สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 893 ลงมือ
ประมุขกองกำลังทุกฝ่ายในดินแดนแห่งความมืดล้วนมากันพร้อม
หน้า นับตั้งแต่ขึ้นครองบัลลังก์แห่งความมืด นี่เป็นครั้งแรกที่หมิงอ๋องเรียก
ประชุม ผู้มาล้วนเป็นผู้เข้มแข็งในแว่นแคว้นหนึ่ง มีศักดิ์ฐานะสูงส่งใน
ดินแดนแห่งความมืด
นี่เป็นการประชุมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่ง
ความมืด ในยุคสมัยของหมิงอ๋องคนก่อนไม่มีการปกครองส่วนกลาง การ
ประชุมขนาดใหญ่เช่นนี้ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน
แทบทุกคนเพิ่งจะเคยเข้าร่วมการประชุมขององค์ราชาเป็นครั้งแรก
ท้องพระโรงของวังหมิงอ๋องแม้เนืองแน่นไปด้วยผู้คน แต่เงียบสงัด
อย่างสมบูรณ์ ทุกคนนั่งอย่างสงบเรียบร้อย หมิงอ๋องนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่
เบื้องบน
ผู้ที่ถูกเรียกตัวอดตื่นตกใจอยู่บ้างไม่ได้ ในพิธีขึ้นครองบัลลังก์ของห
มิงอ๋อง พวกมันล้วนเรียงหน้าเข้ามาสาบานตนต่อราชาองค์ใหม่เป็นที่
เรียบร้อย ยามนี้แต่ละคนลอบขบคิดคาดเดาเนื้อหาของการประชุมครั้งนี้
อย่างเงียบ ๆ
ข้อสรุปที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ พวกมันเห็นว่าถึงเวลาสะสางหนี้
บัญชีกันแล้วกระมัง ราชาคงตั้งใจจะชำระความกับกลุ่มกบฏ ที่นำโดยวัง
รัตติกาลตะวันออกและวังที่ราบน้าแข็งแดนเหนือ
บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่อึมครึมอยู่บ้าง หัวใจของทุกคนคล้าย
แขวนอยู่กลางอากาศ พวกมันในที่นี้ ส่วนใหญ่ไม่เคยแสดงตนสนับสนุน
ราชาเมื่อครั้งที่เห็นว่าไห่ซินปิงเป็นฝ่ายมีเปรียบ หากราชาจดจำเรื่องนี้
เอาไว้ เช่นนั้นวันคืนของพวกมันในภายหน้า เกรงว่าจะไม่สะดวกสบาย
เท่าใดนัก
เวลานี้พวกมันแต่ละคนทั้งหวาดวิตก ทั้งประหวั่นพรั่นใจต่ออนาคต
ของตนเอง
จั่วม่อที่บนบัลลังก์ทอดตามองเหล่าบริวารใหม่ของตน สามารถ
มองเห็นเค้าประหวั่นลนลานในดวงตาของพวกมันได้ชัดเจน
เบื้องหลังหน้ากาก จั่วม่อลอบหัวร่อเยาะหยัน มันจึงไม่คิดกวาดล้าง
ครั้งใหญ่ในเวลาเช่นนี้ นี่เป็นโอกาสดีที่พันปียากจะพบพาน มันไหนเลย
ปล่อยให้สูญเปล่าไปกับการกวาดล้างผู้กระด้างกระเดื่องได้?
ประโยคนี้เมื่อกล่าวออกมา ทั่วบริเวณพลันเงียบกริบอย่างสมบูรณ์
ทุกผู้คนเหลียวมองหน้ากัน คล้ายเข้าใจว่าพวกมันใช่หูเฝื่อนไปหรือไม่
ชั่วอึดใจให้หลัง ห้องโถงใหญ่ระเบิดเสียงฮือฮาทันที
สิ่งที่ราชากล่าวออกมาอย่างกะทันหัน ทำให้ผู้คนตกตะลึงพรึงเพริด
เรื่องเช่นนี้ผู้ใดจะไปคาดฝันถึง ราชาเพิ่งจะขึ้นครองบัลลังก์ได้เพียงไม่กี่วัน
กลับคิดอ่านวางแผนเตรียมบุกโจมตีดินแดนร้อยเถื่อน!
บรวมดินแดนแห่งความมืดให้เป็นหนึ่งเดียว นำพาแผ่นดินแห่งความมืดสู่
ยุคสมัยอันสันติสุข เพียงเพราะว่าที่นี่คือบ้านเกิดเมืองนอนของมัน ไม่ได้มี
ความทะยานอยากในดินแดนร้อยเถื่อนแม้แต่น้อย
แต่ชาวดินแดนแห่งความมืดหาได้ล่วงรู้จิตเจตนาของซือไม่ พวกมัน
เต็มไปด้วยความคึกคักกระตือรือร้น กระหายที่จะได้พิชิตดินแดนร้อย
เถื่อน พวกมันเข้าใจว่าเมื่อเทียบกับคู่ต่อสู้ของพวกมัน ดินแดนแห่งความ
มืดมีแสนยานุภาพแกร่งกล้าเกรียงไกรกว่ามาก ดินแดนร้อยเถื่อนไม่มีทาง
หยุดยั้งพวกมันได้ เวลาแห่งการรวมเผ่าปิศาจเป็นหนึ่งเดียวมาถึงแล้ว แต่
ภายใต้อำนาจอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของซือ ไม่ว่าความหวังหรือความ
ทะเยอทะยานอันใด ล้วนถูกสะกดไว้ทั้งสิ้น
ดังนั้นจั่วม่อพอเอ่ยปาก ผู้คนไหนเลยจะไม่ลิงโลดยินดีแทบคลุ้มคลั่ง
ได้
“องค์ราชา! ตระกูลกุ่ยหมิงของข้า ขออาสาเป็นทัพหน้า!” ประมุขชน
เผ่ากุ่ยหมิงผุดลุกขึ้นเป็นคนแรก ประสานมือพลางกล่าวเสียงดังฟังชัด สุ้ม
เสียงแฝงแววตื่นเต้น
การกระทำของมันคล้ายหวดฟาดถูกรังแตนโครมใหญ่
“หากว่ากันเรื่องทัพหน้า ยังจะมีผู้ใดเหมาะสมไปกว่าตระกูลต๋าซีหมิง
หม่าเราอีก!” บุรุษกลางคนร่างผอมสูงอีกผู้หนึ่งผุดลุกตาม
“โอ้ ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะ เผ่าต๋าซีหมิงหม่าของเจ้าเหมาะสมที่สุด
กับหน้าที่หน่วยสอดแนม เผ่าปิศาจแรดจินกังของข้าต่างหากเล่า ที่เหมาะ
จะเป็นทัพหน้ามากที่สุด!” บุรุษร่างใหญ่และหยาบหนากำยำก้าวออกมา
ด้วยสีหน้าทระนงถือดี นอแรดบนหน้าผากของมันทอประกายอำมหิตเย็น
ชา
ไม่มีผู้ใดยอมลงให้แก่ผู้ใด ศึกแย่งชิงเป็นทัพหน้า ดูท่าว่าจะระเบิดขึ้น
ก่อนศึกสองแดนปิศาจเสียแล้ว
ในสายตาของจั่วม่อ เสียงทะเลาะเบาะแว้งของคนกลุ่มนี้ทำให้มันนึก
ถึงตลาดในยามเช้า อดชมดูอย่างสนอกสนใจอยู่ครู่ใหญ่ไม่ได้ จากนั้นค่อย
รู้สึกตัว มันเดิมทีเข้าใจว่าในการติดสินใจเรื่องสำคัญเช่นนี้ ผู้คนจะต้อง
ระมัดระวังตัวเป็นอันมาก ไม่นึกว่าจะเป็นตรงกันข้าม สถานการณ์กลับ
กลายเป็นเช่นนี้ไปเสียได้
ผู้คนต่อสู้แย่งชิงกันเพื่อขออาสาออกศึกเป็นคนแรก ราวกับว่าจะ
ได้รับการปูนบำเหน็จใหญ่โตไปชั่วลูกชั่วหลานก็มิปาน
แต่ละคนตะโกนใส่กัน หน้าแดงคอพอง น้าลายกระเซ็นเป็นฟูฝอย
บ้างชี้หน้าด่าทอผู้อื่น หลายคนมีทีท่าราวกับจะถลกแขนเสื้อ เพื่อลงมือ
ต่อยตีกันในบัดดล
อันม่อขมวดคิ้ว ตวาดเสียงเย็นชา “พวกเจ้ากำลังอยู่เบื้องพระพักตร์
องค์ราชา!”
สุ้มเสียงของมันไม่ดังนัก แต่ทั่วทั้งห้องโถงพลันเงียบกริบลงทันที
ศักดิ์ฐานะของอันม่อเดิมทีก็สูงส่งเหนือผู้ใดอยู่แล้ว บัดนี้มันยังเป็นขุน
นางจงรักที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์ราชาอย่างลึกซึ้ง ทั่วแผ่นดินแห่ง
ความมืด มันเพียงยืนอยู่ใต้ราชาผู้เดียวเท่านั้น
“ดูเหมือนว่าทุกคนจะมีความสนใจกันไม่น้อย”
จั่วม่อที่บนบัลลังก์กวาดตามองผู้คนเบื้องล่างอย่างยิ้มแย้ม พยักหน้า
พลางกล่าว “เช่นนั้นให้อันม่อจัดการเรื่องนี้เถอะ เหลียงเวย เจ้าคอย
ช่วยเหลืออันม่ออีกแรงหนึ่ง”
อันม่อมีกำลังความสามารถ มีอำนาจบารมี ทั้งยังมีประสบการณ์โชก
โชน ที่ยิ่งไปกว่านั้น คือมันจงรักภักดีมากกว่าชีวิตของตนเสียอีก นับเป็น
ตัวเลือกที่ดีที่สุด
“น้อมรับบัญชา!” อันม่อก้มศีรษะรับคำ
“น้อมรับบัญชา!” เหลียงเวยตอบสนองทันทีเช่นกัน
จั่วม่อไม่ได้เข้าไปกำกับดูแลโดยตรง มันไม่รู้จักคนเหล่านี้แม้แต่น้อย
ทั้งไม่ล่วงรู้เส้นสนกลในของขุมกำลังใดทั้งสิ้น มิสู้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ
อันม่อจะดีกว่า ในด้านความเข้มแข็งของขุมกำลัง ดินแดนแห่งความมืด
เหนือล้ากว่าดินแดนร้อยเถื่อนโดยไร้ข้อกังขา ตราบเท่าที่ไม่กระทำ
ข้อผิดพลาดร้ายแรง พวกมันย่อมต้องเป็นฝ่ายได้ชัยอย่างแน่นอน
สำหรับศึกครั้งนี้ การยกทัพบุกโจมตีอย่างโอ่อ่าผ่าเผย คือวิถีทางอัน
เที่ยงธรรมของจอมราชัน
อันม่อเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่เด่นล้า แม้ว่ามันไม่ได้แปรเปลี่ยนสุด
หยั่งคาดเหมือนเช่นกงซุนชาและเปี๋ยหาน แต่คนหนักแน่นมั่นคงดุจขุนเขา
จะไม่หุนหันพลันแล่นเป็นอันขาด อย่าว่าแต่ยังมีเหลียงเวยคอยช่วย
เหลืออยู่ด้านข้าง แม้ว่าจากศึกบุกพิชิตวังหมิงอ๋องที่ผ่านมา จั่วม่อยังไม่
เคยเห็นสิ่งใดเป็นพิเศษจากเหลียงเวย แต่ผู้ที่ผูเยายกย่องชื่นชม นอกจาก
ศิษย์น้องกงซุนแล้วก็มีแต่เหลียงเวยผู้นี้เพียงคนเดียว
นี่ทำให้จั่วม่อเต็มไปด้วยความคาดหวังต่อขีดความสามารถของเหลี
ยงเวย
หากเหลียงเวยมีฝีมือเทียบได้กับแม่นางน้อย ไม่ถูกต้อง ขอเพียงมี
ฝีมือเทียบเท่าเปี๋ยหาน จั่วม่อก็ปลาบปลื้มยินดีมากแล้ว สามยอดแม่ทัพ
บัญชาการศึก พวกมันสามารถประชันขันแข่งกับคุนหลุน!
ในไม่ช้า ข่าวการตัดสินใจบุกโจมตีดินแดนร้อยเถื่อนของหมิงอ๋องก็
แพร่สะพัดไปดุจไฟลามทุ่ง
ทั่วทั้งดินแดนแห่งความมืดเดือดพล่านขึ้นมาทันที
อันม่อไม่ทำให้จั่วม่อผิดหวัง มันระดมกำลังพลและตระเตรียมเสบียง
เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว เป็นระดับความเร็วที่ชวนให้ผู้คนต้องทอดถอน
ชมเชย ทัพแกร่งสามแสนคนที่ยอมจำนนต่อจั่วม่ออยู่ภายใต้การ
ควบคุมดูแลของมันตลอดเวลา
ทัพแกร่งสามแสนคนนี้เป็นกองกำลังหลักในการบุกพิชิตดินแดนร้อย
เถื่อน อันม่อประกาศต่อพวกมันว่าศึกครั้งนี้เป็นโอกาสทำคุณไถ่โทษ พวก
มันจะต้องใช้ความดีความชอบลบล้างความผิด เพื่อแลกกับอนาคตของ
เผ่าพันธุ์พวกมันเอง
นี่เป็นทัพแกร่งจำนวนสามแสนคน
ในความเห็นของอันม่อ เพียงทัพแกร่งทั้งสามแสนก็มากเกินพอ ไม่มี
ผู้ใดในดินแดนร้อยเถื่อน จะสามารถหยุดยั้งทัพใหญ่ที่มีกำลังมหาศาลถึง
ปานนี้ได้
แต่กองกำลังอื่น ๆ จะทนพลาดโอกาสแห่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ได้
อย่างไรกัน?
คนเหล่านี้แทบจะบุกทำลายประตูบ้านของอันม่อ อันม่อถูกพวกมัน
รบเร้ากวนใจจนแทบจะกลั้นใจตาย แต่มันก็เข้าใจความคิดของคนเหล่านี้
ดังนั้นกระจายข่าวออกไปทันที อนุญาตให้เฉพาะชนชั้นสุดยอดของแต่ละ
ขุมกำลังเท่านั้น จึงจะมีคุณสมบัติเข้าร่วมศึกใหญ่ครั้งนี้
บรรดาตระกูลใหญ่รีบคัดเลือกสมาชิกยอดฝีมือภายในตระกูลของ
พวกมัน จัดตั้งเป็นทัพแกร่งขบวนหนึ่งเพื่อเข้าร่วมศึก ส่วนบรรดาตระกูล
เล็กตระกูลน้อย ย่อมไม่มียอดฝีมือมากมายปานนั้น แต่ละเผ่ามีชนชั้นมือดี
อยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น ยอดฝีมือเหล่านี้พากันออกจากบ้านเกิด เข้าร่วมศึก
ในฐานะบุคคลแทน
จั่วม่อไม่ได้คาดฝันว่าการตัดสินใจของมัน ท้ายที่สุดจะชักนำ
สถานการณ์ให้พัฒนาไปในทิศทางเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าชื่อเสียงส่วนตัวของ
มันจะส่งผลอย่างมาก
การเคลื่อนทัพอย่างเอิกเกริกถึงเพียงนี้ ย่อมไม่อาจปกปิดซ่อนเร้นได้
ทั้งดินแดนร้อยเถื่อนและทั่วหล้าล้วนล่วงรู้ ว่าดินแดนแห่งความมืด
กำลังจะกรีธาทัพเข้าโจมตีดินแดนร้อยเถื่อน
“หมิงอ๋องผู้นี้นับว่าร้ายกาจโดยแท้! ทัพแกร่งห้าแสนคน! ดินแดนร้อย
เถื่อนตกอยู่ในห้วงวิกฤติแล้ว!” เสวียตงจุปากอย่างอัศจรรย์ใจ
ทุกผู้คนล้วนเห็นพ้องด้วย
หลินเชียนกล่าว “ทุกท่านเห็นว่าอย่างไร การรุกรานดินแดนร้อยเถื่อน
ของหมิงอ๋องครั้งนี้ มีโอกาสได้ชัยมากน้อยเท่าใด?”
“หมิงอ๋องชนะแน่!” เสวียตงกล่าวโดยไม่ลังเล มันกับหลินเชียน
ใกล้ชิดสนิทสนมดุจพี่น้อง ไม่มีข้อกริ่งเกรงอันใด
เสวียตงคือบุคคลอันดับหนึ่งในบรรดาแม่ทัพขุนศึกแห่งคุนหลุน วาจา
ของมันมีน้าหนักอย่างมาก
หลินเชียนมองไปยังคนอื่น ๆ
มู่เซวียนพยักหน้าเห็นพ้อง
หมี่หนานเพิ่งเข้าร่วมกับคุนหลุน คิดแสดงความสามารถเพื่อช่วงชิง
พื้นที่ยืนหยัดในคุนหลุน เมื่อเห็นสายตาของหลินเชียนหันมองมาที่มัน จึง
แยกแยะอย่างละเอียด “อาศัยทัพแกร่งห้าแสนคน ฝ่ายแรกที่จะถูกโจมตีก็
คือสหพันธ์จอมปิศาจและพันธมิตรวีรบุรุษ ซึ่งทั้งคู่พากันเสื่อมทรุดลง
ตั้งแต่แรก เป็นไปได้ว่าพวกมันอาจยอมจำนนทันที หนึ่งเดียวที่มีขีด
ความสามารถต่อกรกับหมิงอ๋องมีเพียงวิหารเทพปิศาจเท่านั้น อย่างไรก็
ตาม ขุมกำลังของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันมากเกินไป วิหารเทพปิศาจแม้
อาจต้านทานได้ชั่วระยะหนึ่งแต่เชื่อว่าไม่นานเท่าใด พลังแห่งเทพยุทธ์
ย่อมไม่ใช่ของที่มีไว้เพียงเพื่อประดับประดาเท่านั้น หมิงอ๋องมิเพียงแต่
ต้องได้ชัย ทั้งยังจะได้ชัยอย่างรวดเร็วยิ่ง”
หลินเชียนสีหน้าหนักอึ้ง ทอดถอนใจยาว “ดูเหมือนว่าการที่เผ่าปิศาจ
จะรวมเป็นหนึ่งคงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกแล้ว นี่ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับคุนหลุน
เรา”
เฉาซิงมีสีหน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกัน มันกล่าวว่า “หมิงอ๋องผู้นี้เป็น
ศัตรูตัวฉกาจของคุนหลุน มีความเป็นไปได้มากว่ามันจะเป็นคู่ต่อสู้คน
สุดท้ายของเรา ยามนี้เราต้องการเวลา หากหมิงอ๋องรวมเผ่าปิศาจเป็นหนึ่ง
เดียวสำเร็จ มันไม่เพียงครอบครองอาณาเขตถึงสองดินแดน ทั้งยังจะขึ้น
เป็นราชาของเผ่าปิศาจทั้งมวล เผ่าปิศาจนั้นแปลกประหลาดยิ่ง เมื่อมี
ราชาปรากฏขึ้นในหมู่พวกมัน พวกมันจะรวมใจเป็นหนึ่งอย่างเหนียว
แน่น”
?”
?” หลินเชียนถาม
“เทียนหวนเหนือ!” เฉาซิงกล่าวอย่างเย็นชา
“เทียนหวนเหนือ!” เสวียตงกล่าวเสียงหนักแน่น
“เทียนหวนเหนืออ่อนแอที่สุด ทั้งยังเป็นก้างขวางคอเรามานาน ต้อง
ถอนรากถอนโคนพวกมันก่อนเป็นอันดับแรก!” มู่เซวียนกล่าวเรียบเฉย
“เทียนหวนเหนือ!” หมี่หนานในใจเต็มไปด้วยอารมณ์ซับซ้อน
“เช่นนั้นก็ลงมือในบัดดล!” หลินเชียนยังคงรวบรัดหมดจด ดุจ
เดียวกันกับกระบี่ของมัน
ประสิทธิภาพในการจัดเตรียมกองทัพของเผ่าปิศาจนั้น ชวนให้ผู้คน
ทอดถอนชมเชยนัก จั่วม่ออัศจรรย์ใจไม่น้อย แม้แต่ม่ออวิ๋นไห่หากต้อง
ระดมพลใหญ่โตถึงเพียงนี้ยังต้องใช้เวลานานกว่านี้มาก และควรทราบว่า
ในแดนซิวเจ่อ ประสิทธิภาพทางด้านนี้ของม่ออวิ๋นไห่นับว่าไม่เป็นสองรอง
ใคร
การต่อสู้และการทำสงคราม มีตำแหน่งแห่งที่เป็นพิเศษอยู่ในใจของ
ชาวเผ่าปิศาจ ความกระตือรือร้นที่พวกมันมีต่อการสู้รบผิดแผกจากซิว
เจ่อและเผ่าอสูร ซิวเจ่อไม่เกรงกลัวการสู้รบ เผ่าอสูรไม่ชมชอบการสู้รบ
ขณะที่เผ่าปิศาจหลงใหลคลั่งไคล้ในการสู้รบ ในความเห็นของจั่วม่อ ความ
กระตือรือร้นของพวกปิศาจนี้ออกจะคลุ้ม ๆ คลั่ง ๆ และไร้เหตุผลอยู่บ้าง
การมอบให้อันม่อรับผิดชอบดูแลเรื่องราว เรียกได้ว่าเป็นการ
ตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด
ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงสิบห้าวัน กองทัพแห่งความมืดห้าแสนคนก็
เตรียมการเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ทั่วทั้งดินแดนแห่งความมืดคาดหวังรอคอยศึก
ใหญ่ที่กำลังจะมาถึง ทัพแกร่งห้าแสนเต็มไปด้วยขวัญกำลังใจอย่างเปี่ยม
ล้น
ทว่าจั่วม่อยังไม่ทันเตรียมจะเคลื่อนทัพ ม่ออวิ๋นไห่ก็ส่งข่าวเร่งด่วน
มาถึงจั่วม่อ ใจความก็คือคุนหลุนเริ่มเปิดฉากโจมตีเทียนหวนเหนืออย่าง
เต็มอัตราศึก
จั่วม่อและหลินเชียนสู้รบปรบมือกันมานานปี หยั่งซึ้งกันและกันเป็น
อย่างดี แทบจะในทันทีที่ทราบข่าว หลินเชียนมีจิตเจตนาใด จั่วม่อล้วน
มองออกอย่างปรุโปร่ง
หลายวันนี้มาจั่วม่อทำการศึกษาพิเคราะห์สถานการณ์ในแดนซิวเจ่อ
โดยละเอียด ข้อมูลข่าวสารจำนวนมากถูกส่งผ่านมาจากม่ออวิ๋นไห่
สถานการณ์โดยรวมของแดนซิวเจ่อในปัจจุบันค่อย ๆ กระจ่างชัดเจนในใจ
มัน
เทียนหวนเหนือซึ่งใช้สมบัติเก่าไปจนแทบหมดสิ้น ย่อมไม่ใช่คู่มือของ
คุนหลุน
ยิ่งไปกว่านั้น จั่วม่อคาดว่าคุนหลุนจะต้องจัดการให้หมี่หนานเป็นหัว
หอกในการปราบพิชิตเทียนหวนเหนือ หมี่หนานรู้จักดินแดนเทียนหวน
โดยกระจ่างดุจนิ้วในฝ่ามือตน หลังจากเข้าสวามิภักดิ์ต่อคุนหลุน คุนหลุน
ปฏิบัติต่อหมี่หนานดียิ่ง มันไม่เพียงยังเป็นแม่ทัพคุมกำลังของกองทัพเก่า
ที่นำมาจากเทียนหวน ยังได้รับการจัดสรรจิงสือและอาวุธยุทโธปกรณ์
จำนวนมาก เรียกได้ว่าม้าคึกคักไพร่พลเข้มแข็ง พลังสู้รบของกองทัพ
ยกระดับขึ้นทันที
และเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา เพื่อพิสูจน์ยืนยันขีดความสามารถของมัน
หมี่หนานจะต่อสู้กับดินแดนที่เคยเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของมันอย่างสุด
ความสามารถ
หากเอ่ยถึงด้านแม่ทัพขุนพล ฝ่ายของหลีเซียนเอ๋อร์นับว่าคู่คี่ก้ากึ่งกับ
คุนหลุน มู่ซวงเป็นหนึ่งในสิบยอดแม่ทัพแห่งแดนซิวเจ่อ และในช่วงสิบปี
มานี้ กงเหยี่ยเสี่ยวหรงก็เติบโตกล้าแข็งขึ้น กลายเป็นยอดแม่ทัพผู้หนึ่ง
เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เทียนหวนทำศึกภายในตลอดสิบกว่าปี เรียกได้ว่า
บอบช้าอย่างสาหัส สงครามกลางเมืองในหลายปีมานี้ ผลาญทรัพย์สินและ
ทรัพยากรของพวกมันแทบหมดสิ้น มู่ซวงและกงเหยี่ยเสี่ยวหรงแม้มีฝีมือ
แต่ถูกจำกัดด้วยปัญหาขาดแคลนทรัพยากรเกื้อหนุน พวกมันยิ่งสู้รบมาก
เท่าใด กำลังคนของพวกมันยิ่งลดน้อยลงเท่านั้น และทรัพย์สินที่หลงเหลือ
เพียงน้อยนิดก็จะยิ่งหมดเปลืองไปมากเท่านั้น
เทียนหวนไม่มีปัญญาต้านทานทัพคุนหลุนอย่างแน่นอน
ทันทีที่เขมือบกลืนเทียนหวนลงไป คุนหลุนจะครอบครองอีกครึ่ง
ดินแดน พวกมันจะมีอาณาเขตที่แทบจะเทียบเท่ากับสามดินแดน อาณา
เขตที่กว้างใหญ่ไพศาลถึงเพียงนี้ เพียงลองนึกดูก็ทำให้ผู้คนหายใจติดขัด
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อย่อมไม่คิดให้ความสะดวกแก่คุนหลุนถึงเพียงนั้น
ดวงตาพลันทอประกายเย็นเยียบ
หากเอ่ยถึงแม่ทัพบัญชาการศึกระบือนาม คุนหลุนนับเป็นตัวอะไรได้!
… …
กู่เหลียงเตาโยนรายงานที่ระบุว่ามู่ซวงพ่ายศึกต่อหมี่หนานลงบนโต๊ะ
พลางลุกขึ้นยืน
“พี่ใหญ่ เตรียมการเสร็จเรียบร้อยแล้ว!” ซวงอวี่กล่าวเสียงเคร่งขรึม
ดวงตาทอประกายร้อนระอุ เต็มไปด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้
สิบปีที่แล้ว พวกมันพ่ายแพ้ต่อเสวียตงอย่างหมดรูป ตลอดสิบปีมานี้
ซวงอวี่ไม่เคยละทิ้งการฝึกฝีมือแม้แต่ชั่วครู่ชั่วยาม บัดนี้พลังฝีมือของมัน
บรรลุถึงระดับกึ่งเทพยุทธ์
ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะให้ศัตรูชดใช้หนี้สินในครั้งนั้นแล้ว!
ทุกกองทัพภายใต้ร่มธงของกู่เหลียงเตากล้ากลืนความคับแค้นมา
ตลอดสิบปี ในปีนั้นพวกมันพ่ายแพ้อย่างน่าอนาถจริง ๆ! ศึกครั้งนั้นส่งผล
กระทบต่อกู่เหลียงเตารุนแรงยิ่งกว่าผู้ใดทั้งหมด ทำให้มันท้อแท้ทอดอาลัย
มาโดยตลอด
ในหัวใจของคนเหล่านี้ วางกู่เหลียงเตาไว้ในตำแหน่งสูงส่งเหนือผู้ใด
เมื่อเห็นนายเหนือของพวกมันท้อแท้ทอดอาลัย ทุกผู้คนล้วนอึดอัดขัดข้อง
อย่างบอกไม่ถูก ยิ่งเคียดแค้นชิงชังคุนหลุนมากขึ้นทุกวัน
กู่เหลียงเตาที่พวกมันเห็น ผมเผ้าเริ่มแซมด้วยสีขาว สองตาทอแวว
เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า
อย่างไรก็ตาม กู่เหลียงเตาในวันนี้กลับคืนสู่ท่วงท่าอาจหาญทะยาน
ฟ้า แผ่ซ่านกลิ่นอายสภาวะของผู้ยิ่งใหญ่ที่หยามดูแคลนโลกหล้าเฉกเช่น
เมื่อครั้งกระโน้น สองตาคล้ายลุกโชนด้วยเปลวไฟ เป็นเปลวไฟแห่งการ
ต่อสู้
กู่เหลียงเตาพยักหน้ารับคำ ก้าวเดินไปยังประตู
มันผลักประตูเปิดออกช้า ๆ
เห็นกองทัพเป็นระเบียบเรียบร้อย ยืนหยัดอย่างทระนงอยู่ในสายลม
เหน็บหนาวที่ด้านนอก
ใบหน้าของแต่ละคนอาบไล้ไปด้วยประกายของจิตวิญญาณการต่อสู้
แม้ภายใต้สายลมเย็นเยียบดุจคมมีด พวกมันก็ไม่ได้แสดงความอ่อนแอ
ร่างตั้งตรงดุจคันทวน สายตาร้อนระอุ
กู่เหลียงเตาสายตาคมกล้าดุจคมดาบ กวาดมองอย่างช้าๆ ไปทั่ว
กองทัพ กล่าวเน้นเสียงทีละคำ “ศึกนี้ พวกเรา ต้อง ชนะ!”
“ต้องชนะ!” “ต้องชนะ!” “ต้องชนะ!”
คลื่นเสียงกึกก้องในสายลมหนาว ทุกผู้คนรู้สึกราวกับว่าโลหิตในกาย
เริ่มจะเดือดพล่านขึ้นมาทันที
“เคลื่อนทัพ!” กู่เหลียงเตานำออกไปเป็นคนแรก
ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งคุนหลุนได้จริง ในกรณีที่ไม่มีจั่วม่อ
จั่วม่อเมื่อยังไม่ตาย นี่ไม่เพียงหมายความว่าม่ออวิ๋นไห่อันทรงพลังจะ
ไม่ล่มสลายลงด้วยศึกภายใน แต่ยังมีบางสิ่งที่สำคัญกว่านั้น การคงอยู่ของ
จั่วม่อ จะก่อให้เกิดพันธมิตรร่วมรบที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
พันธมิตรที่ประกอบไปด้วยกู่เหลียงเตา สี่มหานิกายพุทธและม่ออวิ๋น
ไห่ ทั้งขุมกำลังและความแข็งแกร่งจะพุ่งทะยานขึ้นทันที
แม้แต่พวกของหลีเซียนเอ๋อร์แห่งเทียนหวนเหนือ ก็นับว่าเป็นคู่ค้าที่มี
ศักยภาพมากพอในการจับมือร่วมรบ
หลายปีก่อนหย่างหยวนฮ่าวบรรลุข้อตกลงที่ไม่ได้กล่าวออกจากปาก
กับจั่วม่อ ครั้งนั้นมันตระเตรียมเข้าร่วมกับม่ออวิ๋นไห่ตั้งแต่แรก อย่างไรก็
ตาม หลังจากจั่วม่อหายสาบสูญไป หย่างหยวนฮ่าวไม่อาจกระทำตามที่
เคยตั้งใจเอาไว้ได้ แต่ในศึกช่วงชิงแผ่นดินซีเซวียน มันยังคงเคลื่อนทัพเข้า
ช่วยเหลือกงซุนชาในช่วงเวลาสำคัญตามที่เคยรับปากเอาไว้
ส่วนกู่เหลียงเตาในครั้งนั้นมีความทะเยอทะยานของมันเอง แต่ความ
ปราชัยเมื่อสิบปีที่แล้วบดขยี้ความหวังของมันจนหมดสิ้น ในความเห็นของ
หย่างหยวนฮ่าว กู่เหลียงเตาจะเข้าร่วมกับม่ออวิ๋นไห่โดยไม่รีรอลังเล
และหากพวกมันทั้งสองเข้าร่วมกับม่ออวิ๋นไห่ ม่ออวิ๋นไห่จะมียอดแม่
ทัพในทำเนียบถึงสี่คน ยังเหนือกว่าคุนหลุนเสียอีก
สำหรับผู้ที่ไม่ยอมสยบต่อคุนหลุน ผู้ที่ไม่ชมชอบคุนหลุน ม่ออวิ๋นไห่
คือทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวของพวกมัน
เมื่อหย่างหยวนฮ่าวได้รับนกกระเรียนกระดาษจากจั่วม่อ มันก็เริ่ม
เตรียมการเพื่อที่จะนำสี่มหานิกายพุทธเข้าร่วมกับม่ออวิ๋นไห่ทันที
เพียงแต่ว่า… …
แผนการของจั่วม่อในครั้งนี้… …นับว่าลึกซึ้งชั่วร้ายโดยแท้… …
เปลวไฟกลุ่มหนึ่งลุกโชนขึ้นในมือของหย่างหยวนฮ่าว กลืนกินนก
กระเรียนกระดาษลงไป ไม่หลงเหลือแม้แต่เถ้าธุลี
ท่ามกลางแสงจากเปลวไฟ หย่างหยวนฮ่าวผุดลุกขึ้น แผ่ซ่านกลิ่น
อายสภาวะอันเชื่อมั่นออกมา
ใบหน้างดงามของหลีเซียนเอ๋อร์ซีดขาวจนน่าเวทนา
มู่ซวงพ่ายแพ้แล้ว!
…พ่ายแพ้ให้แก่หมี่หนาน
หลีเซียนเอ๋อร์ทราบแน่แก่ใจ ระหว่างมู่ซวงกับหมี่หนานไม่ได้มีความ
แตกต่างทางฝีมือมากมายถึงเพียงนั้น ในช่วงหลายปีมานี้ ทั้งสองผลัดกัน
แพ้ผลัดกันชนะอยู่หลายหน
ทว่าหมี่หนานที่เข้าร่วมกับคุนหลุน ได้รับการเสริมกำลังอาวุธ
ยุทโธปกรณ์อย่างดีเยี่ยม กลายเป็นแข็งแกร่งขึ้น ส่วนกองทัพของมู่ซว
งแทบจะเป็นเพียงซากทัพที่ไม่สมบูรณ์ กระทั่งยุทโธปกรณ์เทพยังมีไม่พอ
หมี่หนานล่วงรู้พิชัยยุทธ์เทียนหวนอย่างปรุโปร่ง ถือครองข้อ
ได้เปรียบอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังนั้นโหมโจมตีอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ผู้คน
แทบหายใจหายคอไม่ออก
มู่ซวงไม่อาจหยุดยั้งการโจมตีของหมี่หนาน ประสบความปราชัย
อย่างต่อเนื่อง
สิบปีแล้ว ศึกระหว่างเทียนหวนเหนือและเทียนหวนใต้ไม่เคยหยุดลง
มาก่อน ในเทียนหวนไม่มีผู้ใดสามารถยอมรับความจริงที่ว่าเทียนหวนถูก
แบ่งแยกออกจากกัน ดังนั้นแม้เหน็ดเหนื่อยปางตาย พวกมันก็ยังคงยืน
หยัด
หลี่เซียนเอ๋อร์ตกอยู่ในห้วงความสับสนงุนงง
หลายปีมานี้ นางไม่เคยยอมแพ้ ยังคงมุ่งมั่นฝึกฝีมือไม่รู้วันรู้คืน แม้ยัง
ไม่บรรลุด่านเทพยุทธ์ แต่มีความสำเร็จถึงขั้นกึ่งเทพยุทธ์ ขอเพียงมีเวลา
อีกห้าหกปี นางจะต้องก้าวเข้าสู่ด่านเทพยุทธ์อย่างแน่นอน
และหากนางกลายเป็นเทพยุทธ์ เทียนหวนจะมีความสามารถในการ
ตอบโต้อีกครั้ง!
หลีเซียนเอ๋อร์เต็มไปด้วยการตำหนิตัวเอง
ยามนั้นกงเหยี่ยเสี่ยวหรงเดินเข้ามาในห้อง เด็กหนุ่มหล่อเหลาเมื่อ
ครั้งกระโน้น บัดนี้มีท่วงท่าสภาวะของบุรุษที่เติบโตเต็มวัยแล้ว ปราศจาก
ร่องรอยเย่อหยิ่งถือดีเหมือนในอดีตอีก มันสังเกตเห็นสีหน้าของหลีเซียน
เอ๋อร์ ต้องลอบทอดถอนใจคราหนึ่ง
“ศิษย์น้องเล็ก อย่าได้โทษว่าตัวเองแล้ว” มันปลอบโยนอย่างนุ่มนวล
“ขอเพียงพวกเราไม่ละอายแก่ใจ… …”
หลีเซียนเอ๋อร์เงยหน้ามองกงเหยี่ยเสี่ยวหรง กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว
“ศิษย์พี่ไม่ต้องปลอบใจข้า ขอเพียงมีโอกาสแม้สักเส้นสายใยเดียว ข้าไม่มี
วันยอมแพ้!”
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงดวงตาทอประกายชื่นชมวูบหนึ่ง มันพยักหน้าพลาง
กล่าว “นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง! ศิษย์น้องเล็ก อาศัยกำลังของเราเอง เกรงว่าคง
ไม่อาจหยุดยั้งคุนหลุนได้”
“ศิษย์พี่หมายความว่าพวกเราสมควรหาพันธมิตร?”
“เข้าใจแล้ว!” หลีเซียนเอ๋อร์พยักหน้ารับทันที ไม่มีทีท่าลังเลใจ
“ข้ากับผู้อาวุโสมู่จะพยายามซื้อเวลาให้ศิษย์น้องหญิงได้เจรจา
ต่อรอง” กงเหยี่ยเสี่ยวหรงกล่าวเสียงเครียดขรึม
เห็นสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังของกงเหยี่ยเสี่ยวหรง หลีเซียนเอ๋อร์หยั่ง
ทราบในบัดดล ผู้อาวุโสมู่และกงเหยี่ยเสี่ยวหรงตระเตรียมใช้ชีวิตเข้าแลก
น้าตาสองสายพลันหลั่งรินลงมา หลีเซียนเอ๋อร์กัดริมฝีปากข่มเสียงสะอื้น
ยกมือปาดเช็ดน้าตาลวกๆ นางเงยหน้าขึ้น กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้าจะ
เกลี้ยกล่อมม่ออวิ๋นไห่ให้จงได้”
“เช่นนั้นต้องพึ่งพาศิษย์น้องหญิงแล้ว” กงเหยี่ยเสี่ยวหรงตบไหล่หลี
เซียนเอ๋อร์เบาๆ จากนั้นหมุนตัวจากไป
ถึงยามนี้หลีเซียนเอ๋อร์ไม่อาจสะกดกลั้นอีกต่อไป ซบหน้าร่าไห้ปิ่มว่า
จะขาดใจ
รถศึกราชันแห่งความมืด ซึ่งมีนามกระเดื่องเลื่องลือในดินแดนแห่ง
ความมืดคันนี้ นับว่าใหญ่โตมโหฬารยิ่ง ราวกับพระราชวังเคลื่อนที่ขนาด
ย่อมก็มิปาน เมื่อเห็นรถศึกราชันแห่งความมืด จั่วม่อค่อยพบว่ารถศึก
ทองคำของมันแม้ดูหรูหรางดงาม แต่เมื่อเทียบกับรถศึกมหึมาคันนี้แล้ว
ด้านความสูงส่งอหังการยังคงอ่อนด้อยกว่าหลายขุม
รถศึกราชันแห่งความมืดขณะที่บินอยู่บนฟ้า แทบไม่มี
แรงสั่นสะเทือนแม้แต่น้อย
ภายในรถศึก จั่วม่อนั่งอยู่บนบัลลังก์ เหล่าแม่ทัพนายกองเรียงรายอยู่
ที่เบื้องล่าง ผู้คนสังเกตเห็นว่ามีสตรีสวมหน้ากากนางหนึ่งยืนอารักขาอยู่
ข้างกายราชา ในใจอดไม่ได้ พากันลอบคาดเดาความเป็นมาและตัวตนที่
แท้จริงของนาง
อันม่อรับผิดชอบการประชุมวางแผนการรบ
อันม่อและเหลียงเวยช่วยกันกำหนดแผนการสู้รบขึ้น หากเป็นเรื่อง
ของดินแดนร้อยเถื่อน เหลียงเวยถนัดจัดเจนยิ่งกว่าอันม่อเสียอีก จั่วม่อห
ลังจากชมดูแผนการที่ทั้งสองกำหนดขึ้น ยังไม่อาจหาข้อผิดพลาดใด
ออกมาได้
ทว่าตรงกันข้ามกับสีหน้าสงบเยือกเย็นของพวกมัน ไม่ว่าอันม่
อหรือเหลียงเวยล้วนตื่นเต้นตึงเครียดถึงที่สุด นี่เป็นครั้งแรกที่พวกมันต้อง
บัญชาการการสู้รบขนาดใหญ่เช่นนี้ ย่อมอดตึงเครียดกังวลไม่ได้
เป้าหมายแรกของพวกมันคือสหพันธ์จอมปิศาจด่านไสว้
เมื่อทัพมหึมาจากดินแดนแห่งความมืดซึ่งดูคล้ายทอดยาวไม่สิ้นสุด
ปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้า ทั่วทั้งดินแดนร้อยเถื่อนล้วนตกตะลึงพรึงเพริด
ดินแดนแห่งความมืดเมื่อประโคมโอ่เสียจนเอิกเกริก เท่ากับให้เวลา
สหพันธ์จอมปิศาจระดมกำลังมาต่อสู้กับพวกมันอย่างเปิดเผย สหพันธ์
จอมปิศาจก็ไม่ทำให้พวกมันผิดหวัง รีบเคลื่อนย้ายกองทัพในสังกัดทั้งหมด
มายังเขตติดต่อระหว่างสหพันธ์จอมปิศาจกับดินแดนแห่งความมืดทันที
แต่ที่เหนือความคาดหมายก็คือ ขุมกำลังอื่น ๆ ในดินแดนร้อยเถื่อนไม่เพียง
ไม่ฉวยโอกาสบุกโจมตีสหพันธ์จอมปิศาจ กลับร่วมใจส่งกำลังมาช่วยเหลือ
ทุกผู้คนทราบดีว่าลำพังสหพันธ์จอมปิศาจไม่มีทางหยุดยั้งกองทัพของห
มิงอ๋องได้
แสนยานุภาพอันเกรียงไกรของหมิงอ๋อง ส่งผลให้ดินแดนร้อยเถื่อนที่
รบพุ่งวุ่นวายมานานปีกลับรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นครั้งแรก ทุกผู้คน
ต่อสู้กันมาเป็นเวลานาน นับว่ารู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี ไม่มีผู้ใดต้องการตก
เป็นเชลยของหมิงอ๋อง
ทั้งสหพันธ์จอมปิศาจ พันธมิตรวีรบุรุษและวิหารเทพปิศาจ ล้วนส่ง
กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกมันมากันพร้อมหน้า ระดมกำลังกว่า
สามสิบหมื่นคน ก่อตั้งเป็นกองทัพพันธมิตรดินแดนร้อยเถื่อน
อาณาจักรโซ่วหมิง อาณาจักรฮวง อาณาจักรเทียนมู่ อาณาจักรเจี่ย
หมิง อาณาจักรตงเสอ ทั้งห้าอาณาจักรนี้เป็นประตูที่จะนำกองทัพดินแดน
แห่งความมืดเข้าสู่ดินแดนร้อยเถื่อน เมื่อกองทัพของหมิงอ๋องบุกผ่านแนว
ป้องกันห้าอาณาจักร จะมีเส้นทางมากกว่าเจ็ดสายมุ่งลึกเข้าไปในดินแดน
ร้อยเถื่อน ทัพแกร่งห้าสิบหมื่นของหมิงอ๋องจะสามารถกวาดทำลายไปทั่ว
ดินแดนร้อยเถื่อนอย่างสะดวกดาย
ไม่มีผู้ใดในดินแดนแห่งความมืดจะคาดคิดไปถึง ฝ่ายดินแดนร้อย
เถื่อนกลับยินยอมละวางบุญคุณความแค้นส่วนตัว ผนึกกำลังกันอย่างแข็ง
ขัน แม้ว่ากองทัพพันธมิตรดินแดนร้อยเถื่อน ในด้านจำนวนไพร่พลจะตก
เป็นรองกว่ายี่สิบหมื่นคน แต่พวกมันมีข้อได้เปรียบที่สามารถพึ่งพิงแนว
ป้องกันปราการเหล็ก
นี่หมายความว่าช่องว่างระหว่างทั้งสองฝ่าย อาจไม่ได้มากมายเท่ากับ
ที่ผู้คนเข้าใจกันในทีแรก
หากดินแดนแห่งความมืดบุกโจมตีอย่างซึ่งหน้า จำนวนการบาดเจ็บ
ล้มตายจะมากมายมหาศาลอย่างน่าตระหนก
อันม่อและเหลียงเวยก็นึกไม่ถึง ว่าฝ่ายดินแดนร้อยเถื่อนจะผนีกกำลัง
กัน จัดตั้งทัพพันธมิตรเพื่อต่อต้านพวกมัน
บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ราชรถหมิงอ๋องหม่นหมองอยู่บ้าง แต่
ละคนมีทีท่าหมดกำลังใจไม่น้อย พวกมันไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนมีประสบการณ์สู้
รบอย่างโชกโชน เมื่อเห็นทัพพันธมิตรดินแดนร้อยเถื่อนตั้งท่าราวกับว่าขอ
สู้จนตัวตาย ในใจก็เริ่มหนักอึ้งขึ้นมาทันที
ศึกครั้งนี้จะโหดร้ายทารุณยิ่งกว่าที่พวกมันคิด ในสงคราม
ประจัญบานเช่นนี้ ไม่ต้องเอ่ยถึงกลยุทธ์อันใดให้มากความ มีแต่ความห้าว
หาญเด็ดเดี่ยวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งมักจะหมายถึงจำนวนการบาดเจ็บ
ล้มตายที่น่าสะพรึงกลัว
ศัตรูของพวกมันไม่ใช่ผู้ที่มีสายตาแคบสั้นแม้แต่น้อย
ทัพห้าสิบหมื่นของพวกมันกลับถูกสกัดเอาไว้ที่ชายแดน นี่ไม่ต่างจาก
เทน้าเย็นราดรดบนศีรษะพวกมัน อย่าว่าแต่พวกมันไม่อาจหลบหนีได้
ก่อนหน้านี้พวกมันเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างล้นเหลือ ยามนี้หากถอน
? ยิ่งไปกว่านั้น จะส่งผล
กระทบต่อขวัญกำลังใจของกองทัพอย่างร้ายแรง
“ตั้งค่ายกันก่อนเถอะ” จั่วม่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดมีหนทางที่ดี อดกระตุ้น
เตือนไม่ได้
ทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งอก
หากราชาออกคำสั่งให้พวกมันบุกโจมตีในบัดดล เกรงว่าวันนี้โลหิตคง
ต้องหลั่งเนืองนองเป็นท้องธารแล้ว
อันม่อกับเหลียงเวยทำท่าอิดออดรีรอ พากันรั้งอยู่ก่อน
“บริวาร… …” อันม่อสีหน้าเต็มไปด้วยความละอายใจ ราชาอุตส่าห์
มอบอำนาจให้มันกำกับดูแลสถานการณ์ทั้งหมดตั้งแต่แรกเริ่ม ผลที่ได้กลับ
เลอะเทอะเหลวไหลนัก ในใจมันเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองตัวเอง
จั่วม่อโบกมือตัดบทอันม่อ กล่าวอย่างเยือกเย็น “ในเวลานี้ การคิดหา
หนทางแก้ไขสถานการณ์เบื้องหน้าจึงสำคัญที่สุด เจ้ามีความคิดอันใด
หรือไม่?”
อันม่อรีบปรับอารมณ์ของตน หลังจากนิ่งครุ่นคิดอยู่ชั่วอึดใจ มัน
กล่าวว่า “การบุกโจมตีตรง ๆ ไม่น่าเป็นไปได้ จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายจะ
มากมายเกินไป เราได้ทำการตรวจสอบดูแล้ว ก่อนหน้านี้แนวป้องกันไม่ได้
แข็งแกร่งมากนัก แต่หลายวันมานี้หลังจากมีการเสริมกำลังอย่างต่อเนื่อง
กลับกลายเป็นกล้าแข็งกว่าเดิมมาก ที่สำคัญคือกองทัพฝ่ายตรงข้ามมี
จำนวนรี้พลไม่น้อย กว่าเจ็ดในสิบส่วนของกองทัพทั่วทั้งดินแดนร้อยเถื่อน
ล้วนมากันพร้อมหน้า”
“นี่อาจไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ขอเพียงพวกเราชนะศึกตรงหน้านี้ ดินแดน
ร้อยเถื่อนเท่ากับตกอยู่ในกำมือเราแล้ว” จั่วม่อกล่าวอย่างเย็นชา มัน
เหลือบมองเหลียงเวย คนที่แม้แต่ผู้เยายังยกย่องชมเชยไม่รู้จบผู้นี้ยังไม่
เคยสำแดงฝีมือสักเท่าใด มันถามว่า “เหลียงเวย เจ้ามีความเห็นอันใด?”
เหลียงเวยเค้นสมองครุ่นคิด หาทางแก้ไขสถานการณ์มาตั้งแต่แรก
พอฟังคำถามของจั่วม่อ ต้องสั่นศีรษะพลางกล่าว “ข้ายังคิดไม่ออก”
จั่วม่อเห็นเช่นนี้จึงกล่าว “เช่นนั้นกลับไปลองคิดดู”
การมาของหลีเซียนเอ๋อร์มีคนล่วงรู้ไม่มากนัก กงซุนชาเป็นผู้ที่
ต้อนรับนางด้วยตัวเอง
สิบปีล่วงผ่าน แต่รอยยิ้มเอียงอายราวกับเด็กชายข้างบ้านของกงซุน
ชายังคงเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน มองดูเช่นนี้แทบไม่มีผู้ใดสามารถนำมัน
ไปผูกโยงกับแม่ทัพบัญชาการศึกไร้ผู้ต้านซึ่งสำแดงฝีมือสะท้านไปทั่วหล้า
ผู้นั้นได้
หลีเซียนเอ๋อร์ดูเคอะเขินอยู่บ้าง แต่ยังคงรักษาสีหน้าสงบเยือกเย็น
นางย่อกายคารวะต่อกงซุนชา “เซียนเอ๋อร์คารวะกงซุนชาเซียนเซิง!”
กงซุนชาคารวะตอบอย่างสุภาพ “แม่นางหลีไม่ต้องเกรงใจ”
หลีเซียนเอ๋อร์ในใจร้อนรนดั่งไฟสุม ไม่เปลืองเวลามากความ พลันเอ่ย
ปากเข้าเรื่องหลักตรง ๆ “ข้ามาเพื่อขอความช่วยเหลือจากม่ออวิ๋นไห่ ริม
ฝีปากย่อยยับฟันเหน็บหนาว กงซุนเซียนเซิงขึ้นชื่อว่าฉลาดปราดเปรื่องไร้
ผู้เทียบเทียม สมควรทราบกระจ่างกว่าข้าเสียอีก ไม่ว่าม่ออวิ๋นไห่ต้องการ
ค่าตอบแทนอันใด ขอเพียงเทียนหวนเราสามารถกระทำได้ รับรองว่าจะไม่
ขมวดคิ้วนิ่วหน้า”
จากนั้นนางนำหีบหยกขนาดใหญ่ออกมาใบหนึ่ง นี่เป็นหีบหยกที่มี
คุณภาพเลิศล้า เห็นได้ชัดว่ามีระดับสูงไม่น้อย
“นี่คือชิ้นส่วนของยุทธภัณฑ์เทพที่เทียนหวนได้รับจากตระกูลจั่วเมื่อ
ครั้งกระโน้น เดิมทีพวกเราสมควรส่งคืนให้ถึงมือจั่วม่อเซียนเซิงด้วยตัวเอง
มีแต่มันจึงเป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่ในช่วงเวลาคับขันอันตรายเช่นนี้ ได้แต่
ไหว้วานกงซุนเซียนเซิงเก็บรักษาไว้ก่อนแล้ว”
“ขอบคุณแม่นางหลี!” กงซุนชาหยิบหีบหยกใบนั้นทันที จากนั้นค้อม
กายคารวะอย่างเป็นพิธีการ ดวงตาทอแววชื่นชมวูบหนึ่ง ต้องบอกว่าหลี
“เราไม่มีความสนใจในดินแดนของเทียนหวน”
หลีเซียนเอ๋อร์งงงันวูบ ทั้งยังสงสัยใคร่รู้มากกว่าเดิม พวกมันในเมื่อ
แม้แต่อาณาเขตยังไม่ต้องการ เช่นนั้นพวกมันต้องการสิ่งใดกัน? ควรทราบ
ว่าเทียนหวนในเวลานี้แทบไม่มีทรัพย์สินหลงเหลืออยู่อีกแล้ว
“เราต้องการนักหลอมสร้างและเซียนยันต์ระดับหัวหน้า เป็นจำนวน
หนึ่งหมื่นคน” กงซุนชากล่าวอย่างเยือกเย็น
หลีเซียนเอ๋อร์สะท้านขึ้นทั้งร่าง นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าม่ออวิ๋นไห่จะ
เรียกร้องเหล่านักหลอมสร้างและเซียนยันต์ ในเทียนหวน นักหลอมสร้าง
และเซียนยันต์ระดับหัวหน้า ทุกคนเพียบพร้อมด้วยฝีมือและประสบการณ์
สามารถรับผิดชอบเรื่องสำคัญด้วยตัวคนเดียว คนเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่มีค่า
มากที่สุดของเทียนหวน เป็นทรัพย์สมบัติที่แท้จริงซึ่งเทียนหวนเฝ้าสั่งสม
มานานนับพันปี
กงซุนชาย่อมมองเห็นความขัดแย้งในใจของหลีเซียนเอ๋อร์ มันไม่กลัว
ว่าอีกฝ่ายจะไม่รับปาก แต่ยังคงกล่าว “ฟังว่านักหลอมสร้างและเซียนยันต์
ของเทียนหวนไม่ได้ลงมือหลอมสร้างมาหลายปีแล้วกระมัง”
วาจาประโยคนี้บดขยี้ทำลายปราการสุดท้ายในใจของหลีเซียนเอ๋อร์
ทันที กงซุนชากล่าวไม่ผิด สืบเนื่องจากการสู้รบติดพันอันยาวนาน
ทรัพยากรแทบทั้งหมดถูกใช้ไปจนเกลี้ยงฉาด ยามนี้เทียนหวนขาดแคลน
วัตถุดิบอย่างหนัก เมื่อไม่มีวัตถุดิบ นักหลอมสร้างต่อให้ฝีมือเลิศล้ากว่านี้
ยังได้แต่งอมืออับจนปัญญา พวกมันได้แต่ทำงานซ่อมแซมยุทโธปกรณ์
เทพเท่านั้น
หากสามารถรับตัวนักหลอมสร้างฝีมือเลิศเหล่านี้เอาไว้ ม่ออวิ๋นไห่ซึ่ง
เดิมทีก็มีชื่อเสียงในทางหลอมสร้างไม่ด้อยไปกว่าเทียนหวนอยู่แล้ว จะ
กลายเป็นดั่งพยัคฆ์ติดปีก
หมี่หนานนำเทียนหวนใต้เข้าสวามิภักดิ์ต่อคุนหลุน หมายความว่า
เหล่านักหลอมสร้างและเซียนยันต์จำนวนมากก็เข้าสู่คุนหลุนเช่นกัน เป็น
ที่คาดเดาได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ยุทโธปกรณ์เทพของคุนหลุนจะ
ยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดดไม่ผิดแน่
แม่นางน้อยกงซุนเห็นซึ้งกระจ่างในข้อนี้ ในความเห็นของมัน เทียน
หวนเวลานี้ยากจนข้นแค้น พวกมันมีสมบัติเพียงสองประการเท่านั้น หนึ่ง
คือเหล่าเซียนยันต์ที่มีฝีมือทางหลอมสร้าง อีกหนึ่งคือสองยอดแม่ทัพใน
ทำเนียบ มู่ซวงและกงเหยี่ยเสี่ยวหรง
มันย่อมไม่อาจร้องขอมู่ซวงและกงเหยี่ยเสี่ยวหรง ดังนั้นแม่นางน้อยม
มุ่งเป้าไปที่เหล่าปรมาจารย์หลอมสร้างของเทียนหวน ในความเห็นของมัน
หลีเซียนเอ๋อร์ไม่มีทางที่จะไม่ตกลงรับปาก หนึ่งนั้นนางไม่มีทางเลือกอื่น
ส่วนอีกประการหนึ่งนั้นเป็นเพราะว่า นักหลอมสร้างเหล่านี้แม้มีคุณค่าสูง
ล้าอย่างน่าตระหนก แต่เทียนหวนในยามนี้ไม่มีวัตถุดิบเหลืออยู่ เท่ากับว่า
ยามกะทันหันนักหลอมสร้างไม่มีประโยชน์ใช้สอยอันใด
“ข้าไม่เห็นด้วย”
ที่เหนือความคาดหมายก็คือ หลีเซียนเอ๋อร์กลับสั่นศีรษะปฏิเสธ
กงซุนชาขมวดคิ้วนิ่วหน้า มองดูหลีเซียนเอ๋อร์อย่างผิดคาด
หลีเซียนเอ๋อร์คล้ายตกลงใจเป็นมั่นเหมาะ
“เราจะเข้าร่วมกับม่ออวิ๋นไห่!”
เป็นวาจาที่ชวนให้ผู้คนตะลึงลานนัก
หลีเซียนเอ๋อร์พอกล่าวประโยคนี้ ในใจกลับปลอดโปร่งโล่งสบาย
คล้ายปลดเปลื้องภาระที่มองไม่เห็นซึ่งกดทับในใจนางเป็นเวลานาน
ใบหน้างดงามคล้ายเปล่งแสงเรืองรองด้วยรัศมีประกายชนิดหนึ่ง
เมื่อกงซุนชาเอ่ยถึงเซียนยันต์นักหลอมสร้าง หลีเซียนเอ๋อร์พลัน
ตระหนัก เทียนหวนได้เดินมาถึงสุดปลายทางของมันแล้ว แม้ว่าครั้งนี้พวก
มันอาจสามารถเอาตัวรอด แต่เทียนหวนที่สูญเสียเซียนยันต์และนักหลอม
สร้างอันเป็นรากฐานที่แท้จริงของพวกมัน แทบไม่อาจเทียบได้กับขุมกำลัง
ทั่วไปเสียด้วยซ้า อย่าว่าแต่ยังต้องถูกขนาบอยู่ระหว่างกลางของสอง
มหาอำนาจ คุนหลุนและม่ออวิ๋นไห่ โอกาสอยู่รอดของพวกมันแทบไม่มี
สวรรค์สี่ดินแดนล่วงเข้าสู่ยุคสมัยของมหาอำนาจ เทียนหวนที่เสื่อม
ทรุดลงมีชะตากรรมที่จะต้องแตกดับเช่นเดียวกันกับวัดเสวียนคง
เช่นเดียวกันกับซีเซวียนเมื่อครั้งกระโน้น และนี่ไม่เพียงแต่เทียนหวน
แม้แต่สี่มหานิกายพุทธและกู่เหลียงเตา ก็ต้องเผชิญกับชะตากรรม
เช่นเดียวกัน
แทนที่จะถูกบีบบังคับให้ต้องเลือกในยามที่พวกมันพ่ายแพ้ มิสู้ชิงเข้า
ร่วมกับม่ออวิ๋นไห่ในขณะที่พวกมันยังมีคุณค่าจะดีกว่า ด้วยวิธีนี้นางจะ
ได้รับความช่วยเหลือสมดังความตั้งใจ และเมื่อมีสองยอดแม่ทัพ มู่ซวงและ
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงเป็นหลักประกัน วันคืนในภายภาคหน้าของประชาชน
เทียนหวนคงไม่ถึงกับเลวร้ายนัก
ฟังว่าม่ออวิ๋นไห่ปฏิบัติต่อผู้ที่เข้าสวามิภักดิ์อย่างเที่ยงธรรมเสมอมา
หลีเซียนเอ๋อร์หลังจากครุ่นคิดใคร่ครวญจนเห็นซึ้งกระจ่าง นางก็
ทราบว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดของพวกนาง ดังนั้นตกลงใจทันทีโดยไม่รีรอ
ลังเล
ส่วนกงซุนชาได้แต่ตะลึงงันแล้ว