สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 897 แผนของเหลียงเวย
แผนการที่เหลียงเวยนำเสนอสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้คนเป็นที่สุด
ภายในห้องโถงใหญ่ของรถศึกหมิงอ๋องอันเปรียบเสมือนวังเคลื่อนที่
สุ้มเสียงห้าวหาญของเหลียงเวยดังกังวานไปทั่ว
“ฝ่ายข้าศึกมีจุดอ่อนที่ไม่ถือว่าเป็นจุดอ่อนอยู่ประการหนึ่ง พวกมัน
ไม่มีปรมาจารย์เทพยุทธ์ ผนวกกับข้อที่ว่ากองกำลังที่ตั้งประจำอยู่ในแต่ละ
อาณาจักร แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นพวกเดียวกัน หากต่างฝ่ายต่างเผชิญแรง
กดดัน พวกมันจะมุ่งเอาตัวรอดก่อน จะไม่ประสานเสริมซึ่งกันและกัน จริง
อยู่ว่าแนวป้องกันที่พวกมันสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันนั้นแข็งแกร่งยิ่ง หากบุก
โจมตีตรงๆ พวกเราไม่เพียงต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน ทั้งยังจะบาดเจ็บล้ม
ตายอย่างมหาศาล”
“อย่างไรก็ตาม จุดที่แข็งแกร่งที่สุดของเราก็คือองค์ราชาเป็นเทพ
ยุทธ์”
ดวงตาดุจสุนัขป่าของเหลียงเวยมองกราดไปทั่วห้องโถง เหลียงเวยใน
เวลานี้เผยความคมกล้าของมันออกมาอย่างเต็มที่
ไม่มีผู้ใดโต้แย้งมัน เหลียงเวยกล่าวไม่ผิด เบื้องหน้าปรมาจารย์ด่าน
เทพยุทธ์ แนวป้องกันนี้ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ แต่ถึงกระนั้นก็
ตาม แผนการอันหาญกล้าบ้าบิ่นของเหลียงเวย สร้างความตื่นตะลึงให้แก่
พวกมันอย่างสุดแสน
“ในศึกแรก พวกเราจะส่งกองทัพสี่สิบหมื่นแยกย้ายบุกโจมตีแนว
ป้องกันห้าอาณาจักรอย่างเปิดเผย จุดมุ่งหมายมีเพียงประการเดียว นั่นคือ
สร้างแรงกดดันให้แก่แนวป้องกันทั้งหมดพร้อมกัน ทั้งยังต้องเป็นแรง
กดดันที่มากพอ ด้วยวิธีนี้ พวกมันได้แต่ต่อสู้ตามลำพัง การร่วมมือ
ประสานเสริมระหว่างพวกมันจะถูกตัดขาดไป”
เหลียงเวยกล่าวสืบต่อ สีหน้าท่าทีสงบราบเรียบ เต็มไปด้วยความ
เชื่อมั่น แม้แต่ในห้องโถงใหญ่ที่ชุมนุมไว้ด้วยผู้เข้มแข็งมากมาย ยังไม่แสดง
อาการขลาดเขลาแม้แต่น้อย
“เมื่อศัตรูทุกด้านถูกสะกดเอาไว้อย่างสิ้นเชิง องค์ราชาจะนำทัพ
แกร่งห้าหมื่นคนบุกเข้าโจมตีอาณาจักรเทียนมู่ ซึ่งอยู่ในการดูแลของ
สหพันธ์จอมปิศาจ อาณาจักรเทียนมู่นี้เองที่เป็นเป้าหมายขั้นสุดท้ายใน
การโจมตีของเรา นี่มีเหตุผลสนับสนุนอยู่สองประการ หนึ่งนั้นสหพันธ์จอม
ปิศาจอ่อนแอที่สุด เป็นเป้าหมายสำหรับเปิดฉากเข่นฆ่าที่ดีที่สุด ประการที่
สองก็คือแนวป้องกันห้าอาณาจักรเป็นอาณาเขตของสหพันธ์จอมปิศาจ
ขอเพียงสามารถจู่โจมทำลายกองทัพของซือกงจื้อ ต่อจากนั้นวิหารเทพ
ปิศาจและพันธมิตรวีรบุรุษเท่ากับทำการรบที่ต่างแดน คิดเรียกระดม
ความช่วยเหลือจากขุมกำลังท้องถิ่น ย่อมยากลำบากและสะดุดติดขัด
มากกว่า”
“หากเราสามารถเจาะทะลวงเป็นช่องโหว่สายหนึ่ง กองทัพข้าศึกแม้
ยังรักษาแนวป้องกันห้าอาณาจักรเอาไว้ก็ไม่มีความหมายอันใด พวกมันได้
ศึกใหญ่ในระดับนี้ ทุกผู้คนเพิ่งจะเคยเข้าร่วมรบเป็นครั้งแรก พวกมัน
ระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าย่อมมีผู้เอ่ยปากโต้แย้ง “เพียงศึกแรกก็ทุ่มกำลังพล
มากมายถึงเพียงนี้ ใช่เสี่ยงอันตรายเกินไปหรือไม่?”
เหลียงเวยแยกแยะว่า “ฝ่ายตรงข้ามมีข้อได้เปรียบที่แนวป้องกัน เรา
ไม่อาจปล่อยให้พวกมันเพาะสร้างขวัญกำลังใจไปมากกว่านี้ได้ หากพวก
เราไม่สามารถจู่โจมทำลายพวกมันในการโจมตีครั้งแรก ความเชื่อมั่นของ
พวกมันมีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นทุกขณะ ทำให้พวกมันเกิดความกล้าที่จะต่อสู้
โดยไม่ห่วงชีวิต การป้องกันของพวกมันจะยิ่งเข้มแข็งกว่าเดิม จากนั้นแนว
ป้องกันห้าอาณาจักรจะกลายเป็นโม่หินบดเนื้อ พวกเราอาจถูกลากถ่วงจน
ตาย”
อีกคนหนึ่งผุดลุกขึ้นคัดค้าน “แผนการอันประเสริฐ แต่จำนวนการ
บาดเจ็บล้มตายจะมากเกินไป!”
เหลียงเวยไม่หลีกเลี่ยงประเด็นนี้ กล่าวอย่างตรงไปตรงมา “มิผิด ใน
แผนการนี้ จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายจะมากมายยิ่ง อย่างไรก็ตาม กำลังพล
ที่มากกว่าคือข้อได้เปรียบของเราตั้งแต่แรก อัตราการบาดเจ็บล้มตาย
ระดับนี้ยังอยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้ หากแบกรับความเสียหายระดับนี้
เพื่อแลกกับเวลา โอกาสและขวัญกำลังใจ ข้าเชื่อว่ามันคุ้มค่ามากพอ ที่
สำคัญยิ่งกว่า พวกเราไม่ได้มาเพื่อเล่นสนุก คิดบุกทำลายแนวป้องกันที่
แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น ไฉนเลยจะไม่มีการบาดเจ็บล้มตายได้”
ผู้ที่เห็นค้านล้วนเงียบงันไป ไม่ว่าผู้ใดก็ตาม หากคิดบุกทำลายแนว
ป้องกันห้าอาณาจักรที่เบื้องหน้านี้ ล้วนต้องสังเวยด้วยชีวิตไพร่พลจำนวน
มหาศาลเช่นเดียวกันทั้งหมด
เหลียงเวยพลันหันไปมองจั่วม่อ มันรีรอลังเลชั่ววูบหนึ่ง แต่ยังคงกัด
ฟันกล่าวว่า “หัวใจสำคัญของแผนการนี้ก็คือองค์ราชา ขอเพียงราชาได้ชัย
พวกเราก็จะได้ชัย!”
ซึ่งความจริงยังมีวาจาอีกครึ่งหนึ่งที่มันไม่ได้กล่าว หากราชาพ่ายแพ้
พวกมันก็จะจบสิ้นลงเช่นกัน
องค์ราชาจะพ่ายแพ้หรือไม่
ทั่วทั้งห้องโถงใหญ่ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงแม้สักครึ่งคำ
อันม่อผุดลุกขึ้นพลางสั่นศีรษะ กล่าวว่า “การสู้รบเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
เท่านั้น ไม่มีความจำเป็นต้องให้องค์ราชาไปเสี่ยงอันตรายด้วยตนเอง ก่อน
นี่คือแบบฉบับของยอดแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง
ไม่มีผู้ใดทราบ ว่าเวลามีความสำคัญต่อจั่วม่อในตอนนี้มากเพียงใด
ไม่น่าแปลกใจที่ผูเยายกย่องชื่นชมเหลียงเวยไม่ขาดปาก แผนการ
เช่นนี้ไม่มีส่วนใดที่ซับซ้อน แต่มิใช่ว่าผู้ใดก็สามารถคิดออกมาได้ มีเพียงผู้
ที่สามารถมองเห็นข้อได้เปรียบเสียเปรียบทั้งหมดในสนามรบอย่างถ่องแท้
จึงจะคิดแผนการที่เฉียบขาดและบ้าระห่าถึงเพียงนี้ออกมาได้
อันม่อและเหลียงเวยรับคำอย่างพร้อมเพรียง อันม่อแม้ไม่เห็นด้วย
แต่ยังคงปฏิบัติตามการตัดสินใจของราชาอย่างเคร่งครัด
จั่วม่อมองดูเหล่าแม่ทัพนายกอง กล่าวอย่างเย็นชา “เราผู้เป็นราชา
จะต่อสู้อยู่ข้างหน้าพวกเจ้าทุกคน! ทุกทัพจงจดจำให้มั่น ศึกนี้มีข้าอยู่
ลำแสงเจิดจ้าบาดตานับไม่ถ้วนข้ามผ่านฟากฟ้า พร่างพรมลงมาดุจ
ห่าพิรุณอันแน่นขนัด สาดส่องจนท้องนภายามรัตติกาลสว่างไสวดุจเวลา
กลางวัน เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวดังรัวเร็ว ประหนึ่งคลื่นเสียงอันกล้าแข็ง
จู่โจมใส่จิตใจและแก้วหูของผู้คนพร้อมกัน
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงกัดริมฝีปากแน่น แรงจนแทบกัดขาดไป กระบวน
ทัพค่ายกลที่เบื้องหน้ามันแทบจะถูกพายุการโจมตีของคุนหลุนกลบกลืน
ไปจนหมดสิ้น มันสามารถมองเห็นซากศพถูกระเบิดกระเด็นขึ้นกลาง
อากาศ เห็นเสาโลหิตพวยพุ่งขึ้นฟ้า
กองทัพที่มันทุ่มเทแรงกายแรงใจนับไม่ถ้วนเพาะสร้างขึ้นมา ทุ่มเท
โลหิต หยาดเหงื่อและน้าตา ยามนี้กำลังถูกเข่นฆ่าราวกับผักปลา แนว
ป้องกันนี้เรียบง่ายเกินไป หยาบกระด้างเกินไป เป็นสิ่งที่มันเร่งมือสร้างขึ้น
ให้ทันการณ์
มันคาดการณ์ไว้แล้วว่าคุนหลุนจะทุ่มเททุกอย่างเข้าบุกโจมตี แต่
ยังคงประเมินขีดความสามารถในการบุกโจมตีของคุนหลุนต่าทรามเกินไป
ผู้ที่โหมโจมตีทัพของมัน ถึงกับเป็นกองพันมู่เซวียน
กองทัพสตรีที่เลื่องชื่อในด้านการโจมตีอันละเอียดถี่ถ้วน ยามบุก
โจมตีโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด กลับเหี้ยมหาญดุดันถึงเพียงนี้!
ขบวนทัพที่ด้านหน้าถูกเข่นฆ่าล้มตายเป็นใบไม้ร่วง มองดูการ
เสียสละของทหารเหล่านั้น กงเหยี่ยเสี่ยวหรงในหัวใจมีเลือดหยาดหยด
สองมือสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม แต่มันไม่ยอมละสายตาแม้แต่ชั่ว
แวบ
มันกำลังเฝ้ารอ รอเวลาที่จะตอบโต้ให้สาสม
กองพันมู่เซวียนบุกเข่นฆ่าเข้ามาโดยไม่ออมรั้งยั้งมือ ซึ่งเป็นเหตุให้
พวกมันต้องสิ้นเปลืองพลังเทพปริมาณมากไปด้วย กงเหยี่ยเสี่ยวหรงใช้
ขบวนอาคมหวงห้ามและชีวิตไพร่พลครึ่งหนึ่ง เพื่อลากถ่วงอีกฝ่าย เฝ้ารอ
โอกาสที่จะเปิดฉากโจมตี
ที่น่ายินดีคือผู้ที่บุกเข่นฆ่าเข้าคือกองพันมู่เซวียน หาใช่กองพันเสวีย
ตงไม่ เป็นไปตามคาด กองพันมู่เซวียนแม้แข็งแกร่ง แต่เห็นได้ชัดว่าไม่
ถนัดกลยุทธ์โหมโจมตีอย่างดุดัน ความสามารถในการจำกัดพลังเทพที่ใช้
ไปกับการโหมโจมตีพวกมัน ไม่อาจเรียกได้ว่าดีนัก
นี่เป็นโอกาสเพียงหนึ่งเดียวของกงเหยี่ยเสี่ยวหรง โอกาสที่มันใช้ชีวิต
ไพร่พลครึ่งกองทัพเข้าแลกมา
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงผู้เข้มแข็งและทรหด ไม่ยอมให้ความเจ็บปวดที่
จำต้องกล้ากลืนฝืนทนมาบดบังประสาทสัมผัสอันเฉียบไวของมัน
การโจมตีของศัตรูยังคงโหมกระหน่าลงมาอย่างบ้าคลั่ง แต่กง
เหยี่ยเสี่ยวหรงพลันค้นพบวี่แววของความเหน็ดเหนื่อยแฝงเร้นอยู่ภายใน
พายุ พายุการโจมตีสุดเกรี้ยวกราดคล้ายจะอ่อนกำลังลงเล็กน้อย
เป็นยามนี้เอง!
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงไม่รีรอลังเล ตวาดเสียงเกรี้ยวกราด “ฆ่า!”
ข้างกายมันหลงเหลือผู้คนไม่ถึงสองพันคน!
คนเหล่านี้เบิกตาจนแทบฉีกขาด เฝ้ามองดูพี่น้องของพวกมันถูกเข่น
ฆ่าล้มตาย กลับกลายเป็นเสียสติไปตั้งแต่แรก
ทันใดนั้น ค่ายกลสงครามที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนของเทียนหวนพลัน
ส่องประกายเจิดจ้าโดยไม่มีผู้ใดคาดคิด ในเวลาเดียวกัน บนพื้นด้านข้าง
กองทัพมู่เซวียนบังเกิดแสงแบบเดียวกัน ก่อนที่กองพันมู่เซวียนจะเร่งรุด
มาถึงสนามรบ กงเหยี่ยเสี่ยวหรงได้จัดตั้งค่ายกลเคลื่อนย้ายขนาดเล็กไว้ใน
บริเวณโดยรอบ
ค่ายกลเคลื่อนย้ายเหล่านี้ถูกปิดซ่อนไว้ด้วยชั้นดินที่หนาทึบ กองทัพมู่
เซวียนไม่ได้สังเกตเห็นแม้แต่น้อย
วู้ม!
กองทัพที่ยังหลงเหลือของกงเหยี่ยเสี่ยวหรงหายวับไปในอากาศธาตุ
พร้อมกันนั้นก็ปรากฏขึ้นที่ด้านข้างของกองพพันมู่เซวียน
กระบวนทัพค่ายกลสั่งสมพลังสภาวะถึงจุดสูงสุด โถมทะยานผ่าน
อากาศอย่างเร่งร้อน ลำแสงรูปวงแหวนอันเจิดจ้านับร้อยสายพุ่งวาบเข้า
ไปในกระบวนทัพของศัตรู
การจู่โจมอย่างฉับพลันทันใดนี้ ทำให้กองพันมู่เซวียนเสียขบวนรวน
เร โลหิตฉีดพุ่งในอากาศ วงแหวนแสงเจิดจ้าเหล่านี้เต็มไปด้วยค่ายกลยันต์
ขนาดเล็กนับไม่ถ้วน ทันทีที่บุกทะลวงเข้าไปในกระบวนทัพของกองพันมู่
เซวียน พลันหมุนคว้างอย่างเร่งร้อน ขยายใหญ่ขึ้นในชั่วพริบตา ไม่ว่า
กวาดผ่านไปยังที่ใด จะปรากฏฝนโลหิตสาดกระเซ็นเต็มฟ้า
อย่างไรก็ตาม กองพันมู่เซวียนเป็นหนึ่งในทัพแกร่งระบือนามแห่งใต้
หล้า หลังจากเสียขบวนรวนเรเพียงชั่ววูบ พวกมันก็ตั้งสติได้ทันที เริ่มทำ
การตอบโต้
เซียนกระบี่ส่วนหนึ่งใช้วิชาเทพป้องกันอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน
ไพร่พลอีกส่วนหนึ่งตระเตรียมกระบวนท่าวิชาเทพเพื่อโจมตี
ทว่า พวกมันกลับต้องสีหน้าแปรเปลี่ยนทันที!
พลังเทพของพวกมันถูกใช้ไปจนแทบจะหมดสิ้นแล้ว!
วู้ม วู้ม วู้ม!
มู่เซวียนหน้าขาวเผือด นางในที่สุดค่อยเข้าใจแผนการที่กงเหยี่ยเสี่ยว
หรงขุดล่อพวกนาง นางเต็มไปด้วยความสำนึกเสียใจ เป็นนางประมาท
เกินไป!
ก่อนหน้านี้กองทัพของนางพิชิตไปโดยไร้ผู้ต้านติด ภายใต้การรุกไล่
โจมตีของกองพันมู่เซวียนและกองทัพของหมี่หนาน กงเหยี่ยเสี่ยวหรง
และมู่ซวงพ่ายแพ้ซ้าแล้วซ้าเล่า ใกล้จะล่มสลายลงเต็มทน เทียนหวนเหนือ
แม้เข้าร่วมกับม่ออวิ๋นไห่ แต่น้าไกลไม่อาจดับไฟใกล้ ทั้งกงเหยี่ยเสี่ยวหรง
และมู่ซวงไม่ได้อยู่ในสายตานาง ในความเห็นของนาง การยึดครองเทียน
หวนเพียงเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น
เนื่องเพราะหลินเชียนสั่งการให้พิชิตเทียนหวนเหนือโดยเร็วที่สุด นาง
ได้แต่เลือกกลยุทธ์โหมโจมตีอย่างดุดัน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่กองทัพของนางถนัด
จัดเจน
กองทัพมู่เซวียนแม้มีข้อได้เปรียบด้านจำนวนคนอย่างเทียบกันไม่ติด
แต่แทบทั้งหมดใช้พลังเทพไปจนหมดสิ้น ฝ่ายศัตรูที่มีกันอยู่เพียงพันกว่า
คนกลับช่วงชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบ
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงนำกองทัพที่หลงเหลืออยู่ไม่ถึงสองพันคน เข่นฆ่า
สังหารกองทัพมู่เซวียนอย่างบ้าคลั่ง
นางผิดพลาดไปแล้ว!
มู่เซวียนสีหน้ากลับคืนสู่ความสงบ นางออกคำสั่งโดยไม่ลังเล “หน่วย
ที่สี่สกัดพวกมันไว้ คนอื่น ๆ ที่เหลือให้ล่าถอยทันที! ใช้สัตว์ปราณ!”
กองทัพสองพันคนแยกตัวออกจากทัพหลักของมู่เซวียนทันที ตรงเข้า
ต่อสู้กับกงเหยี่ยเสี่ยงหรงเป็นพัลวัน
ทัพหลักของมู่เซวียนเรียกสัตว์ปราณของพวกมันออกมา ถอนกำลัง
ออกจากสนามรบในบัดดล
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ไม่ได้ไล่ตามไป มัน
ยังคงโอบล้อมและเข่นฆ่า ทัพย่อยสองพันคนที่เข้าสกัดขัดขวางมันไม่อาจ
ปลีกตัวจากไป ครึ่งชั่วยามให้หลัง ทั้งสองพันคนก็ไม่หลงเหลือผู้ที่ยังมีชีวิต
ทั้งไม่มีผู้ใดหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงกลับไม่ได้รู้สึกยินดีแม้แต่น้อย ในใจมีเพียงความ
ปวดร้าวขมขื่นไม่สิ้นสุด
การโจมตีตอบโต้นี้ไม่อาจเรียกได้ว่าชัยชนะ เนื่องเพราะมันต้องแลก
ด้วยชีวิตคนของมันกว่าครึ่งกองทัพ รอจนมู่เซวียนหวนกลับมาอีกครั้ง
พวกมันกระทั่งโอกาสแม้เพียงน้อยนิดยังไม่มี
โชคยังดี พวกมันในที่สุดต้านทานการโจมตีระลอกนี้เอาไว้ได้ ทั้งยัง
ตอบโต้กลับไปอย่างเจ็บปวด ช่วงชิงเวลาได้อีกหลายวัน
ถึงยามนี้ มันเองก็กำลังจะถอนตัวจากไปเช่นกัน
ที่เบื้องหลังมัน ทั่วทั้งเทียนหวนเหนือกำลังทำการอพยพครั้งใหญ่
อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ผู้คนเรียงหน้ากันเคลื่อนย้ายไปในทิศทางของม่ออวิ๋น
ไห่ แนวป้องกันของเทียนหวนถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ คิดรักษาแผ่นดิน
ของพวกมันเอาไว้ ยังยากเย็นแสนเข็ญกว่าปีนป่ายขึ้นสวรรค์เสียอีก
ในแผนการที่พวกกงซุนชาได้วางเอาไว้ คุนหลุนหากคิดยึดครองเทียน
หวนก็ไม่เห็นจะเป็นไร เพียงแต่พวกมันจะได้ยึดครองแต่แผ่นดินที่ไหม้
เกรียมเท่านั้น ชาวเทียนหวนทั้งหมดจะอพยพโยกย้ายไปยังม่ออวิ๋นไห่
เครือข่ายการค้าขนาดมหึมาของม่ออวิ๋นไห่สำแดงพลังอันน่า
ตระหนกออกมาในยามนี้เอง
เรือสินค้ามากมายนับไม่ถ้วนมิทราบผุดขึ้นจากที่ใด รวมตัวเป็นกอง
เรือขนาดยักษ์ ราวกับฝูงมดเดินแถวตามกัน นำผู้คนของเทียนหวนคนแล้ว
คนเล่าไปจากแผ่นดินเกิด
และค่ายกลเคลื่อนย้ายทุกแห่ง ยามนี้ยังคลาคล่าไปด้วยผู้คนต่อแถว
ยาวเหยียด จิงสือมากมายถูกใช้ไปเหมือนสายน้าไหลลงทะเล ทว่าม่ออวิ๋น
ไห่ไม่แยแสสนใจ พวกมันยังคงเคลื่อนย้ายผู้คนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าไปยังค่าย
กลเคลื่อนย้ายชุดถัดไป เป็นครั้งแรกที่ผู้คนได้เห็นจิงสือสุมซ้อนเป็นภูเขา
เลากาอย่างแท้จริง
ม่ออวิ๋นไห่อันมั่งคั่งและทรงพลัง เข้าสู่สภาพพร้อมรบอย่างเต็ม
รูปแบบ ไม่มีผู้ใดกล้าประมาทดูแคลนขุมกำลังอันน่ากลัวนี้
เทียนหวนเหนือและผู้คนของพวกมันอยู่ในสภาวะสงครามตั้งแต่แรก
กงซุนชาสั่งการลงมาอย่างเฉียบขาด เพียงเคลื่อนย้ายผู้คน ไม่ห่วงพะวง
กับสมบัติ ผลก็คือการอพยพโยกย้ายมีประสิทธิภาพอย่างน่าประหลาดใจ
ช่วงเวลาไม่กี่วันที่กงเหยี่ยเสี่ยวหรงสละชีวิตไพร่พลช่วงชิงมาได้
นับว่ามีค่ามากล้นเหลือประมาณ
ในเวลาเดียวกัน ที่ค่ายกลเคลื่อนย้ายอีกแห่งหนึ่ง เห็นกองทัพอัน
แปลกประหลาดขบวนหนึ่งก้าวออกมา คนเหล่านี้สีหน้าไร้ความรู้สึกอย่าง
สิ้นเชิง ดวงตาเป็นสีเทาขาว ทั่วร่างปกคลุมด้วยรอยสักอันโอ่อ่า ปราศจาก
ร่องรอยของชีวิต
รอจนบุรุษสีหน้ากระด้างเย็นชา ทั่วร่างปกคลุมด้วยแผนผังปิศาจผู้
หนึ่ง ก้าวออกมาจากค่ายกลเคลื่อนย้าย
“เป็นเปี๋ยหานต้าเหริน!”
เสียงอุทานดังลั่นในฝูงชน เรียกเสียงอุทานดังระงมรอบบริเวณ ฝูงชน
เริ่มปั่นป่วนขึ้นมา
“คนผู้นี้คือเปี๋ยหานต้าเหริน?”
“สวรรค์! นี่ก็คือกองพันบาปเคราะห์!”
เสียงอุทานยังไม่ทันจะจางลง ผู้คนทั้งหลายใบหน้าทอแววปิติยินดี
เริ่มปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาบ้าง ในที่สุดพวกมันก็วางใจได้อย่างสมบูรณ์ เปี๋ย
หานต้าเหรินเมื่ออยู่ที่นี่ พวกมันก็ปลอดภัยแน่แล้ว!
คนของม่ออวิ๋นไห่ยืดอกขึ้น ใบหน้ามองตรง สีหน้าเต็มไปด้วยความ
เคารพเทิดทูน
เปี๋ยหานมาแล้ว
เปี๋ยหานเมื่อเห็นสภาพน่าอเนจอนาถของกองทัพกงเหยี่ยเสี่ยวหรง
สร้างความประหลาดใจให้แก่มันไม่น้อย กองทัพที่ประสบความเสียหาย
ยับเยินถึงขั้นนี้ อาจเรียกได้ว่าแทบจะจบสิ้นแล้ว แต่ใบหน้าของคน
เหล่านั้นทำให้มันต้องหยุดชะงักไปชั่วครู่ ใบหน้าเหล่านั้นแม้เต็มไปด้วย
ความโศกศัลย์รันทด แต่ยังคงทอประกายเคียดแค้นชิงชัง เปี่ยมไปด้วยจิต
วิญญาณการต่อสู้อันรุนแรง
เปี๋ยหานผงกศีรษะในใจ กองทัพนี้ยังไม่จบสิ้น
รอจนเปี๋ยหานเห็นสีหน้าสงบราบเรียบของกงเหยี่ยเสี่ยวหรง ยิ่ง
ยืนยันข้อสรุปของมันในตอนแรก แม่ทัพหนุ่มผู้นี้แม้มีสภาพอ่อนล้าและ
เปราะบางดุจตะเกียงใกล้สิ้นแสง แต่ดวงตากลับลุกโชนด้วยประกายเด็ด
เดี่ยวแน่วแน่
“ที่นี่ฝากไว้กับเรา เจ้าไปพักเถอะ”
เปี๋ยหานสุ้มเสียงแฝงไว้ด้วยความนับถือเลื่อมใส นี่ไม่เกี่ยวข้องกับ
ระดับความเก่งกล้าสามารถ แต่จิตวิญญาณการต่อสู้นี้ และความเด็ดเดี่ยว
มุ่งมั่นชนิดที่แม้อยู่ในสภาพเสียเปรียบจนแทบจะสิ้นหนทาง ยังสามารถ
แว้งกัดใส่ศัตรูคำหนึ่ง บีบบังคับให้ข้าศึกถอยร่นไปชั่วคราว ไยมิใช่ควรค่า
แก่การนับถือเลื่อมใส
“ทราบแล้ว” กงเหยี่ยเสี่ยวหรงมองดูเปี๋ยหาน ในใจไม่ทราบเป็น
รสชาติใด อาจบางทีเป็นความเศร้าเสียดาย เทียนหวนเสื่อมทรุดลงและดับ
สูญไป ม่ออวิ๋นไห่เจิดจรัสดุจอาทิตย์ที่กลางหาว ความเปลี่ยนแปลงในชีวิต
ช่างชวนให้ผู้คนทอดถอนปลงอนิจจังนัก โดนเฉพาะผู้ที่เคยเป็นแกนหลัก
ของเทียนหวนยิ่งมีความรู้สึกลึกล้าเป็นพิเศษ
เปี๋ยหานคล้ายหยั่งทราบความคิดของกงเหยี่ยเสี่ยวหรง กล่าวว่า
“อาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียงทัพของเจ้ามาถึงแล้ว เลือกทหารของเจ้าเอง
เถอะ หากเจ้าเร็วพอ ยังคงสามารถกลับมาร่วมศึกใหญ่ได้ทันเวลา”
สุ้มเสียงของเปี๋ยหานแม้เย็นชา แต่กงเหยี่ยเสี่ยวหรงยังสามารถฟัง
ออกว่าแฝงไว้ด้วยน้าใจไมตรี
“ค้นหาตำแหน่งของกองทัพมู่เซวียน” เปี๋ยหานกล่าวอย่างเย็นชา
หน่วยสอดแนมหลายสิบคนพลิ้วกายหายวับไปกลางอากาศ
มันก็ไม่ได้รออยู่เฉย ๆ แต่สั่งการให้กองพันบาปเคราะห์เคลื่อนทัพ
รุดหน้าไปทันที ตลอดรายทางก็ส่งสายสืบออกไปค้นหาตำแหน่งของมู่เซ
วียน
ในไม่ช้า หน่วยสอดแนมของมันก็ค้นพบกองทัพของมู่เซวียน
ทัพของมู่เซวียนกำลังมุ่งหน้ามาด้วยความคิดฆ่าฟันเต็มเปี่ยม
หลังจากฟื้นฟูพลังเทพจนสมบูรณ์ดังเดิม ทัพมู่เซวียนไหนเลยจะยอมกล้า
กลืนความปราชัยอันน่าอับอายนี้ได้
อย่างไรก็ตาม มู่เซวียนจดจำบทเรียนครั้งก่อนอย่างลึกซึ้ง นางครุ่นคิด
ใคร่ครวญมาเป็นอย่างดี เรียนรู้จากบทเรียนอันเจ็บแสบนั้น ชนชั้นยอดแม่
ทัพไม่มีผู้ใดจัดการได้โดยง่าย แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่มีขุมกำลังเทียบเท่า
กับนาง นางก็ไม่อาจประมาทดูแคลนมัน อย่าได้เข้าใจว่าอีกฝ่ายไม่มีขีด
ความสามารถในการแว้งกัดเป็นอันขาด
กระทั่งนางถือครองความได้เปรียบในทุกด้าน ยังคงถูกกงเหยี่ยเสี่ยว
หรงแว้งกัดใส่เขี้ยวหนึ่ง มู่เซวียนระวังตัวมากกว่าเดิม หวนกลับมาในคราว
นี้ นางทั้งไม่ประมาทและไม่ดูแคลนมันอีก
หน่วยสอดแนมถูกส่งออกไปเป็นจำนวนมาก
ในไม่ช้า หน่วยสอดแนมของทั้งสองฝ่ายเริ่มปะทะกันอย่างดุเดือด
มู่เซวียนได้รับข่าวทันทีว่ามีกองพันไม่ทราบที่มา กำลังเคลื่อนตรง
มายังทิศทางของนางอย่างรวดเร็ว ยอดแม่ทัพหญิงแห่งคุนหลุนยิ่งระวังตัว
มากกว่าเดิม ผู้ที่ล่วงรู้ขุมกำลังของนางดี แต่ยังคงกล้ามุ่งหน้ามาหานาง
โดยไม่คิดหลบเลี่ยง เกรงว่าผู้มาต้องไม่รวบรัดธรรมดาแล้ว
นางแม้ระวังตัวมากกว่าเดิม แต่ไม่มีความคิดถอยหนี
หลังจากนั้นไม่นาน นางค่อยพบเห็นโฉมหน้าของกองทัพศัตรูชัดตา
มู่เซวียนสีหน้าหนักอึ้งเคร่งเครียดทันที
เป็นกองพันบาปเคราะห์ของเปี๋ยหาน!
พวกมันมาเร็วเกินไปแล้ว!
?” โหยวซือหย่าเค่อมองดูกองทัพที่กำลังตั้ง
ขบวนอยู่เบื้องหน้าป้อมปราการค่ายกลของมัน พลางพึมพำอย่างงุนงง
กองทัพเหล่านั้นเคลื่อนมาจากหลายทิศทาง ตรงเข้ารวมพลจัด
กระบวนทัพอย่างรวดเร็ว
กองทัพต่าง ๆ ยังคงหลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
ก็มิปาน
ภาพนี้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ทุกผู้คน ไม่เว้นแม้แต่เทพปิศาจ
ลำดับสามโหยวซือหย่าเค่อ ภายในช่วงเวลาไม่นานนัก กลับมีคนมากกว่า
หกหมื่นมารวมตัวกันอยู่เบื้องหน้าพวกมัน
นี่มันเรื่องตลกประเภทใดกัน?
สำหรับกองพันทั่วไป โดยเฉลี่ยแล้วมีจำนวนคนอยู่ระหว่างสองถึง
สามพันคน หกหมื่นคน นั่นหมายความว่าข้าศึกที่มารวมตัวกันที่นี่ สมควร
มีไม่น้อยกว่าสามสิบกองพัน
โหยวซือหย่าเค่อดวงตาแหลมคม เพียงดูจากกลิ่นอายสภาวะที่
แผ่ซ่านออกมาจากคนทั้งหกหมื่น ก็ทราบว่าพวกมันไม่ใช่กองทัพธรรมดา
สามัญ! นี่ล้วนเป็นทหารชาญศึกที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี แม้ว่าหาก
เทียบกับกองพันโหยวซือของมัน ยังคงอ่อนด้อยกว่าบ้าง แต่อย่างน้อย
สามารถเทียบเคียงได้กับกองทัพของแม่ทัพคนสนิทของมัน
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือจำนวนของพวกมัน!
แนวป้องกันที่โหยวซือหย่าเค่อรับหน้าที่เฝ้ารักษา เพียงมีไพร่พลสอง
หมื่นเท่านั้น ในจำนวนนั้น กองพันโหยวซืออันกล้าแกร่งมีเพียงห้าพันคน
ที่เหลืออีกหนึ่งหมื่นห้าพันเป็นชนชั้นมือดีจากกองกำลังหลายแห่ง
ทันใดนั้นโหยวซือหย่าเค่อพลันสะท้านขึ้นทั้งร่าง กระชากตัวผู้ช่วย
แม่ทัพเข้ามาโดยแรง คำรามเสียงดัง “รีบด่วน สอบถามไปยังแนวรบด้าน
อื่น ๆ สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
โหยวซือหย่าเค่อคลายมือ ผู้ช่วยแม่ทัพนั้นรีบติดต่อสอบถามไปยัง
กองทัพอื่น ๆ ทันที โหยวซือหย่าเค่อสีหน้าดำทะมึน เหม่อมองขบวนทัพ
อันน่ากลัวที่ชุมนุมกันอยู่ด้านล่าง เสียงพึมพำเบาๆ ฟังคล้ายจะปลอบใจ
ตัวเอง “คงมิใช่ว่าพวกเราเคราะห์หามยามร้ายถึงเพียงนั้น ตำแหน่งของ
ข้าพอดีเป็นจุดที่พวกมันเลือกบุกฝ่ากระมัง?”
หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็น่าสะพรึงกลัวมากแล้ว!
ในไม่ช้า ผู้ช่วยแม่ทัพเร่งรุดกลับมาด้วยสีหน้าขาวซีด รีบรายงาน
สถานการณ์ของกองทัพอื่นๆ ในกลุ่มพันธมิตรดินแดนร้อยเถื่อน
โหยวซือหย่าเค่อพอฟังต้องตกตะลึงพรึงเพริด
กลับปรากฏทัพข้าศึกจำนวนมากมายมหาศาล ชุมนุมกันในบริเวณ
ใกล้เคียงกับค่ายทัพแต่ละแห่ง ทั้งหมดล้วนเป็นกองทัพชั้นยอด
รอจนมันนับคำนวณตัวเลขที่แท้จริง พลันใจสั่นสะท้าน สีหน้า
กลายเป็นซีดเผือด ศัตรูถึงกับทุ่มกำลังทัพแกร่งมากกว่าสามสิบห้าหมื่นใน
การบุกโจมตีระลอกแรก!
นี่มันช่าง… …น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว!
ยังจะมีผู้ใดล่วงรู้สถานการณ์ของพวกมันดีไปกว่าตัวโหยวซือหย่าเค่
อเอง ดินแดนร้อยเถื่อนรบพุ่งวุ่นวายมานานปี ค่าตอบแทนที่พวกมันต้อง
จ่ายออกไปเรียกได้ว่าน่าตระหนกยิ่ง แม้ฉากหน้าจะกล่าวกันว่าทัพ
พันธมิตรดินแดนร้อยเถื่อนระดมกำลังพลสามสิบหมื่นมารับศึก แท้จริง
แล้วเกือบสิบหมื่นในจำนวนนั้นเป็นเพียงกองพันประจำการธรรมดา
เท่านั้น
ควรทราบว่ากองทัพไม่อาจตัดสินได้จากเพียงจำนวนรี้พล การฝึกฝน
และระดับฝีมือของพวกมันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า โดยทั่วไปแล้วกองทัพ
สามารถจัดแบ่งได้เป็นสามระดับชั้น
ที่แข็งแกร่งที่สุดคือกองพันล้าเลิศ ซึ่งล้วนแล้วแต่นำโดยแม่ทัพที่มี
ชื่อเสียง กองพันล้าเลิศเหล่านี้ด้านจำนวนไพร่พลเรียกได้ว่าแตกต่าง
หลากหลายเป็นอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างกองพันบาปเคราะห์ของเปี๋ยหาน ซึ่ง
จะมีจำนวนอยู่ราว ๆ สามพันเสมอ ในขณะที่กองพันมู่เซวียนคงจำนวนคน
ไว้ที่หนึ่งหมื่น อย่างไรก็ตาม เมื่อบรรลุถึงระดับชั้นของพวกมัน สิ่งสำคัญ
คือพลังรบโดยรวม หาใช่จำนวนตัวเลขไม่
ระดับรองลงมาคือกองพันชั้นยอด โดยทั่วไปแล้วกองทัพประเภทนี้
จะด้อยกว่ากองพันล้าเลิศอยู่บ้าง แต่เข้มแข็งกว่ากองพันปกติ อาจกล่าวได้
ว่ากองพันชั้นยอดต้องพึ่งพาจำนวนคน ระหว่างทั้งสองฝ่าย จำนวนคนจะ
เป็นเครื่องกำหนดความเหลื่อมล้าต่าสูงของพวกมันโดยตรง สำหรับกอง
พันชั้นยอด ทางด้านระดับฝีมือมักจะไม่แตกต่างกันมากนัก พวกมันจึงสู้รบ
โดยอาศัยจำนวนคน
ระดับสุดท้ายคือกองพันปกติ พวกมันส่วนใหญ่เป็นทหารของขุม
กำลังท้องถิ่น มักทำหน้าที่เป็นกองหนุนของกองพันชั้นยอด
ดินแดนร้อยเถื่อนรบราฆ่าฟันกันเองยาวนานกว่าสิบปี ในขณะที่ดิน
แดนแห่งความมืดพักสะสมกำลังเป็นเวลาสิบปี ระยะห่างระหว่างทั้งสอง
ฝ่ายสะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนในเวลานี้เอง
โหยวซือหย่าเค่อหัวใจดิ่งลงไม่หยุดยั้ง กองพันโหยวซือของมัน
นอกเหนือจากกองทัพของผู้นำเทพปิศาจแล้ว นับว่าแข็งแกร่งที่สุดใน
วิหารเทพปิศาจ วิหารเทพปิศาจมีสองกองพันล้าเลิศ หนึ่งเป็นกองพันของ
ผู้นำเทพปิศาจ อีกหนึ่งคือกองพันโหยวซือของมันเอง ทางด้านนี้มันไม่เคย
หวาดเกรงผู้ใด เพียงแต่ในด้านของกองพันชั้นยอด จำนวนของทั้งสองฝ่าย
แตกต่างกันมากเกินไป
กองพันล้าเลิศเป็นไพ่ตายของขุมกำลังแต่ละฝ่าย พวกมันจะใช้ออกก็
ต่อเมื่อทำศึกชี้ขาด หรือใช้เพื่อขู่ขวัญข้าศึก แต่กองพันชั้นยอดกลับเป็น
กำลังหลักในการสู้รบ และมักจะเป็นกองกำลังส่วนที่บาดเจ็บล้มตายมาก
ที่สุด ในช่วงสิบปีของสงครามภายใน กองพันชั้นยอดของดินแดนร้อยเถื่อน
การฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียรจำต้องใช้เวลา การฝึกฝนนักรบชั้นยอดก็
ต้องใช้เวลาไม่น้อยไปกว่ากัน
ศัตรูมองเห็นจุดอ่อนของพวกมันอย่างทะลุปรุโปร่ง!
ใช้กลยุทธ์ที่เรียบง่ายที่สุดและตรงไปตรงมาที่สุด บุกโจมตีอย่างดุดัน!
มิหนำซ้ายังเป็นพายุการโจมตีที่ครอบคลุมทุกด้านในคราวเดียว!
อาศัยจำนวนคนมากกว่าสามสิบห้าหมื่น ใช้ออกด้วยกลยุทธ์ทะเล
มนุษย์!
โหยวซือหย่าเค่อในปากเป็นรสชาติขมฝาดสุดทานทน มันแม้เห็น
กระจ่างชัดเจนทุกประการ แต่พานไม่มีปัญญาแก้ไข
เงาของกองทัพยืดขยายออกไปราวกับแนวป่าอันไพศาล แต่ละ
ใบหน้าลุกโชนด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้ร้อนระอุ ในครรลองสายตาของ
พวกมันบรรจุไว้ด้วยคนผู้เดียว …นั่นคือราชาสวมหน้ากากสัมฤทธิ์ผู้ยืนอยู่
บนจุดสูงสุดในใต้หล้า
กองทัพขบวนนี้มีไพร่พลมากกว่าห้าหมื่น นำโดยแม่ทัพบัญชาการศึก
ระดับทองสิบคน แต่ละคนหากมิใช่เป็นเจ้าผู้ครองแคว้นแห่งหนึ่ง ก็ต้อง
เป็นประมุขตระกูลสูงศักดิ์สักแห่ง พวกมันกรำศึกอย่างโชกโชนหลายร้อย
ทุกผู้คนพอฟัง จิตวิญญาณการต่อสู้พลันพลุ่งพล่านทะยานฟ้า!
อันม่อและเหลียงเวยก็เข้าร่วมศึกครั้งนี้ด้วย พวกมันจึงจัดผู้ช่วยแม่
ทัพมารับหน้าที่ติดต่อสื่อสารให้แก่จั่วม่อ
ศึกชี้ชะตาของเผ่าปิศาจกำลังจะเปิดฉากขึ้นแล้ว!
เทพวิชาที่แม่ทัพบัญชาการศึกระดับเงินแต่ละคนปลดปล่อยออกมา
ล้วนผิดแผกแตกต่าง บ้างพวยพุ่งหมอกรัตติกาลคร่าชีวิต ปกคลุมพื้นที่
หนึ่งร้อยลี้ในชั่วพริบตา บ้างประหนึ่งพายุมรณะที่สว่างเจิดจ้า โหมซัด
อย่างดุเดือดจนผู้คนแทบหายใจไม่ออก บ้างเงียบเชียบไร้ร่องรอย แต่
สามารถปลิดชีพผู้คนอย่างฉับพลันทันใด
สิ่งที่น่าแตกตื่นสะท้านใจยิ่งกว่า คือการโจมตีของเหล่าแม่ทัพ
บัญชาการศึกระดับทอง
พลังเทพที่หนาแน่นเข้มข้นจนสามารถทำลายฟ้าดิน ช่วยให้พวกมัน
ใช้กระบวนท่าเทพวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดออกมา ความสามารถในการ
ควบคุมอันทรงพลังของพวกมัน ช่วยให้แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง
สามารถควบคุมจังหวะการสู้รบได้อย่างง่ายดาย
บึมบึมบึม!
เห็นปราณดาบสีเทายาวหลายร้อยจั้งพุ่งวาบข้ามแผ่นฟ้า ทิ้งริ้วแสง
เป็นทางยาวไว้เบื้องหลัง กระแทกทะลวงใส่โล่แสงของปราการป้องกัน
อย่างหักโหม ม่านโล่แสงที่สร้างขึ้นจากอาคมหวงห้ามสั่นสะเทือนอย่าง
รุนแรง
ไพร่พลบนแนวป้องกันยังไม่ทันจะได้ตั้งสติ หมอกสีเทาสูงหลายสิบจั้ง
พลันแปรเปลี่ยนเป็นหัวกระโหลกนับไม่ถ้วน ห่าพิรุณแสงเทียนกระหน่าซัด
ปราณหมัดสีขาวที่แผดเสียงกรีดแหลม สารพัดกระบวนท่าโหมโจมตีใส่
ม่านแสงโดยไม่มีช่องว่าง
ม่านโล่แสงคล้ายเปราะบางไม่ต่างจากฟองสบู่ แตกกระจายเป็นเสี่ยง
ๆ ในบัดดล
ไม่มีผู้ใดเคยพบเจอพายุการโจมตีที่น่ากลัวถึงเพียงนี้มาก่อน การโหม
โจมตีอันเกรี้ยวกราดดุดันนัก! พลังเทพของคนทั้งสามสิบห้าหมื่นราวกับไม่
มีต้นทุนค่าใช้จ่าย กระหน่าซัดออกไปยังสนามรบอย่างบ้าคลั่ง เกิดเป็น
ภาพอันงดงามตระการตา ที่แฝงไว้ด้วยความตาย!
แนวป้องกันห้าอาณาจักรซึ่งดูราวกับว่าไม่อาจบุกทะลวงผ่าน บัดนี้
สั่นไหวคลอนแคลนอยู่ภายใต้เปลวไฟแห่งสงคราม
จั่วม่อทราบว่าถึงเวลาที่มันต้องลงมือแล้ว
มันปลดแตรศึกราชันลงจากข้างเอว