สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 891 ราชาองค์ใหม่ ราชาองค์ก่อน
ในที่สุดก็กระทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับซือเสร็จสมบูรณ์ จั่วม่อถอน
หายใจอย่างโล่งอก
ซึ่งความจริงเรื่องการสืบทอดบัลลังก์หมิงอ๋อง มันไม่ได้วิตกกังวลมาก
นัก ด้วยพลังฝึกปรือด่านเทพยุทธ์ของมัน มันในยามนี้คือหนึ่งในผู้เข้มแข็ง
ที่สุดในโลก แต่เรื่องนี้ยังราบรื่นยิ่งกว่าที่มันคิดเอาไว้ เดิมทีมันใคร่ครวญถึง
แผนการรับมือในสภาพการณ์ที่เลวร้ายที่สุด หากมันไม่อาจทำให้ทัพแกร่ง
สามแสนคนยอมจำนน มันจะปิดผนึกอาณาจักรนี้ทันที
แน่นอนว่านั่นคือในกรณีที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุดเท่านั้น มันจึงจะ
ลงมืออย่างดุดันอำมหิต นี่สืบเนื่องจากทหารปิศาจทั้งสามแสนนี้เป็นทัพ
แกร่งของดินแดนแห่งความมืด หากมันเชือดทิ้งทั้งหมด ขุมกำลังของ
ดินแดนแห่งความมืดจะอ่อนแอลงมาก จั่วม่อไม่แยแสสนใจหากต้องฆ่า
พวกมันทั้งหมด ฆ่าคนทั้งสามแสนไม่ใช่เรื่องยาก แต่มันไม่คิดเข่นฆ่าโดย
ไม่จำเป็น
การยอมจำนนของพวกมันคือผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ช่วยให้ขุมกำลังของ
ดินแดนแห่งความมืดไม่ได้รับความเสียหายร้ายแรง
ผลลัพธ์เช่นนี้นับว่าดีงามกว่าที่จั่วม่อคาดหวังไว้ ช่วยให้มันขบคิด
พิจารณาถึงก้าวต่อไปได้สะดวกดายยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากพวกอันม่อ เหลียงเวยและกองทัพทัพราชาที่ติดตาม
มันมาตั้งแต่แรก ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ศักดิ์ฐานะราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่ของมัน มัน
พลันตระหนักว่านี่อาจเป็นโอกาสอันดีงามประการหนึ่ง
เพียงแต่ในเวลานี้ มันยังไม่มีเค้าโครงความคิดที่ชัดเจน ว่าจะนำ
ความลับนี้มาใช้ประโยชน์อย่างไร
ทันใดนั้นเอง เสียงไชโยโห่ร้องจากภายนอกขัดจังหวะความคิดของ
มัน จั่วม่อเพ่งจิตวูบ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นด้านนอกพลันปรากฏขึ้นในใจมัน
ผู้คนมากมายชุมนุมกันอยู่สองฟากข้างถนน ฝูงชนเคลื่อนตัวไปตาม
ท้องถนน ยืดยาวออกไปราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
เมื่อรถศึกเคลื่อนผ่าน ผู้คนพากันคุกเข่าลง เสียงร้องขาน ‘ราชาจง
เจริญ’ ดังกึกก้องไม่ขาดระยะ
อันม่อและกองทัพราชาที่อารักขาอยู่รอบรถศึกยืดตัวตรง สีหน้า
ภาคภูมิใจอย่างเปี่ยมล้น
จั่วม่อตกตะลึงเล็กน้อย
แม้แต่ในม่ออวิ๋นไห่ มันในฐานะราชันผู้ก่อตั้งม่ออวิ๋นไห่ ยังไม่ได้รับ
การต้อนรับด้วยมวลชนอันอุ่นหนาฝาคั่งและยิ่งใหญ่อลังการถึงเพียงนี้เลย
นี่สืบเนื่องจากความแตกต่างของสองวัฒนธรรม พลเมืองหลักของม่ออวิ๋น
ไห่คือซิวเจ่อ ซิวเจ่อมักจะรวมตัวกันในความสัมพันธ์รูปแบบสำนักหรือ
นิกาย หมายความว่าแม้แต่ในช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุด พวกมันก็ไม่เคยเป็น
น้าหนึ่งในใจเดียวกันอย่างแท้จริง ผลสุดท้ายซิวเจ่อจึงไม่มีราชา ไม่มีผู้ที่
สามารถรวมผู้คนเป็นหนึ่งเดียว แต่สำหรับเผ่าปิศาจ เมื่อใดที่ราชันผู้ทรง
มีคนร้องตะโกน ผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ ชูสองแขนและร้องตะโกนตาม
เสียงตะโกนรวมตัวกันราวกับคลื่นยักษ์ถาโถม กระทั่งพื้นปฐพียัง
สั่นสะเทือน
“ราชาจงเจริญ!”
“ราชาจงเจริญ!”
มวลชนยังคงร้องตะโกนด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ราวกับว่าพวกมันไม่
รู้จักเหน็ดเหนื่อยก็มิปาน
จั่วม่อยืนอยู่บนรถศึก ยังคงสวมหน้ากากสัมฤทธิ์ มันเป็นเช่นจันทรา
ห้อมล้อมด้วยหมู่ดาว ยิ่งขับเน้นรัศมีจันทร์ให้กระจ่างพร่างพราวสุด
บรรยาย มันกวาดตามองไปรอบๆ มองดูใบหน้าของคนเหล่านั้น มันเห็น
ความคาดหวังต่ออนาคต มันเห็นความเทิดทูนบูชาที่มีต่อมัน มันเห็นความ
ภาคภูมิใจ เห็นความลิงโลดยินดี เห็นอารมณ์หลากหลายผสมปนเปอยู่บน
ใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยเหล่านั้น
ทันใดนั้น ในใจมันคล้ายถูกบางสิ่งกดทับ ถ่วงหนักอย่างประหลาด
นับตั้งแต่วันนี้ไป มันจะชี้นำคนเหล่านี้ กลายเป็นราชาของพวกมัน
จั่วม่อสูดลมหายใจลึก กล่าวเสียงเคร่งขรึมดุจดั่งกล่าวคำสาบาน “ใน
นามของหมิงอ๋อง ข้าจะปกป้องแผ่นดินนี้ตลอดไป!”
ซือหลงเหลือเพียงร่างครึ่งเดียว มันได้ยินคำสาบานของจั่วม่อ ทราบ
ว่าจั่วม่อกำลังให้สัญญากับมัน
ซือเผยรอยยิ้มขัดตาอยู่บ้าง ความกังวลส่วนเสี้ยวสุดท้ายของมัน
สลายคลายอย่างสิ้นเชิง ไม่จำเป็นต้องหน่วงรั้งสังขารที่หลงเหลือเพียงครึ่ง
ร่างอีกต่อไป
ซือหันหน้าไปทางหนึ่ง จ้องมองไปยังห้องโถงใหญ่อันว่างเปล่า กล่าว
ราวรำพึงกับตัวเอง “เช่นนั้นเรามากระทำสิ่งสุดท้ายกันเถอะ”
ซือพลังสภาวะระเบิดวาบในบัดดล
ร่างกายปลดปล่อยละอองแสงเป็นทางยาวดุจลำธารดวงดาว สังขาร
ที่หลงเหลือเพียงครึ่งเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ในเวลาเดียวกัน พลัง
สภาวะอันคุ้นเคยอีกห้าสาย ระเบิดขึ้นสู่ท้องฟ้าจากห้ามุมอันห่างไกลของ
ดินแดนแห่งความมืดอย่างพร้อมเพรียง
หลงเหลือเพียงเสียงกระซิบล่องลอยอยู่ในอากาศ แต่ก็คล้ายจะ
ล่องลอยไปทั่วดินแดนแห่งความมืด สวรรค์ชั้นฟ้าล้วนสดับฟัง
“… …ขอสวดภาวนาเพื่อสันติสุข… …”
เสาลำแสงหกต้นพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า จากหกตำแหน่งทั่วทั้งดินแดน
แห่งความมืด จากนั้นจางหายไป
ห้องโถงใหญ่แห่งนั้น หลงเหลือเพียงความว่างเปล่าชั่วนิรันดร์
จั่วม่อเงยหน้าขึ้นโดยพลัน
มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสภาวะของซือ
“… …ขอสวดภาวนาเพื่อสันติสุข… …”
ประโยคนี้คล้ายกระซิบอยู่ริมหูของจั่วม่อ แต่เพียงชั่ววิบตา กลิ่นอาย
สภาวะของซือก็หายไป
ทันใดนั้นเอง จุดแสงขนาดเท่าเมล็ดข้าวจุดหนึ่งตกกระทบใบหน้า
ของจั่วม่อ ให้ความรู้สึกเย็นสบาย ที่น่าประหลาดคือละอองแสงจุดนี้เปี่ยม
ล้นไปด้วยพลังเทพอันบริสุทธิ์
จุดละอองแสงนับไม่ถ้วนพร่างพรมลงมาจากฟากฟ้า ดูราวกับภาพ
หิมะโปรยปรายอันงดงาม
ในฝูงชนมีบางคนร้องอุทาน “ละอองแสงนี้สามารถช่วยเพิ่มพูนพลัง
เทพ!”
ผู้คนแตกฮือในบัดดล แต่ละคนทะยานร่างขึ้นกลางอากาศ ไล่ตามจุด
ละอองแสงจุดแล้วจุดเล่าอย่างลิงโลด
ในเวลาเดียวกัน ละอองแสงอันเปี่ยมด้วยความเมตตาการุณย์ ดุจหิมะ
โปรยปรายลงมาทั่วทุกอาณาจักรในดินแดนแห่งความมืด
จั่วม่อโศกสลดหดหู่สุดระงับ มันเดิมทีเตรียมใจต่อการลาโลกของซือ
ไว้แล้ว แต่เมื่อถึงเวลานั้นจริง ๆ ยังคงไม่อาจสะกดกลั้นความโศกเศร้า
อาลัยได้
สำหรับจั่วม่อ ซือคือตัวตนหนึ่งเดียวที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน คนผู้นี้มี
พลังฝีมือไร้เทียนทาน ในบรรดายอดยุทธ์ขั้นสุดยอดทั้งหมดที่จั่วม่อเคย
พบพาน นับซือยืนอยู่ลำดับแรกอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ยอดยุทธ์ที่แกร่งกล้า
เกรียงไกรถึงเพียงนี้กลับเต็มไปด้วยความรักปราณีต่อแผ่นดินนี้จวบจน
วาระสุดท้าย
จั่วม่อไม่เคยพบพานผู้ใดกอรปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันลึกล้าถึง
เพียงนี้มาก่อน
และในท้ายที่สุด… …
ในสายตาของผู้คนทั้งหมด นิมิตแห่งฟ้าดินสุดอัศจรรย์นี้ปรากฏขึ้น
พร้อมกับการขึ้นครองบัลลังก์ของราชาองค์ใหม่ ยิ่งพิสูจน์ยืนยันว่าราชา
องค์ใหม่พิเศษเหนือผู้ใดทั้งหมด
พิรุณละอองแสงนี้พร่างพรมลงมาไม่ขาดสาย ติดต่อกันถึงสามวัน
สามคืน
ทั่วทั้งดินแดนแห่งความมืดประดุจอยู่ในเทศกาลเฉลิมฉลอง ตลอด
สามวันสามคืนนี้
เมื่อเงาร่างของคนทั้งห้าปรากฏขึ้นตรงหน้าจั่วม่อ จั่วม่อไม่อาจสะกด
กลั้นอารมณ์ความรู้สึกอีกต่อไป ในสายตากลายเป็นพร่าเลือน
“นายน้อย!” อากุ่ยสะอื้นไห้ โถมเข้าหาอ้อมแขนของจั่วม่ออย่างไม่
คิดชีวิต เหมือนเช่นเมื่อครั้งที่พวกมันยังเยาว์วัย
จั่วม่อน้าตาสองสายทะลักลงจากเบ้า มันไม่อาจเอ่ยวาจาแม้สักครึ่ง
คำ ได้แต่ตบหลังอากุ่ยเบา ๆ อย่างเงอะงะ
หลังจากฟื้นตื่นขึ้นมา ใบหน้าแข็งทื่อดุจท่อนไม้ของอากุ่ยก็ไม่คงอยู่
อีกต่อไป นางเองก็เป็นสตรีใจเด็ดผู้หนึ่ง พลันพบว่าตนเองเสียกิริยาไปแล้ว
สีหน้าแดงซ่านเล็กน้อยด้วยความขวยเขิน ดิ้นหลุดจากอ้อมแขนของจั่วม่อ
แต่น้าตาแห่งความปลาบปลื้มปิติยังคงหลั่งรินลงมาบนใบหน้านาง
“ศิษย์น้อง!” เหวยเสิ้งมองดูจั่วม่อ ขอบตาแดงก่า
บุรุษเหล็กผู้นี้ท่วมท้นไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากมาย มันเมื่อฟื้น
ตื่นขึ้นมาพบเห็นโลงไม้วิเศษทั้งห้า นึกถึงว่าศิษย์น้องฉุดลากโลงไม้ห้าใบ
ซัดเซพเนจรไปทั่วห้วงความว่างเปล่าไร้ขอบเขตเป็นเวลาสิบปีเต็ม ความ
ทุกข์ยากลำบากที่ศิษย์น้องต้องเผชิญย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้!
“ศิษย์พี่ใหญ่!” จั่วม่อเองก็ลิงโลดยินดีสุดระงับ
ทั้งสองสวมกอดอีกฝ่ายแรง ๆ ไม่ทราบว่าหัวร่อหรือร่าไห้
หลัวหลียืนเคียงข้างหว่อหลี จากมายาจำแลงลักษณ์สู่ตัวตนแท้จริง
ยามนี้มันทลายขีดจำกัดของวิชากระบี่ของตนสำเร็จ ทั้งสองสามารถมี
ตัวตนพร้อมกัน ไม่จำเป็นต้องมีคนหนึ่งเป็นเงามายาอีกต่อไป หลัวหลีเองก็
ลิงโลดยินดีไม่แพ้ผู้ใด “ศิษย์พี่!”
จั่วม่อมองดูหลัวหลี กล่าวอย่างยิ้มแย้ม “คราวนี้ศิษย์น้องในที่สุดก็สม
มาดปรารถนา สามารถอยู่เคียงคู่กับหว่อหลีได้แล้ว”
หลัวหลีนึกไม่ถึงว่าคำแรกของจั่วม่อจะเป็นการหยอกล้อมัน ใบหน้า
กลายเป็นแดงก่า หว่อหลีกลับตรงกันข้าม นางไม่มีทีท่าว่าจะเอียงอาย
แม้แต่น้อย ทว่าใบหน้าของนางแม้ยังคงไม่มีรอยยิ้ม แต่ปราศจากเค้า
กระด้างเย็นชาเฉกเช่นในกาลก่อนอีกแล้ว
“ต้าเหริน!” จงหยูพยายามสะกดสุ้มเสียงให้สงบราบเรียบ แต่จั่วม่อ
ยังคงฟังออกว่าสั่นพร่าและตื่นเต้นยินดี
จั่วม่อกำหมัดชกใส่จงหยูเบา ๆ แหงนหน้าหัวร่อทั้งคราบน้าตา “ดี ดี
ดียิ่ง!”
ในบรรดาคนทั้งหมด ผู้ที่สงบเยือกเย็นที่สุดกลับเป็นเขิงเหลียนเอ๋อร์
นางยังคงแย้มยิ้มอย่างเกียจคร้านเย้ายวนใจ ไม่มีทีท่าว่าจะสะทกสะท้าน
ต่อสิ่งใด เมื่อพบว่าสายตาของจั่วม่อหันมองมาที่นาง นางกะพริบตา กล่าว
ว่า “เจ้าเมื่อกลายเป็นหมิงอ๋องแล้ว ไฉนยังไม่ขึ้นเป็นราชาแห่งดินแดนร้อย
เถื่อนด้วย
จั่วม่อนึกไม่ถึงว่าเขิงเหลียนเอ๋อร์พอเอ่ยปาก ประโยคแรกกลับ
กล่าวถึงเรื่องนี้ ต้องงงงันวูบหนึ่ง
“อันที่จริงเจ้ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับดินแดนร้อยเถื่อนมากยิ่งกว่า
ดินแดนแห่งความมืดเสียอีก เจ้าเมื่อกลายเป็นราชาแห่งความมืดก็นับว่า
ประเสริฐ แต่ไหนเลยรักใคร่ดินแดนหนึ่ง แต่กลับไม่ไยดีอีกดินแดนหนึ่งได้
ในศึกชิงบัลลังก์แห่งความมืด ขุมกำลังของดินแดนแห่งความมืดไม่ได้
เสียหายร้ายแรง หากดินแดนแห่งความมืดเปิดศึกกับวิหารเทพปิศาจ
โอกาสได้ชัยนับว่ามีอยู่มาก มันสามารถใช้อำนาจของหมิงอ๋องระดมกำลัง
ทั้งหมดบุกพิชิตดินแดนร้อยเถื่อน แม้แต่อาจกลืนกินสหพันธ์จอมปิศาจ
และพันธมิตรวีรบุรุษเสียก่อนเพื่อบีบพื้นที่ของวิหารจอมปิศาจ ซึ่งมีแต่จะ
เป็นประโยชน์ต่อดินแดนแห่งความมืด
เมื่อศักดิ์ฐานะของราชันแห่งม่ออวิ๋นไห่ถูกเปิดเผย คิดดำเนินการ
เช่นนี้เกรงว่าคงไม่ง่ายดายอีก ไม่มีผู้ใดยินยอมนั่งนิ่งเฉย มองดูมหาอำนาจ
อีกผู้หนึ่งผุดเด่นขึ้น ถึงกับกล้าแข็งขึ้น วิหารเทพปิศาจไม่ยินยอม คุนหลุน
ไม่ยินยอม กระทั่งเผ่าอสูรยังไม่ยินยอม
พวกมันจะผนึกกำลังกัน เมื่อถึงตอนนั้น ฝ่ายมันจะถูกห้อมล้อมไป
ด้วยศัตรูอย่างแท้จริง
แต่หากมันใช้ศักดิ์ฐานะหมิงอ๋องเปิดศึกกับดินแดนร้อยเถื่อน ผู้คนจะ
มองว่าเป็นความขัดแย้งภายในของเผ่าปิศาจ คุนหลุนแม้ยังคงเฝ้าระวัง
แต่ไม่เลวร้ายเท่ากับการเปิดเผยตัวตนของมันออกมา ส่วนเผ่าอสูรจะไม่
สอดมือเข้ายุ่งเกี่ยว การต่อสู้ระหว่างอสูรและปิศาจแทบไม่เคยเกิดขึ้นมา
ก่อน ดังนั้นเผ่าอสูรจะไม่เข้ามาแทรกแซง
ยิ่งไปกว่านั้น หมิงเยวี่ยเยี่ยยังคงยุ่งวุ่นวายอยู่กับงานของนาง
หากพวกมันสามารถฉวยโอกาสนี้พิชิตดินแดนร้อยเถื่อน มันจะ
กลายเป็นราชาแห่งเผ่าปิศาจทั้งมวล ผนวกกับม่ออวิ๋นไห่ ขุมกำลังของมัน