว์บัดซบ
ถึงกับมีผู้ที่ขวัญบังอาจเทียมฟ้า กลับกล้าขวางทางกองทัพราชัน!
ในเวลาใกล้เคียงกัน จั่วม่อได้รับข่าวสารใหม่จากซือ มันเงยหน้าขึ้น
ดวงตาทอประกายเย็นเยียบ ไม่ทราบเพราะเหตุใด อันม่อเมื่อเห็นสายตา
ขององค์ราชา พลันรู้สึกหัวใจเขม็งตึงเครียด แรงกดดันเพิ่มสูงขึ้นทันที
“อ้อ ซือเพิ่งส่งข่าวมา แผนสำรองสำหรับไห่ซินปิงล้มเหลว พวกเรา
ต้องจัดการกับไห่ซินปิงด้วยตัวเอง” เค้ากระด้างเย็นชาบนใบหน้าจั่ว
ม่อเลือนหายไป กลายเป็นรอยยิ้มไม่อินังขังขอบดังเดิม
“แผนสำรองสำหรับไห่ซินปิงล้มเหลว!” อันม่ออุทานเสียงดัง มันแม้
ไม่ทราบว่าแผนสำรองของหมิงอ๋องคนก่อนคืออะไร แต่ก็คาดเดาได้ไม่ยาก
ว่าแผนการนั้นย่อมต้องเป็นท่าสังหารของหมิงอ๋องคนก่อน
ท่าสังหารกลับล้มเหลว นี่ความหมายว่าพวกมันจะต้องเผชิญกับวังที่
ราบน้าแข็งแดนเหนืออย่างซึ่งหน้า
อันม่อยิ่งรู้สึกกดดันเป็นทวีคูณ!
“นอกจากนี้เหล่าทหารใต้ร่มธงของเจียม่าน ซึ่งกลายเป็นปราศจาก
ผู้นำ เกือบทั้งหมดล้วนติดตามหลี่ฉาอะไรนั่น เข้าร่วมกับฝ่ายของไห่ซิ
นปิง” จั่วม่อกล่าวด้วยสุ้มเสียงสนอกสนใจ
อันม่อสุดจะอดกลั้นอีกต่อไป สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง “นี่มัน
เลวร้ายยิ่ง!”
สถานการณ์เลวร้ายจนไม่อาจเลวร้ายไปกว่านี้อีก!
อันม่อในที่สุดทราบแล้วว่า ไฉนมีคนบังอาจขวางทางกองทัพของ
ราชาองค์ใหม่อย่างเปิดเผย
แรกเริ่มเดิมที ผู้คนก็ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวราชาองค์ใหม่อยู่แล้ว ยาม
นี้มุมมองที่มีต่อราชาองค์ใหม่ยิ่งเลวร้ายลงกว่าเดิม หลี่ฉาเป็นขุนพลอันดับ
หนึ่งของเจียม่าน คนผู้นี้แม้พลังฝีมืออ่อนด้อยกว่าอันม่อ แต่หากเป็นฝีมือ
ด้านบัญชาการรบ เรียกได้ว่าทัดเทียมกับอันม่อทีเดียว นอกเหนือจากหลี่
ฉา แม่ทัพนายกองอื่น ๆ ของเจียม่านก็ล้วนแล้วแต่ไม่ธรรมดาทั้งสิ้น
ก่อนหน้านี้วังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือมั่งคั่งร่ารวย ครอบครอง
ยุทโธปกรณ์เทพที่เด่นล้า แต่ขาดแคลนกำลังคน ยามนี้พวกมันรับตัวขุม
กำลังวังรัตติกาลตะวันออกของเจียม่านเอาไว้ ขุมกำลังของพวกมัน
เพิ่มพูนขึ้นอย่างก้าวกระโดด กลับกลายเป็นขุมกำลังที่กล้าแข็งที่สุดใน
ดินแดนแห่งความมืด! วังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือสามารถลบล้างจุดอ่อน
ของการขาดแคลนกำลังบุกในทันที มิหนำซ้าวังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือยัง
มีแม่ทัพบัญชาการศึกที่เด่นล้าเช่นจู้หนานเยวี่ยอยู่ด้วย
ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้น ชื่อเสียงของไห่ซินปิงในด้านขีดความสามารถ
อันเหนือคนและความสามารถในการรวมใจผู้คน ยังกระเดื่องดังไปทั่ว
ดินแดนแห่งความมืดตั้งแต่แรก
อันม่อคาดการณ์ว่าเมื่อไห่ซินปิงปล่อยข่าวเหล่านี้ออกมา การเอาใจ
ออกห่างจะยิ่งแผ่ขยายเป็นวงกว้างมากกว่านี้
สถานการณ์ของพวกมันในยามนี้นับว่าคับขันอันตรายสุดขีด!
อุบาทว์บัดซบ!
อันม่อกล่าวสิ่งที่มันกังวลออกมาโดยไม่รอช้า ทั่วทั้งค่ายตกอยู่ใน
ความเงียบงัน เหลียงเวยขมวดคิ้วนิ่วหน้า มันไม่เคยหวาดกลัวศัตรูเข้มแข็ง
ศึกน้อยใหญ่แทบทุกครั้งในหลายปีมานี้ พวกมันไม่ทราบว่าพิชิตศัตรู
เข้มแข็งที่เหนือกว่าทั้งจำนวนคนและอาวุธยุทโธปกรณ์มามากมายเท่าใด
เพียงแต่สถานการณ์ในยามนี้เลวร้ายเกินไป นี่มิใช่ว่าไห่ซินปิงมีกำลังกล้า
แข็ง แต่เนื่องเพราะนางจุดชนวนให้ดินแดนแห่งความมืดทั้งหมดเกิดข้อ
กังขาต่อการสืบทอดบัลลังก์ของราชาองค์ใหม่ กล่าวถึงที่สุดแล้ว ยังคงเป็น
เพราะจั่วม่อไม่มีตบะบารมีมากพอในดินแดนแห่งความมืด
“หากต้าเหรินเปิดเผยตัวตนออกไป บางทีอาจจะ… …” อันม่ออด
กล่าวไม่ได้
เหลียงเวยสั่นศีรษะทันที “นี่เกรงว่าจะไม่เหมาะ! หากทำเช่นนั้นอาจ
ยิ่งไปสะกิดความเป็นศัตรูมากกว่าเดิม ในสายตาของคนเหล่านั้น ราชาเป็น
เพียงคนนอก ผู้คนจำนวนมากมายยิ่งกว่าจะออกมาต่อต้านการครอง
บัลลังก์ของคนนอก!”
หลายคนอดไม่ได้ที่จะเห็นพ้องด้วย หากมิใช่ว่าเป็นคำสั่งโดยตรง
จากหมิงอ๋องคนก่อน แม้แต่พวกมันเองยังไม่ยินดีให้คนนอกมาเป็นราชา
ของพวกมัน
ทุกผู้คนหัวใจหนักอึ้ง เมื่อพบว่าผู้คนทั่วทั้งดินแดนแห่งความมืดล้วน
ต่อต้านพวกมัน ค่อยรู้สึกตัวว่าพลังของพวกมันเล็กกระจ้อยร่อยถึงเพียง
ไหน
ฝีมือของไห่ซินปิงนี้ นับว่าร้ายกาจถึงที่สุด!
ทุกสายตาค่อย ๆ หันมามองจั่วม่อเป็นตาเดียว ดูท่าว่าพวกมันล้วน
จนปัญญาแล้ว
ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกมันประหลาดใจก็คือ จั่วม่อไม่ได้ทีท่าว่าจะแตกตื่น
ลนลานแม้แต่น้อย ซึ่งความจริงนั่นเป็นสีหน้าซึ่งแฝงไว้ด้วยความนัยที่อ่าน
ไม่ออกประการหนึ่ง แต่ในดวงตาคู่นั้นคล้ายจะลุกโชนด้วยเปลวไฟ
ทุกผู้คนตะลึงลานวูบ ราชากำลัง… …
ก่อนที่พวกมันจะทันได้ขบคิดเข้าใจ พลันได้ยินจั่วม่อกล่าวว่า “จาก
ตำแหน่งที่เราอยู่ เส้นทางไปยังวังหมิงอ๋องที่สั้นที่สุดคือทางใด
อันม่อชี้ไปยังเส้นทางที่ป้ายด้วยสีแดงบนแผนที่อาณาจักร “เป็นทาง
นี้! เดิมทีนี่เป็นเส้นทางที่เราจะใช้ แต่ตอนนี้ฝ่ายตรงข้ามสมควรจัดเตรียม
อุปสรรคขวากหนามไว้บนเส้นทางสายนี้อย่างพรั่งพร้อม เพื่อขัดขวาง
ไม่ให้เราไปถึงวังหมิงอ๋อง ข้าว่าพวกเราสมควรมองหาเส้นทางที่ลับหูลับตา
คนมากกว่านี้… …”
จั่วม่อตัดบทวาจาของอันม่อ กล่าวอย่างเฉียบขาดว่า “เราจะใช้
เส้นทางสายนี้!”
อันม่อตื่นตระหนก “องค์ราชา! ศัตรูจะต้องส่งกองทัพจำนวนมากมา
ขัดขวางพวกเราบนเส้นทางสายนี้ แม้ว่าพวกเราสามารถบุกฝ่าไปได้ แต่จะ
อย่างไรต้องใช้เวลาไม่น้อย… …เกรงว่าจะพลาดพิธีการขึ้นครองบัลลังก์
แล้ว”
เหล่าแม่ทัพนายกองของอันม่อพากันกล่าวคล้อยตาม ทั้งพยายาม
เกลี้ยกล่อมจั่วม่อให้เปลี่ยนใจ พวกมันรู้จักคุ้นเคยกับดินแดนแห่งความมืด
ยิ่งกว่าผู้ใด ทราบดีว่าเส้นทางสายนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ศัตรูจะต้อง
ปกป้องคุ้มกันอย่างแน่นหนา! พวกมันยังล่วงรู้มากกว่านั้นด้วยซ้า ที่อันม่
อกล่าวว่าการบุกฝ่าเส้นทางสายนี้อาจต้องใช้เวลา ถือว่าเป็นการรักษาหน้า
องค์ราชามากแล้ว ในความเห็นของพวกมัน อาศัยกำลังคนเท่าที่มีอยู่ใน
เวลานี้ พวกมันไม่มีทางบุกผ่านแนวป้องกันของฝ่ายตรงข้ามไปได้อย่าง
แน่นอน!
เหลียงเวยไม่ได้เอ่ยปาก แต่สีหน้าบอกชัดว่าไม่เห็นด้วยเช่นกัน ฝ่าย
กบฏจะต้องจัดแตรียมอุปสรรคขวากหนามนับไม่ถ้วนไว้บนเส้นทางสายที่
สั้นที่สุดนี้ เพื่อขัดขวางพวกมันอย่างสุดความสามารถ ไม่ปล่อยให้พวกมัน
ไปถึงวังหมิงอ๋อง
อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านพบความยากลำบากนานัปการในช่วง
หลายปีมานี้ คนกลับกลายเป็นเข้มแข็งมั่นคง แม้ว่ามันเองยังคงสงสัยใจอยู่
บ้าง แต่ก็ทราบว่าจั่วม่อไม่ใช่คนหุนหันพลันแล่น มิหนำซ้าเบื้องหลังจั่วม่อ
ยังมีผู้บัญชาการยอดอัจฉริยะเฉกเช่นผูผูอยู่ด้วย ไหนเลยจะทำผิดพลาด
กับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ได้?
เหลียงเวยไม่พบเห็นผูผูอยู่ข้างกายจั่วม่อ มันคาดเดาว่าผูผูสมควร
เป็นกุนซือลับที่คอยช่วยเหลือจั่วม่อผ่านคุกสิบนิ้ว
หรือว่ากองทัพของม่ออวิ๋นไห่มาถึงแล้ว?
เหลียงเวยลอบสั่นศีรษะ หากค่ายจูเชวี่ยและกองพันบาปเคราะห์
มาแล้วจริง ๆ ดูผิวเผินคล้ายว่าขุมกำลังของพวกมันเพิ่มขึ้นอีกมาก แต่ใน
ความเห็นของเหลียงเวย นี่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่ดีนัก
กองทัพของม่ออวิ๋นไห่จะอย่างไรมาจากภายนอก แต่นี่กลับเป็นศึก
ภายในของดินแดนแห่งความมืด หากตัวตนในฐานะราชันแห่งม่ออวิ่นไห่
ของจั่วม่อถูกเปิดเผย ในสายตาของคนส่วนใหญ่จั่วม่อจะถูกมองว่าเป็นคน
นอกทันที ไห่ซินปิงเพียงแค่ต้องออกแรงกระตุ้นเบา ๆ เท่านั้น จากนั้นผู้คน
ชาวปิศาจทั่วทั้งดินแดนแห่งความมืดจะพากันแห่แหนไปยืนอยู่ฝ่ายนาง
เอง
ไม่มีผู้ใดชมชอบให้คนนอกมาปกครองพวกมัน แม้ว่าจั่วม่อเป็นราชา
อันชอบธรรมที่ถูกแต่งตั้งโดยหมิงอ๋องคนก่อนก็ตาม ขุมกำลังทุกฝ่ายใน
ดินแดนแห่งความมืดจะผนึกกำลังกันต่อต้านมันอย่างเต็มที่
สำหรับจั่วม่อในปัจจุบัน แม้ไม่มีผู้ใดสงสัยความชอบธรรมในฐานะห
มิงอ๋องคนใหม่ของมัน แต่ในสายตาของคนทั้งหมดมันมีขุมกำลังอ่อนแอ
ไม่มีผู้ใดมีความเชื่อมั่นในตัวมัน
จั่วม่อกวาดตามองทีละคน ดวงตาทอประกายเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
แม้ไม่ได้แผ่ซ่านแรงกดดันออกมา แต่ผู้คนสามารถสัมผัสได้ถึงพลังอัน
ยิ่งใหญ่ไพศาล
ภายใต้สายตาที่ไม่อาจบรรยายได้ถูกของมัน ทุกผู้คนพากันนิ่งเงียบ
ไป
จั่วม่อแย้มยิ้มเล็กน้อย แล้วพลันถามคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกันอย่าง
สิ้นเชิง “หมิงอ๋องคนเก่ารวมแผ่นดินแห่งความมืดเป็นหนึ่งเดียวได้
อย่างไร
อันม่องงงันวูบ จากนั้นสีหน้าทอแววหวนรำลึก “ครั้งนั้นองค์ราชานำ
เรากวาดพิชิตไปทั่วดินแดนแห่งความมืด เราพิชิตไปทีละอาณาจักร ทีละ
อาณาจักร โดยไร้ผู้ต้านติด ราชากล้าแกร่งเกรียงไกรเกินไป ไม่มีผู้ใด
สามารถหยุดยั้งเราได้ ทุกหนแห่งที่พวกเราย่างกรายผ่าน ขุมกำลังทุกฝ่าย
ล้วนยอมศิโรราบสิ้น!”
หลายคนในที่นี้ล้วนเคยเข้าร่วมสงครามรวมแผ่นดินแห่งความมืดเป็น
ปึกแผ่นเช่นเดียวกัน สงครามครั้งนั้นไม่ได้กินเวลานานนัก ซือกล้าแกร่ง
เกรียงไกรไร้ผู้ต้าน พวกมันเมื่อย้อนคิดทบทวนในเวลานี้ แต่ละคนอดไม่ได้
ต้องสั่นสะท้านจากก้นบึ้งหัวใจ!
ในจิตใจของพวกมัน นั่นเป็นการศึกครั้งที่ยิ่งใหญ่และเจิดจรัสที่สุดใน
ชีวิตของพวกมัน
แต่ในไม่ช้า ความคิดจิตใจของพวกมันกลับสู่ร่าง ทุกคนรู้สึกสลดหดหู่
อยู่บ้าง หากเทียบกับความรุ่งโรจน์ในครั้งนั้นแล้ว พวกมันในตอนนี้นับว่า
ตกต่าลงมาก!
จั่วม่อเฝ้าดูสีหน้าของพวกมันแปรเปลี่ยนกลับกลายไม่หยุดยั้ง ต้อง
แย้มยิ้มออกมา จากนั้นสลายรอยยิ้มทันที ประกายตายิ่งคมกล้ามากขึ้นทุก
“หากมีเพียงสยบพวกมันทั้งหมด ข้าจึงสามารถก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ หาก
มีเพียงบดขยี้พวกมันทั้งหมด พวกมันจึงยินยอมหุบปากแต่โดยดี หากมี
เพียงทำสงครามจึงสามารถนำมาซึ่งความสงบสุข หากมีเพียงพลังอัน
เบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงสามารถทำให้ดินแดนแห่งความมืดยินยอมศิโรราบ
เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็จะให้พวกมันได้ชมดู!”
จั่วม่อนั่งตระหง่าน ดวงตายิ่งทอประกายเจิดจ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ แต่สุ้ม
เสียงกลับสงบราบเรียบอย่างน่าหวั่นใจ เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยม
ล้น ไม่ทราบเพราะเหตุใด ทุกผู้คนรู้สึกว่าโลหิตในกายเริ่มจะพลุ่งพล่าน
ขึ้นมา ลมหายใจเริ่มกระชั้นเร่งร้อนกว่าเดิม
รอจนเมื่อสีหน้าของจั่วม่อกลับกลายเป็นแกร่งกร้าวอหังการ สุ้มเสียง
ของมันก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นยะเยียบเย็นชา
“เกียรติยศและศักดิ์ศรีของราชัน ไม่อนุญาตให้ผู้ใดท้าทาย! ในเมื่อมี
แต่ต้องใช้เลือดของพวกมันล้างบัลลังก์ของข้า พวกมันจึงจะยอมเข้าใจ
เช่นนั้นพวกเราจะปราบพิชิตพวกมัน บดขยี้พวกมัน ทำลายล้างพวกมัน!
ใช้การต่อสู้และความตายถามไถ่พวกมัน จะยอมสยบหรือมอบชีวิต
ออกมา!”
แม่ทัพนายกองทั้งหลายรวมทั้งอันม่อสองตาเปลี่ยนเป็นแดงฉาน
ถลึงตากลมกว้าง หายใจหนัก ๆ โดยไม่รู้ตัว!
ในบรรดาเผ่าปิศาจทั้งมวล ราชาคือผู้ไร้เทียมทาน!
จั่วม่อลุกขึ้นยืนช้า ๆ เส้นสายบนใบหน้ากระด้างเย็นชาดุจสลักเสลา
จากก้อนศิลา มันกวาดตามองคนทั้งหมดด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
พรึบ ทุกผู้คนพลันยืนตัวตรงแน่ว ยืดอก หลังตรง พวกมันไม่เคยคิด
มาก่อนว่าราชาจะแกร่งกร้าวอหังการถึงเพียงนี้ วิญญาณการต่อสู้ของพวก
มันกำลังพลุ่งพล่านอยู่ในอก!
“จงตามข้ามา! ข้าจะนำพวกเจ้าเข่นฆ่าไปทีละอาณาจักร มุ่งตรงสู่
วังหมิงอ๋อง!”
“ขอรับ!” แม่ทัพนายกองปิศาจทั้งหมดขานรับอย่างพร้อมเพรียง
พวกมันตื่นเต้นลิงโลด ปรารถนาจะโถมออกไปในบัดดล
“เหลียงเวย! เฟ่ยเหลย!” จั่วม่อเรียกเสียงหนัก
“อยู่!” เหลียงเวยและเฟ่ยเหลยขานรับพร้อมกัน
จั่วม่อเพ่งตามองเหลียงเวยตรง ๆ ออกคำสั่งว่า “พวกเจ้านำกองกำลัง
แตรศึกแห่งราชันคุ้มครองปีกข้าง”
“ขอรับ!” ทั้งสองขานรับโดยไม่ลังเล สายตายะเยียบเย็นชาของจั่วม่อ
เต็มไปด้วยแรงกดดันที่ยากจะบ่งบอกบรรยายชนิดหนึ่ง พวกมันจิตใจเขม็ง
ตึงเครียดอย่างไม่อาจควบคุม
ทุกผู้คนตระหนักแน่แก่ใจ ราชาพิโรธแล้ว!
พลังกดดันอันน่าตระหนกที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของจั่วม่อ บันดาล
ให้ผู้คนใจสั่นสะท้านตามสัญชาตญาณ ไม่ทราบเพราะเหตุใด พวกมันกลับ
รู้สึกปลาบปลื้มยินดีและตื่นเต้นระทึกใจอย่างน่าประหลาด
จั่วม่อคนเก่านิสัยใจคอดีงามและปฏิบัติต่อผู้คนด้วยดี ทุกคนล้วน
ชมชอบมัน แต่ในความเห็นของพวกมัน จั่วม่อกลับไม่มีคุณสมบัติที่จะ
เป็นหมิงอ๋อง เนื่องเพราะมันไม่มีท่วงท่าสภาวะสยบขวัญผู้คนเฉกเช่น
ราชา!
เผ่าปิศาจนิยมการต่อสู้ พวกมันเทิดทูนผู้เข้มแข็งเสมอมา หลัก
เหตุผลอันใด ไหนเลยจะสนุกสนานเท่ากำปั้น!
กองทัพทั้งหมดตั้งขบวนอย่างรวดเร็ว กองพันอันม่อประกอบไปด้วย
มือดีแทบทั้งหมดของตำหนักคุกตะวันตก พวกมันแม้มีจำนวนไม่มาก แต่
ล้วนมีฝีมือกล้าแข็ง
พวกมันพอฟังว่าราชาจะนำพวกมันเข่นฆ่าเปิดทางไปยังวังหมิงอ๋อง
ด้วยตัวเอง ทั่วทั้งกองทัพพลันเดือดพล่านขึ้นมาทันที! หลายวันมานี้พวก
มันได้ยินข่าวลือมามากพอแล้ว พวกมันไม่เคยเกรงกลัวการต่อสู้
สมควรต้องเป็นเช่นนี้!
ความคิดของทุกคนเป็นไปในทางเดียวกันอย่างน่าประหลาด
เมื่อพวกมันเห็นจั่วม่อปรากฎตัวขึ้นที่ด้านหน้าขบวนทัพ เสียงโห่ร้อง
ยินดีดังกึกก้องสะเทือนฟ้า ไพร่พลทั้งหมดราวกับถูกฉีดด้วยเลือดไก่ ทุก
ผู้คนคึกคักกระตือรือร้นถึงที่สุด
ต่อจากนี้ ราชาจะนำพวกมันไปทำศึกกับดินแดนแห่งความมืด!
จั่วม่อในทรวงอกคล้ายมีเปลวไฟกลุ่มหนึ่งลุกโชติช่วง มันพิโรธโกรธ
กริ้วจริง ๆ ซือมีเวลาเหลืออยู่อีกไม่มาก หากพวกมันยังคงล่าช้าอยู่เช่นนี้
ต่อไป มันจะไม่สามารถขึ้นครองบัลลังก์เป็นหมิงอ๋องคนใหม่ก่อนที่ชีวิต
ของซือจะจบสิ้นลง
เพื่อแก้ไขปัญหานี้จากฐานราก จั่วม่อตกลงใจว่าจะใช้วิธีการที่รวบรัด
ที่สุดและดุดันอำมหิตที่สุด
ในเมื่อครั้งนั้นซือสามารถใช้พลังอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รวบรวม
แผ่นดินแห่งความมืดให้เป็นหนึ่งเดียว ครั้งนี้มันก็จะทำเช่นเดียวกัน!
มันในปัจจุบันมีขีดความสามารถมากพอ
จั่วม่อนั่งอยู่บนหลังราชาวิหคนรกานต์กระดูกทองแดง ราชาวิหค
นรกานต์กระดูกทองแดงตนนี้สูงเท่าความสูงของคนสามคนต่อกัน ยาม
สยายปีกกว้างกว่าเจ็ดจั้ง รูปร่างใหญ่โตมโหฬารน่าเกรงขาม ราชาวิหคทั้ง
ร่างปราศจากขนนก แต่กลับมีกระดูกทองแดงเรียงเป็นแถวอย่างประณีต
บรรจง ผิวหนังหนาและแข็งแกร่งทนทานยิ่ง มีความเร็วสุดเปรียบปาน แต่
นิสัยใจคอดุร้ายเกรี้ยวกราด โดยทั่วไปแล้วมันจะยอมให้เฉพาะอันม่อ
เท่านั้นที่สามารถขึ้นนั่งบนหลังของมัน
ทว่าเมื่อจั่วม่อดีดกายขึ้นนั่งบนหลังของมัน ราชาวิหคกลับเชื่องเชื่อ
ผิดปกติ เหล่าแม่ทัพนายกองและไพร่พลในกองทัพต้องประหลาดใจไป
ตามๆ กัน
อันม่อส่งมอบสายบังเหียนออกไป แต่มันยังคงกังวลกับความ
ปลอดภัยของราชา ดังนั้นรั้งอยู่ข้างกายจั่วม่อไม่ยอมห่าง
จั่วม่อนำกระบี่ผลึกทองออกจากแหวนมิติเล่มหนึ่ง ทดลองโบกซ้าย
ป่ายขวาสองสามรอบ การเคลื่อนไหวเก้ ๆ กัง ๆ อยู่บ้าง ทำเอาอันม่อถึงกับ
หวาดวิตกเล็กน้อย
ควรทราบว่าการนำทัพออกศึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำกองทัพ
ปิศาจออกทำการสู้รบ ผิดแผกแตกต่างจากการต่อสู้ส่วนบุคคลเป็นคนละ
ทาง มันไม่อาจรู้ได้ว่าฝีมือทางด้านนี้ของราชาอยู่ในระดับใด ราชาไม่เคย
เปิดเผยมาก่อน
“เตรียมพร้อมแล้วหรือไม่?”
มันมองดูเงาหลังของจั่วม่อ เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “องค์ราชา เรา
สมควรสอบถามความเป็นมาของฝ่ายตรงข้ามหรือไม่
จั่วม่อเหลือบตามองอันม่อแวบหนึ่ง ก่อนจะหันเหสายตากลับไปยัง
เบื้องหน้า “ไม่จำเป็น!”
เมื่อเห็นสายตาของราชา อันม่อหัวใจกระตุกวูบ ดวงตาของราชาทอ
แววเย็นยะเยือกอย่างไม่คิดจะปกปิดซ่อนเร้น กระทั่งตัวมันซึ่งเป็นแม่ทัพผู้
กรำศึกนับร้อยนับพันครั้งยังรู้สึกเย็นเยียบจับใจ
จั่วม่อจ้องมองตรงไปข้างหน้า กล่าวอย่างเย็นชา “ไม่ว่าผู้ใดหาก
ขวางทางเรา พวกมันก็คือศัตรู! พระขวางฆ่าพระ! มารขวางสังหารมาร! ไม่
ว่าผู้ใดหากเป็นศัตรูของเรา พวกมันเลือกได้แค่ยอมจำนนหรือมอบชีวิต
ออกมา!”
แม้แต่อันม่อยังรู้สึกมือเท้าเย็นเฉียบ
นั่งตระหง่านอยู่บนหลังราชาวิหคนรกานต์กระดูกทองแดง จั่วม่อชู
กระบี่ผลึกทองในมือขึ้นสุดล้า กระบี่ผลึกทองเปล่งประกายเจิดจ้าบาดตา
อยู่ภายใต้แสงตะวันร้อนแรง กระบี่ประดุจธงศึกแห่งจอมราชัน
ทุกคนชูศาสตรามารในมือขึ้นอย่างพร้อมเพรียง เต็มไปด้วยความ
คึกคักแจ่มใส
เหล่าศาสตรามารแน่นขนัดดุจแนวป่า รังสีฆ่าฟันทะลักทลายขึ้นไป
ถึงชั้นฟ้า!
ฝ่ายตรงข้ามเห็นได้ชัดว่าคาดคิดไม่ถึง กองทัพราชาองค์ใหม่กระทั่ง
คำทักทายสักคำยังไม่ยอมเอ่ยออกมา กลับเปิดฉากจู่โจมพวกมันทันที ซึ่ง
ความจริงหน้าที่ที่พวกมันได้รับมอบหมาย มีเพียงให้หาทางถ่วงเวลา
กองทัพของราชาองค์ใหม่เท่านั้น
เมื่อจั่วม่อปรากฎตัวขึ้นที่ด้านหน้าขบวนทัพ ฝ่ายศัตรูบังเกิดเสียง
อุทานดังระงม คนผู้นี้ที่แท้คิดทำอะไร?
จั่วม่อใบหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก กระบี่ในมือยกสูงขึ้นอีกครั้ง
ทุกคนในกองทัพด้านหลังแทบจะยกศาสตรามารในมือของพวกมัน
ขึ้นตามสัญชาตญาณ ราชาประดุจวังวนอันเกรี้ยวกราด พลังเทพของพวก
มันถูกดูดไปรวมกันที่ราชาด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก!
ในจิตใจของพวกมันเต็มไปด้วยคามรู้สึกที่ยากจะบ่งบอกบรรยาย
ตามปกติแล้วพวกมันจะเป็นฝ่ายส่งพลังเทพออกไปเอง แต่ในเวลานี้ พวก
มันรู้สึกราวกับว่าพลังเทพของตนถูกดึงดูดออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง
นี่เป็นแรงดูดแปลกประหลาดอันพิเศษเฉพาะ บันดาลให้พวกมันส่ง
มอบพลังเทพออกไปโดยที่ไม่อาจควบคุมบังคับ
มือดีจากตำหนักคุกตะวันตกเหล่านี้มีประสบการณ์การสู้รบอย่างโชก
โชน พวกมันเห็นผิดท่าทันที หลายคนพบปัญหาอย่างรวดเร็ว พากันสีหน้า
แปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
พลังที่พวกมันแต่ละคนส่งออกไปในคราวนี้ ถึงกับมากกว่ายามปกติ
เป็นเท่าตัว!
ไม่ดีแล้ว!
พวกมันแทบจะแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ
ควรทราบว่าวิธีการสู้รบของเผ่าปิศาจแตกต่างจากเผ่าพันธุ์อื่นอีก
สองเผ่าพันธุ์ ทหารแต่ละคนในขบวนทัพจะส่งพลังของตนไปยังผู้เป็นแม่
ทัพ พลังเทพทั้งมวลจะผนึกรวมตัวอยู่ในร่างของแม่ทัพบัญชาการ จากนั้น
ผู้เป็นแม่ทัพจะปลดปล่อยพลังออกมาด้วยการโจมตี และเนื่องเพราะเป็น
การโจมตีที่รวมกำลังจากทั้งกองทัพ ท่าสังหารของกองทัพปิศาจจึงเกรี้ยว
กราดรุนแรงถึงขีดสุด
ทว่าทหารแต่ละคนจะควบคุมปริมาณเทพของพวกมันในแต่ละครั้ง
อย่างเคร่งครัด นี่เป็นจุดสำคัญที่สุดในทักษะการสู้รบของกองทัพปิศาจ
ยกตัวอย่างเช่นกองทัพที่มีไพร่พลทหารหนึ่งพันคน หากแต่ละคนส่งพลัง
เทพออกไปน้อยกว่าที่ควรเป็นสักเล็กน้อย ปริมาณพลังเทพที่แม่ทัพ
บัญชาการสามารถนำไปใช้โจมตีก็จะลดน้อยลงมาก แต่หากทุกผู้คนส่ง
พลังมากเกินไปแม้เพียงน้อยนิด อาจชักนำเภทภัยถึงชีวิตให้แก่แม่ทัพผู้
บัญชาการ เมื่อปริมาณพลังเทพที่รวบรวมมา มากเกินขีดจำกัดที่สังขาร
ร่างกายของแม่ทัพนั้นจะทานทนรับได้ แม่ทัพนั้นมีแต่หนทางตายสถาน
เดียว
กองทัพนี้ติดตามอันม่อทำศึกไปทั่วทุกทิศเป็นเวลานาน สังขาร
ร่างกายอันแกร่งกร้าวทรงพลังของอันม่อ ช่วยให้มันสามารถทานทนต่อ
พลังเทพปริมาณมหาศาลอย่างน่าตระหนก ปกติแล้วทหารในกองทัพนี้
มักจะต้องส่งมอบพลังเทพมากกว่ากองทัพทั่วไปอยู่หลายส่วน
ทว่าในครั้งนี้ พวกมันคล้ายถูกภูตร้ายสิงร่าง พลังเทพที่ส่งออกไปยัง
มากกว่าปกติถึงสองเท่า!
ปริมาณพลังเทพอันน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ ต่อให้เป็นอันม่อต้าเหริน
ยังไม่อาจทนทานรับไว้ได้!
เหล่ามือดีตำหนักคุกตะวันออกผู้ชาญศึก ยามนี้ถึงกับประหวั่นลน
ลานจนสมองขาวว่างเปล่า พวกมันคล้ายมองเห็นภาพที่ราชาแบกรับพลัง
เทพอันน่ากลัวมากเกินขีดจำกัด ร่างแตกระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ทว่าภาพที่บังเกิดขึ้นจริงยังสะท้านขวัญวิญญาณยิ่งกว่า
ภาพนี้จะประทับตราตรึงอยู่ในใจพวกมันไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ชั่ว
ชีวิตนี้เกรงว่าไม่อาจลืมเลือนจากใจ เมื่อพวกมันรำลึกความหลัง บอกเล่า
ถึงเกียรติภูมิอันรุ่งโรจน์ให้ลูกหลานได้ฟัง ภาพเหตุการณ์นี้จะยังคงทำให้
พวกมันเหม่อมองอย่างซึมเซา สั่นเทาไปทั้งร่างและริมฝีปากสั่นระริกไป
ตลอดกาล
บนหลังของราชาวิหคนรกานต์กระดูกทองแดง พลังเทพมหาศาลจน
น่าพรั่นพรึงปกคลุมอยู่รอบกายของราชา เนื่องเพราะพลังเทพเหล่านี้
หนาแน่นเข้มข้นเกินไป เงาร่างของราชาดูพร่าเลือนอย่างน่าประหลาด
แต่นั่นคล้ายเป็นเพียงภาพลวงตาฉากหนึ่ง เงาร่างที่พร่าเลือนของ
ราชากลับกลายเป็นกระจ่างชัดในทันที
กลุ่มพลังเทพที่ผนึกรวมรั้งจนแทบมีรูปลักษณ์ ไหลบ่าไปยังกระบี่ใน
มือของจั่วม่ออย่างบ้าคลั่ง
กระบี่ทองคำที่ยกขึ้นสูง เปล่งประกายสีทองเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์
ส่องสว่าง จนผู้คนไม่อาจมองเห็นรูปลักษณ์ของกระบี่ชัดตา ราชาชูดวง
อาทิตย์ในมือขึ้นสุดล้า เอวตั้งหลังตรงดั่งคันทวน ประดุจเทพเทวะทอดตา
มองโลกเบื้องล่าง
จั่วม่อใบหน้ากระด้างเย็นชาดุจสลักจากก้อนศิลา แต่ประกายตาเจิด
จ้าจนผู้คนไม่อาจจ้องมองตรง ๆ เต็มไปด้วยพลังคุกคามและความอหังการ
สุดบรรยาย
เมื่อพลังเทพถาโถมสู่กระบี่ทองคำ กระบี่พลันแปรเปลี่ยนเป็นโลหะ
เหลวกลุ่มหนึ่ง กระบี่นี้ไม่อาจทนทานต่อพลังเทพอันมหาศาลถึงเพียงนี้ได้
แต่จั่วม่อคล้ายไม่รู้สึกตัว ดวงตาจ้องตรงไปยังศัตรูที่เบื้องหน้าเขม็งนิ่ง
มือขวายังคงชูขึ้นสูง แม้ว่ากระบี่จะกลายเป็นโลหะเหลว แต่มันยังคง
อยู่ในท่วงท่าจับกระบี่โดยไม่เปลี่ยนแปลง
มันสามารถมองเห็นเค้าประหวั่นลนลานบนใบหน้าของฝ่ายตรงข้าม
ได้อย่างชัดเจน สามารถมองเห็นช่องว่างรอยโหว่ในขบวนทัพศัตรูซึ่งเกิด
จากความปั่นป่วนรวนเร สามารถมองเห็นความขลาดเขลา มองเห็นขวัญ
กำลังใจที่แตกกระเจิงของคนเหล่านั้น
แม่ทัพฝ่ายศัตรูในที่สุดค่อยมีสติแจ่มใส ใบหน้าเผือดขาวไร้สีเลือด
มารดามันเถอะ!
มันก่นด่าสาปแช่งอย่างสิ้นหวัง ข่าวสารจากทุกแหล่งล้วนบอกว่า
ราชาองค์ใหม่นั้นอ่อนแอ มันปรารถนาจะตะโกนใส่หน้าตัวบัดซบเหล่านั้น
ลองเบิกตาของเจ้าชมดูให้ชัดเจน นี่ยังเรียกว่าอ่อนแออยู่อีกหรือ
แต่มันทราบดีว่าหากไม่สามารถหยุดการโจมตีนี้ ทุกผู้คนล้วนต้องทิ้ง
ชีวิตไว้ที่นี่แล้ว!
แม่ทัพผู้นั้นแผดคำรามอย่างห้าวหาญ โถมเข้าปะทะกับกลุ่มแสงสี
ทองซึ่ง ๆ หน้า
เห็นอยู่ชัด ๆ ว่ามันกำลังจะกระแทกชนกับกลุ่มแสงสีทอง แสง
ประกายสีทองพลันระเบิดวาบต่อหน้าต่อตามัน
ไม่มีผู้ใดสามารถบ่งบอกบรรยายการโจมตีนี้ได้!
กลุ่มแสงเจิดจรัสบาดตาแตกระเบิดอย่างฉับพลัน ทุกผู้คนทันใดนั้น
รู้สึกในสายตากลับกลายเป็นสีขาวพร่างอย่างสมบูรณ์ รอจนสายตากลับมา
มองเห็นอีกครั้ง เห็นทะเลแสงสีทองผืนหนึ่งกลืนกลินขบวนทัพศัตรูลงไป
จนหมดสิ้น โลหะเหลวแปรเปลี่ยนเป็นกระสุนเรียวเล็กสีแดงเข้มนับไม่ถ้วน
แล่นผ่านทะเลแสงสีทอง ทะลุทะลวงขบวนทัพศัตรูโดยไร้ผู้ต้านติด
ทุกผู้คนถูกภาพเบื้องหน้าสะกดจนตะลึงลาน แทบไม่รู้สึกตัวว่า
ร่างกายของพวกมันกำลังสั่นเทาตามสัญชาตญาณ
ทหารศัตรูที่มีฝีมืออ่อนด้อยอยู่บ้างถูกประกายแสงสีทองบดขยี้เป็น
ผุยผงในชั่วพริบตา แสงสีทองเปี่ยมอานุภาพน่าแตกตื่นสะท้านใจ แต่สิ่งที่
น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริงกลับเป็นกระสุนเล็กเรียวสีแดงฉานเหล่านั้น
กระแสทองคำของโลหะเหลวระเบิดออกเป็นหยดโลหะขนาดเท่าเมล็ดถั่ว
นับไม่ถ้วน หยดโลหะเหล่านี้ถูกยิงออกมาจากกลุ่มแสงสีทองด้วยความเร็ว
อันน่าตระหนก ทะลุทะลวงโดยแทบไม่มีสิ่งใดขวางรั้งเอาไว้ได้ สามารถ
เจาะทะลวงร่างผู้คนหลายคนในคราวเดียว
กองทัพฝ่ายตรงข้ามคล้ายถูกกวาดทำลายอย่างหฤโหด
รอจนแสงประกายสลายหายไป ในขบวนทัพของศัตรู ผู้ที่ยังคงยืนอยู่
ได้หลงเหลือเพียงสามร้อยคน พวกมันยืนกระจัดกระจายอยู่ท่ามกลางกอง
ซากศพ แต่ละคนสีหน้าว่างเปล่า ราวกับว่าพวกมันไม่อาจเข้าใจเรื่องที่
เกิดขึ้น
ทุกผู้คนต่างบอกได้ว่าคนเหล่านี้จบสิ้นแล้ว กองทัพนี้ก็จบสิ้นไป
ด้วยกัน
สนามรบกลับกลายเป็นเงียบงันไปชั่วขณะ
ศัตรูที่โชคดีรอดชีวิตมาได้ ยังไม่อาจฟื้นคืนสติสัมปชัญญะจากการ
โจมตีเมื่อครู่ ส่วนเหล่ามือดีของตำหนักคุกตะวันตกที่ด้านหลังจั่วม่อ ถูก
การโจมตีอันน่าแตกตื่นนี้สะกดจนตกตะลึงพรึงเพริด
“อันม่อ!”
สุ้มเสียงเย็นชาทำลายความเงียบสงัดของสนามรบ
อันม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง สติสัมปชัญญะกลับสู่ร่างทันที ใบหน้ายังเต็ม
ไปด้วยร่องรอยไม่อยากเชื่อ หากก่อนหน้านี้มันจงรักภักดีต่อจั่วม่อ เพียง
เพราะว่าเป็นหน้าที่ของมันที่จะจงรักภักดีต่อราชา ในยามนี้มันก็ยอม
ศิโรราบต่อจั่วม่ออย่างสมบูรณ์แล้ว
มันหันไปค้อมกายคารวะต่อคนบนหลังราชาวิหคนรกานต์กระดูก
ทองแดง ตอบรับเสียงสั่นสะท้านเล็กน้อย “ผู้น้อยอยู่!”
“ให้เวลาเจ้าชั่วสิบห้าลมหายใจเข้าออก เก็บกวาดสนามรบให้
เรียบร้อย!”
สุ้มเสียงของจั่วม่อหนักแน่นเฉียบขาด ชนิดที่ไม่อนุญาตให้ผู้ใดปฏิเสธ
อันม่อปราศจากความไม่พอใจใด ๆ รีบรับคำโดยไม่ลังเล “ขอรับ!”
มันหมุนตัวกลับ เลือกทหารออกมาหลายสิบคน บุกเข่นฆ่าเข้าไปใน
ขบวนทัพข้าศึกที่ยังหลงเหลือ รอจนพวกมันมาถึงเบื้องหน้าศัตรู
ผู้รอดชีวิตเหล่านั้นกลับไม่รับรู้ว่าเงามัจจุราชได้กรายมาถึงศีรษะ พวกมัน
ยังคงยืนนิ่งขึงตะลึงลานดุจคนไร้วิญญาณ
อันม่อบังเกิดความเย็นเยียบจับใจ มันทราบว่าการโจมตีของราชาเมื่อ
ครู่นี้ทำลายจิตวิญญาณของคนเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง แม้ว่าจะปล่อยให้คน
เหล่านี้มีชีวิตรอดจากไป พวกมันก็จะไม่มีวันย่างเท้าเข้าสู่สนามรบอีก
ตลอดกาล
แต่จะอย่างไรมันไม่ได้มือไม้อ่อนแม้แต่น้อย
นี่ก็คือราชาที่พวกมันเฝ้ารอคอย!
มันในที่สุดก็ได้เป็นประจักษ์พยานในการถือกำเนิดของราชาปิศาจ
องค์ใหม่!
เพียงการโจมตีสุดแกร่งกร้าวอหังการหนึ่งกระบวนท่า ทำให้ทุกผู้คน
ยอมศิโรราบอย่างสมบูรณ์ ท่าสังหารอันร้ายกาจนัก! นี่ก็คือราชา! ต่อหน้า
การโจมตีนี้ ต่อให้เป็นพวกมันเองยังได้แต่งอมือรอรับความตาย
มันยอมรับนับถือจากก้นบึ้งของหัวใจ ทันใดนั้นพลันรู้สึกว่าการที่
สามารถเข้าร่วมศึกใหญ่เพื่อขึ้นเป็นราชาแห่งความมืดครั้งนี้ นับเป็นโชค
วาสนาและเกียรติยศชั่วชีวิตของมัน
เหลียงเวยอ้าปากค้าง อึกอักอยู่ครึ่งค่อนวันยังไม่อาจเอ่ยวาจาแม้สัก
ครึ่งคำ ใบหน้าปราศจากสีเลือดโดยสิ้นเชิง สองมือกำเป็นหมัดแน่น ไม่ได้
รู้สึกตัวเลยว่าเล็บของมันกำลังจิกลึกเข้าไปในเนื้อ
แม้ว่าฉากหน้ามันอ่อนน้อมถ่อมตน แต่แท้จริงแล้วในใจยังคงทระนง
ถือดี เป็นความถือดีที่มาจากความแข็งแกร่งของตน ฝีมือของมันในยามนี้
เทียบได้กับยอดแม่ทัพบัญชาการศึก ไม่ว่าต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นไร
มันจะไม่มีวันงอมืองอเท้าอับจนปัญญา นี่คือที่มาของความเชื่อมั่นที่
กลายเป็นทระนงถือดีของมัน
ทว่าการโจมตีหนึ่งกระบวนท่าของจั่วม่อ ยังส่งผลกระทบต่อมันยิ่ง
กว่าผู้ใดทั้งหมด หากไม่นับฝ่ายศัตรู เหลียงเวยอาจเป็นผู้ที่ได้รับความตื่น
ตกใจมากที่สุด
มันพบว่าไม่ว่ามันจะใช้กลยุทธ์อันใด ก็ไม่อาจต้านทานการโจมตีที่น่า
แตกตื่นสะท้านโลกนี้ได้
ต่อหน้าพลังทำลายล้างอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แผนอุบายอันใด พิชัย
ยุทธ์อันใดล้วนสูญเปล่าทั้งสิ้น ข้อสรุปนี้ทำลายความเชื่อมั่นของมันอย่าง
รุนแรง
จะเป็นไปได้อย่างไร… …
ในโลกไฉนเลยจะมีการโจมตีที่ไร้เหตุผลถึงเพียงนี้ได้?
มิผิด ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง!
ไม่ว่าท่านจะตอบโต้อย่างไร ไม่ว่าท่านจะใช้กระบวนทัพค่ายกลอันใด
ไม่ว่าท่านมีฝีมืออันใด ฝ่ายตรงข้ามเพียงแค่ต้องโจมตีหนึ่งกระบวนท่า
เท่านั้น!
ความรู้สึกสิ้นหวังที่ไม่เคยมีมาก่อน แผ่ซ่านขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจมัน
เหลียงเวยบนใบหน้าทอแววขมขื่น
แม้ว่าจั่วม่อเคยใช้พลังฝีมือด่านเทพยุทธ์ช่วยเหลือพวกมันออกมา
แต่กระบวนการช่วยเหลือครั้งนั้นไม่มีสิ่งใดน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่อาจเทียบได้
กับท่าสังหารที่เพิ่งบังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกมันนี้
เว่ยตั้งสติทันควัน มันสังเกตเห็นรอยยิ้มเจื่อนขมของเหลียงเวย อด
กล่าวเตือนไม่ได้ “ครั้งนี้ความเชื่อมันของเหลียงเวยคล้ายได้รับความ
กระทบกระเทือนอย่างรุนแรง”
การโจมตีที่เข้าขั้นไร้เหตุผลของจั่วม่อ แทบจะล้มล้างระบบการทำศึก
ที่เหลียงเวยศึกษามาชั่วชีวิตจนหมดสิ้น ความกระทบกระเทือนที่มันได้รับ
ยากจะหาผู้ใดเทียบเทียมได้
สนามรบถูกสะสางอย่างรวดเร็ว ด้วยความแข็งแกร่งของอันม่อ ใช้ให้
มันไปจัดการกับทหารพ่ายศึกเหล่านี้ ไม่ต่างจากใช้มีดฆ่าโคไปฆ่าไก่
บนสนามรบอันกว้างใหญ่ ไม่หลงเหลือศัตรูรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว
ทุกผู้คนหันไปมองจั่วม่อด้วยสายตาร้อนเร่า ไม่มีสิ่งใดทรงอานุภาพ
เท่ากับความเป็นจริงที่เห็นอยู่เบื้องหน้าพวกมันอีกแล้ว เริ่มจากศึกนี้ ทุก