สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 876 ผู้มีพระคุณ
หากมิใช่ใบหน้าอันคุ้นเคยนั้น จั่วม่อคงไม่อาจจำซือได้เป็นแน่ เมื่อ
ตอนที่พวกมันแยกจากกัน ร่างกายของซือคล้ายแบ่งออกเป็นสองส่วน
ฟากหนึ่งเต็มไปด้วยสีสันหลากหลาย แต่ในยามนี้ร่างของซือกลับ
กลายเป็นคล้ายผลึกหยก ปลดปล่อยคลื่นพลังอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ
ออกมาตลอดเวลา มีเพียงใบหน้าแห้งเหี่ยวนั้นที่ยังคงคุ้นตาเหมือน
สมัยก่อน
ซือคล้ายมีพลังมากกว่าเดิม
แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด จั่วม่อกลับบังเกิดลางสังหรณ์อัปมงคล ควร
ทราบว่าคนผู้หนึ่งยิ่งมีพลังฝีมือลึกล้ามากเท่าใด ยิ่งสามารถควบคุมและ
ซุกงำพลังของตนได้มากเท่านั้น พวกมันจะไม่ปล่อยให้พลังของตนรั่วไหล
ออกมาภายนอกได้โดยง่าย ซือในยามนี้ดูคล้ายเปลวไฟที่ลุกไหม้อย่าง
รุนแรง แม้ร้อนแรงสว่างไสวบาดตา แต่บันดาลให้จั่วม่อเกิดความรู้สึกว่า
สภาพเช่นนี้ไม่อาจคงอยู่ได้นาน
และเมื่อสายตาของจั่วม่อมองผ่านช่วงขาของซือโดยไม่ได้ตั้งใจ ต้อง
นิ่งขึงตะลึงลาน นับตั้งแต่ช่วงเข่าของซือลงไปกลับไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่
อีกแล้ว
จั่วม่อนิ่งงันไปนาน ก่อนจะเอ่ยถามตะกุกตะกัก “ซือ ร่างกายของ
ท่าน… …”
ในใจของจั่วม่อ ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ซือทำไม่ได้ ไม่มีผู้ใดแข็งแกร่งไป
กว่าซืออีกแล้ว กระทั่งผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเทียนหวนยังไม่อาจเทียบชั้น
กับซือได้ สุดยอดฝีมือใต้หล้าไร้เทียมทานผู้นี้ จะมีสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร
กัน
ซือมองดูจั่วม่อ จากนั้นแย้มยิ้มจาง ๆ บันดาลให้ใบหน้าสีขาวอมเทาดู
แปลกประหลาดและน่ากลัวอยู่บ้าง “ข้าอยู่มานานพอแล้ว”
“แต่ว่า… …”
จั่วม่อขยับปาก แต่กลับไม่ทราบว่าจะเอ่ยคำใดออกมา ทันใดนั้นมัน
ตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่ง หลังจากใช้เวลากว่าหมื่นปีอยู่ในสนามรบปิด
ผนึกล้างเผ่าพันธุ์ ชีวิตของซือใช่ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้วหรือไม่
นับตั้งแต่พวกมันพบกันครั้งแรกในสนามรบปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์
นับเป็นเวลากว่าสิบปีมาแล้ว เมล็ดผลึกสุริยันที่ซือมอบให้แก่มัน ใน
ภายหลังได้ช่วยชีวิตมันไว้นับครั้งไม่ถ้วน ทั้งยังเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้พลัง
ฝึกปรือของมันบรรลุถึงระดับชั้นเทพยุทธ์เหมือนเช่นทุกวันนี้
มันยังจดจำได้ดี เมื่อยามที่อำลาจากกัน ซือเคยบอกว่าจะไปตามหา
บ้านเกิดเมืองนอนของตน
ราวกับว่ามองเห็นความเจ็บปวดในใจของจั่วม่อ ซือดวงตาทอแวว
นุ่มนวล กล่าวด้วยรอยยิ้มจาง ๆ “ต่อให้เป็นสุดยอดฝีมือที่เข้มแข็งที่สุด ยัง
ไม่อาจต่อต้านฝีเท้าของกาลเวลา ข้ามีอายุยืนยาวกว่าเหล่าคนในยุคสมัย
ของข้ามาก ไม่มีสิ่งใดที่ข้าไม่พอใจ เจ้าไม่จำเป็นต้องโศกเศร้าเพื่อข้า”
จั่วม่อนิ่งเงียบงัน ชั่วอึดใจให้หลัง ค่อยเงยหน้าขึ้น “ซือ ท่านเสาะหา
พบบ้านเกิดเมืองนอนของท่านหรือไม่?”
“ที่นี่ก็คือบ้านเกิดเมืองนอนของข้า” ซือกลั้นหัวร่อ
จั่วม่องงงันวูบ “อา ที่แท้ที่นี่ก็คือบ้านเกิดเมืองนอนของท่านหรอกรึ?”
?”
?”
?”
ประโยคสุดท้ายพอกล่าวจากปาก ซือขมวดคิ้วนิ่วหน้า “โลกยุคนี้มี
ผู้ใดฝีมือกล้าแข็งถึงเพียงนี้?”
จั่วม่อบอกเล่าเรื่องราวของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเทียนหวนโดยละเอียด
ซือนิ่งรับฟัง สุดท้ายพยักหน้าพลางกล่าว “เช่นนั้นก็ไม่น่าแปลกใจเลย เจ้า
นับว่าโชคดีมากแล้ว ไม่ต้องวิตก สถานที่นี้เหมาะสำหรับรักษาอาการ
บาดเจ็บ ข้าเห็นว่าเจ้าสามารถเข้าใจเรื่องนี้บ้างแล้ว ความหมายที่แท้จริง
ของความมืดไม่ใช่ความตาย แต่เป็นชีวิต นี่ก็คือเคล็ดวิชาเทพที่ข้าเคย
ฝึกปรือในอดีต เมื่อสืบทอดถึงมือข้า เคล็ดวิชาก็ถูกขัดเกลาจนสมบูรณ์
พร้อมกว่าเดิม เจ้าลองชมดูเอาเถอะ มันจะมีส่วนช่วยในการรักษาอาการ
บาดเจ็บของเจ้า แต่ไม่จำเป็นต้องฝึกปรือ พลังเทพความมืดขัดแย้งกับ
พลังเทพสุริยันของเจ้า”
จากนั้นมันกวาดตามองโลงไม้วิเศษทั้งห้า กล่าวว่า “โชควาสนาของ
เจ้านับว่าไม่เลวเลยจริง ๆ กระทั่งต้นไม้เทพหมื่นชีวิตยังเสาะหามาได้! ข้า
สามารถช่วยเจ้าปลุกพวกมันให้ฟื้นตื่นขึ้นมา”
“เป็นความจริง?”
?”
ซือดวงตาทอประกายร้อนระอุ แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มจาง ๆ จากนั้นสี
หน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง “เช่นนั้นเจ้าต้องรับปากข้าเรื่องหนึ่ง”
“ขอเพียงข้าสามารถกระทำได้ ไม่ว่าเรื่องใดล้วนไม่ขอบ่ายเบี่ยง!” จั่ว
ม่อตบอกแรง ๆ ซึ่งความจริงต่อให้ซือไม่สามารถช่วยเหลือมัน แต่เป็นฝ่าย
ต้องการความช่วยเหลือ มันก็จะไม่ขมวดคิ้วนิ่วหน้าแม้แต่น้อย
ซือกล่าวว่า “รอให้อาการบาดเจ็บของเจ้าทุเลาหายดี เจ้าจะกลับเป็น
เทพยุทธ์ที่แท้จริง แม้ว่าเจ้าเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ด่านเทพยุทธ์ แต่ก็นับว่าพอจะ
มีคุณสมบัติในฐานะผู้สืบทอดตำแหน่งของข้าอย่างฉิวเฉียด”
“อา!” จั่วม่อตะลึงลาน ชั่วอึดใจให้หลังค่อยถามว่า “ท่านหมายถึง
หมิงอ๋อง?”
“มิผิด” ซือพยักหน้าพลางกล่าว “ข้าสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงกำลังไปไม่
น้อยกว่าจะรวบรวมพวกมันให้เป็นหนึ่งเดียว ไม่ต้องการให้พวกมัน
แตกแยกกันหลังจากที่ข้าลาโลกไปแล้ว”
พอกล่าวจบคำ ซือมองดูจั่วม่อคล้ายยิ้มไม่เชิงยิ้ม “เป็นไร คราวนี้เจ้า
ทำกำไรก้อนโตทีเดียว อาศัยม่ออวิ๋นไห่และดินแดนแห่งความมืด เจ้านับว่า
มีทุนรอนมากพอที่จะครองแผ่นดิน”
จั่วม่อเกาศีรษะแกรก ๆ “ตามเหตุผลแล้วข้าได้กำไรก้อนโตจริง ๆ แต่
ไฉนเป็นข้า?”
“ทำไมต้องเป็นเจ้า?”
จั่วม่อสติแจ่มใสทันที กล่าวอย่างเหลือเชื่ออยู่บ้าง “ที่ภายนอก วัง
รัตติกาลตะวันออกและผู้พิทักษ์สุสานหยินกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดเลือด
พล่าน หรือว่าท่านจะเอาแต่นั่งนิ่งเฉยดูดายเช่นนี้?”
“ไม่มีความสงบสุขชนิดใดเกิดขึ้นได้โดยไม่เคยลิ้มรสความทุกข์ยาก
เจ็บปวด” ซือกล่าวอย่างเยือกเย็น จับจ้องมองตาจั่วม่อ “ข้าได้เตรียมการ
เอาไว้แล้ว”
จั่วม่อกระจ่างใจทันที “ที่แท้เป็นเช่นนี้ นี่เป็นการจัดฉากของท่าน
ท่านเพียงต้องการชมดูว่าผู้ใดจะกระโดดออกมา ใช่หรือไม่?”
ซือเพียงแย้มยิ้มไม่ตอบคำ กล่าวว่า “รักษาตัวเสียก่อน รอจนเจ้า
ทุเลาหายดี เจ้าอาจต้องปรากฏตัว”
“เข้าใจแล้ว” จั่วม่อก็คิดเห็นเช่นเดียวกัน มีแต่รอให้มันทุเลาหายดี
อย่างสมบูรณ์ จึงสามารถช่วยเหลือซือได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ
อันที่จริงมีอีกหลายสิ่งที่มันอยากกล่าว แต่ไม่ได้กล่าวออกมา ขาของ
ซือตั้งแต่ช่วงหัวเข่าลงไปค่อยๆ สลายหายไป ราวกับว่ามีปากที่มองไม่เห็น
ค่อย ๆ กลืนกินร่างกายของซืออย่างช้า ๆ จั่วม่อทราบแน่แก่ใจ ชีวิตของซือ
ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้วจริง ๆ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
ต่อหน้าการทำลายล้างสมบูรณ์แบบที่ไม่อาจแก้ไขกลับกลายชนิดนี้
กระทั่งจั่วม่อผู้มีพลังฝึกปรือด่านเทพยุทธ์ยังรู้สึกหวาดกลัวจับใจ
จั่วม่อในใจปวดร้าวยิ่ง
มันแม้ทราบแน่แก่ใจ ต่อให้เป็นยอดยุทธ์ที่แข็งแกร่งไร้เทียมทาน
เพียงใด วันหนึ่งยังต้องลาโลกไป มันแม้ล่วงรู้ว่าซือมีชีวิตอยู่มานานนับ
หมื่นปี ปราศจากความห่วงหาอาวรณ์ต่อชีวิตอีก มีแต่ความสงบเป็นสุข
พบเห็นโลกมามากพอแล้ว
แต่เหตุใดมันยังคงเศร้าเสียใจ?
?
?
มันใช่ยังมีความปรารถนาที่ยังไม่สำเร็จลุล่วงหรือไม่?
จั่วม่อไม่อาจทราบได้ แต่มันสามารถสัมผัสได้ชัดเจน ซือมีความรู้สึก
ลึกล้าอย่างสุดที่จะพรรณนาได้ต่อดินแดนแห่งนี้
บ้านเกิดเมืองนอน?
จั่วม่อครุ่นคิดอย่างเงียบงัน คำเหล่านี้ไม่คุ้นเคยสำหรับมัน
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร มันจะทุ่มเทเรี่ยวแรงกำลังทั้งหมดที่มี ช่วยให้
ความปรารถนาสุดท้ายของซือสำเร็จลุล่วงให้จงได้
ซือเริ่มชี้แนะเคล็ดความสำคัญในการสร้างชีวิตจากความตายให้แก่
จั่วม่อ จั่วม่อรับฟังอย่างระมัดระวัง หลังจากนั้นไม่นาน จั่วม่อรู้สึกว่ามัน
ได้รับประโยชน์นับอเนกอนันต์ ระดับฝีมือทางด้านนี้ของซือเหนือล้ากว่า
จั่วม่อมาก ทุกถ้อยคำจี้ถึงหลักใหญ่ใจความ จั่วม่อรับฟังอย่างเคลิบเคลิ้ม
งมงาย
ซืออรรถาธิบายตลอดสามวันเต็ม
ในช่วงสามวันมานี้ รัศมีประกายของซือยิ่งสว่างไสวเจิดจรัส พลัง
สภาวะกล้าแข็งขึ้นทุกขณะ มันราวกับเปลวไฟโชติช่วงที่ไม่อาจมองดูตรง
ๆ
ทว่าช่วงเข่าของซือสลายหายไปแล้ว
จั่วม่อฝืนระงับความเศร้าโศก เพียรพยายามรักษาอาการบาดเจ็บ
ของตนอย่างคร่าเคร่ง
บ่อพลังงานความตายในตาน้าแห่งความตาย หลังจากผ่านกาลเวลา
นับอสงไขย มันสะสมหยดน้าพลังงานความตายบริสุทธิ์อย่างเปี่ยมล้น
สมบูรณ์ ภายใต้การชี้แนะของซือ จั่วม่อค้นพบกุญแจสำคัญอย่างรวดเร็ว
ในไม่ช้ามันก็พบว่าพลังชีวิตที่ก่อเกิดจากหยดน้าในบ่อพลังงานความตาย
เหล่านี้ ยังบริสุทธิ์สมบูรณ์กว่าพลังชีวิตจากไม้แกร่งวิญญาณหยินรัตติกาล
เสียอีก
อาการบาดเจ็บของมันทุเลาลงอย่างรวดเร็ว
?” ซือจู่ ๆ ก็ถามหุ่นเชิดทรายอย่างกะทันหัน
หุ่นเชิดทรายส่งเสียงคล้ายคำราม “ไม่กลัว”
“หากข้าตาย เจ้าก็จะตายด้วย” ซือกล่าว
“ตายก็ตายเถอะ” หุ่นเชิดทรายกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“วัวเหล็ก เจ้าติดตามข้ามานานเท่าใดแล้ว?” ซือเบือนหน้ามาถาม
วัวเหล็กเอียงคอขบคิดอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะกล่าวว่า “หนึ่งหมื่นสอง
พันสี่สิบสองปี”
“หมื่นกว่าปีแล้ว เวลาช่างผ่านไปเร็วนัก” ซือคร่าครวญ จากนั้นพลัน
กล่าวว่า “หากข้าบอกให้พวกเจ้าทั้งหมดมีชีวิตอยู่ต่อไปเล่า?”
สายตาเกรี้ยวกราดห้าคู่จ้องเขม็งมาที่มันอย่างฉับพลัน อุณภูมิภายใน
ห้องโถงลดฮวบฮาบลงทันที ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน
ซือแผดเสียงหัวร่อดังกระหึ่ม “ประเสริฐ พวกเจ้าหากยังมีชีวิตอยู่
ต่อไป เกรงว่าคงรู้สึกเบื่อหน่ายรำคาญเต็มทน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็มาร่วม
กระทำการเรื่องสุดท้ายกับข้าเถอะ”
รังสีฆ่าฟันเลือนหายไปทันที
“มันมาแล้ว” ทันใดนั้นหมอกดำกล่าวขึ้น
“ให้มันเข้ามา” ซือกล่าวอย่างเย็นชา ชั่วพริบตานี้มันกลับกลายเป็น
หมิงอ๋องผู้สยบใต้หล้าไว้ใต้ฝ่าเท้า
ผู้มาพอพบเห็นซือบนบัลลังก์ ทั้งปิติยินดี ทั้งลิงโลด รีบคุกเข่าลงกับ
พื้น “องค์ราชา!”
สุ้มเสียงของมันคล้ายสำลัก เต็มไปด้วยความตื่นเต้น “ประเสริฐ!
ประเสริฐยิ่ง! องค์ราชา! องค์ราชาไม่ได้เป็นอะไร! ท่านยังคงสบายดี!”
“ลุกขึ้น” ซือกล่าวอย่างเยือกเย็น
มันมองดูบุรุษร่างใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า บุรุษร่างใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอย
สักผู้นี้คือหนึ่งในสี่จ้าวรัตติกาล อันม่อ ผู้ปกครองตำหนักคุกตะวันตก
“อันม่อ คราครั้งนี้ลำบากเจ้ามากแล้ว” ซือกล่าวเสียงราบเรียบ
“บริวารไม่ลำบากอันใด” อันม่อสั่นศีรษะ จากนั้นกล่าวอย่างวิตก
กังวล “องค์ราชา วังรัตติกาลตะวันออกกับผู้พิทักษ์สุสานหยินเปิดศึกรบรา
ฆ่าฟันอย่างรุนแรง ทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บล้มตายนับไม่ถ้วน ใช่สมควรสอด
มือเข้าไปหรือไม่?”
มันขณะที่กล่าววาจาเหล่านี้ ดวงตาเจิดจ้าเปี่ยมพลัง ไม่มีทีท่าว่าจะ
ได้รับบาดเจ็บจากการฝึกฝีมือผิดแนวทางเช่นดังคำร่าลือแม้แต่น้อย
“จิตใจทะเยอทะยานของเจียม่าน ข้าล่วงรู้มานานแล้ว” ซือกล่าว
เสียงเย็นชา “โหยวเจ๋ออยู่ในการคาดการณ์ของข้า แต่ไห่ซินปิงกลับทำให้
ข้าผิดหวังนัก”
อันม่อรู้สึกความเย็นสายหนึ่งแผ่ซ่านขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ มันทราบว่า
นี่เท่ากับราชาประกาศโทษตายให้แก่เจียม่านและไห่ซินปิงแล้ว ตราบใดที่
ราชายังคงอยู่ ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะราชาได้ แม้ว่าสี่จ้าวรัตติกาลจะ
ผนึกกำลังกันก็ตาม
“องค์ราชาโปรดสั่งการ! ตำหนักคุกตะวันตกต่อให้หลับตานอน ยังคง
นอนหนุนอาวุธอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สามารถเคลื่อนทัพได้ทุกเมื่อ” อันม่อขัน
อาสาเสียงดังฟังชัด
“ไม่ต้องรีบร้อน รออีกสักหลายวันเถอะ เจ้าจะได้พบกับหมิงอ๋องคน
ใหม่” ซือไม่หวั่นไหวคล้อยตาม เพียงจ้องมองอันม่อ “ข้าหวังว่าเจ้าจะช่วย
สนับสนุนผู้สืบทอดของข้า เช่นเดียวกันกับที่เจ้าช่วยสนับสนุนข้ามาโดย
ตลอด”
อันม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง โพล่งออกมาอย่างตื่นตระหนก “หมิงอ๋องคน
ใหม่?”
จั่วม่อค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตากระจ่างจ้าดุจดวงดาราทอประกายปิติ
ยินดี
ในที่สุดก็ทุเลาหายดี!
ความรู้สึกของพลังอันเปี่ยมล้นช่างชวนให้ผู้คนเคลิบเคลิ้มมึนเมานัก
กึ่งคุ้นเคย กึ่งแปลกใหม่ สิบปี! ยาวนานถึงสิบปีเต็ม! มันในที่สุดก็ฟื้นฟูพลัง
ของตนกลับคืนมา! มิหน้าซ้ายังเป็นระดับพลังที่ไม่เคยมีมาก่อน!
ความเชื่อมั่นอัดแน่นอยู่ในทุกส่วนของร่างกายจั่วม่อ สารพันปัญหา
และความทุกข์ยากลำบากทั้งหมด กลับกลายเป็นเล็กกระจ้อยร่อยใน
สายตามัน
พลัง!
นี่ก็คือพลังอำนาจ!
จั่วม่อกู่คำรามไปถึงชั้นฟ้า สิบปีแห่งการต่อสู้ดิ้นรน สิบปีแห่งความ
ทุกข์ยากลำบาก สิบปีแห่งการเดินไต่ไปบนพื้นผิวน้าแข็งบาง ๆ ล้วน
ระบายออกมาผ่านเสียงกู่คำรามสะท้านฟ้านี้
จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงกู่คำรามของจั่วม่อ เหล่าเจ้าตัวเล็กและซือพากัน
ผลุนผลันเข้ามาอย่างพร้อมหน้า
“พี่ใหญ่ ท่าน… …ท่านหายดีแล้ว?”
ซือมองดูกลุ่มคนที่กำลังลิงโลดยินดีอย่างยิ้มแย้ม ตัดสินใจไม่เข้าไป
ขัดจังหวะพวกมันตอนนี้
เนิ่นนานให้หลัง จั่วม่อและเหล่าเจ้าตัวเล็กในที่สุดค่อยสงบลง จั่วม่อ
เพิ่งสังเกตเห็นซือที่ยืนรอเงียบ ๆ อยู่ด้านข้าง กล่าวอย่างขวยเขินอยู่บ้าง
“ข้าเสียกิริยาไปแล้ว! ขออภัยด้วย!”
“ไม่ต้องใส่ใจ ความรู้สึกเช่นนี้ไม่เลวเลยใช่หรือไม่” ซือแย้มยิ้ม ดวงตา
ทอแววหวนรำลึก ความทรงจำเมื่อนานมาแล้วที่มันเกือบจะลืมเลือนไปผุด
ขึ้นในใจ ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยเหล่านี้ทำให้มันเผลอใจลอยไปบ้าง
หรือว่าคนเมื่อถึงคราวใกล้ตาย จะกลับกลายเป็นอารมณ์อ่อนไหว
กว่าเดิม?
ซือหัวร่อเยาะหยันตัวเองอยู่ในใจ จากนั้นกลับคืนสู่ความสงบเยือก
เย็นเหมือนเช่นปกติ “มาเถอะ ข้ามีเรื่องต้องบอกเจ้า”
“ทราบแล้ว!” จั่วม่อผุดลุกขึ้นทันควัน มันทราบดีว่าสำหรับซือในยาม
นี้ เวลาทุกวินาทีมีค่าอย่างที่สุด
จั่วม่อติดตามซือมาถึงห้องโถงใหญ่ มันพบเห็นอันม่อ เห็นกระทั่ง
ร่องรอยตื่นตะลึงสุดระงับในดวงตาของอีกฝ่าย
“ไปนั่งตรงนั้น” ซือชี้ไปยังบัลลังก์ที่ด้านบน พลางหันมากล่าวกับ
จั่วม่อ
“ทราบแล้ว!” จั่วม่อทั้งไม่ปฏิเสธ ทั้งไม่ถามหาเหตุผล มันเดินไปยัง
บัลลังก์ หมุนตัวนั่งลงอย่างปลอดโปร่ง
“นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เจ้ามิเพียงเป็นราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่เท่านั้น
แต่ยังเป็นราชันแห่งดินแดนแห่งความมืดด้วย!” สุ้มเสียงของซือสงบราบ
เรียบ แต่แฝงเร้นไปด้วยพลังอำนาจที่ไม่อาจบ่งบอกบรรยายชนิดหนึ่ง
อันม่อปากอ้าตาค้าง สีหน้าทอแววเหลือเชื่อ เมื่อแรกพบเห็นจั่วม่อ
มันก็คาดไว้แล้วว่าบุรุษหนุ่มผมขาวผู้นี้ก็คือผู้สืบทอดบัลลังก์ซึ่งองค์ราชา
เลือกมา มิหนำซ้าเมื่อเห็นผมสีขาวราวหิมะของจั่วม่อ มันก็นึกถึง
ปรมาจารย์ผมขาวซึ่งกำลังเป็นที่กล่าวขวัญกันอยู่ในตอนนี้
แต่เรื่องเหล่านี้ยังไม่ถึงกับทำให้มันต้องตื่นตะลึงจนอ้าปากค้าง สิ่งที่
ชวนให้อกสั่นขวัญแขวนที่สุด กลับเป็นประโยคขององค์ราชาต่างหาก
ราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่!
บุรุษหนุ่มผมขาวผู้นี้กลับเป็นราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่! เช่นนั้นมันก็คือ
จั่วม่อ!
มันยังมีชีวิตอยู่! มันกลับมาแล้ว!
ความคิดมากมายนับไม่ถ้วนหมุนผ่านในใจอันม่อ คนนิ่งขึงตะลึงลาน
ไป
ซือคล้ายไม่สังเกตเห็นอาการเสียกิริยาของอันม่อ สุ้มเสียงยังคงสงบ
ราบเรียบดุจเดิม “อันม่อ นับตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าจะรับใช้ราชาองค์ใหม่”
อันม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง รู้สึกตัวทันที มันยังฟังออกว่าองค์ราชากำลัง
สั่งเสียเรื่องหลัง ในใจเต็มไปด้วยความโศกศัลย์รันทดที่ไม่อาจบรรยาย
ออกมาเป็นถ้อยคำ มันจ้องมองซืออย่างเคร่งขรึมจริงจัง กล่าวว่า “คำ
บัญชาของพระองค์คือภารกิจชั่วชีวิตของข้า!”
จากนั้นมันหันไปค้อมกายคารวะจั่วม่อจนจรดพื้น “บริวารอันม่อ ขอ
น้อมพบองค์ราชา!”
มันไม่ล่วงรู้เรื่องราวเกี่ยวกับจั่วม่อมากนัก ซึ่งส่วนใหญ่แทบกลายเป็น
ตำนานของคนรุ่นหลัง แต่ในเมื่อองค์ราชาทรงเลือกจั่วม่อ เช่นนั้นจั่วม่อก็
คือผู้ที่เหมาะสมที่สุดอย่างไร้ข้อกังขา
จั่วม่อยิ้มให้แก่อันม่อ “ไม่จำเป็นต้องเรียกข้าว่าราชา เจ้าสามารถ
เรียกหาข้าเป็นจั่วม่อ”
จั่วม่อท่วงท่าปลอดโปร่งผ่อนคลาย ไม่มีทีท่าหวาดวิตกแม้แต่น้อย
อันม่อไม่เห็นแม้กระทั่งเค้าความปิติยินดีจากใบหน้าของราชาองค์ใหม่ คน
ผู้นี้ยอมรับบัลลังก์ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เป็นสิ่งที่สมควรเป็นของ
มันอยู่แล้ว อันม่อจู่ ๆ ก็บังเกิดความเชื่อมั่นต่อการเลือกเฟ้นขององค์ราชา
มากขึ้นกว่าเดิม
“ครั้งนั้นข้าหวังจะรวบรวมดินแดนแห่งความมืดให้เป็นปึกแผ่น
โดยเร็วที่สุด ดังนั้นหลงเหลือสี่จ้าวรัตติกาลเอาไว้ ให้พวกมันปกครองคน
ละส่วน แต่ดูจากยามนี้ ดูเหมือนว่าข้าจะตัดสินใจผิดพลาดไปเสียแล้ว” ซื
อไม่หลีกเลี่ยงความผิดพลาดในอดีต เอ่ยปากยอมรับแต่โดยดี “เจียม่าน
และไห่ซินปิงจะต้องก่อกบฏอย่างแน่นอน โหยวเจ๋อก็ไม่อาจพึ่งพาได้
อย่างไรก็ตาม ข้าได้เตรียมการเอาไว้แล้ว เจ้าไม่ต้องกังวลมากเกินไป”
จั่วม่อรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่เอ่ยขัดกลางคัน
“ข้าได้แจ้งต่อทั่วทั้งดินแดนแห่งความมืดว่าราชาองค์ใหม่กำลังจะขึ้น
ครองบัลลังก์ ผู้นำของขุมกำลังทุกฝ่ายจะไปยังวังหมิงอ๋องเพื่อพบกับเจ้า”
“ไปเตรียมตัวเถอะ เมื่อพร้อมแล้วให้จากไปทันที” จากนั้นซือพลัน
กล่าวว่า “ทิ้งห้าคนนั้นไว้ที่นี่ ข้าจะช่วยให้พวกมันฟื้นขึ้นมา นี่เป็นสิ่ง
สุดท้ายที่ข้าพอจะช่วยเหลือเจ้าได้ อ้อ ข้าแม้ไม่มีฝีมือหลอมสร้าง แต่เจ้า
ทิ้งหัวใจมังกรกับลูกไฟวิญญาณไว้ที่นี่เถอะ ข้าจะจัดการกับพวกมันเอง”
จั่วม่อจู่ ๆ รู้สึกว่ามันกำลังจะร่าไห้
นี่ใช่ความรู้สึกเศร้าเสียดายที่ผู้เข้มแข็งแห่งยุคผู้หนึ่งกำลังจะลาโลก
ไปหรือไม่ หรือเป็นความหวนหาอาวรณ์ที่มีต่อญาติผู้ใหญ่ผู้กำลังจะ
ล่วงลับ?
?
มันเงยหน้าขึ้น พยายามเค้นรอยยิ้มออกมาอย่างเต็มฝืน สุ้มเสียงขรึม
เคร่งสำรวมราวกับกำลังสัตย์สาบาน “ข้าปฏิบัติต่อม่ออวิ๋นไห่เช่นไร ก็จะ
ปฏิบัติต่อดินแดนแห่งความมืดเช่นเดียวกัน!”
ซือยิ้มละไม กล่าวอย่างอ่อนโยนเป็นประโยคสุดท้าย “ไปเถอะ”
อย่าได้เห็นว่าหนานเยว่ดูคล้ายไม่อินังขังขอบต่อสิ่งใด ซึ่งความจริง
นางมีอารมณ์อ่อนไหวยิ่ง
นกกระเรียนกระดาษของต้าเหรินมอบความหวังให้แก่ทุกคน ทำให้
พวกมันมีความเชื่อมั่นต่ออนาคต ทุกผู้คนพากเพียรพยายามอย่างหนัก
หน่วง รอคอยให้ต้าเหรินกลับมา
อย่างไรก็ตาม ผ่านไปสิบปีแล้ว!
แม้ว่าแม่นางน้อยต้าเหรินยังคงเพียรพยายามอย่างสุดความสามารถ
แม้ว่าทุกคนยังคงเชื่อมั่นและยืนกรานอย่างแข็งขัน แต่หนานเยว่ตระหนัก
ดี ความคิดของบางคนกำลังแปรเปลี่ยนไป
คลื่นใต้น้ากำลังก่อตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าตระกูลและขุมกำลังที่
เข้าร่วมกับม่ออวิ๋นไห่ในภายหลัง คนเหล่านี้ไม่ได้มีความรู้สึกจงรักภักดีต่อ
จั่วม่อสักเท่าใด พวกมันมีความคิดว่าม่ออวิ๋นไห่ย่อมไม่อาจเป็นเช่นนี้
ตลอดไป แทนที่จะเฝ้ารออย่างไร้ความหมาย มิสู้เลือกนายเหนือคนใหม่
ของม่ออวิ๋นไห่ขึ้นมาก่อนจะดีกว่า
แม่นางน้อยต้าเหรินบังเอิญไปได้ยินเข้าพอดี ภายใต้ความพิโรธโกรธ
กริ้วสุดระงับ มันสังหารคนเหล่านั้นทั้งหมดในคราวเดียว
ไม่มีผู้ใดกล้าวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างเปิดเผยอีก แต่ในทางลับคลื่น
ใต้น้าไม่เคยสงบลง ผู้ที่ติดตามต้าเหรินมาตั้งแต่ครั้งที่ม่ออวิ๋นไห่เพิ่งเริ่มตั้ง
ตัวต่างขุ่นแค้นชิงชังเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้มาก การแบ่งแยกระหว่าง
ผู้มาใหม่และขุมกำลังดั้งเดิมเริ่มปรากฏให้เห็นทีละน้อย
ต้าเหริน! รีบกลับมาเถอะ!
หนานเยว่ให้ร้อนใจเป็นกำลัง
ทันใดนั้นเอง หนานเยว่ชะงักกึก ยกมือขยี้ตาแรง ๆ
นางใช่คิดถึงต้าเหรินมากเกินไปจนเห็นภาพหลอนหรือไม่?
?” หนานเยว่ละล่าละลักแทบไม่
เป็นภาษา ตื่นเต้นยินดีสุดระงับ
“อา ข้าเอง” รอยยิ้มบนใบหน้าจั่วม่อขยายกว้างขึ้นอีก
หนานเยว่สะอื้นไห้ไม่หยุด ดวงตาคู่งามพร่าเลือนไปด้วยน้าตา
กงซุนชาเผชิญศึกหนักอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง ในบรรดาคนทั้งหมด นับ
มันแบกรับภาระใหญ่หลวงที่สุด แต่ละวันต้องกระเสือกกระสนดิ้นรน
สะสางเรื่องราว ทุกเรื่องในม่ออวิ๋นไห่ล้วนส่งมารวมกันที่โต๊ะของมันเป็น
กิจวัตร มันทราบกระจ่างแก่ใจ ความสามารถของมันอยู่ที่การนำทัพออก
ศึก ด้านอื่น ๆ แค่พอรับได้เท่านั้น
แต่นอกจากมัน ก็ไม่มีผู้ใดสามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ได้อีกแล้ว
ในเรื่องทางการทหาร เปี๋ยหานสามารถแบ่งเบาภาระของมัน ม้าฝาน
ถังเฟยและเหล่าแม่ทัพนายกองทั้งหลายล้วนเติบโตกล้าแข็งขึ้นแล้ว มันไม่
? หนานเยว่ ผู้ใดรังแก
เจ้า
“ข้า ข้าพบกับต้าเหริน!” หนานเยว่หอบหายใจแรง ๆ
ปัง!
พู่กันในมือกงซุนชาร่วงลงกระทบพื้นโดยแรง มันคล้ายถูกสายฟ้า
ฟาด คนนิ่งขึงประดุจไก่ไม้
หลังจากฝึกฝนประจำวันเสร็จสิ้น เฟ่ยเหลยดีดกายขึ้นจากบ่อโอสถ
กล้ามเนื้อที่ผ่านการขัดเกลามาเป็นอย่างดีไม่ได้กำยำล่าสันเหมือนเช่นใน
อดีตอีก แต่ทุกเส้นสายกระชับแน่น ดูแกร่งกร้าวเปี่ยมพลังไปทุกส่วน
มันสวมเสื้อผ้า แล้วเดินออกจากห้องฝึกฝีมือ
ด้านนอกห้องฝึกฝีมือเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ทุกคนมักมาชุมนุมกัน
ที่นี่เพื่อสนทนาและคุยโวโอ้อวด ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกมันในแต่ละวัน
นับว่าน่าเบื่อหน่ายอย่างแท้จริง นอกเหนือจากการฝึกฝนประจำวัน ก็มีแต่
เมื่อเงินจับจ่ายใช้สอยและเสบียงอาหารขาดแคลน ทุกคนจึงจะออกไป
ปล้นสะดมเสียครั้งหนึ่ง
เคราะห์ดีที่พวกมันเป็นกลุ่มตัวประหลาดซึ่งคลั่งไคล้การฝึกฝีมือเป็น
ที่สุด ไม่มีผู้ใดรู้สึกว่าชีวิตเช่นนี้ผิดปกติตรงที่ใด
“เหล่าเฟ่ย ในคลังเหลือเงินทองอีกมากน้อยเท่าใด?
?” ใครบางคนร้องถาม
เฟ่ยเหลยเหลือบมองอีกฝ่าย แค่นเสียงอย่างเย็นชา “ระยะนี้เจ้ามี
พลังฝีมือรุดหน้าหรือ ใช่อยู่ว่างจนเบื่อหน่ายหรือไม่?”
เฟ่ยเหลยมีบารมีใหญ่โตอยู่ภายในกลุ่ม นี่มิใช่เพียงเพราะมันเป็นผู้
ควบคุมดูแลกองกำลัง แต่เป็นเพราะมันเคยบุกบั่นเดินทางไกล เสาะหาคน
เหล่านี้ทีละคนๆ เมื่อครั้งอดีต
“พลังฝีมือรุดหน้าผายลมอันใด ฝีมือตกต่าสิไม่ว่า ถูกข้าทิ้งล้าหลังไป
ไกลแล้ว!” อีกคนหนึ่งร้องขัด
“เจ้าบอกว่าข้าถูกทิ้งล้าหลัง? เฮอะ เจ้าจบสิ้นแล้ว! หากมีความกล้าก็
มาสู้กัน!”
“ฮ่า! ผู้ใดกลัวเจ้า! มาเถอะ!”
คู่กรณีทั้งสองเดินปึงปังออกไปยังสนามประลอง พลอยดึงดูดเหล่าคน
อยู่ว่างกลุ่มใหญ่ให้ติดตามออกไปชมดูความสนุกสนานด้วย
เฟ่ยเหลยทรุดกายลงนั่ง จากนั้นรับฟังรายงานเหตุการณ์สำคัญที่
เกิดขึ้นในระยะนี้จากแมลงปิศาจเจ็ดดาว ทันใดนั้นมันรีบเงี่ยหูฟังอย่าง
ระมัดระวัง แมลงปิศาจเจ็ดดาวนี้คล้ายคลึงกับอินกุยที่ใช้ฟังรายงานข่าวใน
แดนของซิวเจ่อ
หมิงอ๋องคนใหม่กำลังจะขึ้นสู่บัลลังก์!
แหล่งกบดานของพวกมันอยู่ไม่ไกลจากดินแดนแห่งความมืด แต่พวก
มันแทบไม่เคยย่างกรายไปยังสถานที่นั้น นับตั้งแต่หมิงอ๋องผุดขึ้นใน
ดินแดนแห่งความมืด ทั่วทั้งดินแดนรวมตัวเป็นปึกแผ่น ไม่เหมาะสำหรับ
การอยู่รอดของกองโจรขบวนหนึ่ง
ราชา!
เฟ่ยเหลยในใจปั่นป่วนขึ้นมา พันธสัญญาเพรียกโลหิตในอดีตช่วยให้
มันค้นพบโชคชะตาของตน มันมุมานะบากบั่นแทบล้มประดาตาย เพื่อ
ตามหาและรวบรวมเหล่าหนุ่มสาวตัวปัญหาเหล่านี้เข้าด้วยกัน ในครั้งนั้น
มันเคยขนานนามกองกำลังนี้ว่า แตรศึกแห่งราชัน ทั้งเพียรพยายามอย่าง
สุดความสามารถ ด้วยความหวังที่ว่า วันหนึ่งมันจะสำเร็จพันธกิจที่สืบทอด
ต่อมานับพัน ๆ ปีนี้
?
แต่เฟ่ยเหลยยินดีเชื่อคำลวงนี้จนหมดใจ นอกจากนี้มันยังมองเห็น
ความหวังสายหนึ่ง เนื่องเพราะม่ออวิ่นไห่ยังคงหนักแน่นมั่นคงดั่งหินผา
ไม่ได้ปั่นป่วนรวนเรเหมือนที่หลายฝ่ายคาดการณ์
บางทีต้าเหรินอาจจะกลับมาจริง ๆ!
พวกมันจึงดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในสภาพเช่นนี้เอง ความเด็ดขาด
ดุดันของเหลียงเวยพลอยทำให้พวกมันไม่เกรงกลัวความยากลำบาก
บางครั้งโหยวฉินเลี่ยจะส่งข่าวลับ ระบุเป้าหมายที่มั่งคั่งร่ารวยมาให้แก่
พวกมัน นี่เป็นความช่วยเหลือที่ดีที่สุดเท่าที่มันพอจะกระทำได้ แต่ก็นับว่า
มีส่วนช่วยต่อพวกมันอย่างใหญ่หลวง
อารมณ์ความรู้สึกของตัวเองเป็นอย่างดีเสมอ เนื่องเพราะมันทราบว่า
ตนเองมีอิทธิพลต่อทั้งกองทัพ
ทันใดนั้นหางตาเหลือบเห็นเหลียงเวยกำลังเดินเข้ามา เฟ่ยเหลยเงย
หน้าขึ้น ขยับปากจะเรียกเหลียงเหวยมาหารือเรื่องแผนการต่อสู้ครั้งใหม่
เนื่องเพราะโหยวฉินเลี่ยเพิ่งจะส่งข่าวลับมาให้อีกครั้ง
แต่เมื่อสายตามองไปพบใบหน้าของเหลียงเวย กลับต้องงงงันวูบ
เฟ่ยเหลยเพิ่งจะเคยเห็นเหลียงเวยมีสีหน้าเช่นนี้เป็นครั้งแรก ใบหน้า
ของเหลียงเวยยามนี้แดงก่าราวกับกำลังเมามาย กล้ามเนื้อบนใบหน้า
คล้ายกระตุกอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว ฝีเท้าซวนเซจนเฟ่ยเหลยแทบเข้าใจ
ว่ามันจะล้มกลิ้งได้ทุกเมื่อ ดวงตาดุดันดุจสุนัขป่าคล้ายพร่ามัวด้วยละไอ
หมอก
เกิดเรื่องอันใดขึ้น?
เฟ่ยเหลยใจหายวาบ ทันใดนั้นมันค่อยนึกขึ้นได้ นี่สมควรเป็นเวลาที่
เหลียงเวยไปยังผูผูบ้านแม่ทัพบัญชาการศึก
หรือว่า… …
เฟ่ยเหลยสีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือด หัวใจแทบหยุดเต้น ดวงตาเบิก
กว้างเหม่อมองเหลียงเวย ไม่อาจกล่าววาจาแม้สักครึ่งคำ
“เขา…เขากลับมาแล้ว!” เหลียงเวยผู้เคยดุดันดุจสุนัขป่าพึมพำเสียง
เบาหวิว
เฟ่ยเหลยรู้สึกสมองลั่นอึงอล แข้งขาอ่อนยวบจนแทบทรุดแปะลงกับ
กับพื้น เนิ่นนานให้หลัง มันราวกับคนที่ขาดอากาศหายใจจนเกือบตาย จู่ ๆ
ก็สูดอากาศบริสุทธิ์เข้ามาจนเต็มปอด ร่างกายเริ่มสั่นสะท้านขึ้นมา
เฟ่ยเหลยสะอื้นไห้เสียงดัง
สิบปี! สิบปีที่เฝ้ารอ!
ความคาดหวังรอคอย ความมุ่งมาดปรารถนา ความหวัง ความสิ้นหวัง
ความเจ็บปวด ความอดทนอดกลั้นตลอดสิบปีแห่งการรอคอย ล้วนระบาย
ออกมาผ่านเสียงสะอื้นและหยาดน้าตา
บุรุษเหล็กร่าไห้ราวกับเด็ก ๆ
เหลียงเวยขอบตาแดงก่า น้าตารื้นขึ้นมา แต่มันพยายามกัดฟันข่ม
กลั้นน้าตาไม่ให้หลั่งไหลอย่างสุดความสามารถ มันใช้กำลังมากเสียจน
ใบหน้ากระตุกและบิดเบี้ยวแปลก ๆ ทั้งยังไม่กล้าเอ่ยปากกล่าวคำใด ด้วย
กริ่งเกรงว่าหากเผลอผ่อนคลายสักเล็กน้อย มันคงจะร่าไห้ตามเฟ่ยเหลย
ไปแล้ว
มันคือบุรุษที่เหมือนกับสุนัขป่า ไหนเลยจะร่าไห้ได้
เหลียงเวยย่อกายลงข้างเฟ่ยเหลย ตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ ตบไหล่อยู่
เช่นนั้นเป็นเวลานาน
พวกมันคือคู่หูที่ดีที่สุด!
ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และต่อไปในภายภาคหน้า!
ความรู้สึกอันลึกล้าและการอุทิศตนเพื่อกองทัพนี้ของเฟ่ยเหลย ไม่มี
ผู้ใดรู้ดีไปกว่าเหลียงเวย มันยังล่วงรู้ว่าตลอดสิบปีมานี้เฟ่ยเหลยต้องทน
?”
?” เฟ่ยเหลยตะลึงงัน
“เขาก็คือหมิงอ๋องคนใหม่!” เหลียงเวยยังอัศจรรย์ใจยิ่งกว่า แต่ใน
เวลานี้มันกำลังเพลิดเพลินกับสีหน้าน่าดูชมของเฟ่ยเหลยมากกว่า
เฟ่ยเหลยตะลึงลานอยู่ครึ่งค่อนวัน ก่อนจะพึมพำราวกับกำลังละเมอ
“แตรศึกแห่งราชัน! พวกเราคือแตรศึกแห่งราชัน!”
“เขาสั่งให้เราเดินทางไปยังดินแดนแห่งความมืดโดยเร็วที่สุด เขา
ต้องการองครักษ์” เหลียงเวยยามนี้สงบเยือกเย็นดุจเดิม
“ท่านตกอยู่ในอันตราย
เฟ่ยเหลยสีหน้าแปรเปลี่ยน
เหลียงเวยสีหน้ากลายเป็นเคร่งเครียด “เขาไม่ได้บอกกล่าวอันใด แต่
กำชับให้เรารีบไปพบเขาทันที”
“เช่นนั้นเรายังจะรออันใด?
นับตั้งแต่สิบปีที่แล้ว เมื่อหมิงอ๋องรวบรวมดินแดนแห่งความมืดจน
เป็นหนึ่งเดียว ดินแดนแห่งความมืดก็ทะยานขึ้นเป็นขุมกำลังมหาอำนาจ
อีกแห่งหนึ่งในสามภพ แต่หมิงอ๋องผู้นี้เก็บเนื้อเก็บตัว ไม่เคยติดต่อสื่อสาร
กับโลกภายนอกมาก่อน อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ใดกังขาในพลังอำนาจของ
?
หรือว่าหมิงอ๋องใกล้ตายแล้ว?
ผู้คนแทบไม่ล่วงรู้เรื่องราวเกี่ยวกับราชาองค์ใหม่ พวกมันเพียงทราบ
ว่าภายในหนึ่งเดือนนี้มันจะขึ้นครองบัลลังก์ที่วังหมิงอ๋อง ราชาองค์ใหม่
เป็นผู้สืบทอดที่ได้รับการแต่งตั้งโดยหมิงอ๋องคนเก่า ตามเหตุผลแล้วการ
สืบทอดบัลลังก์ของมันย่อมไม่มีที่ใดให้โต้แย้ง
อย่างไรก็ตาม การขึ้นครองบัลลังก์ของราชาองค์ใหม่กลับเต็มไปด้วย
กลิ่นอายไม่แน่นอน ปัญหาสำคัญก็คือขุมกำลังต่าง ๆ จะยอมสยบต่อมัน
หรือไม่?
สองในสี่จ้าวรัตติกาลกลับนิ่งเงียบงัน ไม่ยินยอมขานรับบัญชา
เช่นนั้นปฏิกิริยาของขุมกำลังอื่น ๆ ในดินแดนแห่งความมืดก็ยากจะคาด
เดาแล้ว
การขึ้นสู่บัลลังก์ของราชาองค์ใหม่ จะกลายเป็นชนวนเหตุให้ดินแดน
แห่งความมืดแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ หรือไม่ ไม่มีผู้ใดบอกได้ พิธีขึ้นครอง
บัลลังก์ที่วังหมิงอ๋องของราชาองค์ใหม่ จะไขคำตอบสุดท้ายให้แก่ทุกคน
เอง
เนื่องเพราะเหตุนี้เอง พิธีขึ้นสู่บัลลังก์ที่วังหมิงอ๋อง พลันดึงดูดสายตา
จากทั่วหล้าทันที
ร่าลือกันว่าผู้นำขุมกำลังมากกว่าหมื่นคนจะเข้าร่วมพิธีขึ้นครอง
บัลลังก์ของราชาองค์ใหม่ เมื่อนับรวมทหารองครักษ์ที่พวกมันนำมา
ผู้เข้าร่วมพิธีนี้เกรงว่าจะมีมากกว่าสามล้านคน
นี่คือพิธีการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ดินแดนแห่งความมืด
ในปัจจุบันนี้ ดินแดนแห่งความมืดเป็นหนึ่งในขุมกำลังมหาอำนาจที่
ยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่สุดในสามภพ การเปลี่ยนแปลงในดินแดนแห่งความมืด
จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสถานการณ์ของใต้หล้าเช่นกัน
เรื่องทั้งหมดนี้เมื่อสืบย้อนขึ้นไปถึงต้นตอ ล้วนไปรวมกันอยู่ที่บุคคล
เพียงคนเดียว
หมิงอ๋องคนใหม่!
กองทหารบินอยู่เหนือพื้นที่รกร้างว่างเปล่าแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้
ร้างไร้ผู้คน อยู่ใกล้กับแนวชายแดนระหว่างดินแดนแห่งความมืดและ
ดินแดนร้อยเถื่อนเป็นอย่างยิ่ง
ทันใดนั้นจั่วม่อพลันกล่าวว่า “หยุดพักที่นี่สักครู่เถอะ”
อันม่อส่งสัญญาณหยุดทัพโดยไม่ลังเล กองทัพขบวนนี้ไม่ได้ใหญ่โต
เท่าใด มีเพียงพันกว่าคนเท่านั้น แต่คนเหล่านี้คือกองทัพมือดีที่เข้มแข็ง
ที่สุดของตำหนักคุกตะวันตก
จั่วม่อลอบสังเกตดูหน่วยทัพนี้อยู่ตลอดเวลา ในสายตาของมัน อันม่อ
มีระดับฝีมือสูงเยี่ยม กองทหารก็เป็นกองทัพชั้นยอดเช่นกัน แม้ว่า
ยุทโธปกรณ์เทพของพวกมันไม่ใช่ของดีที่สุด แต่พวกมันมีกลยุทธ์การสู้รบ
ไม่เหมือนผู้ใด
อันม่อเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกซึ่งมีแบบฉบับการสู้รบที่นิยมกันทั่วไป
มันไม่ชมชอบการสู้รบชนิดที่ใช้กำลังเข้าแลก แต่มุ่งเน้นปฏิบัติตามกลยุทธ์
อย่างเคร่งครัด ทหารของมันก็เดินตามแนวทางการสู้รบของผู้เป็นแม่ทัพ
นั่นคือเฉียบขาด ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างรวดเร็วและเคร่งครัด
“การสู้รบระหว่างผู้พิทักษ์สุสานหยินกับวังรัตติกาลตะวันออกเป็น
อย่างไรบ้าง?”
“วังรัตติกาลตะวันออกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เจียม่านปลิดชีพตนเอง!”
อันม่อกล่าวอย่างรวบรัด ในใจลอบรำพึงรำพัน มันทราบดีว่าหมิงอ๋อง
เตรียมการไว้ตั้งแต่แรก ไม่เช่นนั้นวังรัตติกาลตะวันออกทั้งที่ยังมีขุมกำลัง
หลงเหลืออยู่อีกมาก อีกทั้งไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด ไฉนเลยจะพ่ายแพ้อย่าง
รวดเร็วถึงเพียงนี้? ควรทราบว่าผู้พิทักษ์สุสานหยินขุมกำลังอ่อนด้อยกว่า
วังรัตติกาลตะวันออกมาก รัตติกาลตะวันออกยังเต็มไปด้วยแม่ทัพนายก
องที่กล้าแข็งกว่าผู้พิทักษ์สุสานหยิน แม้ว่าห้าผีสุสานหยินจะมีพลังฝีมือไม่
ด้อยไปกว่าเหล่าขุนพลของสี่วัง แต่นั่นเป็นเพียงพลังยุทธ์ส่วนบุคคล ใน
ด้านของการบัญชาการสู้รบ พวกมันนับว่าด้อยกว่าหลายขุม
วังตะวันออกและตำหนักตะวันตกเ ป็นสองวังที่มีแม่ทัพบัญชาการศึก
มากฝีมือเป็นจำนวนมากที่สุดในดินแดนแห่งความมืด
จั่วม่อทำเสียงรับรู้ มันทราบอยู่แล้วว่าซือเมื่อดำเนินแผนเช่นนี้ ย่อม
ต้องเตรียมกระบวนท่าสังหารเอาไว้กอบกู้สถานการณ์ตั้งแต่แรก จั่วม่อเพ่ง
สมาธิจิตใจ เริ่มขบคิดใคร่ครวญอย่างจริงจัง ในเมื่อซือยินดีมอบดินแดน
แห่งความมืดไว้ในมือของมัน มันก็จะไม่ทำให้ซือต้องผิดหวัง
มันใช้ให้อันม่อรวบรวมหัวข้อที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด
เกี่ยวกับเรื่องของหมิงอ๋องคนใหม่ หลังจากอ่านอย่างละเอียดค่อยพบว่า
ขุมกำลังส่วนมากยังคงมีท่าทีระมัดระวังต่อการสืบทอดบัลลังก์ของมัน
ส่วนใหญ่เป็นเพราะอำนาจบารมีของซือยังคงประทับแน่นอยู่ในใจของ
พวกมัน ผู้ที่กล้ากระด้างกระเดื่องอย่างเปิดเผยมีอยู่ไม่มากนัก แต่
โดยทั่วไปแล้วผู้คนไม่ได้มีมุมมองที่ดีต่อมัน
จั่วม่อทราบว่าเป็นเพราะคนเหล่านั้นยังคงกังขาในพลังของมัน จั่วม่อ
รู้จักเผ่าปิศาจเป็นอย่างดี พวกมันเทิดทูนความแข็งแกร่ง ดังนั้นราชาที่
ผ่าน ๆ มาล้วนแล้วแต่เป็นผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานแห่งยุค ซือเองก็เช่นกัน
สำแดงพลังอวดศักดาหรือ?
จั่วม่อมุมปากยกยิ้มจาง ๆ
เมื่อเห็นองค์ราชาตกอยู่ในภวังค์ความคิด มันก็ไม่ส่งเสียงรบกวน หัน
ไปทำมือเป็นสัญญาณให้ส่งหน่วยสอดแนมออกลาดตระเวน พวกมันจะ
อย่างไรมีจำนวนเพียงหนึ่งพัน ตระหนักดีในภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ ใน
เวลาเช่นนี้อาจมีคนยินยอมเสี่ยงอันตรายลงมือ
ระมัดระวังเอาไว้ ย่อมไม่เกิดข้อผิดพลาดร้ายแรง อันม่อสั่งให้หน่วย
สอดแนมขยายระยะตรวจตราให้กว้างกว่าเดิม
ทันใดนั้นเอง เมื่อเห็นสัญญาณที่ส่งกลับมา สีหน้ามันพลันแปรเปลี่ยน
เป็นตึงเครียด “เตรียมต่อสู้!”
ขบวนทัพที่อยู่โดยรอบเข้าสู่สภาพพร้อมรบในบัดดล
สายตาของอันม่อจ้องเขม็งไปทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ หน่วยสอด
แนมทางด้านนั้นเพิ่งส่งข่าวเร่งด่วนกลับมา รายงานว่ามีกองทัพขบวนหนึ่ง
กำลังมุ่งตรงเข้ามาด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก!
อย่างรวดเร็ว หน่วยสอดแนมทางด้านนั้นปรากฏขึ้นในครรลอง
สายตาของมัน หัวหน้าหน่วยทำสัญญาณมือยืนยันให้เตรียมการสู้รบ ก่อน
จะพลิ้วกายอ้อมขบวนทัพกลับไปยังแนวหลัง
เห็นจุดดำกลุ่มหนึ่งพลันปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้าห่างไกล
จุดดำเล็ก ๆ เหล่านั้นรวดเร็วสุดเปรียบปาน แทบจะเพียงแค่ชั่ว
พริบตาเดียว ผู้มาก็แทบจะเข้าถึงตัวพวกมันแล้ว!
อันม่อสายตาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม กองทัพชั้นยอด!
มันดวงตาแหลมคมกว่าคนทั้งหมด สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
กองทัพนี้แม้ดูผิวเผินแถวทัพหลวมคลายสะเปะสะปะ แต่อันที่จริงคน
ทั้งหมดรักษาระยะห่างระหว่างกันอย่างเหมาะเจาะพอดีเป็นที่สุด เห็นได้
ว่านี่คือกองทัพที่ก่อตั้งขึ้นมาเป็นเวลานาน ไพร่พลทุกคนรู้มือรู้ใจกันเป็น
อย่างดี แต่ละคนดูเหมือนเคลื่อนย้ายเปลี่ยนตำแหน่งตามอำเภอใจ แต่
สหายที่อยู่โดยรอบจะขยับตำแหน่งของตนโดยไม่รู้ตัว เข้าแทนที่ในจุดที่
ว่างลง การเคลื่อนที่ตามสัญชาตญาณเช่นนี้ เปลี่ยนแปลงขบวนทัพของ
พวกมันด้วยความเร็วอันชวนสะท้านใจ
อันม่อพลันรู้สึกกดดันเป็นทวีคูณ สีหน้ายิ่งเคร่งขรึมกว่าเดิม
หากมิใช่ว่าประจักษ์อยู่ตรงหน้าด้วยสายตาของตน มันจะไม่มีวันเชื่อ
เป็นอันขาด ว่าแม่ทัพปิศาจผู้หนึ่งจะสามารถสร้างกองทัพที่ละเอียด
ซับซ้อนและแปรเปลี่ยนสุดหยั่งคำนวณถึงเพียงนี้ได้! ซิวเจ่อเคร่งครัดเรื่อง
กระบวนทัพ ให้ความสำคัญกับกระบวนทัพค่ายกลเป็นอันดับแรก มีเพียง
กองทัพอสูร จึงสามารถสร้างกระบวนทัพที่ละเอียดซับซ้อนและ
แปรเปลี่ยนสุดหยั่งเช่นนี้ เผ่าปิศาจไม่ค่อยสนใจรูปแบบของแถวทัพมาก
นัก พวกมันเพียงแค่ต้องรวบรวมพลังจากไพร่พลสู่แม่ทัพเท่านั้น ด้วยเหตุ
นี้กองทัพปิศาจจึงมีรูปขบวนทัพหลวมคลายที่สุดในสามเผ่าพันธุ์
แต่กองทัพที่เบื้องหน้านี้ทำลายกฏเกณฑ์ความเข้าใจของอันม่ออย่าง
สิ้นเชิง ดินแดนแห่งความมืดปรากฏกองทัพแปลกประหลาดเช่นนี้ขึ้น
ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ลดความเร็วลงแม้แต่น้อย ยังคงพุ่งตรงเข้ามาโดย
ไม่คิดจะหยุดยั้ง
พวกมันยิ่งใกล้เข้ามาเท่าใด คลื่นกระแทกที่ม้วนกวาดออกมาจาก
ขบวนทัพของพวกมันยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ไพร่พลในกองทัพอันม่อที่มี
จิตใจไม่มั่นคงพอ กระชับอาวุธในมือแนบแน่น คล้ายสามารถจู่โจมออกไป
ได้ทุกเมื่อโดยไม่รู้ตัว
อันม่อสีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ ความคิดฟุ้งซ่านทั้งมวลหายวับไป
ขอเพียงผู้มาล่วงล้าเข้ามาในระยะโจมตีของมัน มันจะเปิดฉากจู่โจม
สังหารอีกฝ่ายโดยไม่ลังเล!
ไม่มีผู้ใดสามารถอาละวาดที่เบื้องหน้ามันได้!
แต่แล้วในเวลานี้เอง ขบวนทัพประหลาดนี้คล้ายทรยศต่อความ
คาดหวังของมัน จู่ ๆ กลับหยุดทัพลงอย่างกะทันหัน
ความรู้สึกแปลกพิกลที่เกิดขึ้นชวนอึดอัดขัดข้องจนอันม่อแทบกระอัก
โลหิตออกมา
อันม่อข่มใจฝืนสะกดมือของตน มันแทบจะเปิดฉากโจมตีออกไปแล้ว
ขณะเดียวกันต้องใจหายวาบ แม่ทัพบัญชาการศึกอันร้ายกาจนัก! อีกฝ่าย
เห็นได้ชัดว่าประเมินระยะโจมตีของมันอย่างแม่นยำ สามารถหยุดทัพลงที่
นอกขอบเขตการโจมตีของมันพอดี
นี่เป็นครั้งแรกที่อันม่อเผชิญกับแม่ทัพบัญชาการศึกที่ร้ายกาจถึง
เพียงนี้ ทั้งสองฝ่ายแม้ยังไม่ได้เริ่มเปิดศึก แต่ก็เพียงพอให้มันอัศจรรย์ใจไม่
น้อยแล้ว
สายลมเต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟัน คนทั้งหมดเงียบกริบเสมือนตาย
แม่ทัพที่ด้านหน้าสุดพลันลงจากหลังม้าพาหนะปิศาจ พรึบ ทั้ง
กองทัพลงจากหลังม้าศึกอย่างพร้อมเพรียง การเคลื่อนไหวของพวกมัน
พรักพร้อมแทบเป็นเสียงเดียว จากนั้นขบวนทัพแยกออกเป็นสองฟาก
เห็นอสูรผู้หนึ่งเดินออกมา หยุดยืนอยู่เคียงข้างกับแม่ทัพที่ด้านหน้า
คนทั้งสองยืนไหล่เคียงไหล่ มองตรงเข้ามาในกองทัพของอันม่อ น่า
แปลกที่สายตาของพวกมันคล้ายแฝงแววคาดหวังรอคอยอยู่บ้าง
นี่มัน… …
ความคิดหนึ่งวาบขึ้นในใจอันม่อ จากปลายหางตาของมันเห็นองค์
ราชาก้าวออกจากแถวทัพ ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้ากองทัพทั้งหมด
แม่ทัพฝ่ายตรงข้ามทั้งสองพอเห็นจั่วม่อ สีหน้าทอแววลิงโลดยินดีวูบ
หนึ่ง แต่ยังคงค้อมกายคารวะเป็นอันดับแรก
“เหลียงเวย!” แม่ทัพอสูรสูดหายใจลึก สุ้มเสียงเคร่งขรึมจริงจัง
“เฟ่ยเหลย!” แม่ทัพปิศาจระงับความตื่นเต้นยินดี กล่าวเสียงดังฟัง
ชัด
“พวกเรานำแตรศึกแห่งราชัน มาเพื่ออารักขาราชาของเรา!” ทั้งสอง
ตวาดเสียงหนักแน่นอย่างพร้อมเพรียง
สุ้มเสียงนั้นทั้งเคร่งขรึม สำรวมและจริงจัง ราวกับคำสัตย์สาบาน
สะท้อนก้องอยู่ในดินแดนเปลี่ยวร้างอันกว้างใหญ่ไพศาล
“ราชาจงเจริญ!”
เสียงตะโกนของคนนับพันกระหึ่มก้องดุจอัสนีคำรน กระทั่งดินแดน
รกร้างยังต้องสั่นสะเทือน แต่ละคนร่างสะท้านด้วยความลิงโลด เห็นความ
ตื่นเต้น ความยินดีและความเบิกบานใจส่องประกายอยู่ในแววตาอัน
ซับซ้อนของพวกมัน สิบปี สิบปีที่เฝ้ารอ พวกมันในที่สุดนับว่ารอจนร้อง
ขานประโยคนี้ออกมาเสียที
หลายคนหลั่งน้าตานองหน้า
พวกมันหวนนึกถึงครั้งที่เฟ่ยเหลยออกดั้นด้นค้นหาพวกมันในสถานที่
อันแร้นแค้นและห่างไกล เล่าให้พวกมันฟังถึงเกียรติศักดิ์ศรีอันเรืองรอง
ของบรรพบุรุษของพวกมัน ยังจำได้ว่าพวกมันเดินทางไปยังค่ายทัพด้วย
สารรูปเช่นขอทาน แต่กลับใช้นามเรียกขานกองทัพว่าแตรศึกแห่งราชัน
ซึ่งทำให้พวกมันดูไม่ต่างจากตัวตลก ยังจำได้ว่าเพื่อที่จะตอบสนองความ
พึงพอใจในการฝึกฝนอันเข้มงวดของเหลียงเวย พวกมันไม่ทราบว่า
ผิวหนังถลอกปอกเปิงไปกี่ชั้นต่อกี่ชั้น กว่าจะล่วงรู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าขบวนทัพ
คืออะไร ยังจำได้ว่าในช่วงสิบปีที่ต้องปล้นชิงเพื่อเอาชีวิตรอด ความหวัง
ของพวกมันก็ค่อย ๆ ลดน้อยลงทุกขณะ แต่ถึงกระนั้นพวกมันยังคงยึดมั่น
ราวกับคนโง่ พร่าบอกต่อตัวเองซ้า ๆ ซาก ๆ ว่าพวกมันไม่ใช่กองโจร แต่
เป็นกองทัพที่มีศรัทธาความเชื่อของตัวเอง
พวกมันไม่มีผู้ใดเคยพบหน้าจั่วม่อมาก่อน พวกมันกระทั่งไม่รู้ด้วยซ้า
ว่าราชาของพวกมันหน้าตาเป็นเช่นไร
แต่พวกมันทุกคน นับแต่วันแรกที่เข้าสู่ค่าย ก็มีคนพร่าบอกต่อพวก
มันว่าพวกมันจะต่อสู้เพื่อคนผู้นี้!
สู้เพื่อราชา ไขว่คว้าเกียรติยศอันเรืองรองในอดีตกลับคืนมา
นั่นคือศรัทธาความเชื่อของพวกมัน
เงาร่างพร่าเลือนที่เคยปรากฏขึ้นในใจพวกมันนับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้
กระจ่างชัดอยู่ตรงหน้าพวกมันแล้ว ศรัทธาความเชื่อของพวกมันทุกคน
พลันกลับกลายเป็นมีตัวตนแท้จริง
พวกมันไม่ใช่คนโง่ พวกมันไม่ใช่กองโจร
พวกมันคือกองทัพที่มีศรัทธาความเชื่อของตน พวกมันคือแตรศึก
แห่งราชัน!
พวกมันจะติดตามคนผู้นี้ไปช่วงชิงเกียรติยศอันเรืองรองที่โชคชะตา
กำหนดไว้ให้แก่พวกมัน!
จั่วม่อมองดูกองทัพที่เบื้องหน้าด้วยสายตาตื่นเต้นยินดี
ทุกอย่างที่มันล่วงรู้เกี่ยวกับแผนการของผูเยากับเว่ย ก็มีแต่นามของ
เหลียงเวยกับเฟ่ยเหลยเท่านั้น เดิมทีมันไม่เคยคาดหวังใด ๆ กับกองทัพนี้
จั่วม่อทราบดีกว่าการเฝ้ารอคอยกว่าสิบปีโดยไม่มีข่าวสารอันใดเป็นเรื่อง
ยากลำบากถึงเพียงไหน
ดังนั้นเมื่อมันพบเจอเหลียงเวยที่ผูผูบ้านแม่ทัพบัญชาการศึก ความ
ตกใจและอารมณ์สะทกสะท้อนของมันในยามนั้นย่อมเป็นที่คาดคำนวณ
ได้
มองดูใบหน้าเหล่านี้ มันข่มความตื่นเต้นสงสัย กล่าวคำปฏิญาณอย่าง
เคร่งขรึม “เจ้าและข้าเคียงข้างกัน ไม่ละทิ้ง ไม่แยกจาก!”
สิ่งที่ตอบรับมัน คือคลื่นเสียงตะโกนปานภูเขาถล่มแผ่นดินทลาย
เนื่องเพราะขุมกำลังของมันกล้าแข็งเกินไป! กระทั่งกล้าแข็งกว่าหมิง
อ๋องเมื่อครั้งกระโน้นเสียอีก!
ผู้คัดค้านการครองบัลลังก์ของราชานั้นไม่ต่างอันใดจากมดปลวก มัน
จู่ ๆ ถึงกับบังเกิดความคิดชั่วร้ายเล็กน้อย คนเหล่านั้นจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
เมื่อยามที่พวกมันล่วงรู้ว่าราชาองค์ใหม่คือราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่
มันใคร่คิดชมดูสีหน้าเหล่านั้นจริง ๆ
เมื่อเพิ่มกองทัพแตรศึกแห่งราชันร่วมทาง ความเชื่อมั่นของอันม่อ
เพิ่มมากขึ้นอีกอักโข อันม่อจึงไม่เชื่อว่ามีผู้ใดในดินแดนแห่งความมืดที่
สามารถเผชิญหน้ากับมัน เหลียงเวยและเฟ่ยเหลยพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม
มันยังคงงุนงงสงสัยอยู่เล็กน้อย เนื่องเพราะไม่เคยได้ยินชื่อเหลียงเวยเฟ่ย
เหลยมาก่อน มันเพียงเคยสดับฟังนามอันเกริกไกรของกงซุนชาแห่งค่ายจู
เชวี่ยและเปี๋ยหานแห่งกองพันบาปเคราะห์
?
?
มันตัดสินใจใช้เวลาระหว่างการหยุดพัก แก้ไขปัญหาประการหนึ่งที่
เฝ้าขบคิดมาเป็นเวลาสิบปีเต็ม
ช่วยผูเยากับเว่ยออกมา!
จิตใจของจั่วม่อดิ่งลึกเข้าสู่ภายใน
ป้ายศิลาสุสานสีดำสนิทลอยอย่างเดียวดายบนท้องฟ้าเหนือพฤกษา
เทพสุริยัน มองดูป้ายศิลาดำทมิฬ จั่วม่อรู้สึกหัวใจเต้นระทึกขึ้นมา มันเฝ้า
รอวันนี้มานานกว่าสิบปีเต็ม
ผูเยาผู้เย่อหยิ่งยโสและลึกซึ้งชั่วร้าย เว่ยที่ชอบพร่าบ่นราวกับยาย
เฒ่า มีใบหน้าอ่อนโยนแต่ใจดำอำมหิต สองคนที่อยู่เคียงข้างมันมาตลอด
เส้นทางแห่งการเติบใหญ่ของมัน ทั้งคอยช่วยเหลือสนับสนุนมันอย่างสุด
ความสามารถ แม้ว่าผูเยาจะชมชอบหัวเราะเยาะและถากถางมันทุกฝีก้าว
ก็ตาม
สิบปี!
จั่วม่อกระซิบเบา ๆ ในใจ ยื่นมือเข้าหาป้ายศิลาสุสานโดยไม่รีรอลังเล
ป้ายสุสานทันใดนั้นปล่อยแรงต้านอันกล้าแข็งอย่างน่าตระหนก ควัน
ดำหนาหนักทะลักทลายออกมา ม้วนกวาดไปทั่วบริเวณอย่างเร่งร้อน ปิด
กระบวนการนี้ดำเนินต่อไปตลอดทั้งวันทั้งคืน
ป้ายศิลาสุสานท้ายที่สุดก็ไม่อาจปลดปล่อยควันทมิฬออกมามากกว่า
นี้อีก สีดำของป้ายศิลาคล้ายจะอ่อนจางลงเล็กน้อย
มือของจั่วม่อในที่สุดก็สามารถยื่นไปสัมผัสถูกป้ายศิลาตรง ๆ
ความเย็นสายหนึ่งแล่นผ่านมาจากปลายนิ้ว ทันใดนั้นจั่วม่อรู้สึกถึง
พลังอันไพศาลที่กระชากดึงมันเข้าสู่ป้ายศิลาสุสาน จั่วม่อไม่ต่อต้านแข็ง
ขืน รู้สึกในสายตาพร่าเลือนวูบ จากนั้นสภาพรอบข้างพลันแปรเปลี่ยน
นี่เป็นโลกสีเทารกร้างว่างเปล่าที่ไม่มีจุดสิ้นสุดแห่งหนึ่ง
เห็นแท่นเซ่นสรวงบูชายัญตั้งเรียงรายเต็มพรืดอยู่ในแดนร้างอันกว้าง
ใหญ่ กึ่งกลางแท่นบูชาแต่ละแท่นมีเสาหินต้นหนึ่ง บนเสาหินแต่ละต้นสลัก
เป็นรูปใบหน้าของคนผู้หนึ่ง บ้างอ้าปากกว้าง ใบหน้าถมึงทึง บ้างสง่างาม
น่าเกรงขาม บ้างดุร้ายกระหายเลือด บ้างยะเยียบเย็นชา… …
แต่ละใบหน้าสลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง ครอบคลุมไปด้วยพลังที่ไม่
อาจบ่งบอกบรรยายชนิดหนึ่ง สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือทุกใบหน้า
เหล่านั้นยังคงมีชีวิตอยู่ ดวงตาของพวกมันมองตามจั่วม่อ บางครั้งสีหน้า
ยังมีการเปลี่ยนแปลง
จั่วม่อในยามนี้สีหน้าขัดตายิ่ง มันตระหนักว่ามีวิญญาณถูกกักขังอยู่
ในแท่นบูชาแต่ละแห่ง
มันพยายามมองผ่านไปไกลสุดสายตา ยังคงเห็นแท่นบูชาทอดยาวไม่
มีที่สิ้นสุด
ไม่ทราบมีดวงวิญญาณมากมายเท่าใดถูกกักขังอยู่ในแท่นบูชา
อุบาทว์บัดซบนี้!
จั่วม่อเร่งความเร็วขึ้นอีก มันแผ่ขยายจิตสัมผัสไปรอบ ๆ พยายาม
ค้นหาคลื่นพลังของผูเยากับเว่ย แต่หลังจากเหินบินติดต่อกันกว่าห้าวันห้า
คืน ยังคงไม่พบพานคลื่นพลังที่เป็นของผูเยาและเว่ย
แท่นเซ่นสรวงบูชายัญที่เบื้องหน้ามันยังคงทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุด
เช่นเดิม
แต่จั่วม่อไม่หยุดยั้งรั้งรอ รอจนอีกสามวันให้หลัง มันในที่สุดค่อยหยุด
ลง
เบื้องหน้ามันมีแท่นเซ่นสรวงบูชายัญสองแท่นตั้งอยู่เคียงข้างกัน บน
เสาหินทั้งสองมีสองใบหน้าที่คุ้นตา จั่วม่อจดจำได้ทันทีว่าพวกมันคือผูเยา
กับเว่ย
“ไม่พบกันนานแล้ว”
จั่วม่อพึมพำเบา ๆ ขอบตาแดงรื้นขึ้นมา
ใบหน้าทั้งสองเปลี่ยนไปมาก พวกมันคล้ายเผชิญกับความเจ็บปวด
ทุกข์ทรมานอย่างสาหัส
จั่วม่อสูดลมหายใจลึก ไม่รอช้าอีกต่อไป เดินเข้าไปจนชิดเสาหินหนึ่ง
ในสอง ทาบฝ่ามือลงไป
ทันทีที่ฝ่ามือสัมผัสถูกเสาหิน พลันได้ยินคลื่นเสียงกรีดร้องนับไม่ถ้วน
กึกก้องอยู่ในโสตประสาท เสียงกรีดร้องที่ไม่เคยหยุดลงบ่งบอกถึงความ
เจ็บปวดแสนสาหัส ความสิ้นหวังและความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ หากมิใช่
ผู้ที่มีจิตใจแกร่งกร้าวดุจหินผาเช่นจั่วม่อ เวลานี้ต้องเผชิญกับภาพลวงตา
อันน่าสะพรึงกลัวเหลือคณานับ
แต่จั่วม่อคล้ายไม่ได้ยินสุ้มเสียงเหล่านั้นแม้แต่น้อย สายตาเด็ดเดี่ยว
แน่วแน่ เพลิ่งเทพสุริยันสายหนึ่งพวยพุ่งออกจากปลายนิ้ว ตรงเข้ารัดพัน
รอบเสาหินของแท่นบูชา
เสาหินบูชายัญเริ่มลุกไหม้ในบัดดล
ผิวหน้าของเสาหินหลอมละลายอย่างรวดเร็วประดุจชั้นหิมะ จากนั้น
เป็นชั้นที่สอง ชั้นที่สาม… …
ผิวหน้าของเสาหินชั้นแล้วชั้นเล่าถูกลอกออกอย่างไม่หยุดยั้ง ราวกับ
คนปอกเปลือกหัวหอม
พลังเทพของจั่วม่อถูกใช้หมดเปลืองไปอย่างต่อเนื่อง แต่แสงตะวัน
ของดวงอาทิตย์ทั้งสามบนพฤกษาเทพสุริยันไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย พวกมัน
คล้ายสามารถปลดปล่อยพลังเทพบริสุทธิ์อันยิ่งใหญ่ไพศาลออกมาได้
อย่างไม่รู้จักหมดสิ้น
จั่วม่อมุ่งมั่นจดจ่อถึงที่สุด จนไม่ล่วงรู้กระทั่งเวลาที่ผ่านไป
เพียะ!
ชั้นที่แปดสิบเอ็ด!
เสาหินพลันแหลกสลายเป็นผุยผง กระจัดกระจายหายไปในอากาศ
เงาร่างสีดำสายหนึ่งดีดพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ข้าผูเยากลับมาแล้ว!”
มันยังคงมากมีสีสันเฉกเช่นในกาลก่อน ยังคงหยามดูแคลนทุกสรรพ
สิ่ง ยังคงเย่อหยิ่งจองหองเทียมฟ้า
เปลวไฟสีดำม้วนตัววูบที่กลางเวหา จากนั้นผูเยาปรากฏขึ้นที่เบื้อง
หน้าจั่วม่อ กล่าวด้วยสีเหน้าเหยียดหยาม “เจ้าช้าเกินไป! ข้าหลงเข้าใจว่า
สักห้าหกปีเจ้าก็คงมาแล้ว! กลับกลายเป็นว่าข้าประเมินเจ้าสูงเกินไปตาม
คาด!”
สุ้มเสียงยังคงทั้งเหยียดหยาม ดูแคลน ทั้งเยาะเย้ยถากถาง
เช่นเดียวกันกับเมื่อสิบปีที่แล้ว จั่วม่อเกือบจะร่าไห้ออกมา
ผูเยาสะบัดหน้า เดินไปยังเสาหินที่จองจำเว่ยเอาไว้ภายใน กล่าว
ทักทายด้วยรอยยิ้มหวาน “เว่ยเอ๋ย เสี่ยวเว่ยจื่อ เห็นหรือไม่ ข้าออกมาแล้ว
ภายนอกนี่ประเสริฐเลิศล้ายิ่ง! น่าเบิกบานใจนัก! อากาศสดชื่น บรรยากาศ
รื่นรมย์ และข้าเป็นอิสระแล้ว จุ๊จุ๊ สุขสบายอย่าบอกใคร! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า…
…”
ใบหน้าบนเสาหินที่เบื้องหน้าบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง เห็นได้ชัดว่าเว่ย
ถูกผูเยากระตุ้นโทสะจนแทบระเบิด
จั่วม่ออ้าปากค้าง เหม่อมองผูเยาอย่างตะลึงลาน อารมณ์ซาบซึ้งที่
เพิ่งบังเกิดขึ้นเล็กน้อยถูกพฤติการณ์ไร้ยางอายของผูเยาบดขยี้จนไม่เหลือ
ชิ้นดี
เจ้าผู้นี้… …ช่างต่าช้าเกินเยียวยา!
ในไม่ช้าเสาหินก็สลายหายไปอย่างสิ้นเชิง เงาร่างหนึ่งทะยานออกมา
ทันทีที่หลุดออกจากการจองจำ เงาร่างนั้นโถมเข้าหาผูเยาอย่างไม่สนใจสิ่ง
ใด เสียงคำรามกึกก้องกัมปนาทจนจั่วม่อสองหูปวดแปลบ “ข้าจะฆ่าเจ้า!”
จั่วม่อมองดูสภาพเบื้องหน้า หากปล่อยให้คนทั้งสองอยู่ในสภาพนี้
ต่อไป ไม่ทราบว่าเมื่อใดจึงจะจบสิ้น ดังนั้นร่างของมันหายวับไปทันที
จากนั้นพลันปรากฏขึ้นด้านหลังผูเยา หมับ มันคว้าคอเสื้อผูเยา แล้วหาย
วับไปอีกครั้ง คราวนี้ปรากฏขึ้นคว้าคอเสื้อของเว่ยด้วยมืออีกข้าง
“เจ้าเด็กน้อย ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้! เจ้าบังอาจปฏิบัติต่ออสูรฟ้าผู้ยิ่งใหญ่
เยี่ยงข้าด้วยกิริยาเช่นนี้… ….” ผูเยาโมโหโทโส
“อสูรฟ้าตกอับเยี่ยงเจ้ามีค่าต่างจากสุนัขที่ใดกัน!” เว่ยแสยะยิ้มเย็น
เยียบ จากนั้นสุ้มเสียงเปลี่ยนเป็นเค้นเสียงลอดไรฟัน “อาจั่ว ปล่อยข้า! ข้า
จะสับเจ้าอสูรฟ้าบัดซบนี้ให้เป็นหมื่นชิ้น!”
“เฮอะ ข้าจะต่อให้เจ้าหนึ่งกระบวนท่า ฮึ่มฮึ่ม แล้วเจ้าจะได้เห็นว่า
เพลิงพิโรธของอสูรฟ้าสามารถเปลี่ยนทะเลเป็นโลหิต..”. …
“ผายลม… …”
ทั้งสองถลึงตาใส่กันอย่างขุ่นแค้น ถกเถียงจนน้าลายกระเซ็นซ่าน
จั่วม่อรับฟังจนลอบปาดเหงื่อ โชคยังดี โชคยังดี ตอนนี้เกอเก่งกาจ
กว่าพวกเจ้าทั้งสองแล้ว! ในอดีตเมื่อตาเฒ่าทั้งสองทะเลาะเบาะแว้งกัน มัน
ทำได้เพียงแค่พาตัวอยู่ห่าง ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงจากการถูกขนาบอยู่ตรงกลาง
แต่บัดนี้มันสามารถหิ้วคอตาเฒ่าทั้งสองข้างละคนแล้ว
ชีวิตช่างสดชื่นรื่นรมย์นัก!
ชั่วพริบตานี้ จั่วม่อรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจอย่างสุดแสน
จั่วม่อมุมปากสยายเป็นรอยยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัว
โลงศพไม้วิเศษทั้งห้าใบวางอยู่ในบ่อพลังงานความตายซึ่งเต็มไปด้วย
น้าพลังงานความตาย น้าพลังงานความตายอันบริสุทธิ์ถูกดูดซับเข้าไปใน
โลงไม้วิเศษอย่างต่อเนื่อง จากนั้นเปลี่ยนเป็นพลังเทพต้นกำเนิด ส่งเข้าไป
ในร่างของคนทั้งห้า
ซือนำลูกไฟวิญญาณออกมา
ดวงไฟวิญญาณลอยอยู่เบื้องหน้ามัน สตรีในลูกไฟวิญญาณปรากฏ
ร่างขึ้น นางย่อกายคารวะอย่างอ่อนช้อย แล้วคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม คน
ที่อยู่เบื้องหน้านางแผ่ซ่านแรงกดดันที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ นางทั้งตื่นตะลึง
ทั้งบังเกิดความเคารพยำเกรงจากก้นบึ้งของหัวใจ
“เจ้าดิ้นรนมีชีวิตอยู่ แม้ว่าจะต้องพึ่งพาอาศัยดวงไฟวิญญาณก็ตาม
แสดงว่าความปรารถนาสุดท้ายของเจ้ายังไม่บรรลุ ลองบอกมาฟังดู ความ
ปรารถนาที่ยังไม่ลุล่วงของเจ้าคืออะไร?” ซือกล่าวเสียงเย็นชา
สตรีดวงไฟวิญญาณร่างสั่นสะท้าน นางไม่กล้าเงยหน้า แต่ใบหน้า
สวยสะคราญเต็มไปด้วยน้าตา นางกล่าวเจือสะอื้น “บ่าวผู้นี้เพียงต้องการ
ทราบว่าบุตรชายกับหลานชายของข้าอยู่ดีมีสุขดีหรือไม่?”
ซือผงกศีรษะ ทำท่างอนิ้วคราหนึ่ง แสงประกายจุดหนึ่งพลันลอยออก
จากร่างของสตรีดวงไฟวิญญาณ ซือพึมพำเบา ๆ ปลายนิ้วขีดวาดกลาง
อากาศเบื้องหน้า ทันใดนั้นแสงประกายระเบิดวาบ เปลี่ยนเป็นกลุ่มแสงวง
ใหญ่ เห็นภาพเหตุการณ์ปรากฏขึ้นภายในกลุ่มแสง บุรุษที่อยู่ในภาพมีเค้า
หน้าคลับคล้ายกับสตรีดวงไฟวิญญาณเจ็ดแปดส่วน
สตรีดวงไฟวิญญาณลิงโลดยินดี นางเพ่งมองบุรุษภายในภาพนั้นโดย
ไม่คลาดสายตา น้าตาสองสายหลั่งรินลงมาเป็นทาง
บุรุษในภาพดูมีอายุราวสี่สิบปี มันจูงมือเด็กชายผู้หนึ่ง เดินช้า ๆ ไป
ตามถนนอันสงบสุข
ภาพนั้นคงอยู่ราวชั่วธูปไหม้หมดดอก ก่อนจะเลือนหายไป คงเหลือ
แต่อากาศธาตุดังเดิม
สตรีดวงไฟวิญญาณปาดเช็ดน้าตา ใบหน้าสดใสเป็นประกาย นางย่อ
กายคารวะต่อซือจนจรดพื้น “บ่าวหมดสิ้นเรื่องค้างคาใจแล้ว ผู้อาวุโสหาก
มีเรื่องใช้สอย ผู้น้อยไม่ขอบ่ายเบี่ยง!”
ซือพยักหน้า “เจ้าเมื่อเข้าใจเรื่องราวก็ประเสริฐ ข้าจะมอบของขวัญ
ให้แก่เจ้า หากเจ้ายินดี บุตรชายเจ้า หลานชายเจ้า ตระกูลของเจ้าจะมั่นคง
สถาพรไม่มีที่สิ้นสุด”
สตรีดวงไฟวิญญาณกล่าวอย่างสงบ “ผู้อาวุโส โปรดบอกเถอะ”
ซือชี้ไปยังหนึ่งในโลงไม้ทั้งห้า “สตรีที่นอนอยู่ในโลงใบนั้นคือนางอัน
เป็นที่รักของหมิงอ๋ององค์ใหม่ นางตกอยู่ภายใต้อำนาจของทัณฑ์เทวะมิ
ดับสูญ แม้แต่ข้าเองยังยากที่จะช่วยให้นางฟื้นตื่นขึ้นมาได้ ข้าต้องการใช้
ดวงวิญญาณของเจ้าเข้าแทนที่ดวงวิญญาณของนาง เมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าจะ
แบกรับทัณฑ์เทวะมิดับสูญแทนตัวนาง ด้วยวิธีนี้นางจะหลุดพ้นจากการลง
ทัณฑ์ จิตใจเป็นหนึ่งเดียวกันกับเจ้า เมื่อฟื้นตื่นขึ้นมานางจะสามารถ
ควบคุมพลังเทพมิดับสูญได้ดั่งใจปรารถนา เพียงแต่ว่าทัณฑ์เทวะเป็น
เครื่องจองจำอันโดดเดี่ยวเดียวดาย วันคืนของเจ้าจะไม่สุขสบาย อย่างไรก็
ตาม คุณูปการของเจ้าจะช่วยให้ลูกหลานของเจ้าเจริญรุ่งเรืองสืบไป เมื่อรู้
เช่นนี้แล้ว ข้าจะขอถามเจ้าอีกครั้ง เจ้ายินดีหรือไม่?”
สตรีดวงไฟวิญญาณกล่าวอย่างไม่ลังเล “บ่าวยินดีรับทัณฑ์เทวะมิดับ
สูญเพื่อนายหญิง!”
ซือดวงตาทอแววชื่นชม “ประเสริฐ!”
จากนั้นมันไม่สิ้นเปลืองวาจามากความ โบกมือวูบ โลงไม้ของอากุ่ย
พลันเปิดออก ซือชี้นิ้วไปในอากาศ ดวงไฟวิญญาณลอยหายเข้าไปในตรา
สัญลักษณ์รูปโซ่สีม่วงบนหน้าผากของอากุ่ย
อากุ่ยร่างสะท้านขึ้นเบา ๆ
โซ่สีม่วงที่รัดพันอยู่รอบกายพลันจมหายลงไปในร่างนาง เพียงชั่ว
พริบตาเดียวก็หายไปหมดสิ้น
รอยแผลเป็นบนใบหน้าอากุ่ยจางหายไปด้วยระดับความเร็วที่
มองเห็นได้ชัดตา ใบหน้าของนางเริ่มมีสีสันและเลือดฝาด พลังสภาวะอัน
มันทำท่างอนิ้วไปที่ทรวงอกด้านขวาของเหวยเสิ้ง ทันใดนั้นแผ่นอก
ด้านนั้นพลันเปิดออกเป็นรอยแผลขนาดใหญ่ ซือวางหัวใจมังกรลงไปอย่าง
เบามือ จากนั้นยกมือปัดผ่านรอยแผลวูบหนึ่ง บาดแผลปิดสนิทโดยไร้
ร่องรอย
เหวยเสิ้งใบหน้าพลันกลายเป็นแดงฉาน ราวกับมีโลหิตหยาดหยด
จุดแสงหลายจุดพวยพุ่งออกจากดรรชนีของซือ จมหายเข้าไปในร่าง
ของเหวยเสิ้ง เหวยเสิ้งร่างสั่นสะท้าน จากนั้นกลับเป็นนิ่งไม่ไหวติงดุจเดิม
ซือปิดโลงศพลงอีกครั้ง