สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 886 สภาวะ
วังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือเร่งระดมพลใหญ่โตถึงเพียงนี้ เป็นธรรมดา
ที่ไม่อาจปิดซ่อนจากสายตาผู้คนได้
สำหรับทั้งสองฝ่าย อย่างน้อยในศึกสุดท้ายนี้ จุดยืนของพวกมันล้วน
ไม่มีข้อแตกต่าง พวกมันทั้งสองฝ่ายต่างหลังชนฝาด้วยกันทั้งคู่
ไห่ซินปิงระดมกำลังทั้งหมดเท่าที่นางจะสามารถเรียกระดมมาได้
รวมถึงกองทัพวังรัตติกาลตะวันออกซึ่งเข้าร่วมกับฝ่ายนาง และขุมกำลัง
อื่นๆ ที่ยืนอยู่ฝ่ายวังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือตั้งแต่ต้น ในเวลานี้ ขุมกำลัง
จำนวนมากพากันสำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง พวกมันเดิมทีเข้าใจว่าราชาองค์
ใหม่ไม่ใช่คู่มือของไห่ซินปิง ผู้ใดทราบได้ ราชาองค์ใหม่กลับกล้าแกร่ง
เกรียงไกรเกินกว่าที่ผู้คนจะคาดคิดไปถึง
แต่เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ พวกมันไม่ได้รับอนุญาตให้ถอนตัวอีก หากไห่
ซินปิงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ชะตากรรมของพวกมันก็มีแต่ต้องร่วมกลบฝังไป
พร้อมกับนางเท่านั้น เนื่องเพราะเหตุนี้เอง ความคิดต่อสู้ของพวกมันจึงไม่
สั่นไหวคลอนแคลนแม้แต่น้อย
พวกมันสู้เพื่อเอาชีวิตรอด
ไห่ซินปิงหวังว่านางจะสามารถอยู่รอด กองกำลังที่ยังเหลือรอดของ
วังรัตติกาลตะวันตกก็หวังว่าจะมีชีวิตรอด พวกมันทุกคนอยากอยู่รอด
ต่อไป
ดังนั้นกองทัพจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ พากันมุ่งหน้าไปยังแม่น้าหมิง
อ๋อง
ในหน้าประวัติศาสตร์ของเผ่าปิศาจ ไม่เคยเกิดสงครามใหญ่ถึงเพียงนี้
มาก่อน เช่นเดียวกันกับฝีมือบุกทะลวงอันเกรี้ยวกราดดุดัน ไร้ผู้ต้านติด
ของราชาก็ไม่เคยบังเกิดขึ้นมาก่อนเช่นกัน
กองทัพนับไม่ถ้วนเร่งรุดมาจากทุกทิศทุกทาง
บรรยากาศภายในดินแดนแห่งความมืดกลายเป็นเขม็งตึงเครียด
ไห่ซินปิงตั้งกระโจมบัญชาการที่ริมฝั่งแม่น้าหมิงอ๋อง กองทัพฝ่ายนาง
เร่งรุดมารวมกันจากทุกสารทิศ
“จ้าวรัตติกาล!” บุรุษกลางคนผู้หนึ่งค้อมกายคารวะต่อไห่ซินปิงอย่าง
มีมารยาท เบื้องหลังมันยืนไว้ด้วยกองทัพชาญศึกขบวนหนึ่ง ที่กึ่งกลาง
หน้าผากของไพร่พลในกองทัพนี้ ล้วนมีสัญลักษณ์รูปใบไม้เขียวขจี แต่ละ
คนสีหน้าเย็นชา แผ่ซ่านกลิ่นอายสภาวะอันกล้าแข็ง
พวกมันคือตระกูลนักรบป่าสัญจรอันระบือลือลั่น ตระกูลนักรบป่า
สัญจรอาศัยอยู่ในป่าลึก ไม่ค่อยคบหาสมาคมกับโลกภายนอก อย่างไรก็
ตาม ชนเผ่านี้เป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ ฝีมือกล้าแข็ง มีชื่อเสียงโด่งดังมานานปี
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ไห่ซินปิงเคยช่วยชีวิตหัวหน้าเผ่าตระกูลนักรบป่าสัญจร
รุ่นก่อน พวกมันถือเป็นหนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความสัมพันธ์
นี้ นางเดิมทีเก็บงำไว้เป็นไพ่ตาย ไม่ยินดีเปิดเผยออกมา แต่ในเวลานี้ นาง
ไม่รีรอลังเลที่จะนำไพ่ตายใบนี้ออกมาใช้ทันที
“ขอบคุณมาก!” ไห่ซินปิงเผยอยิ้มอ่อนโยน
ไห่ซินปิงนางนี้ร่างสูงสง่า ครอบครองดวงตาสีน้าเงินที่สามารถสะกด
ใจผู้คนคู่หนึ่ง ผิวพรรณขาวผ่องนวลเนียน ท่วงท่ายกมือวางเท้าเต็มไปด้วย
อำนาจบารมี บันดาลให้ผู้คนรู้สึกว่าเป็นนางงามน้าแข็งนางหนึ่ง แต่นาง
เมื่อแย้มยิ้มเช่นนี้ กลับอบอุ่นอ่อนโยนประหนึ่งสายลมฤดูใบไม้ผลิอัน
ละมุนละไม
บุรุษกลางคนผู้นี้เรียกว่าหม่านเจิน เป็นหัวหน้าเผ่าคนปัจจุบันของ
ตระกูลนักรบป่าสัญจร ทั้งยังเป็นบุตรชายของหัวหน้าเผ่ารุ่นก่อน มันมี
ใบไม้ที่กลางหน้าผากมากที่สุด เป็นจำนวนสามใบ กลิ่นอายสภาวะดุร้าย
ราวกับสัตว์ปิศาจ
หม่านเจินไม่ใช่คนช่างเจรจา หลังจากคาวะทักทายก็หลบไปด้านข้าง
จู้หนานเยวี่ยก้าวออกมา กำกับดูแลให้ตระกูลนักรบป่าสัญจรเริ่มตั้งค่าย
ทัพ
ตระกูลนักรบป่าสัญจรเมื่อมาถึงทันเวลา ไห่ซินปิงรู้สึกคลายใจลงไม่
น้อย หม่านเจินนำมือดีตระกูลนักรบป่าสัญจรหนึ่งหมื่นนายร่วมทางมา
ด้วย กองทัพขบวนนี้มีพลังกล้าแข็ง สามารถจัดอยู่ในระดับเดียวกันกับ
กองทัพที่เข้มแข็งที่สุดของวังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือ
ผู้ที่ล่วงรู้ความจริงเกรงว่ามีอยู่เพียงไม่กี่คน หลายปีมานี้ ทั้งขุมกำลัง
ที่ไห่ซินปิงลอบรับตัวไว้ และขุมกำลังที่ไห่ซินปิงพยายามรักษา
ความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ที่แท้มีจำนวนมากมายเท่าใดกันแน่
ผู้คนเพียงสามารถมองเห็นกองทัพมากมายไร้ที่สิ้นสุด ไหลหลั่งมา
รวมกันยังแม่น้าหมิงอ๋องราวกับไม่รู้จักหมดสิ้น
กองทัพที่ตั้งรายล้อมกระโจมหลักของไห่ซินปิง นับวันมีแต่จะเพิ่มพูน
ขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
?
นี่คือประโยคเด็ดที่เหล่าผู้สนับสนุนราชาองค์ใหม่ใช้จัดการกับฝ่าย
ตรงข้าม ผู้สนับสนุนราชาเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน การบุกตะลุยเจ็ดวันเจ็ดคืน
ที่กลายเป็นตำนานนั้น นับว่าแกร่งกร้าวอหังการเกินไป! และความแกร่ง
กร้าวอหังการเช่นนี้เองที่ชาวเผ่าปิศาจอันเหี้ยมหาญเหล่านี้ พากันเทิดทูน
บูชา!
ภายในการนำของราชาผู้แกร่งกร้าวอหังการเช่นนี้ มิทราบเป็น
ความสุขหรรษาถึงเพียงไหน!
หลายคนไม่อาจขจัดความคิดนี้ออกไปจากใจ
เมื่อเทียบกันแล้ว ไห่ซินปิงซึ่งเมื่อตอนแรกเริ่มได้รับเสียงสนับสนุน
มากที่สุด ยามนี้ยังถูกบดบังรัศมีจนหม่นประกาย อาจบางทีไห่ซินปิงมีขุม
กำลังกล้าแข็ง แต่นางไม่มีวันถือครองสภาวะสุดแกร่งกร้าวอหังการเช่นนี้
ได้ สำหรับความเป็นมาของราชาองค์ใหม่ โอ้ ผู้ใดถือสากันเล่า?
?
“ไห่ซินปิงช่างซุกงำลึกล้าโดยแท้! นางกลับมีผู้หนุนหลังมากมายถึง
เพียงนี้!”
“ถูกต้อง! พวกมันมีกันมากกว่าสองแสนคน!”
บางคนรีบบอกจำนวนที่ถูกต้องกว่า “เป็นสองแสนสองหมื่น!”
ซี๊ด ทุกผู้คนในเพิงน้าชาเล็ก ๆ พากันสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ
กองทัพที่มีจำนวนสองแสนสองหมื่นคน สมควรปิดฟ้าคลุมดิน ขบวนทัพ
ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ผู้คนในเพิงน้าชาเล็ก ๆ ค่อยพบว่าจินตนาการอัน
ทื่อด้านของพวกมันไม่มีปัญญานึกภาพอันยิ่งใหญ่เช่นนั้นออกได้
“สมควรมีจำนวนมากกว่าสองแสนห้าหมื่น เราเพิ่งได้รับข่าวว่ามีอีก
มากกว่าเก้ากองทัพ เดินทางมาถึงในละแวกใกล้เคียงกับแม่น้าหมิงอ๋อง”
เพิงน้าชาเล็ก ๆ กลายเป็นเงียบสงัดโดยพลัน
เนิ่นนานให้หลัง ค่อยมีคนกระซิบถาม “ไม่มีผู้ใดช่วยเหลือราชาองค์
ใหม่เลยรึ
คราครั้งนี้ยิ่งเงียบกริบกว่าเดิม
ไม่มีผู้ใดบอกได้
“เตรียมการเสร็จสิ้นแล้ว!” กู่อู๋ซวงลูกไฟสองดวงในเบ้าตากลวงเปล่า
กะพริบวูบวาบ
อีกสี่ภูตผีพากันมองไปยังกุ่ยจู่เป็นตาเดียว
กุ่ยจู่กล่าวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “เช่นนั้นก็ออกเดินทาง!”
“เหล่าต้า ท่านจะไม่ลองทบทวนดูอีกสักครั้งหรือ?”
ไห่ซินปิงถึงกับรวบรวมกองกำลังชั้นยอดในดินแดนแห่งความมืดมา
ได้มากกว่าครึ่ง เพื่อออกศึกเคียงข้างนาง! อำนาจอิทธิพลของนางยังเหนือ
ความคาดหมายของผู้คนไปมาก มองจากยามนี้ กระทั่งเจียม่านผู้ได้ชื่อว่า
มีความทะเยอทะยานมากที่สุด ยังไม่อาจเทียบได้กับสตรีที่ร้ายกาจนางนี้
อย่างไรก็ตาม หากคิดเอาชนะพลังอันน่าสะพรึงกลัวซึ่งราชาเคย
สำแดงให้เห็นในศึกหลายครั้งที่ผ่านมา เกรงว่าไห่ซินปิงยังคงต้องจ่าย
ค่าตอบแทนอย่างหนักหนาสาหัส
ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุด คือประสบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง
ทั้งสองฝ่าย
นี่เป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับเหล่าผู้พิทักษ์สุสานหยิน พวกมันเชื่อว่า
จ้าวรัตติกาลโหยวเจ๋อก็ครุ่นคิดเช่นเดียวกัน แต่นึกไม่ถึงว่ากุ่ยจู่กลับสั่ง
เคลื่อนทัพ เพื่อไปช่วยราชาองค์ใหม่รบกับไห่ซินปิง
กุ่ยจู่แห่งสุสานหยินมองดูกู่อู๋ซวงอย่างไร้ความรู้สึก กล่าวด้วยสุ้มเสียง
ระคายหูอันเป็นเอกลักษณ์ “เจ้าทราบหรือไม่ว่าเหตุใดหมิงอ๋องจึงไว้วางใจ
ให้ข้าเฝ้าพิทักษ์หมื่นสุสานแห่งโลกความมืด
ห้าผีสุสานหยินหันไปมองหน้ากัน เรื่องนี้พวกมันไม่เคยขบคิด
ใคร่ครวญมาก่อน
“เนื่องเพราะข้าเกิดที่นี่” กุ่ยจู่กล่าวอย่างเย็นชา “และที่นี่ก็คือบ้าน
เกิดของหมิงอ๋อง”
ห้าผีสุสานหยินนิ่งขึงตะลึงลาน กุ่ยจู่ไม่แยแสสนใจพวกมันอีก หันไป
สั่งการเสียงเย็นเยียบ
“เคลื่อนทัพ!”
กองกำลังผู้พิทักษ์สุสานหยินยกพลออกจากฐานที่มั่น ไม่หลงเหลือ
แม้สักคนเดียว
“นานเท่าใดแล้วที่ข้าไม่ได้ออกศึก แม้แต่พุงของข้าก็ชักจะใหญ่โต
เกินไป” โหยวเจ๋อทอดถอนรำพัน ขนาดร่างกายของมันใหญ่โตขึ้นอีกแล้ว
ที่เบื้องหน้ามัน ยืนไว้ด้วยขุนพลอันดับหนึ่งใต้ร่มธงของมัน นามว่า
หม่าเหวย คนผู้นี้กำลังมองดูจ้าวรัตติกาลซึ่งผู้คนหยามดูแคลนด้วยสายตา
เคารพนอบน้อม กองทัพทั้งหมดของวังหุบเหวแดนใต้พร้อมจะเคลื่อนพล
ได้ทุกเมื่อ
“อา ไห่ซินปิงเอย ไห่ซินปิง เจ้าผู้นี้ทำให้ผู้คนนึกห่วงกังวลนัก ไฉน
ต้องก่อกวนเรื่องราวใหญ่โตถึงเพียงนี้ด้วย แม้แต่ตาเฒ่ากระดูกผุอย่างข้า
ยังต้องพลอยออกโรง” โหยวเจ๋อยังคงรำพึงรำพันไม่เลิกรา “เดิมทีข้าไม่
คิดขยับเคลื่อนไหวอันใด ไยต้องต่อสู้ดิ้นรน?
? เอาเถอะ เอาเถอะ ไปกันเถอะ ข้าก็ไม่รู้ว่าจะไปทันเวลาหรือไม่
ไห่ซินปิงเสียสติไปแล้ว หรือนางต้องการให้แผ่นดินแห่งความมืดปั่นป่วน
วุ่นวายขึ้นมาอีก เจ้าหากต้องการต่อสู้เพื่อเป็นราชาก็สู้ไป ไยต้องก่อกวน
วุ่นวายเช่นนี้ เจ้าทราบหรือไม่ว่าหมิงอ๋องไฉนไม่เคยเตรียมการลงมือต่อ
ข้า?
ทางหนึ่งคร่าครวญรำพัน อีกทางหนึ่งตะกายขึ้นไปบนรถศึก จากนั้น
โหยวเจ๋อร้องสั่ง “ออกเดินทาง”
กองทัพแห่งวังหุบเหวแดนใต้เคลื่อนทัพในบัดดล
พวกมันขวัญกล้าบังอาจ แต่ไม่ได้โง่งม ขุมกำลังทั้งสองฝ่ายนั้น
แตกต่างกันมากเกินไป
พวกมันทราบแน่แก่ใจ เหตุที่หลายวันมานี้พวกมันกวาดพิชิตไปโดย
ไร้ผู้ต้าน ล้วนเกิดจากพลังยุทธ์อันเหนือล้าของราชา แต่เบื้องหน้ากองทัพ
สองแสนคน แม้แต่ราชายังไม่มีโอกาสได้ชัย
เหลียงเวยและอันม่อหวาดวิตกจนนั่งไม่ติด
จั่วม่อกลับดูเหมือนไม่รีบไม่ร้อน เนื่องจากกองทัพหยุดการรุดหน้า
มันก็เริ่มหลอมสร้างอีกครั้ง
ทุกคนรู้สึกแปลกพิกล ในช่วงเวลาคับขันอันตรายเช่นนี้ ราชาไฉนยังมี
อารมณ์มาหลอมสร้างยุทโธปกรณ์เทพอีก?
กล่องสีทองใบหนึ่งลอยเงียบ ๆ อยู่ในเปลวไฟ ทั่วพื้นผิวปกคลุมไป
ด้วยลวดลายอันวิจิตรบรรจงนับไม่ถ้วน
เมื่อเปลวไฟจางหายไป กล่องทองคำก็ลอยเข้ามาอยู่ในมือของจั่วม่อ
กล่องใบนี้มีขนาดเท่ากับฝ่ามือของจั่วม่อพอดี กระแสความอบอุ่นสายหนึ่ง
แล่นผ่านมาจากกล่องทองคำ จั่วม่อรู้สึกถึงสายใยผูกพันระหว่างมันและ
กล่องใบนี้ มุมปากคลี่ออกเป็นรอยยิ้มเบิกบานใจ
“ตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าจะถูกเรียกว่า ‘อาณาจักรแห่งราชัน!’”
นี่คือยุทธภัณฑ์เทพที่จั่วม่อพึงพอใจมากที่สุด นับตั้งแต่ที่มันได้รับตัว
อ่อนยุทธภัณฑ์เทพมาจากวิหารโบราณ ก็เฝ้าครุ่นคิดถึงวิธีหลอมสร้าง
ยุทธภัณฑ์เทพสำหรับตัวมันเอง ระดับฝีมือหลอมสร้างของมันในปัจจุบัน
สามารถเรียกได้ว่าเป็นยอดนักหลอมสร้างลำดับต้น ๆ แต่กลับไม่มี
ยุทธภัณฑ์เทพของตนเอง ไยมิใช่น่าหัวร่อแทบตายแล้ว โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งในเวลานี้มันฟื้นฟูพลังฝีมืออย่างสมบูรณ์ อาวุธวิเศษทั่วไปหากอยู่ในมือ
มันมีแต่จะประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันกับกระบี่ผลึกทอง หลอมละลาย
ในชั่วพริบตาเดียว
อันม่อกับเหลียงเวยร้อนรนกระวนกระวายดุจมดบนกระทะร้อน พวก
มันไม่อาจขบคิดเข้าใจได้ ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ราชาไฉนยัง
มีอารมณ์หลอมสร้างอาวุธวิเศษอยู่อีก มิหนำซ้ากล่องน้อยสีทองอร่ามใบ
นั้นดูไปธรรมดาสามัญยิ่ง ไม่เห็นว่าจะมีสิ่งใดพิเศษ
?” จั่วม่อถามเสียงราบเรียบ
อันม่อชะงักกึก มันไม่ได้คาดคิดว่าราชาจะถามเช่นนี้ มันตอบอย่าง
เคร่งขรึม “บริวารไม่เคยกลัวตาย แต่ไม่อยากตายอย่างไร้คุณค่า
ความหมาย”
“นั่นก็ใช่แล้ว” จั่วม่อพยักหน้า ภายใต้หน้ากากสัมฤทธิ์ ไม่มีผู้ใด
มองเห็นสีหน้าแท้จริงของมัน เพียงได้ยินคำสั่งอย่างเย็นชา “เช่นนั้นก็
เคลื่อนทัพ”
“องค์ราชา!” อันม่อร้อนใจดั่งไฟสุม
“องค์ราชา กองกำลังผู้พิทักษ์สุสานหยินและทัพของจ้าวรัตติกาล
โหยวเจ๋อกำลังเร่งรุดมาอย่างเต็มกำลัง ใช่สมควรรอพวกมันสักระยะ… …”
เหลียงเวยช่วยกล่าวมาอีกทาง
“เราจะไม่รอผู้ใด ข้ามีเวลาไม่มาก” จั่วม่อกล่าวอย่างเย็นชา จากนั้น
กระตุ้นพาหนะปิศาจเหินทะยานสู่ท้องฟ้า
อันม่อกับเหลียงเวยหันมามองหน้ากัน พวกมันไม่อาจเข้าใจได้ว่า
ราชากำลังคิดอะไร! ยามนี้หากพวกมันยังคงมุ่งหน้าต่อไป ไม่ต้องสงสัยเลย
ว่ามีแต่ความตายที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า! สามแสน! พวกมันจึงไม่เชื่อว่า
ราชาจะไม่เข้าใจว่าตัวเลขนี้หมายความว่าอย่างไร แต่ราชากลับยังคงยืน
กรานที่จะทำตามกำหนดการเดิม หรือว่าราชายังมีไพ่ตายอันใดซ่อนไว้
อีก?
พวกมันเคยหารือเรื่องนี้มาบ้าง แต่ไม่ว่าจะช่วยกันเค้นสมองครุ่นคิด
อย่างไร ก็ไม่อาจนึกหาหนทางเอาชนะกองทัพที่มีจำนวนมากถึงสามแสน
คน!
อันม่อกัดฟันแน่น “ประเสริฐ! อย่างเลวร้ายที่สุด เราก็แค่ตายไป
พร้อมกับราชา!”
กล่าวจบคำพลันลอยตัวขึ้นบนหลังพาหนะปิศาจ ไล่ติดตามจั่วม่อไป
ทันที
“ช่างสนุกสนานน่าสนใจนัก” เหลียงเวยพึมพำเบา ๆ ยามนี้มันแทบ
จะมั่นใจแล้วว่าราชามีแผนการอื่นอย่างแน่นอน แต่จนปัญญาจะคาดเดา
ได้จริง ๆ แผนการเอาชัยของราชาจะเป็นสิ่งใดกันแน่?
กองทัพแตรศึกแห่งราชันเคลื่อนทัพตามไปในบัดดล
ตลอดรายทาง พวกมันไม่พบสิ่งกีดขวางใดอีก เส้นทางระยะนี้สงบ
ราบเรียบผิดธรรมดา
ไห่ซินปิงตระหนักถึงข้อผิดพลาดของกลยุทธ์ในครั้งก่อน แผนอุบาย
ถ่วงเวลาของนาง กลับช่วยให้ราชาองค์ใหม่สร้างตำนานการบุกทะลวง
เมื่อจั่วม่อเริ่มนำทัพมุ่งหน้าไปตามเดิมอีกครั้ง ขุมกำลังนับไม่ถ้วนพา
กันตื่นตะลึง แม้แต่คนที่โง่เขลาที่สุดยังรู้ว่าไห่ซินปิงคลี่กางแหฟ้าตาข่าย
ดินรอคอยอยู่ที่เบื้องหน้า เป็นทัพใหญ่มหึมาที่มีจำนวนถึงสามแสน นั่น
แทบจะเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของกองทัพชั้นแนวหน้าที่มีอยู่ในดินแดนแห่ง
ความมืดทั้งหมด
นี่คือขุมกำลังที่ทำให้ผู้คนต้องขวัญวิญญาณกระเจิดกระเจิง
ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะได้!
ใช้กำลังเข้าปะทะกับกำลัง นับเป็นทางเลือกที่โง่เขลาที่สุด ใน
ความเห็นของคนส่วนใหญ่ ราชาองค์ใหม่สมควรล่าถอยไปก่อน หลีกเลี่ยง
จากกำลังหลักของไห่ซินปิง ใช้วิธีวกอ้อมหลอกล่อพวกมันแทน กองทัพที่
ใหญ่โตมโหฬารถึงเพียงนี้ แทบจะเป็นขุมกำลังทั้งหมดที่ไห่ซินปิง
พากเพียรสั่งสมมานานปี แต่ไม่มีทางยืนหยัดอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้นาน
ราชาองค์ใหม่มีหมิงอ๋องรุ่นก่อนหนุนหลัง มิหนำซ้าตัวมันเองยังสำแดงพลัง
อันแกร่งกร้าวเกรียงไกรให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาไปทั่วดินแดนแห่ง
ความมืด สถานการณ์ของมันมีข้อได้เปรียบเหนือกว่าไห่ซินปิงมาก
ซึ่งความจริง ขอเพียงราชาองค์ใหม่หลบเลี่ยงจากไห่ซินปิง ถ่วงเวลา
ไว้สักระยะหนึ่ง กองทัพสามแสนของไห่ซินปิงย่อมจะแตกกระจายไปเอง
ในเร็ววัน
นี่คือกลยุทธ์ที่สมควรใช้รับมือกับสถานการณ์เบื้องหน้า
แต่ราชาองค์ใหม่กลับใจร้อนวู่วาม มุ่งหน้าไปยังแม่น้าหมิงอ๋องราวกับ
แมงเม่าบินเข้ากองไฟ!
แทบทุกคนสามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้ ผู้คนมากมายยิ่งกว่า บังเกิด
ความรู้สึกว่าราชาเป็นเพียงคนเถื่อนที่มีแต่กำลังความห้าวหาญ ทว่า
ปราศจากสติปัญญาความคิด!
ราชาองค์ใหม่จะเอาชีวิตไปทิ้ง!
ความโศกสลดหดหู่อย่างบอกไม่ถูกแทรกผ่านเข้าไปในจิตใจของผู้คน
หลังจากเจ็ดวันแห่งการกวาดพิชิตโดยไร้ผู้ต้าน พวกมันเข้าใจว่าราชาองค์
ใหม่จะสืบทอดตำนานของหมิงอ๋องรุ่นก่อน กลายเป็นวีรบุรุษที่ใต้หล้าไร้ผู้
เทียบเทียม แต่ยามนี้พวกมันเห็นแล้วว่าราชาเป็นเพียงคนเถื่อนไร้ปัญญา
และหากราชาสิ้นชีพ ไห่ซินปิงก็ไม่ได้มีคุณสมบัติที่จะเป็นราชา ดินแดน
แห่งความมืดจะกลับสู่ยุคสมัยที่ปราศจากราชาผู้เป็นหลักยึดของพวกมัน
อีกครั้ง
นี่ไยมิใช่เป็นความเศร้าเสียใจอย่างใหญ่หลวงของผู้คน
สิบปีมาแล้ว พวกมันมีชีวิตปกติสุข ไม่มีสงคราม ชีวิตความเป็นอยู่
ของพวกมันสุขสงบร่มเย็น ดินแดนแห่งความมืดเป็นน้าหนึ่งใจเดียว
ทิศทางที่ธงแห่งราชาชี้นำไป คือทางที่พวกมันจะก้าวตามโดยปราศจากข้อ
กังขา
ลองดูดินแดนร้อยเถื่อนนั่นปะไร สถานที่แห่งนั้นรบพุ่งวุ่นวาย เต็มไป
ด้วยการรบราฆ่าฟันไม่มีที่สิ้นสุด ขุมกำลังใหญ่ทำสงครามกันไม่เว้นแต่ละ
วัน ประชาชนคนธรรมดาไยมิใช่ตกเป็นเหยื่อที่ต้องสังเวยชีวิตอย่างไร้ค่า
ความสลดหดหู่ ความสับสนเศร้าใจ แพร่กระจายไปทั่วดินแดนแห่ง
ความมืดราวกับโรคระบาด
หรือว่ายุคสมัยอันเรืองรองจะจบสิ้นลงเพียงเท่านี้จริง ๆ?
?
“มันกำลังมุ่งตรงมาที่นี่
ไห่ซินปิงงงงันวูบ จากนั้นถามอย่างลืมตัว
“ผู้พิทักษ์สุสานหยินกับโหยวเจ๋อ ใช่เดินทางมาถึงแล้วหรือไม่?”
“ยังไม่!” จู้หนานเยวี่ยดวงตาทอแววสับสนงุนงง
“น่าแปลก!” ไห่ซินปิงกล่าวอย่างครุ่นคิด “มันดูเหมือนไม่ใช่คนที่ไม่มี
สมอง!”
จู้หนานเยวี่ยแม้ไม่เอ่ยปาก แต่เรื่องนี้นางเห็นพ้องด้วย
ผู้ที่เพียงขยับมือครั้งเดียวก็สามารถบีบบังคับพวกนางเข้าตาจน ผู้ที่
กระทั่งถูกห้อมล้อมไปด้วยศัตรูรอบด้าน ยังสามารถเปลี่ยนพลิก
สถานการณ์ในชั่วข้ามคืน จะเป็นคนที่ไม่มีสมองได้อย่างไร? ซึ่งความจริง
?” จู้หนานเยวี่ยกระตุ้นเตือน
“ถูกของเจ้า!” ไห่ซินปิงตื่นตระหนก “เจ้าต้องเตรียมการรับมือเรื่องนี้
ให้ดี”
จู้หนานเยวี่ยมองดูสีหน้าตื่นตระหนกของไห่ซินปิง นางไม่เคยเห็นจ้าว
รัตติกาลไห่ซินปิงแตกตื่นลนลานถึงเพียงนี้มาก่อน จ้าวรัตติกาลไห่ซินปิง
ในใจนาง มักจะสงบเยือกเย็นและไร้ที่ติอยู่เสมอ แต่ยามนี้ เพียงแค่การ
เคลื่อนไหวที่ยากจะเข้าใจรอบหนึ่งของศัตรู ถึงกับทำให้จ้าวรัตติกาลหวาด
วิตกถึงเพียงนี้
แรงกดดันที่ฝ่ายตรงข้ามกระทำต่อจ้าวรัตติกาล คล้ายยังหนักหน่วง
รุนแรงยิ่งกว่าที่คนภายนอกจะเข้าใจได้!
ความตื่นตะลึงของจู้หนานเยวี่ยในยามนี้ย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
ยิ่งผิดปกติมากเท่าใด ก็ยิ่งชวนให้ผู้คนระแวงระวังมากเท่านั้น
กองทัพสามแสนคน ทำท่าราวกับกำลังเผชิญศัตรูตัวฉกาจ
สุ้มเสียงค่อย ๆ เงียบหายไป แต่ละคนปิดปากลงโดยไม่รู้ตัว พวกมัน
กระชับศาสตรามารในมือตามสัญชาตญาณ บรรยากาศยิ่งเขม็งตึงเครียด
ผิดธรรมดา
เมื่อกลุ่มจุดสีดำปรากฏขึ้นในระยะไกล ทุกผู้คนหัวใจแทบกระดอน
ออกมาจากอก
“พวกมันมาแล้ว!”
กองทัพแตกฮือทันที เสียงตวาดด้วยโทสะของเหล่าแม่ทัพนายกองดัง
ติดต่อตามกันไม่ขาดสาย
“ตื่นตัวเอาไว้!”
“ทุกคนเตรียมพร้อมต่อสู้!”
“ตั้งสติให้ดี เวลาสำคัญอย่าได้ทำผิดพลาด!”
กลุ่มจุดดำเล็ก ๆ เหล่านั้นรวดเร็วอย่างน่าประหลาด เพียงชั่ว
พริบตาเดียว ทุกผู้คนรู้สึกว่าในสายตามืดลงชั่ววูบ ศัตรูพลันปรากฏตัวอยู่
ไม่ห่างจากพวกมันแล้ว กองทัพศัตรูเห็นได้ชัดว่ามีจำนวนไม่ถึงหนึ่งหมื่น
แต่พวกมันเมื่อพุ่งเข้ามาด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก กลับบันดาลให้
ผู้คนเห็นภาพมายาของหมื่นม้าห้อตะบึง พร้อมที่จะเหยียบย่าทุกสิ่งไว้ใต้
ฝ่าเท้า
ทุกผู้คนใจสั่นสะท้านโดยไม่อาจควบคุม!
นี่ก็คือกระแสคลื่นเหล็ก ที่ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งได้ตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืนนั้น
หรือ?
เห็นศัตรูกำลังจะก้าวเข้าสู่ระยะโจมตีของพวกมัน แม่ทัพบัญชาการ
ศึกแต่ละคนสีหน้าตึงเครียดกังวล พวกมันกำลังรอคอยให้ศัตรูก้าวล่วงเข้า
มาในระยะโจมตีของพวกมัน เมื่อนั้นศึกชี้ชะตาดินแดนแห่งความมืดจะ
ระเบิดขึ้นทันที!
แต่แล้วศัตรูกลับหยุดทัพลงอย่างฉับพลัน!
หยุดลงโดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า จากสภาวะถาโถมอย่างรุนแรงกลับ
หยุดลงอย่างฉับพลันทันใด ช่องว่างรอยต่อระหว่างทั้งสองสภาวะ
ปราศจากริ้วรอยให้สืบสาว สร้างความอึดอัดขัดข้องแก่ผู้คนจนแทบ
กระอักโลหิตออกมา
ด้านหน้าสุดของกระบวนทัพศัตรู พวกมันในที่สุดก็ได้เห็นโฉมหน้า
ของบุรุษผู้นั้น!
แต่จั่วม่อไม่มีความรู้สึกเช่นนี้แม้สักส่วนเสี้ยว
มันนั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนหลังของราชาวิหคนรกานต์กระดูกทองแดง
แม้แต่สายตายังไม่หวั่นไหวแม้แต่ชั่ววูบ ยังคงกระด้างเย็นชา ปราศจาก
อารมณ์ความรู้สึก
“ไห่ซินปิง!”
สุ้มเสียงเฉื่อยชาเย็นเยียบดังกังวานอยู่ในสองหูของทุกผู้คน
เมื่อเทียบกับสภาพแตกตื่นลนลานก่อนหน้านี้ ไห่ซินปิงในเวลานี้สงบ
เยือกเย็นอย่างเป็นธรรมชาติ นางเดินออกมาจากแถวทัพโดยปราศจาก
ความเกรงกลัว
ไห่ซินปิงในชุดเกราะสงครามเต็มยศ ดูสง่างามราวกับเทพีสงคราม ใน
เวลานี้ นางในที่สุดค่อยเผยท่วงท่าสภาวะและศักดิ์ศรีของจ้าวรัตติกาลผู้
หนึ่ง ในมือนางถือกระบี่ยาวสีน้าเงิน ผมยาวปลิวสะบัดกลางสายลม
ใบหน้าสวยซึ้งไร้ตำหนิ ราวกับไม่ใช่สมบัติของมนุษย์ปุถุชน กอรปด้วย
สติปัญญาและความเด็ดเดี่ยวมั่นคง ชวนให้ผู้คนเกิดความไว้วางใจในตัว
นาง
นางไม่หลบเลี่ยงสายตาของจั่วม่อ แต่ไม่คิดทำสงครามคารมกับมัน
ดังนั้นชิงกล่าวว่า “ไยต้องพิรี้พิไรมากความ! เมื่อมาแล้วก็ลงมือเถอะ!”
ไห่ซินปิงดวงตาพลันทอประกายคมกล้า ชูกระบี่ยาวในมือขึ้นสูง เสียง
ตวาดลึกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟัน ดังกึกก้องไปทั่วทิศ “ในนามของ
ดินแดนแห่งความมืด!”
ชั่วพริบตานี้ ไห่ซินปิงเปล่งประกายเจิดจรัสราวกับดวงดารา
“ในนามของดินแดนแห่งความมืด!”
ทุกผู้คนถูกนางปลุกเร้าขวัญกำลังใจ ชั่วพริบตานี้ความหวาดวิตกทั้ง
มวลจางหายไปโดยไร้ร่องรอย โลหิตของพวกมันเดือดพล่าน จิตวิญญาณ
? พวกเจ้ามีคุณสมบัติใดในการเอ่ย
อ้างนามของดินแดนแห่งความมืด
ประโยคนั้นเย็นยะเยียบ ปราศจากร่องรอยของอารมณ์ความรู้สึก
ทว่าวาจาเหล่านี้ ราวกับเทถังน้าเย็นราดรดบนศีรษะของผู้คนทั้งสาม
แสน เปลวไฟแห่งความฮึกเหิมที่เพิ่งลุกโชนขึ้นในใจพวกมันพลันดับมอด
ลงทันที
บุรุษที่สวมหน้ากากสัมฤทธิ์เพียงทอดตามองพวกมันอย่างเฉยชา ราว
กับว่าในสายตาของมัน ผู้คนทั้งหมดเป็นเพียงแค่มดปลวกเท่านั้น
ช่างน่าชังนัก!
หลายคนสีหน้ากลายเป็นขัดตา ในหมู่พวกมันส่วนใหญ่ล้วนมีชื่อเสียง
มานานปี เคยถูกคนหยามดูแคลนถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
พวกมันกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว เส้นเอ็นเขียวปูดโปนแทบระเบิด
ทว่าประโยคถัดมาของจั่วม่อ กลับทำให้ยอดฝีมือเหล่านี้เกิดความ
ละอายใจ ความคิดจิตใจเลื่อนลอยไปชั่วขณะ
“ข้าอนุญาตให้เจ้าใช้นามของดินแดนแห่งความมืดตั้งแต่เมื่อใด?”
สุ้มเสียงยังคงเย็นเยียบเฉื่อยชา ราวกับกำลังเอ่ยถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ
ทั่วไป ทว่ากลิ่นอายสภาวะเย่อหยิ่งอหังการที่แผ่ซ่านออกมาจากร่าง ราว
กับลมหนาวอันเย็นเยียบเสียดกระดูก กวาดซัดเข้าไปในจิตใจผู้คนตรง ๆ!
“เจ้าเข้าใจว่าตัวเองเป็นใคร!”
ทันใดนั้น เสียงตวาดสนั่นหวั่นไหวดังกึกก้องออกมาจากกองทัพสาม
แสน เห็นเงาร่างเกรี้ยวกราดดุดันประดุจสัตว์ร้ายโถมออกมาจากแถวทัพ
พุ่งลิ่วเข้าหาจั่วม่อที่บนท้องฟ้าราวกับอัสนีบาตฟาดทลาย!
พลังสภาวะสุดแกร่งกร้าว โหมซัดไปยังจั่วม่อราวกับคลื่นพิโรธ!
เซี่ยโหวจือ!
คนผู้นี้เป็นหนึ่งในขุนพลของไห่ซินปิง ทั้งยังเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดใน
สี่ขุนพลแห่งวังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือ! ในบรรดาขุนพลสังกัดวังที่ราบ
น้าแข็งแดนเหนือ เซี่ยโหวจือนับว่าผิดปรกติอย่างสุดขั้ว คนผู้หนึ่งเมื่อ
บรรลุถึงความแข็งแกร่งระดับหนึ่ง น้อยคนนักที่จะต่อกรกับมันได้ คนผู้นี้
ทั้งไม่รู้จักนำทัพ อย่าว่าแต่เรื่องแผนอุบายพิชัยยุทธ์อันใด เซี่ยโหวจือกระ
ทั่งกระบวนทัพยังไม่เข้าใจ
มันเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับความแข็งแกร่งของตัวเอง แต่เนื่องเพราะ
เหตุนี้เอง พลังฝีมือของมันจึงกล้าแข็งยิ่ง ในวังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือ
เพียงเป็นรองจากไห่ซินปิงเท่านั้น
คนผู้นี้อารมณ์วู่วามปานเปลวเพลิง ไม่เคยกลัวฟ้ากลัวดิน วาจา
เย่อหยิ่งโอหังของจั่วม่อทำให้มันระเบิดอารมณ์ทันที!
ตูม!
พลังงานฆ่าฟันอันเกรี้ยวกราดระเบิดวาบออกมาจากร่างของเซี่ย
โหวจือ อากาศธาตุรอบกายมันบิดเบี้ยวอย่างประหลาด ร่างกายเบ่งพอง
ออกโดยพลัน ควันดำพวยพุ่งออกจากร่างไม่ขาดสาย
พลังสภาวะอันน่าแตกตื่นสะท้านใจแผ่ซ่านอยู่ภายในควันดำ ยิ่งมายิ่ง
กล้าแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ราวกับว่ามีสัตว์ประหลาดอันน่าสะพรึงกลัว กำลังก่อตัวขึ้นภายใน
ควันดำ
อย่างรวดเร็ว เห็นสัตว์ประหลาดร่างมหึมาปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา
ผู้คนทั้งหมด
เฮือก!
เสียงสูดหายใจอย่างหนาวเหน็บดังออกมาจากกองทัพสามแสนคน
แทบเป็นเสียงเดียว
สัตว์ประหลาดตัวนี้ใหญ่โตมโหฬารเกินไป ยืนตระหง่านง้าประดุจ
ขุนเขามหึมาลูกหนึ่ง ลำพังพลังกดดันจากตัวตนอันยิ่งใหญ่ของมัน ก็
เพียงพอให้ผู้คนสูญเสียความคิดต่อสู้
สัตว์ประหลาดทั่วร่างปกคลุมด้วยรอยสักสีเข้มอันลี้ลับซับซ้อน
ดวงตาทั้งสองประดุจหลุมดำลึกไร้ก้นบึ้ง ขาทั้งสี่สั้นป้อม แต่แข็งแรงกำยำ
ร่างงองุ้มเล็กน้อย ปากอ้าออกน้อยๆ เผยให้เห็นคมเขี้ยวหยาบหนาที่
ห่อหุ้มด้วยควันดำหนาทึบ ส่วนหางยาวกว่าสิบลี้ ยามเมื่อบิดกายก้าวเดิน
อากาศรอบข้างถึงกับบิดเบี้ยวปั่นป่วนไปด้วย
อันม่อหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย สัตว์ร้ายรัตติกาลตนนี้เมื่อปรากฏตัว
กลับบันดาลให้มันรู้สึกถึงอันตรายที่ยากจะบรรยายชนิดหนึ่ง!
เซี่ยโหวจือเดิมทีไม่ได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้!
นี่คือความคิดแรกที่ผุดขึ้นในใจของอันม่อ พลังของเซี่ยโหวจือที่เห็น
อยู่เบื้องหน้านี้ แทบไม่ด้อยไปกว่ามันเลย แต่แล้วในไม่ช้า อันม่อสีหน้า
แปรเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง คำสองคำสว่างวาบขึ้นในใจมันดุจสายฟ้า
นักรบพลีชีพ!
ผิดท่าแล้ว!
?
?
อันม่อเชื่อว่าอาศัยระดับพลังที่ราชาเคยสำแดงออกมา การจัดการ
กับเซี่ยโหวจือสมควรไม่มีปัญหาใด อย่างไรก็ตาม หากราชามัวแต่เสียเวลา
จัดการกับเซี่ยโหวจือ พลังสภาวะที่ราชาสั่งสมมาโดยตลอดจะเสื่อมสูญไป
ทันที
สำหรับทั้งสองฝ่าย สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้ก็คือสภาวะ
แต่อันม่อเป็นบุคคลที่เคร่งครัดระเบียบปฏิบัติ มิหนำซ้าจาก
ประสบการณ์ในช่วงหลายวันมานี้ มันทราบดีว่าราชาไม่ใช่คนหุนหันพลัน
แล่น การตัดสินใจหรือทางเลือกที่ดูคล้ายไม่มีเหตุผลของราชา สุดท้าย
กลับสร้างผลลัพธ์อันน่าอัศจรรย์ทุกครั้ง
อันม่อทราบแน่แก่ใจ ผลลัพธ์ที่เปรียบประดุจปาฏิหาริย์เหล่านั้น ไม่
อาจอธิบายได้ด้วยคำว่าโชควาสนาเพียงอย่างเดียว
มันชะงักเท้า ระงับความร้อนรุ่มกังวลใจ มองดูราชาอย่างสงสัยใคร่รู้
มันเองก็คิดใคร่ทราบเช่นกัน ราชาจะจัดการกับสัตว์ร้ายรัตติกาลอันน่า
กลัวตนนี้อย่างไร
จู้หนานเยวี่ยแทบจะแน่ใจว่าจ้าวรัตติกาลไม่เคยคาดหวังให้เซี่ยโหวจื
อเอาชนะฝ่ายตรงข้าม นางเพียงส่งเซี่ยโหวจือออกไปเพื่อลดทอนสภาวะ
ของอีกฝ่าย ด้วยการถ่วงเวลาราชาองค์ใหม่หรืออันม่อ
หากสามารถหยุดยั้งสภาวะของอีกฝ่าย พลังสภาวะของพวกมันจะลด
น้อยถอยลง ไม่ช้าก็เร็วพวกมันมีแต่จะถูกสังหารโดยกองทัพสามแสนคน
และเพื่อการถ่วงเวลาฝ่ายตรงข้ามนี้ จ้าวรัตติกาลถึงกับยินยอม
เสียสละขุนพลเข้มแข็งผู้หนึ่ง
นี่ไม่ต่างจากการเล่นหมากรุก สละขุนพล พิฆาตจอมทัพ!
จู้หนานเยวี่ยแม้เชื่อว่าลำพังไพร่พลสามแสนคนก็เพียงพอ แต่เมื่อ
เผชิญหน้ากับราชาองค์ใหม่ที่ลี้ลับสุดจะหยั่งคำนวณ จ้าวรัตติกาลยังคง
ระมัดระวังอย่างเต็มที่ เพื่อเพิ่มโอกาสได้ชัยให้มากขึ้นแม้เพียงน้อยนิด
นางยินดีจ่ายค่าตอบแทนทั้งมวล
แรงกดดันที่บุรุษผู้นี้มีต่อจ้าวรัตติกาล เรียกได้ว่าหนักหน่วงรุนแรง
เกินไป!
จู้หนานเยวี่ยกับเซี่ยโหวจือแม้ไม่มีน้าใจไมตรีลึกล้า แต่พวกมันล้วน
เป็นขุนพลแห่งวังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือด้วยกัน มีความสัมพันธ์อันดีมา
โดยตลอด นึกถึงว่าต่อจากนี้ นางจะไม่ได้พบเห็นเซี่ยโหวจืออีกแล้ว จู้
หนานเยวี่ยอดเศร้าหดหู่ไม่ได้
แต่ในไม่ช้า นางสลัดอารมณ์ความรู้สึกส่วนเกินเหล่านี้ออกจากใจ
สายตากลับเป็นสงบเยือกเย็นอีกครั้ง
อาศัยเซี่ยโหวจือคนเดียว ก็เพียงพอที่จะสร้างปัญหาใหญ่ให้แก่ฝ่าย
ศัตรู!
จั่วม่อเศร้าเสียดายจากใจจริง สัตว์ร้ายแดนร้างตนนี้แม้ตายไปแล้ว
ยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นอายสภาวะอันกล้าแกร่ง ไม่รู้ว่ายามมีชีวิตอยู่จะอาจ
หาญทะยานฟ้าถึงเพียงไหน
โฮก!
สัตว์ร้ายแดนร้างนรกานต์พลันอ้าปากกว้าง แผดเสียงคำรามดังสนั่น
ลั่นโลก พลังสภาวะที่สามารถทำให้ผู้คนขวัญหนีดีฝ่อตายระเบิดออกมา
โดยพลัน!
มันงุ้มกายลงเล็กน้อย ดวงตาลึกล้าไร้ก้นบึ้งจ้องมองจั่วม่อตาเขม็ง
ท่วงท่าคล้ายว่าพร้อมจะกระโจนเข้าขย้าเหยื่อได้ทุกขณะจิต
จั่วม่อสายตาเปลี่ยนเป็นเย็นเยือก
มันในยามนี้กระทั่งสัตว์ร้ายแดนร้างตัวจริงยังไม่เกรงกลัว อย่าว่าแต่
สัตว์ร้างแดนร้างที่ตายไปแล้ว!
ฝ่ายตรงข้ามใช้พลังเทพแห่งความมืดปรับแต่งสัตว์ร้ายแดนร้างตนนี้
แต่จั่วม่อเพียงมองปราดเดียวก็ทราบ การปรับแต่งขัดเกลานั้นไม่สมบูรณ์
นี่ไม่ต่างจากที่คาด สัตว์ร้ายแดนร้างคือราชาแห่งสรรพสัตว์ในยุคบรรพ
กาล แม้ว่าเสียชีวิตไปนานปี ก็ไม่ใช่สิ่งที่ชนชั้นต่ากว่าเทพยุทธ์จะสามารถ
ปรับแต่งได้อย่างสมบูรณ์
สัตว์ร้ายแดนร้างที่หลอมสร้างไม่สมบูรณ์ จะยังคงหลงเหลือ
สัญชาตญาณจากเมื่อครั้งที่มีชีวิต สัญชาตญาณเหล่านี้เอง ที่เป็นอุปสรรค
สำคัญสำหรับผู้ที่พยายามปรับแต่งเพื่อครอบครองพลังของมัน
คนผู้นี้ยังรีบร้อนกว่านั้น มันเพียงแค่เผาผลาญเทพของตน เพื่อสะกด
สัญชาตญาณที่ยังหลงเหลือของสัตว์ร้ายแดนร้าง
น่าเสียดายที่มันประเมินสัญชาตญาณดิบของสัตว์ร้ายแดนร้างต่า
เกินไป!
จั่วม่อกรีดวาดดรรชนี ศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัยซึ่งสืบทอดมา
จากผูเยาเคลื่อนตามปลายนิ้ว เพียงแต่ในครั้งนี้ สิ่งที่เปล่งประกายอยู่ที่
ปลายดรรชนีไม่ใช่พลังจิตสำนึก หากแต่เป็นพลังเทพสายหนึ่ง!
จุดแสงมืดมัวจุดหนึ่งพวยพุ่งออกจากปลายดรรชนีของจั่วม่อ จมหาย
เข้าไปในร่างมหึมาของสัตว์ร้ายแดนร้างในบัดดล
สัตว์ร้ายแดนร้างจำแลงมีร่างกายใหญ่โตปานขุนเขา เมื่อเทียบกัน
แล้วจุดแสงดวงน้อยดุจหิ่งห้อย ช่างเล็กกระจ้อยร่อยอย่างน่าขบขัน ราชา
องค์ใหม่เข้าใจว่าจะใช้พลังเทพจุดเล็ก ๆ นั้น กำราบตัวตนอันใหญ่โตและ
ทรงพลังถึงเพียงนี้ได้จริงๆ
มันใช่สมองมีปัญหาหรือไม่
เพื่อที่จะต่อกรกับสัตว์ยักษ์ที่น่าสะพรึงกลัวนี้ ผู้คนต้องใช้พลังที่
สามารถพลิกขุนเขาผันสมุทร จุดแสงขนาดเท่าเมล็ดข้าวนั้นเป็นเรื่องชวน
หัวอันใดกัน
ผู้คนจำนวนมากมีสีหน้าดูแคลน
อย่างไรก็ตาม ไห่ซินปิงที่กลางเวหาพลันใจกระตุกวูบ
สังหรณ์ร้ายพลุ่งขึ้นในใจนาง นางเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับหนึ่งคนหนึ่ง
สัตว์ร้ายคู่นั้นมากที่สุด แต่ยังไม่อาจเข้าใจได้ว่าคนสวมหน้ากากใช้วิชา
อะไรออกมา
แต่คลื่นเสียงนี้กลับปลุกให้ทุกคนได้สติ จากนั้นต้องตกตะลึงพรึง
เพริดอีกครั้ง!
เกิดอะไรขึ้น?
“อา อา อ๊ากกกก!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด พลันดังออกมาจากสัตว์ร้ายแดน
ร้าง
คนของวังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือหน้าเปลี่ยนสี เซี่ยโหวจือ! นี่คือเสียง
ของเซี่ยโหวจือ!
เสียงกรีดร้องโหยหวนของเซี่ยโหวจือเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแสน
สาหัส ราวกับว่ามันต้องทนทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวง
อย่างรวดเร็ว เสียงกรีดร้องค่อยๆ เบาลง จนกระทั่งจางหายไป
สัตว์ร้ายตัวเท่าภูเขาร่างหยุดสั่นทันที ในดวงตาดำสนิทไร้ก้นบึ้งพลัน
ปรากฏจุดแสงเล็ก ๆ ทอประกาย
ทันใดนั้นมันแผดคำรามดังกึกก้อง สี่เท้าควบตะบึงเข้าหาจั่วม่อใน
บัดดล
ตูม!
ร่างใหญ่โตมหึมาประดุจสายฟ้าฟาด เต็มไปด้วยพลังสภาวะอันน่า
กลัว! ประหนึ่งขุนเขาถล่มทับ ไม่มีสิ่งใดจะมาหยุดยั้งได้!
“องค์ราชา ระวัง!” อันม่ออุทานเสียงหลง มันสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่าง
รุนแรง สัตว์ร้ายรัตติกาลนี้ยังคล่องแคล่วปราดเปรียวยิ่งกว่าที่มันคาดคิด
เอาไว้มาก!
จั่วม่อคล้ายไม่ได้ยินเสียงเตือน ร่างแน่วนิ่งไม่ไหวติง
สัตว์ร้ายร่างยักษ์พุ่งพรวดมาถึงเบื้องหน้า ราวกับว่าจู่ๆ ปรากฏ
ออกมาจากอากาศธาตุก็มิปาน สิ่งที่ใหญ่โตมโหฬารถึงเพียงนี้ กลับเข้าถึง
ตัวโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า ผู้คนทั้งสองฝ่ายรู้สึกหัวใจแทบหยุดเต้น เจ้า
สัตว์ร้ายนั้นแทบจะประชิดติดตัวราชา ดวงตาของมันอยู่ห่างจากจั่วม่อไม่
ถึงสามจั้งเท่านั้น
ตูม!
คลื่นอากาศระเบิดวาบ ประดุจลมพายุสุดเกรี้ยวกราด กวาดซัดเข้าหา
จั่วม่ออย่างหักโหม!
ทว่าร่างที่เหยียดตรงอยู่บนหลังราชาวิหคนรกานต์กระดูกทองแดง
กลับไม่ขยับเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย มีเพียงผมสีขาวราวหิมะที่ปลิวสะบัดอยู่
ในคลื่นอากาศอันดุร้าย!
เบื้องหน้าร่างใหญ่โตปานขุนเขาของสัตว์ร้ายแดนร้าง จั่วม่อดูเล็ก
กระจ้อยร่อยอย่างบอกไม่ถูก
ทันใดนั้นเอง สัตว์ร้ายแดนร้างกลับค้อมตัวลง
บุรุษซึ่งดูคล้ายสลักจากศิลาในที่สุดค่อยขยับเคลื่อนไหว มันก้าวเท้า
เหยียบขึ้นไปบนส่วนจมูกของสัตว์ร้ายแดนร้าง
ส่วนจมูกของสัตว์ร้ายแดนร้างกว้างใหญ่ราวกับเส้นทางภูเขา นำไป
ยังส่วนศีรษะ
เดินไปบนสันจมูกของสัตว์ร้ายแดนร้าง ไม่ต่างจากเดินขึ้นไปตาม
เส้นทางภูเขา จั่วม่อมุ่งหน้าสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ
ทั่วทั้งสนามรบเงียบสงัดดุจป่าช้า แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ กลับบ่งบอกถึง
พลังอันน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงชนิดหนึ่ง
เงียบกริบอย่างสมบูรณ์
จั่วม่อเมื่อเดินขึ้นไปยังส่วนบนสุดของศีรษะสัตว์ร้ายแดนร้าง พลัน
หยุดเท้าลง แล้วหมุนตัวกลับมา ทอดตามองกองทัพสามแสนคนที่เบื้อง
ล่างอย่างเย็นชา!
สัตว์ร้ายแดนร้างที่ค้อมกายหมอบนิ่ง พลันลุกขึ้นยืนพร้อมกัน
กองทัพสุดแกร่งสามแสนคนในสายตามัน ยิ่งหดเล็กลงเรื่อยๆ ยืนอยู่
บนศีรษะสัตว์ร้ายแดนร้างทำให้มันอยู่สูงกว่าเดิม ครรลองสายตากว้างไกล
กว่าที่เคยเป็นมา สายลมรุนแรงพัดกระโชกผมขาวราวหิมะให้สะบัดปลิว
มันก้มมองดูกองทัพศัตรู
หน้ากากสัมฤทธิ์ยังคงยะเยียบเย็นชา ปราศจากอารมณ์ความรู้สึก
เช่นเดียวกันกับสุ้มเสียงที่สะท้อนก้องอยู่ในอากาศ
?”
หลังจากวาจาประโยคนั้น เป็นความเงียบสงัดเสมือนตาย
ไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก กองทัพที่มีรี้พลสามแสนคนประหนึ่งไก่ไม้สามแสน
ตัว พวกมันไม่อาจกล่าวโต้แย้งแม้สักครึ่งคำ แต่คนละเหม่อมองขึ้นไปบน
ฟากฟ้าที่คล้ายไม่มีวันเอื้อมถึง มองดูเงาร่างตั้งตรงดุจคันทวน ผมขาว
สะบัดพลิ้วตามแรงลม ดูไปทระนงองอาจอย่างบอกไม่ถูก
ทันใดนั้นผู้คนบังเกิดความรู้สึกหลอนประการหนึ่ง สัตว์ร้างแดนร้าง
เมื่อยอมสยบอยู่ใต้ฝ่าเท้าของคนผู้นี้ ประหนึ่งว่าทั่วปฐพีล้วนสยบอยู่ใต้ฝ่า
เท้ามันเช่นกัน
สุ้มเสียงเย็นเยียบไม่แยแสคล้ายดังมาจากสถานที่อันห่างไกล
แพร่กระจายเป็นวงกว้าง ชั่วพริบตาเดียวก็คล้ายจะครอบคลุมไปทั่วทั้ง
ดินแดนแห่งความมืด
ศึกครั้งสุดท้ายนี้จะเป็นเครื่องตัดสินอนาคตของดินแดนแห่งความมืด
ย่อมเป็นที่กังวลสนใจจากทุกผู้คนในดินแดนแห่งความมืด พลเมืองนับไม่
ถ้วนกำลังรับชมเหตุการณ์ทั้งหมดฝ่ายเครือข่ายภาพมายา ไห่ซินปิงซึ่ง
เข้าใจว่าตนเองกุมชัยชนะเป็นมั่นเหมาะ ไม่เคยคิดจะกีดกันบรรดาสายสืบ
ที่เร้นกายเข้ามาถ่ายทอดภาพมายา นางต้องการให้ผู้คนได้ประจักษ์โดย
ทั่วกัน ให้ทุกคนเห็นกับตาว่าราชาองค์ใหม่ผู้สูงศักดิ์หล่นร่วงลงจากราช
บัลลังก์อย่างไร นางต้องการพิชิตราชาองค์ใหม่ต่อหน้าดินแดนแห่งความ
มืดทั้งมวล มีเพียงกระทำเช่นนี้นางจึงจะสามารถก้าวขึ้นสู่บัลลังก์แห่ง
ราชา!
“ข้าคือหมิงอ๋อง ในดินแดนแห่งความมืด มีเพียงข้าที่สามารถเอ่ยอ้าง
นามของดินแดนแห่งความมืด!”
“เจ้า พวกเจ้า!”
“ล้วนไม่มีคุณสมบัติ!”
สุ้มเสียงนั้นปราศจากร่องรอยของความอบอุ่น กระทั่งถึงยามนี้ ระดับ
เสียงของมันยังคงสงบราบเรียบ ไม่มีโทสะ ไม่มีการระเบิดอารมณ์ ถึงกับไม่
เจือปนความรู้สึกใด
แต่สุ้มเสียงที่ไม่มีร่องรอยของอารมณ์ความรู้สึกนี้ ยังทำผู้คนบังเกิด
ความหวาดกลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด้วยโทสะเสียอีก
แต่เมื่อเทียบกับสุ้มเสียงที่มีแต่จะยิ่งเย็นยะเยียบลง พลังสภาวะของ
บุรุษที่ยืนอยู่บนศีรษะของสัตว์ร้ายแดนร้าง กลับเริ่มเพิ่มสูงขึ้นไม่หยุดยั้ง
ไม่ทราบเพราะเหตุใด เมื่อคนผู้นั้นเริ่มเร่งเร้าพลังในร่าง ทุกผู้คนกลับ
รู้สึกโล่งอกขึ้นมา ความประหวั่นพรั่นใจอันแปลกประหลาดลดน้อยลงไป
มาก
ในที่สุดก็จะเริ่มลงมือต่อสู้กันแล้วกระมัง?
ประเสริฐ! เลวร้ายที่สุดก็แค่ตาย!
พวกมันกลับไม่ทันได้รู้สึกตัว ความคิดของพวกมันในยามนี้
เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนการเผชิญหน้าอย่างสิ้นเชิง
มีเพียงไม่กี่คนที่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงอันน่าตระหนกนี้ สีหน้า
กลับกลายเป็นอัปลักษณ์สุดทนดู พวกมันทีแรกเข้าใจว่ากุมชัยชนะเป็นมั่น
เหมาะ ในเวลานี้กลับยอมรับโดยไม่รู้ตัวว่าพวกมันอาจต้องตายภายใต้
เงื้อมมือของราชาองค์ใหม่ สภาวะที่ราชาองค์ใหม่สร้างขึ้นช่างน่าแตกตื่น
สะท้านใจนัก บ่อนทำลายความเชื่อมั่นและขวัญกำลังใจของฝ่ายพวกมัน
จนแทบหมดสิ้น เดิมทีไม่ว่าราชาองค์จะทำอะไร ก็สมควรไม่เกิดเรื่องเช่นนี้
ขึ้น แต่แล้วการระเบิดโทสะของเซี่ยโหวจือราวกับเป็นแผนการที่วางเอาไว้
ล่วงหน้า กลายเป็นขั้นบันไดหนุนส่งราชาองค์ใหม่ ขึ้นสู่เวทีอันยิ่งใหญ่
อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
แต่ทุกคนทราบแน่แก่ใจ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แผนการที่วางไว้ล่วงหน้า
แม้แต่สัตว์ร้ายมหึมาที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนั้น ยังต้องหมอบราบ
อยู่ใต้ฝ่าเท้าของราชาองค์ใหม่ ทั้งหมดนี้พวกมันล้วนประจักษ์แก่สายตา
ตัวเอง ท่วงท่าสภาวะที่ไม่อาจหยั่งถึงของราชาประทับแน่นอยู่ในจิตใจ
พวกมันไม่คลาย
หรือว่านี่คือสภาวะแห่งราชัน?
ก่อนหน้านี้พวกมันไม่เชื่อเรื่องเหลวไหลไร้สาระนี้ ทุกคนเข้าใจว่า
สามารถใช้กำลังพลที่มากกว่าเข้าต่อกร จนถึงกับปราบพิชิตผู้ที่ถูกเรียก
?
ซึ่งความจริงนี่ไม่น่าประหลาดใจเท่าใด ในความเข้าใจของผู้คน พลัง
ฝีมือของราชาองค์ใหม่สมควรอ่อนด้อยกว่าหมิงอ๋องรุ่นก่อนเท่านั้น ต้องไม่
ลืมว่าคนผู้นี้เคยอาศัยพลังของตนเพียงลำพัง สร้างปาฏิหาริย์ของการบุก
ทะลวงเจ็ดวันดุจอัสนีบาตฟาดทลายมาแล้ว!
ทว่าสิ่งที่น่าตื่นตะลึงยิ่งกว่า คือพลังสภาวะของมันยังคงพุ่งทะยานขึ้น
เรื่อย ๆ!
พุ่งทะยานขึ้นด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ!
มันประดุจเปลวไฟที่กำลังลุกโชน โชติช่วง ร้อนแรงและสุกสว่างเกิน
บรรยาย
สิ่งที่น่าตื่นตะลึงยิ่งกว่า คือพื้นที่วังวนอันเชี่ยวกรากนี้ยังคงขยายใหญ่
มากขึ้นเรื่อย ๆ
กว้าก!
ทันใดนั้นสัตว์ร้ายแดนร้างแผดเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราด ตูม เสียง
หนักทึบก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ร่างใหญ่โตเท่าภูเขาของสัตว์ร้ายแดนร้าง
เริ่มบิดเบี้ยวพร่าเลือนเช่นกัน
โดยยึดถือสัตว์ร้ายแดนร้างเป็นศูนย์กลาง คลื่นอากาศที่แฝงไว้ด้วย
พลังสภาวะอันไพศาลกวาดวาบออกไปทั่วทิศ
เมื่อพลังสภาวะทั้งสองขุมผสานรวมกัน กระทั่งฟ้าดินยังคล้ายจะ
สูญเสียสีสันที่พึงมี
ผู้คนทั้งสามแสนใบหน้าขาวเผือด
สิ่งที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้น คือพลังสภาวะของบุรุษที่ยืนอยู่เหนือสัตว์
ร้ายแดนร้าง ยังคงพุ่งทะยานขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด ไม่มีทีท่าว่าจะชะลอช้า
ลงแม้แต่น้อย
นี่เป็นไปไม่ได้!
แม้แต่จู้หนานเยวี่ยที่สงบเยือกเย็นที่สุด ยังไม่อาจสงบใจได้อีก นาง
เหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างตะลึงลาน
“เป็นไปไม่ได้!”
นางพึมพำด้วยสีหน้าลื่อนลอย บนฟากฟ้า พลังสภาวะที่ระเบิด
ออกมาจากร่างนั้นเกินกว่าขีดจำกัดของมนุษย์ปุถุชน ชั่วพริบตานี้ นาง
?
?
มีเพียงยอดยุทธ์แท้จริงไม่กี่คนเท่านั้นที่ล่วงรู้ ซึ่งความจริงร่างกาย
ของพวกมันไม่ได้ถูกฝ่ายตรงข้ามควบคุมเอาไว้ เพียงแต่พลังสภาวะของ
คนผู้นั้นแข็งแกร่งดุดันเกินไป ทำให้ร่างกายของพวกมันทำการต่อต้าน
ตามสัญชาตญาณป้องกันตัว
สัญชาตญาณการป้องกันตัวเองชนิดนี้ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของ
พวกมัน
ทว่าพวกมันแม้เข้าใจสาเหตุแท้จริง แต่กลับไม่ได้ช่วยให้เบาใจลงเลย
แม้แต่น้อย กลับเป็นตรงกันข้าม มีแต่ความหวาดกลัวมากขึ้นทุกขณะ หาก
กระทั่งพลังสภาวะที่ปลดปล่อยออกมายังน่าแตกตื่นสะท้านโลกถึงเพียงนี้
เช่นนั้นคนผู้นี้มีพลังฝีมือกล้าแข็งถึงระดับใดกันแน่?
ในโลกถึงกับมีผู้ที่แข็งแกร็งถึงขั้นนี้จริงๆ?
อันม่อตกตะลึงพรึงเพริดไม่น้อยไปกว่าศัตรู ในใจบังเกิดระลอก
ปั่นป่วนระลอกแล้วระลอกเล่า
นี่ก็คือไพ่ตายที่เป็นหนึ่งไม่มีสองของราชา ราชาไม่เคยคิดใช้แผนการ
ใด ๆ เพื่อจัดการกับกบฏไห่ซินปิง นับตั้งแต่เริ่มต้นราชาก็ตั้งใจจะใช้พลัง
อันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพื่อบดขยี้นางตรง ๆ!
ไม่มีผู้ใดคาดคิดได้ แม้แต่อันม่อที่อยู่ข้างกายราชามาโดยตลอดยัง
คาดคิดไม่ถึง ผู้ใดจะจินตนาการได้ ว่าอาศัยพลังฝีมือของคนผู้หนึ่งจะ
สามารถสะกดข่มกองทัพสามแสนคนจนตัวสั่นงันงก
เรื่องเช่นนี้พวกมันไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน
แต่ฉากเหตุการณ์ที่แทบเป็นไปไม่ได้นี้ กำลังอุบัติขึ้นต่อหน้าต่อตา
พวกมัน
อันม่อเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างงุนงง มองดูบุรุษที่แผ่ซ่านพลัง
สภาวะอันน่าสะพรึงกลัวผู้นั้น รู้สึกราวกับว่ากำลังมองดูเทพเทวะองค์หนึ่ง
นี่คือราชาเช่นนั้นหรือ?
ทันใดนั้นเอง เพียะ ก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นก้อนหนึ่งคล้ายสลัดหลุด
จากแรงดึงดูด ค่อย ๆ ลอยขึ้นอย่างช้า ๆ
นี่ประหนึ่งว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นของปฏิกิริยาลูกโซ่ เศษหินนับไม่
ถ้วนแตกออกจากพื้น พากันลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าไม่ขาดสาย
ทุกผู้คนเหม่อมองอย่างตะลึงลาน ผู้ใดเคยพบเห็นภาพอันแปลก
พิสดารและชวนอกสั่นขวัญแขวนถึงเพียงนี้มาก่อนเล่า?
จนถึงยามนี้ พลังสภาวะของบุรุษที่ยืนอยู่เหนือสัตว์ร้ายแดนร้าง ก็
ยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ!
ไม่มีทีท่าว่าจะชะงักหยุดยั้งแม้แต่น้อย!
ผู้คนทั้งหมด ในใจหลงเหลือแค่เพียงความหวาดกลัวเท่านั้น
นอกเหนือจากความกลัว ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีกแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ไห่ซินปิง!
พลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลไร้ที่สิ้นสุดประดุจเกลียวคลื่นคลุ้มคลั่ง กวาด
ซัดออกไปอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งร้อยลี้ หนึ่งพันลี้ … …
มีเพียงหน้ากากสัมฤทธิ์ที่เย็นเยียบและดวงตาอันเฉยเมยดุจเทพเทวา
คู่นั้น ที่ยังคงกระจ่างชัดประหนึ่งว่าบุกรุกเข้ามาในจิตใจของผู้คนโดยตรง
จั่วม่อหงายมือขึ้น กล่องสี่เหลี่ยมสีทองใบน้อยลอยนิ่งอยู่เหนือฝ่ามือ
ของมัน
‘อาณาจักรแห่งราชัน!’
จั่วม่อตวัดมือซัด ‘อาณาจักรแห่งราชัน’ ขึ้นไปบนท้องฟ้า
‘อาณาจักรแห่งราชัน’ พลันแตกระเบิดเป็นกลุ่มแสงเจิดจรัสที่กลาง
เวหา
โลกหล้าสงบเงียบลงโดยพลัน
พายุหมุนหายไป พลังสภาวะอันน่าพรั่นพรึงหายไป กระแสคลื่นคลั่ง
ล้วนหายไป
ทุกผู้คนตกอยู่ท่ามกลางดาราจักรอักขระเทพอันไร้ที่สิ้นสุด เห็น
อักขระเทพน้อยใหญ่หลากสีสันนับไม่ถ้วน ก่อตัวเป็นทะเลดาวซึ่งไม่มีที่
สิ้นสุด ที่ใจกลางทะเลดาวแห่งอักขระเทพ เป็นดวงอาทิตย์สีทองขนาด
มหึมากำลังโคจรอย่างช้า ๆ พื้นผิวของดวงอาทิตย์แตกปะทุเป็นเปลวไฟสี
ทองหนาแน่น เกิดเป็นภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจฉากหนึ่ง
ดาราจักรอักขระเทพนี้กว้างใหญ่ไพศาลอย่างเหลือเชื่อ กระทั่งผู้คน
สามแสนคนเมื่อถูกบรรจุอยู่ภายใน ยังเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็ก ๆ ราวกับฝุ่น
ธุลี
เงียบ เป็นความเงียบสงัดเสมือนตาย
ไห่ซินปิงใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด
ทันใดนั้น นางพลันนึกถึงคำเล่าลือจากศึกที่ราบภาคกลางเมื่อครั้ง
กระโน้น … ระดับเทพยุทธ์!
เป็นระดับเทพยุทธ์ในตำนาน!
นางเหม่อมองทะเลดาวอักขระเทพอันกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งบดขยี้
ความหวังทั้งมวลเป็นฝุ่นธุลี พลันพบว่าความทะเยอทะยานของนางช่าง
น่าขันนัก การต่อสู้ดิ้นรนของนาง แผนการทั้งหมดของนาง ความพยายาม
จั่วม่อทอดตามองการบุกฝ่าของไห่ซินปิงอย่างเฉยเมย
มันในยามนี้อยู่ในสถานะอันแปลกประหลาด มีความรู้สึกราวกับว่า
เป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง คล้ายถูกบางสิ่งครอบงำ จิตใจสงบราบเรียบ
และเย็นชาดุจบ่อน้าโบราณ ประหนึ่งว่าในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดทำให้จิตใจมัน
บังเกิดระลอกได้
การดิ้นรนก่อนตายของไห่ซินปิง ไม่ได้ทำให้มันตื่นตระหนกแม้แต่
น้อย
สิบปีที่มันร่อนเร่พเนจรอยู่ในห้วงความว่างเปล่าไร้ขอบเขต ตลอดสิบ
ปีเต็ม ไม่ทราบว่าสั่งสมสติปัญญาความคิดและความรู้แจ้งมากมายเท่าใด
เมื่อฟื้นฟูพลังฝีมือดังเดิม สิ่งที่สะสมมาสิบปีเปรียบประดุจภูเขาไฟที่รอ
คอยมาเป็นเวลานาน พลันปะทุออกมาอย่างรุนแรง!
มันในยามนี้ มีพลังฝีมือเหนือล้ากว่าผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเทียนหวนใน
ครั้งนั้นเสียอีก
ที่ยิ่งไปกว่านั้น มันยังหลอมสร้างสุดยอดยุทธภัณฑ์เทพชิ้นหนึ่ง
‘อาณาจักรแห่งราชัน’
ทะเลอักขระของผู้อาวุโสสูงสุดในครั้งนั้น มอบแรงบันดาลใจอัน
ยิ่งใหญ่ให้แก่จั่วม่อ มันเดิมทีก็มีฝีมือในทางอักขระเทพเช่นกัน แม้ว่าใน
ครั้งนั้น ฝีมือเชิงอักขระของเทพผู้อาวุโสสูงสุดจะเหนือล้ากว่ามัน แต่ถึง
ตอนนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจั่วม่อคือผู้ที่มีฝีมือเชิงอักขระเทพสูงล้าที่สุดใน
แผ่นดิน ในช่วงสิบปีที่มันพเนจรในห้วงความว่างเปล่าไร้ขอบเขต ไม่ทราบ
ว่าพบเห็นอักขระเทพมากมายเท่าใด มากกว่าที่ผู้อาวุโสสูงสุดพบเห็นมา
ชั่วชีวิตชราของมันเสียอีก
เป็นสีเหลืองทองมลังเมลือง แสงสีสารพัดชนิดรวมอยู่ด้วยกัน แต่แทนที่จะ
ดูยุ่งเหยิงขัดตา กลับงดงามตระการและผสมกลมกลืนอย่างบอกไม่ถูก
ภายใต้สายตาเฝ้ามองของผู้ชมหลายแสนคน ทหารยันต์ทองคำดำ
ทุ่มเทเรี่ยวแรงกำลังเต็มสิบส่วน
“เกิดมาเพื่อต่อสู้!”
เสียงตวาดทุ้มลึก แฝงเค้าโอ่อ่าอหังการดั่งเทพสงครามโบราณจุติลงสู่
โลกหล้า ดวงตาทอประกายสีทองเข้ม เต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟัน ข่มขวัญ
ผู้คนจนระย่นระย่อ
มันวาดแขนประสานไขว้ที่กลางอก หมัดขวาห่อหุ้มด้วยอักขระเทพสี
ฟ้าน้าแข็ง หมัดซ้ายปกคลุมด้วยอักขระเทพสีแดงฉานดุจเปลวเพลิง
อักขระเทพทั้งสองเมื่อกระแทกชนกัน พลันเปล่งแสงเจิดจรัสบาดตา
สะเก็ดประกายสีฟ้าเย็นเยือกและสีแดงฉานร้อนแรงสาดกระจายเป็น
วงกว้าง ราวกับเศษน้าแข็งและประกายไฟสาดซัดออกอย่างพร้อมเพรียง
วู้ม!
ทันใดนั้น สะเก็ดแสงมากมายผนึกรวมเป็นลำแสงสองสาย บิดไขว้
เป็นเกลียว ประดุจมังกรหนึ่งแดงหนึ่งฟ้าโอบรัดพัวพัน พุ่งวาบเข้าหาไห่ซิ
นปิงอย่างเร่งร้อน
ไห่ซินปิงไม่คิดหลบหลีก ดวงตาคู่งามทอประกายดุร้ายบ้าคลั่ง กระบี่
ยาวสีฟ้าในมือนางเปล่งแสงสีน้าเงินสดชั้นหนึ่ง นางตวัดมือวูบ กระบี่ยาว
แผดเสียงกรีดแหลม ลำแสงสาดพุ่งเข้าปะทะกับมังกรคู่แดงฟ้าอย่างหัก
ดาราจักรอักขระเทพเชื่อมโยงกับจิตใจของจั่วม่อ ทหารยันต์ทองคำ
ดำอยู่ในพื้นที่นี้ ไม่ต่างพยัคฆ์ในป่ามัจฉาในวารี พลังทุกด้านแข็งแกร่งขึ้น
เป็นทวีคูณ
มันโถมถึงเบื้องหน้าของไห่ซินปิง ต่อยหมัดใส่นางอย่างหักโหม!
อักขระเทพบนหมัดและท่อนแขนพลันสว่างวาบ เปล่งแสงเจิดจรัส
บาดตา มองจากที่ห่างไกล ราวกับกลุ่มแสงซัดวาบเข้าใส่ไห่ซินปิงด้วย
ความเร็วที่ไม่อาจมองเห็นชัดตา
ไห่ซินปิงมาคราวนี้ไม่คิดเสียดายชีวิตอยู่แล้ว ดังนั้นไม่หลบเลี่ยงแต่
อย่างใด กระบี่ยาวในมือชี้ตรงไปยังหมัดที่ห่อหุ้มด้วยแสงประกายของ
ทหารยันต์ทองคำดำ
จุดแสงสีฟ้าน้าแข็งขนาดเท่าเมล็ดข้าวพลันสว่างวาบที่ปลายกระบี่
ของไห่ซินปิง จากนั้นแตกระเบิดเป็นกลุ่มแสงสีฟ้าเย็นเยือกที่เบื้องหน้า
ทหารยันต์ทองคำดำ!
ลมหิมะทวีพลังกล้าแข็งมากขึ้นทุกขณะ ภายใต้ฝ่าเท้าของนาง แผ่น
น้าแข็งที่ส่องประกายแวววามแผ่กระจายออกไปโดยไร้เสียง
เพียงชั่วพริบตาเดียว ภายในรัศมีหนึ่งพันลี้กลายเป็นโลกแห่งน้าแข็ง
เหล่าอักขระเทพที่ถูกแช่แข็งดูหม่นแสงลง
ผู้คนจำนวนมาก ในดวงตาพลันลุกโชนด้วยเปลวไฟแห่งความหวังอีก
ครั้ง ไห่ซินปิงเมื่อสำแดงพลังฝีมือที่แท้จริงของนางออกมา ผู้คนค่อย
มองเห็นความหวังแห่งชัยชนะอีกคำรบ
ทหารยันต์ทองคำดำเดือดดาลสุดระงับ!
มันถึงกับพลาดท่าต่อหน้าผู้คนมากมายปานนี้!
เฮยจินผู้ทระนงถือดีแผดคำรามอย่างเกรี้ยวกราด อักขระเทพบน
แผ่นอกพลันเปล่งแสงสีแดงจัดจ้า
ที่จุดศูนย์กลางของดาราจักรอักขระเทพ ดวงอาทิตย์มหึมาพวยพุ่ง
ประกายสีแดงสดสายหนึ่ง เส้นเปลวไฟหยาบหนาเท่าลำแขนสาดวาบเป็น
ทางตรง รวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าฟาด พุ่งดิ่งมาถึงทหารยันต์ทองคำดำในชั่ว
พริบตา ซัดเข้าใส่อักขระเทพที่กลางแผ่นอกของมันอย่างแม่นยำ
ลำแสงเปลวไฟพุ่งหายเข้าไปในอักขระเทพ
วู้ม!
ทหารยันต์ทองคำดำพ่นเปลวไฟสีแดงฉานออกมาด้วยกำลังฤทธิ์
เปลวไฟสีแดงฉานเมื่อตกกระทบพื้น ชั้นน้าแข็งหนาบนพื้นพลัน
หลอมละลายอย่างรวดเร็ว
เปลวไฟในท้องของทหารยันต์ทองคำดำคล้ายหลั่งไหลออกมาอย่าง
ไม่มีที่สิ้นสุด มันคงสภาพอยู่ในท่วงท่านั้น พ่นเปลวไฟออกจากปากอย่าง
ไม่ขาดสาย
เปลวไฟแดงฉานราวกับอสรพิษอันปราดเปรียว เลื้อยปราดไปตาม
ชั้นน้าแข็งดั่งใจปรารถนา
เสียงเผาไหม้ของเปลวไฟกลบกลืนทุกสรรพเสียงจนหมดสิ้น
ห้วงความว่างเปล่าสีดำอันไร้ขอบเขตบนท้องฟ้า ทะเลดาวแห่ง
อักขระเทพดารดาษ กำแพงไฟแดงฉานลุกลามไปตามพื้นน้าแข็ง กระทั่ง
เกล็ดหิมะสีฟ้าน้าแข็งที่ยังไม่ตกลงมา ยังถูกเปลวไฟกลืนกินไปจนหมดสิ้น
เปลวไฟที่ไหลพล่านไปทั่วเหล่านี้ ไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนแรงลงเลยแม้แต่
น้อย
ไห่ซินปิงสีหน้าสงบราบเรียบ ทว่าในใจนางหดหู่สิ้นหวังถึงที่สุด นางผู้
เป็นจ้าวรัตติกาล ซึ่งทั่วแผ่นดินนี้เป็นรองเพียงหมิงอ๋องผู้เดียว แต่กระทั่ง
ทหารยันต์ผู้หนึ่ง ยังไม่มีปัญญาเอาชนะได้?
ถึงกระนั้น นางกลับกล้าท้าทายคนผู้นั้นเพื่อช่วงชิงบัลลังก์ ไยมิใช่น่า
หัวร่อแทบตาย?
จุดแสงเย็นเยือกที่นางใช้ออก เรียกว่าลมหายใจเทพทุ่งน้าแข็ง ซึ่ง
นางเก็บเกี่ยวมาจากทุ่งน้าแข็งรกร้างแห่งแดนเหนือ ลมหายใจเทพนั้นเย็น
?
ไห่ซินปิงยินยอมรับความพ่ายแพ้จากใจจริง ไม่ว่าด้านใดนางล้วนถูก
สะกดข่มจนสิ้นท่า
พลังสภาวะอันยิ่งใหญ่และโชติช่วงของบุรุษสวมหน้ากากนั้นเลือน
หายไป ไม่ว่ากลิ่นอายสภาวะของมัน หรือกลิ่นอายสภาวะของสัตว์ร้าย
แดนร้าง ล้วนผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกันกับดาราจักรอักขระเทพ
มันคล้ายไม่ได้คงอยู่ที่ใดเลย แต่ก็คล้ายคงอยู่ในทุกแห่งหน
ไห่ซินปิงรู้สึกอึดอัดขัดข้องจนบอกไม่ถูก พลังสภาวะของมันก่อนหน้า
นี้พุ่งทะยานขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ราวกับว่าไม่มีจุดจบสิ้นก็มิปาน เท่านั้นก็ขู่
ขวัญนางมากพอแล้ว แต่ยามนี้สภาวะคล้ายลมบางเบาฝนโปรยปราย คง
?
ที่แฝงไว้ด้วยความรันทดหดหู่ จากนั้นชั้นน้าแข็งกลืนกินร่างของนางในชั่ว
พริบตาเดียว
จ้าวรัตติกาลผู้องอาจพิลาศล้า กลับกลายเป็นรูปปั้นน้าแข็งตนหนึ่ง
แกรก แกรก แกรก!
รอยแตกร้าวนับไม่ถ้วน ปรากฏขึ้นทั่วร่างรูปปั้นน้าแข็งราวกับใยแมง
มุม
เปรี๊ยะ!
รูปปั้นน้าแข็งแตกกระจายกลายเป็นละอองน้าแข็ง จากนั้นถูกเปลว
ไฟร้อนแรงที่ลุกลามมาถึงแผดเผาจนหมดสิ้น
จ้าวรัตติกาลไห่ซินปิง ผู้นำของทัพแกร่งสามแสนคน สตรีผู้ถือครอง
อำนาจที่สามารถพลิกแผ่นดิน ลาลับไปจากโลกนี้อย่างสิ้นเชิง
ง่ายดาย และเรียบง่ายเพียงนี้เอง
ตั้งแต่ต้นจนจบ ราชาองค์ใหม่กระทั่งปลายนิ้วยังไม่ได้ขยับ
ความมืดไร้ขอบเขต ดาราจักรอักขระเทพ พลังสภาวะอันน่าแตกตื่น
สะท้านใจของดวงอาทิตย์มหึมา ทั่วทั้งอาณาจักรล้วนอยู่ภายใต้อำนาจ
ของมัน
ทุกผู้คนรู้สึกว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าคล้ายไม่ใช่ความจริง นี่สมควร
เป็นความฝันเสียมากกว่า
“ยอมจำนน หรือไม่ก็ตาย”
สุ้มเสียงเย็นชาสะท้อนก้องอยู่ในจิตใจของผู้คน ปราศจากความ
เย่อหยิ่งลำพอง ปราศจากความปิติยินดี ยังคงมีเพียงความสงบราบเรียบ
ดังเช่นประโยคแรกที่เอ่ยจากปาก
ปัง บางคนโยนศาสตรามารทิ้งลงกับพื้น ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ทันที
เสียงทิ้งอาวุธดังระรัวแทบฟังไม่ทัน
เห็นไห่ซินปิงลาลับดับสูญไปต่อหน้าต่อตา จิตวิญญาณการต่อสู้ส่วน
เสี้ยวสุดท้ายของพวกมันพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
จู้หนานเยวี่ยใบหน้าอาบไปด้วยน้าตา แต่นางไม่ได้เสียสติถึงขั้นแหก
ปากตะโกนในทำนองว่า ‘ล้างแค้นให้แก่จ้าวรัตติกาล’ เนื่องเพราะนาง
ทราบดี ถึงยามนี้ต่อต้านแข็งขืนไปก็ไม่ได้มีคุณค่าความหมายใด นอกจาก
ตายเปล่า ไม่ต่างจากสุนัขข้างถนน
รอบกายนาง เหล่าขุนพลแห่งวังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือล้วนใบหน้า
ซีดขาวราวคนตาย
พวกมันทราบแน่แก่ใจ ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว
แต่ละคนโยนศาสตรามารในมือทิ้งไปอย่างเงียบ ๆ ไม่มีผู้ใดสามารถ
หยุดยั้งคนผู้นี้ได้ มันเพียงลำพังสามารถเข่นฆ่าสังหารทั้งสามแสนคนด้วย
ตัวคนเดียว มันสามารถทำลายได้แม้แต่อาณาจักร
นั่นคือเทพยุทธ์
แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด พวกมันแม้ใจหนึ่งรันทดหดหู่ แต่อีกใจหนึ่ง
กลับรู้สึกคล้ายถูกปลดเปลื้องจากภาระอันใหญ่หลวง
ในที่สุดพวกมันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกับคนผู้นี้อีกแล้ว
?
ผู้คนเริ่มวาดฝัน ภายใต้การนำของราชาองค์ใหม่ ดินแดนแห่งความ
มืดจะยิ่งรุ่งเรืองเกริกไกรมากกว่าเดิม เหล่าประมุขของขุมกำลังน้อยใหญ่
ทั่วทั้งดินแดนแห่งความมืด พากันเร่งรุดเดินทางตลอดทั้งวันทั้งคืน มุ่งตรง
ไปยังวังหมิงอ๋อง ตระเตรียมคุกเข่ากราบกรานต่อราชาองค์ใหม่ในวันที่ขึ้น
ครองบัลลังก์ และสาบานตนด้วยความจงรักภักดี
ยอดยุทธ์นับไม่ถ้วนมาชุมนุมกันที่วังหมิงอ๋อง
ในจิตใจของชาวประชาในดินแดนแห่งความมืด ราชามีโชคชะตาที่
จะกลายเป็นตำนาน!
ยังจะมีสิ่งใดสนุกสนานเร้าใจ มากไปกว่าการติดตามจอมราชันเช่นนี้
อีกเล่า?
ดินแดนแห่งความมืดซึ่งเดิมทีเผยให้เห็นเค้าลางของความแตกแยก
ความขัดแย้งภายใน จนแทบจะเกิดสงครามกลางเมือง ยามนี้คล้ายชุบชีวิต
ใหม่ เต็มไปด้วยความคึกคักมีชีวิตชีวา