สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 905 กระบี่ของเหวยเสิ้ง
ปราณดาบมือกลับไม่แตกสลาย!
แต่ถูกกระแทกหายวับไปในอากาศแทบจะในทันที ชั่วพริบตาถัดมา
ก็ทะลวงลึกเข้าไปในขบวนค่ายกลวงกลมโอบล้อมโดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า!
มู่เซวียนในใจเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง ปราณดาบมืออันน่า
กลัวนั้นเฉียดผ่านร่างของนางไปเพียงแค่คืบเดียว คมดาบเย็นยะเยียบ
บันดาลให้นางขนลุกชี้ชันจนสุดปลาย แต่บรรดาเซียนกระบี่ที่อยู่ข้างกาย
นางกลับไม่ได้โชคดีเท่า บริเวณข้างเคียงกลับกลายเป็นความว่างเปล่าผืน
หนึ่ง นางรู้สึกราวกับยืนเปลือยเปล่าอยู่กลางที่โล่งแจ้ง ไม่มีความรู้สึก
ปลอดภัยแม้แต่น้อย
ราวกับว่ามีถนนใหญ่ที่ร้างไร้ผู้คนสายหนึ่ง ทอดผ่านข้างกายนางไป
หากมีคนมองลงมาจากบนฟ้า จะเห็นคล้ายกับรอยแผลอันน่ากลัว ผ่า
กองทัพทั้งหมดแยกออกเป็นสองส่วน!
มู่เซวียนกรำศึกน้อยใหญ่อย่างโชกโชน เคยผ่านประสบการณ์
อันตรายนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีครั้งใด ที่เฉียดใกล้ความตายมากเท่า
ครั้งนี้
เงื้อมหัตถ์แห่งมัจจุราชมาอย่างฉับพลันทันใด ไม่มีคำเตือนล่วงหน้า
ชั่วพริบตาที่ปราณดาบเฉียดผ่านร่างนาง มู่เซวียนถึงกับไม่อาจ
กระดิกตัวแม้แต่น้อย
เปี๋ยหานที่บนฟากฟ้ารู้สึกว่าน่าเสียดายนัก วิถีโจมตีของมัน
คลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย หากปราณดาบเมื่อครู่สามารถกำจัดฆ่ามู่เซวียน
ศึกนี้เท่ากับกุมชัยชนะอย่างเด็ดขาดแล้ว มันแม้นึกเสียดาย แต่ไม่มัว
พิรี้พิไรมากความ รีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากใจ รวมรวบสมาธิจิตใจ
จดจ่ออยู่กับศึกเบื้องหน้าอย่างเต็มที่
แต่แล้วอย่างรวดเร็ว เปี๋ยหานคล้ายสังเกตเห็นบางสิ่งในกองทัพของ
ศัตรู
ท่าสังหารเมื่อครู่คล้ายสร้างความแตกตื่นตระหนกให้แก่ข้าศึก ยิ่งกว่า
ที่มันคาดคิดไว้ ทหารศัตรูยังคงมีท่าทีราวกับว่าพวกนางยังไม่หายจากการ
ตื่นตะลึง ปฏิกิริยาเฉื่อยช้าลงไปมาก
โอกาส!
เปี๋ยหานตระหนักทันที นี่เป็นโอกาสดีงามที่ยากจะพบพาน
กองพันบาปเคราะห์ประดุจฝูงสุนัขป่าจอมจอมเจ้าเล่ห์ เริ่มท่อง
ทะยานไปรอบ ๆ กองพันมู่เซวียน ทันทีที่พวกมันพบเห็นช่องว่างรอยโหว่
จะกระโจนเข้าขย้าอย่างดุร้าย
เปี๋ยหานมีฝีมืออันแม่นยำถึงที่สุด ทุกครั้งที่โถมเข้าโจมตี จะต้องนำมา
ซึ่งแม่น้าเลือดฝนโลหิตสาดกระเซ็นทั่วฟ้า มันนำกองพันบาปเคราะห์ไล่
ต้อนกองทัพมู่เซวียนโดยไม่ให้ตั้งตัวติด อาศัยการบุกเข่นฆ่ากลับไปกลับมา
เพียงไม่กี่รอบ กองพันมู่เซวียนประสบกับความสูญเสียอย่างสาหัส
มู่เซวียนในที่สุดค่อยตั้งสติได้ เห็นกองทัพของนางปั่นป่วน
ระส่าระสาย ต้องขัดเคืองใจสุดระงับ
นางถึงกับหวาดกลัวเปี๋ยหานจริง ๆ!
มันไม่ควรเป็นเช่นนี้!
มู่เซวียนเพียรปลุกปลอบความตื่นตัว นางทราบแน่แก่ใจ วันนี้หากไม่
ระวัง อาจต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่แล้ว ทันใดนั้นนางฉุกคิดถึงคำสั่งของเสวียตง
ถ่วงเวลาเปี๋ยหาน เพื่อเปิดโอกาสให้หมี่หนานและเสวียตงล้อมสังหารเปี๋ย
หาน
นางดวงตาฟื้นคืนประกายทันที
กล่าวตามความสัตย์ นางมิอาจไม่ยอมรับว่าฝีมือในเชิงกระบวนทัพ
ค่ายกลของเปี๋ยหานเหนือล้ากว่านางจริงๆ แต่หากนางตัดสินใจยืนหยัดทำ
ศึกป้องกันอย่างเต็มรูปแบบ ต่อให้เป็นเปี๋ยหานยังไม่อาจเอาชัยได้โดยง่าย
ถ่วงเวลา!
มู่เซวียนเมื่อตกลงใจก็เปลี่ยนยุทธวิธีสู้รบโดยพลัน
เปี๋ยหานค้นพบการเปลี่ยนแปลงของศัตรูทันที มันฉุกใจคิด พลันคาด
เดาจิตเจตนาของมู่เซวียนออก
คิดถ่วงเวลา?
มันยังคงมีสีหน้ายะเยียบเย็นชา เริ่มชะลอจังหวะการสู้รบ เปลี่ยนเป็น
วนเวียนอยู่รอบ ๆ กองพันมู่เซวียนอย่างช้า ๆ
ชนชั้นยอดแม่ทัพเช่นมู่เซวียน ย่อมมีความสามารถรวมรั้งสมาธิจิตใจ
จดจ่อเป็นเวลานาน แต่ทหารในกองพันของนางย่อมไม่มีความสามารถ
เช่นนี้ พวกนางจะค่อย ๆ เหน็ดเหนื่อยจนเกินต้านทาน เกิดความคิด
วอกแวกฟุ้งซ่าน หรือไม่ก็คลายความตื่นตัวลงไปเอง แต่กองพันพันบาป
เคราะห์ไม่มีปัญหาเรื่องนี้ ตราบใดที่เปี๋ยหานยังสามารถตั้งสมาธิจดจ่อ
กองพันบาปเคราะห์ก็จะไม่มีวันวอกแวกวุ่นวาย
นี่กลับกลายเป็นศึกประลองความอดทน
และเปี๋ยหานมีความอดทนมากพอ
มันไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อน
แม้ว่าคู่ต่อสู้จะเป็นยอดแม่ทัพอันดับหนึ่ง เสวียตง แต่มันเชื่อมั่นใน
ฝีมือของกงซุนชา
ทางด้านหมี่หนาน เปี๋ยหานไม่แยแสสนใจคนผู้นี้อย่างสิ้นเชิง ใน
ความเห็นของเปี๋ยหาน หมี่หนานสูญเสียคุณสมบัติของยอดแม่ทัพไปตั้งแต่
แรก
หมี่หนานแม้ดูผิวเผินยังทรงพลังอำนาจ แต่อันที่จริง ความสามารถ
โดยรวมในกองทัพของมันลดน้อยลงไปมาก พวกมันสูญเสียสิ่งที่ยึดมั่นใน
ใจ ฝ่ายมู่ซวงแม้มีกำลังพลอ่อนด้อยกว่า แต่มู่ซวงสู้โดยไม่คำนึงถึงชีวิต มี
ขีดความสามารถในการฉุดลากหมี่หนานลงนรกไปด้วย
ในเวลานี้ ด้วยการมาของเปี๋ยหาน ดินแดนแถบนี้ทั้งหมดอยู่ในความ
คุ้มครองของม่ออวิ๋นไห่ แรงกดดันต่อเทียนหวนเบาบางลงไปมาก ดังนั้น
เสบียงบำรุงจำนวนมาก รวมถึงกองทัพและกำลังคน เริ่มหลั่งไหลไป
รวมกันยังสมรภูมิของมู่ซวง
นอกจากนี้เปี๋ยหานเพิ่งได้รับข่าว กงเหยี่ยเสี่ยวหรงยังไม่ได้กลับไป
พักผ่อนฟื้นฟูกำลัง แต่นำกำลังพลที่เหลือ เร่งรุดไปยังแนวป้องกันของมู่
ซวงเช่นกัน
เปี๋ยหานทราบว่ากงเหยี่ยเสี่ยวหรงไม่ได้ไปเพื่อเอาชนะหมี่หนาน แต่
เพื่อป้องกันไม่ให้มู่ซวงแสวงหาความตายเพียงเพื่อจัดการกับหมี่หนาน
เปี๋ยหานจ้องมองกองพันมู่เซวียนไม่คลาดสายตา ดวงตาเต็มไปด้วย
ประกายแหลมคมเย็นชา ไม่ต่างจากสุนัขป่าจ้องมองเหยื่อของตน
เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง!
เงาร่างหนึ่งแดงหนึ่งฟ้ากะพริบวูบวาบกลางเวหา สลับเปลี่ยน
ตำแหน่งอย่างเร่งร้อน ทิ้งภาพติดตานับไม่ถ้วนไว้เบื้องหลัง กระบี่ทั้งสอง
ปะทะหักหาญอย่างถี่ยิบ!
ในการปะทะแต่ละครั้ง พลังเทพอันน่าสะพรึงกลัวแตกปะทุราวกับ
ภูเขาไฟ คลื่นพลังเทพที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า กวาดทำลายทุก
สรรพสิ่งจนราบเป็นหน้ากลอง
ที่เบื้องล่างของพวกมัน เทือกเขาน้อยใหญ่พังทลาย พื้นปฐพีแตกเป็น
ทางยาว รอยแยกไร้ก้นบึ้งอันชวนประหวั่นพรั่นพรึงแผ่ลามไปทั่วทุกแห่ง
หน
กระทั่งท้องนภายังเริ่มปรากฏรอยแตกร้าว
เงาร่างสีแดงอาบท่วมไปด้วยเลือด ราวกับว่าเพิ่งแช่ร่างในบ่อโลหิตก็
มิปาน กระบี่ในมือแผดเสียงกรีดแหลมกระหายเลือด ทุกกระบี่ที่จู่โจม
ออกไป จะปรากฏเป็นหมอกโลหิตกลุ่มหนึ่ง
เงาร่างสีน้าเงินไม่แปดเปื้อนฝุ่นธุลี สูงส่งสง่างามประหนึ่งเทพเทวา
สภาวะกระบี่อันคมกล้าพวยพุ่งขึ้นไปถึงชั้นฟ้า แต่ละกระบี่คล้ายสะบั้นฟ้า
ผ่าแยกปฐพี ใต้หล้าไร้ผู้เทียมทาน
ภายใต้เพลงกระบี่สะท้านภพของเทพยุทธ์ทั้งสอง อาณาจักรแห่งนี้
เริ่มเผยให้เห็นสัญญาณของการพังทลาย
เหวยเสิ้งกระด้างเย็นชาดั่งหินผา ทุกกระบี่ใช้ออกด้วยพลังทั้งหมด
โดยไม่ออมรั้งยั้งมือ!
ความสามารถในการสร้างโลหิตของหัวใจมังกร เข้าคู่กันอย่าง
เหมาะเจาะพอดีกับกระบี่โลหิตประหารเทพ ราวกับสวรรค์สรรค์สร้างมาคู่
กัน ตั้งแต่แรกเริ่มมันก็อุทิศตนเพื่อกระบี่ ไม่ว่าจะผ่านกาลเวลาสักกี่ปี ใจ
กระบี่ของมันก็ไม่เคยแปรผัน
นอกจากกระบี่แล้ว มันไม่เคยต้องให้ความสนใจกับเรื่องอื่นใด ดังนั้น
เจตจำนงกระบี่ของมัน ถึงกับบริสุทธิ์มากกว่าหลินเชียนส่วนหนึ่ง
กระบี่โลหิตประหารเทพอันโหดเหี้ยมอำมหิตอยู่ภายใต้การควบคุม
ของเหวยเสิ้งอย่างสมบูรณ์ กลุ่มหมอกเลือดทำให้ฟ้าดินอาบย้อมไปด้วย
กลิ่นคาวเลือด แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเหวยเสิ้งแม้แต่น้อย
หลินเชียนประหลาดใจสุดระงับ
มันไม่เคยดูแคลนเหวยเสิ้งมาก่อน แต่ยังคงไม่ได้คาดฝัน ว่า
ความสำเร็จเชิงกระบี่ของเหวยเสิ้งจะสูงส่งกว่าที่คิดเอาไว้มาก ควรทราบ
ว่าหลินเชียนนับเป็นยอดอัจฉริยะที่เด่นล้าที่สุดในประวัติศาสตร์คุนหลุน
มันเลิศล้าในทุกด้าน เพียบพร้อมด้วยพรสวรรค์ที่ผู้คนทั่วหล้าต้องริษยา
รวมถึงในด้านการฝึกฝีมือด้วย
มันยืนอยู่ในจุดสูงสุดของคุนหลุน ไม่ว่าในอดีตที่ผ่านมาหรือใน
อนาคตเบื้องหน้า หากเอ่ยถึงระดับความเร็วในการฝึกฝีมือ ยังคงไม่มีผู้ใด
ในคุนหลุนจะสามารถยกขึ้นเปรียบเทียบกับมันได้
ฝีมือเชิงกระบี่ของมันยังเหนือล้ากว่าผู้เป็นอาจารย์ ในประวัติศาสตร์
คุนหลุนไม่มีผู้ใดทัดเทียมกับมัน
ทว่ามันไม่คาดฝันมาก่อน ในโลกนี้ถึงกับยังมีผู้ที่แข็งแกร่งกว่ามันอยู่
อีก!
กระบี่โลหิตประหารเทพของอีกฝ่ายทรงอานุภาพอย่างน่าตระหนก
หลินเชียนสามารถรู้สึกได้ ทุกครั้งที่ประกระบี่กัน กระบี่เทพไท่กู่ในมือของ
มันจะถูกหมอกโลหิตกัดกร่อนทีละน้อย
หากเปลี่ยนเป็นเวลาอื่น หลินเชียนเพียงแค่คิด ก็สามารถขับสลาย
พลังโลหิตที่กัดกร่อนกระบี่ของมันได้อย่างง่ายดาย หากแต่ในยามนี้ พวก
มันทั้งสองอยู่ในระหว่างการปะทะหักหาญอย่างกระชั้นเร่งร้อน เพียงชั่ว
อึดใจเดียว พวกมันประกระบี่กันนับร้อยกระบวนท่า
มันจำต้องทุ่มเทสมาธิจิตใจทั้งหมดกับการปิดป้องต้านทาน และจู่
โจมตอบโต้ ไม่มีเวลามาให้ความสนใจกับพลังกัดกร่อนอันน้อยนิดนี้
เคราะห์ดีที่กระบี่เทพไท่กู่หาได้อ่อนด้อยกว่ากระบี่โลหิตประหารเทพ
ไม่ ถึงกับยังกล้าแข็งกว่าขั้นหนึ่ง ทุกครั้งที่กระบี่ปะทะกัน กระบี่โลหิต
ประหารเทพของอีกฝ่ายจะถูกรัศมีอันคมกล้าของกระบี่เทพไท่กู่ฝากริ้ว
รอยเอาไว้
คู่ต่อสู้ทั้งสองกัดฟันยืนหยัดอย่างทรหด ไม่มีผู้ใดยินยอมล่าถอย
แม้แต่ก้าวเดียว
อาการบาดเจ็บบอบช้าเล็กน้อยที่เกิดจากการโจมตีก่อนตายของกู่เห
ลียงเตา ในที่สุดทำให้หลินเชียนค่อยๆ ตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้า
เหวยเสิ้งสงบนิ่งเยือกเย็น สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย มันโหมจู่
โจมอย่างดุเดือด แต่จิตใจกลับล่องลอยไปไกล
จุดสูงสุดของกระบี่อยู่ที่ใด?
มันยังคงไม่พบคำตอบ
จุดสูงสุดแห่งมรรคากระบี่ คือสิ่งที่มันเสาะแสวงหามาโดยตลอด
ทันใดนั้นมันหวนนึกถึงสิ่งที่ประสบพบเจอระหว่างการฝึกฝีมือ ภูเขาสุญตา
ท่านเจ้าสำนัก ท่านอาจารย์ นึกถึงเมื่อครั้งที่อยู่กับพวกจั่วม่อและทุกคนใน
สนามรบปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ คำสาบานกระบี่ดังก้องอยู่ในสองหูดุจฟ้า
คำรน
ใบหน้ามากมายนับไม่ถ้วน วาบผ่านบนทะเลเลือดเบื้องหน้ามัน
กระบี่คือสิ่งใด?
มันบรรลุถึงด่านเทพยุทธ์ แต่กระบี่ของมันยังคงไม่อาจทำให้แก่ท่าน
เจ้าสำนักและคนอื่นๆ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
ดวงตามันทอแววสับสนเลื่อนลอยวูบหนึ่ง
กระบี่โลหิตประหารเทพในมือสะบัดฟันออกตามสัญชาตญาณ
พลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลปะทุขึ้น ทันใดนั้นเหวยเสิ้งได้สติรู้สึกตัว
ร่องรอยแห่งความรู้แจ้งก่อตัวขึ้นช้าๆ
จุดสูงสุดแห่งมรรคากระบี่อยู่ที่ใด? มันยังคงไม่มีคำตอบ แต่ในเวลานี้
มันเพิ่งเข้าใจบางสิ่ง สายธารแห่งชีวิตปรวนแปรไม่แน่นอน ผู้คนมีชีวิตอยู่
ในปัจจุบัน แม้แต่กระบี่ที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานที่สุด ยังไม่อาจนำความสุข
ที่ล่วงลับไปกลับคืนมาได้ ความหมายของกระบี่ คือการปกป้องคุ้มครอง
ชีวิตที่งดงามในปัจจุบัน
พี่น้องของมัน ญาติมิตรของมัน! การปฏิบัติตามคำสาบานของมัน!
กระบี่คือชีวิตของมัน คือหัวใจของมัน มีเพียงกระบี่ในมือ จึงจะช่วย
ให้มันปกป้องสิ่งที่มันรักใคร่หวงแหนเหล่านั้นได้ มันยินดีใช้ชีวิตของมัน
เพื่อปกป้องสิ่งดีงามในชีวิตนี้!
นี่ก็คือกระบี่ของมัน กระบี่ของเหวยเสิ้ง!
ในร่างกายของมันคล้ายมีบางสิ่งแตกสลาย จิตใจสงบ เป็นสุข และ
เยือกเย็นอย่างสมบูรณ์
ราวกับว่าหยั่งทราบถึงจิตใจของเหวยเสิ้ง กระบี่โลหิตประหารเทพ
พลันระเบิดแสงสว่างวาบ กลิ่นอายโหดเหี้ยมอำมหิตในประกายแสงสี
เลือด สลายหายไปพร้อมกับกลิ่นคาวเลือด ประกายแสงสีแดงดั่งโลหิต
กลับกลายเป็นสีแดงอ่อน พิสุทธิ์สดใสราวกับแก้วผลึก แผ่ซ่านกลิ่นอาย
สภาวะอันโอ่อ่าผ่าเผยที่ชำแรกผ่านเข้าไปในจิตใจผู้คนโดยตรง
หลินเชียนรู้สึกถึงความแตกต่างทันที เดิมทีในเจตจำนงกระบี่ของ
เหวยเสิ้งแฝงเร้นไว้ด้วยความดุร้ายอำมหิต ระคนเคียดแค้นชิงชัง ความดุ
ร้ายและความเคียดแค้นแม้ทรงพลัง แต่ไม่อาจส่งผลกระทบต่อใจกระบี่
ของหลินเชียนแม้แต่น้อย
เนื่องเพราะมันไม่เคยสำนึกเสียใจ ทั้งไม่เคยรู้สึกผิดอันใดกับเรื่องราว
ที่เกิดขึ้นในอดีต
แผนการทั้งหมดดำเนินไปเพื่อคุนหลุน ชีวิตและจิตวิญญาณของมัน
เป็นของคุนหลุน!
สิ่งอื่นใดนอกเหนือจากคุนหลุน ในสายตามัน เป็นเพียงมดปลวก
เท่านั้น
แต่บัดนี้ เจตจำนงกระบี่ของเหวยเสิ้งกลับกลายเป็นสุขสงบ ปราศจาก
ความพลุ่งพล่านดาลใจ เต็มไปด้วยรัศมีกลิ่นอายอันโอ่อ่าผ่าเผย แต่กลับ
สร้างแรงกดดันให้แก่มันมากกว่าเดิม เจตจำนงกระบี่ของอีกฝ่ายคล้ายเพิ่ม
ความหนักหน่วงอย่างกะทันหัน แต่ละกระบี่ที่จู่โจมเข้ามา ล้วนกระแทกทำ
ร้ายกระแสพลังเทพในร่างมันจนพลุ่งพล่านปั่นป่วน
นี่มัน… …
หลินเชียนจ้องมองไปพบใบหน้าของเหวยเสิ้ง ม่านตาหดแคบลงทัน
ควัน บนใบหน้าของเหวยเสิ้งปราศจากร่องรอยของความเคียดแค้นชิงชัง
ดวงตากระจ่างใสดุจบ่อน้า ทว่าหลินเชียนยังคงเห็นได้ชัดเจน ความเด็ด
เดี่ยวแน่วแน่ในดวงตาของเหวยเสิ้ง ยังกล้าแข็งกว่าเดิมเสียอีก!
รู้แจ้ง!
มันถึงกับบรรลุความรู้แจ้งในเวลาเช่นนี้!
หลินเชียนหัวใจดิ่งวูบ
เมื่อมาถึงระดับชั้นของพวกมัน เคล็ดวิชาหรือเพลงกระบี่ไม่ใช่สิ่ง
สำคัญที่สุดอีกต่อไป พวกมันประชันขันแข่งกันด้วยเจตจำนงกระบี่ จิตใจ
พลังเทพและความมุ่งมั่น แต่ละกระบี่แฝงไว้ด้วยระดับความเข้าใจในวิถี
กระบี่และกฏเกณฑ์แห่งฟ้าดินของพวกมัน ผู้ที่ไม่อาจต้านทานรับไหว จะ
เผชิญกับผลสะท้อนจากอีกฝ่ายในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นจิตใจ สิ่งที่ตาเห็น
หรือเสียงที่ได้ยิน
ทุกกระบี่ของพวกมันที่จู่โจมออก หากมิใช่เทพยุทธ์ ล้วนแต่ตกตายใน
กระบี่เดียว!
แต่ในสายตาของทั้งสองฝ่าย พวกมันสามารถเข้าใจความลี้ลับในวิถี
กระบี่ของฝ่ายตรงข้าม พวกมันยังทราบแน่แก่ใจ สำหรับตัวมันเองหรือ
ฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าเล่ห์กลอุบายใดล้วนไร้ประโยชน์
แต่พวกมันไม่คิดถอยหนี
กระบี่ทั้งสองโหมจู่โจมด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านโลก
ระดับความคับขันอันตรายที่แฝงอยู่ภายในนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ยอดฝีมือชั้นต่า
กว่าเทพยุทธ์จะสามารถเข้าใจได้
พลังเทพของพวกมันถูกผลาญไปด้วยความเร็วอันน่าตระหนก พวก
มันพากันดูดซับพลังทั้งหมดจากอาณาจักรนี้โดยไม่ออมรั้ง
อาณาจักรแห่งนี้ใกล้จะล่มสลายลงในทุกขณะจิต
ในสายตาของหลินเชียน เหวยเสิ้งยิ่งมายิ่งสูงใหญ่เสียดฟ้า ยิ่งนานยิ่ง
กล้าแกร่งเกรียงไกรมากขึ้นทุกขณะ ประหนึ่งเทพสงครามเข่นฆ่าลงมาใน
โลกเบื้องล่าง เต็มไปด้วยพลังที่สามารถทำลายล้างโลกมนุษย์!
หลินเชียนทราบว่านี่เป็นเพราะเจตจำนงกระบี่ของเหวยเสิ้งแทรกซึม
เข้ามาในจิตใจมัน รบกวนใจกระบี่ของมันจนสั่นคลอนขึ้นมา
พลังเทพภายในกายมันแทบจะถูกใช้ไปจนหมดสิ้น
เหวยเสิ้งกลับยิ่งสู้ยิ่งกล้าแข็งมากขึ้นเรื่อยๆ นี่มิใช่หมายความว่าพลัง
เทพของเหวยเสิ้งแข็งแกร่งกว่าหลินเชียน แต่เหวยเสิ้งบรรลุความรู้แจ้งใน
วิถีกระบี่ของตน จิตใจแข็งแกร่งมั่นคงกว่าเดิม หลังจากสะบั้นทำลาย
กำแพงทางจิตใจ ใจกระบี่ของเหวยเสิ้งก็แกร่งกร้าวปานหินผา ไม่มีวันถูก
ทำลายได้
อาการบาดเจ็บเล็กน้อยที่หลินเชียนได้รับมาก่อนหน้านี้ เดิมทีเป็น
เพียงจุดอ่อนที่ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง แต่ยามนี้จุดอ่อนเล็กๆ นี้ค่อยๆ
ขยายกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ
หลินเชียนทราบแน่แก่ใจ ภายในยี่สิบลมหายใจ มันจะพ่ายแพ้อย่าง
สมบูรณ์
มันหลงเหลือเพียงทางเลือกเดียวเท่านั้น
หนี! หลบหนีไปจากที่นี่!
หลินเชียนลอบทอดถอนใจ การหลบหนีครั้งนี้จะทิ้งเงามืดอันลึกล้าไว้
ในใจมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งยังไม่ทราบว่าต้องใช้ความพยายามอีก
มากมายเท่าใด จึงสามารถขจัดเงามืดนี้ออกจากใจ
แต่ทั้งหมดนี้ เพื่อคุนหลุน!
หลินเชียนดวงตาทอประกายเด็ดเดี่ยว