สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 904 เปี๋ยหานปะทะมู่เซวียน
เส้นทางการฝึกฝนแม่ทัพบัญชาการศึกของเปี๋ยหานยากเย็นแสนเข็ญ
ยิ่งกว่าที่คนภายนอกเข้าใจมาก ผู้คนเพียงได้ยินว่าวัดเสวียนคงมีอัจฉริยะที่
เด่นล้าอยู่สองคน หนึ่งเรียกว่าเจียงเจ๋อ อีกหนึ่งคือเปี๋ยหาน แต่ผู้ที่ล่วงรู้
ความจริงเบื้องลึกกลับมีอยู่น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
เปี๋ยหานเผยประกายความสามารถออกมาตั้งแต่ต้น เพียงแต่ด้วย
สถานะอันละเอียดอ่อนของมันกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาร่า
เรียนเหมือนศิษย์ทั่วไป ดังนั้นมันได้แต่ร่าเรียนผ่านแบบจำลองกลยุทธ์
ศึกษาพิชัยยุทธ์ด้วยตัวเอง มันเปรียบประดุจอัจฉริยะผู้เดียวดาย เรียนรู้
จากการลองผิดลองถูกซ้า ๆ ซาก ๆ ถูกละเลย ถูกทิ้งขว้างไว้ในมุมมืด ไร้
คนเหลียวแล
ความดื้อรั้นดึงดันของมัน นิสัยใจคออันเย็นชาของมัน ล้วนถูกเพาะ
สร้างขึ้นในช่วงเวลานั้นเอง
แม้ในภายหลัง เมื่อมันกลายเป็นผู้นำของกองพันบาปเคราะห์
นอกเหนือจากได้รับสิทธิ์ให้อ่านม้วนหยกแม่ทัพบัญชาการศึกแล้ว ยังคงไม่
มีผู้ใดประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่มัน ถึงกับไม่มีผู้ใดยอมสนทนากับมัน
อย่างไรก็ตาม มันประพฤติตนเฉกเช่นอัจฉริยะผู้เงียบขรึมและอดทน
อดกลั้นทั่วไป ยังคงกระทำสิ่งที่เรียบง่าย ซ้าแล้วซ้าเล่า ไม่เคยหยุดลง
กระบวนทัพค่ายกล เป็นหนึ่งในสิ่งที่มันเฝ้าศึกษาค้นคว้าอย่าง
ละเอียดลึกซึ้งที่สุด ทั้งยังเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่มันได้รับอนุญาตให้เรียนรู้
มันศึกษากระบวนทัพค่ายกลสารพัดรูปแบบ เรียนรู้ทั้งหมดที่มีอยู่ในม้วน
หยกซึ่งวัดเสวียนคงยอมให้มันได้พลิกอ่านดู ต่อมามันไม่พึงพอใจกับเพียง
แค่การท่องจำ มันเริ่มแยกแยะกระบวนทัพค่ายกลเหล่านั้น ทดสอบจำลอง
พยายามทำความเข้าใจทั้งหมดจากฐานราก
กองพันบาปเคราะห์กลายเป็นเครื่องทดลองของมัน ใช้ทดสอบว่า
ความคิดของมันถูกหรือผิด
ผลก็คือ เปี๋ยหานค้นพบวิธีแก้ค่ายกลมากมายซึ่งผู้อื่นไม่ล่วงรู้
ห้าดาราทลายค่ายกลเป็นหนึ่งในนั้นเอง
กลวิธีนี้ไม่ได้มาจากม้วนหยกเล่มใด แต่คิดค้นผ่านการศึกษาค้นคว้า
และลองผิดลองถูกในกระบวนทัพค่ายกลจำนวนมาก เป็นวิธีการที่เรียบ
ง่าย แต่มีประสิทธิภาพในการทำลายค่ายกล
นี่เป็นครั้งแรกที่มันนำมาใช้ในการต่อสู้จริง
จุดแสงทั้งห้าคล้ายลอยช้าๆ เข้าไปในวังวน วังวนปราณกระบี่ที่กำลัง
หมุนคว้างอย่างเกรี้ยวกราดหยุดชะงักลงโดยพลัน
มู่เซวียนตกตะลึงพรึงเพริด นี่มันเรื่องอะไรกัน?
ค่ายกลวังวนกระบี่ชุดนี้เป็นหนึ่งในค่ายกลกระบี่ที่ดีที่สุดของนาง ที่
ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน แม้แต่การโจมตีที่ทรงพลังที่สุด มี
แต่จะถูกทำลายจนสิ้นซากภายในค่ายกลกระบี่ของนาง
นี่คือ… …
นางสามารถรู้สึกได้ชัดเจน คล้ายมีม่านพลังล่องหนแบ่งแยกปราณ
กระบี่แต่ละเล่มออกจากกัน มู่เซวียนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง จะเป็นไปได้
อย่างไร? เหตุผลที่ค่ายกลกระบี่วังวนมีพลังอันร้ายกาจ ก็เนื่องเพราะ
ปราณกระบี่แต่ละเล่มเชื่อมประสานกันด้วยรูปแบบพิเศษเฉพาะ พวกมัน
สามารถดึงดูดซึ่งกันและกัน และผลักไสซึ่งกันและกัน ระหว่างปราณกระบี่
แต่ละเล่มสร้างสนามพลังอันหยุ่นเหนียวที่มองไม่เห็น
สายน้าจะทรงพลังเมื่อไหลแรง
ทันทีที่กลายเป็นช้าลง พลังของมันจะลดน้อยถอยลงอย่างมาก
จุดแสงทั้งห้าคือสิ่งใดกันแน่… …
เมื่อปราณกระบี่ยิ่งมายิ่งไหลช้าลงๆ มู่เซวียนสีหน้าเปลี่ยนเป็นขัดตา
นางตัดสินใจอย่างฉับพลัน ตวาดสั่งการ “ค่ายกลกระบี่สามถาโถม!”
กระบวนทัพค่ายกลที่อยู่ในรูปแบบของวังวนพลันแตกกระจายออก
กลายเป็นกระบวนทัพที่เคลื่อนไหวเป็นระลอกดุจคลื่นน้า คลื่นแต่ละชั้น
บัดเดี่ยวเปิดออก บัดเดี๋ยวหุบลง เป็นจังหวะจะโคนอันสอดคล้องกับ
ธรรมชาติชนิดหนึ่ง
ทันใดนั้นเอง เหล่าเซียนกระบี่ที่ด้านหลังสุดของกระบวนทัพ พลัน
ปลดปล่อยปราณกระบี่ออกมาอย่างพร้อมเพรียง
ไล่จากด้านหลังสุดของกระบวนทัพ พวกมันทยอยปลดปล่อยปราณ
กระบี่ติดต่อตามกัน ผนึกรวมเป็นระลอกคลื่น รอจนเหล่าปราณกระบี่สาด
พุ่งมาถึงด้านหน้าของกระบวนทัพ มวลปราณกระบี่ก็กลับกลายเป็นคลื่น
พิโรธผืนหนึ่ง!
วู้ม!
คลื่นอันเกรี้ยวกราดที่ก่อตัวขึ้นจากปรารณกระบี่หลายพันสาย แผด
เสียงคำรามที่ชวนให้ผู้คนอกสั่นขวัญผวา
เปี๋ยหานสีหน้าไร้ความรู้สึก กับเพียงแค่ค่ายกลพื้นฐานเช่นค่ายกล
กระบี่สามถาโถม มันไหนเลยจะไม่รู้จักได้? ค่ายกลกระบี่สามถาโถม คลื่น
ลูกหลังทรงพลังกว่าคลื่นลูกแรก ยิ่งนานยิ่งกล้าแกร่งทรงพลังมากขึ้นเรื่อย
ๆ คลื่นกระบี่แต่ละคลื่นเชื่อมประสาน เมื่อคลื่นลูกแรกกวาดซัดถึงตัวศัตรู
คลื่นลูกที่สามจะก่อตัวขึ้นพอดี
คลื่นพิโรธลูกแล้วลูกเล่าถาโถมอย่างเร่งร้อน แต่ละคลื่นยิ่งทวีพลัง
กล้าแข็งมากขึ้นทุกขณะ รวบรัด เรียบง่ายเพียงนี้เอง แต่อาศัยระดับฝีมือ
อันสูงส่งของกองพันมู่เซวียน ผู้คนโดยมากเมื่อเผชิญกับคลื่นโจมตีอันเร่ง
ร้อนถึงเพียงนี้ ย่อมบังเกิดความตื่นตระหนก
เซียนกระบี่แต่ละนางในกองพันมู่เซวียนล้วนแล้วแต่เด่นล้า ปราณ
กระบี่ที่พวกนางปลดปล่อยออกมาจดจ่อรวมรั้งและทรงอานุภาพ การ
เคลื่อนไหวรวบรัดหมดจด เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบสำหรับสนามรบ ฝีมือ
ควบคุมของพวกนางยังแม่นยำยิ่ง
คลื่นกระบี่ที่รวมรั้งจากปราณกระบี่นับหมื่นสาย ไม่มีร่องรอยของ
ความสับสนแม้แต่น้อย
เปี๋ยหานหยั่งทราบความคิดของมู่เซวียนอย่างชัดแจ้ง มู่เซวียนคิด
อาศัยความจริงที่ว่ากองพันบาปเคราะห์มีจำนวนไม่มาก ใช้กำลังคนเข้า
ข่มเหงรังแกพวกมัน ค่ายกลกระบี่สามถาโถมไม่ใช่ค่ายกลกระบี่ที่ลึกล้า
หรือซับซ้อนอันใด พลานุภาพของมันขึ้นอยู่กับจำนวนคนและการฝึกปรือ
กองพันมู่เซวียนมีข้อได้เปรียบเรื่องจำนวนคน ในฐานะหนึ่งในกอง
พันล้าเลิศแห่งคุนหลุน นางสามารถอาศัยระบบเซียนกระบี่อันทรงพลัง
ของคุนหลุน สร้างทัพใหญ่ที่ต้องการอย่างง่ายดาย หากมิใช่ว่านางชมชอบ
แต่เซียนกระบี่หญิง ขนาดกองทัพของนางยังจะใหญ่โตกว่านี้อีก นี่ไม่
เหมือนกับเสวียตง มู่เซวียนไม่ได้เจาะจงเลือกเฟ้นแต่เซียนกระบี่ที่
แข็งแกร่งที่สุด แต่มุ่งเน้นไปที่ความสามารถในการปฏิบัติตามคำสั่ง และ
ความเคร่งครัดในระเบียบวินัยของพวกนาง กองทัพของนางสามารถเสริม
กำลังคนได้โดยง่าย ด้วยเหตุนี้ กำลังพลของนางจึงมีจำนวนมากกว่ากอง
พันล้าเลิศอื่น ๆ
ก่อนหน้านี้นางประสบความสูญเสียเล็กน้อยภายใต้เงื้อมมือของกง
เหยี่ยเสี่ยวหรง แต่ยังคงมีกำลังพลเกือบหมื่นคน
เปี๋ยหานไม่สะทกสะท้าน การต่อสู้ระหว่างกองพันล้าเลิศไม่ได้ขึ้นอยู่
กับจำนวนไพร่พล
เผชิญกับคลื่นพิโรธของปราณกระบี่ เปี๋ยหานยังคงมีสีหน้าไร้อารมณ์
มันพลันดีดร่าง โถมทะยานเข้าหาคลื่นปราณกระบี่มหึมาผืนนั้น กองพัน
บาปเคราะห์กระจายตัวออก ติดตามไปเบื้องหลังอย่างเงียบเชียบ
เปี๋ยหานฟันมือลง
คลื่นพลังเทพสีแดงสดฟันวาบออกไปราวกับใบมีด
กองพันบาปเคราะห์ฟันมือลงอย่างพร้อมเพรียง
ปราณดาบมือสีแดงฉานนับพันสายราวกับมวลวิหคคืนรัง กรีดพุ่งไป
รวมกันในปราณดาบมือของเปี๋ยหานเป็นจุดเดียว
ทันใดนั้นปราณดาบมือขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่า แผดเสียงคำราม
กึกก้อง ฟาดฟันเข้าปะทะกับคลื่นปราณกระบี่พิโรธอย่างอย่างหักโหม
ในโลกหล้าคล้ายคงเหลือเพียงพลังทั้งสองสายนี้ หนึ่งน้าเงิน หนึ่งแดง
หนึ่งกราดเกรี้ยวทรงพลัง หนึ่งแหลมคมเย็นเยียบ
แต่แล้วการกระทำถัดไปของเปี๋ยหาน แทบขู่ขวัญผู้คนจนขวัญหนีดี
ฝ่อ
มันโถมทะยานติดตามไป!
เปี๋ยหานนำกองพันบาปเคราะห์พุ่งทะยานอย่างเร่งร้อน ลากเป็นเส้น
สายสีแดงยาวเหยียดทิ้งไว้เบื้องหลัง ไล่ติดตามปราณดาบมือสีแดงสด
อย่างกระชั้นชิด
คนผู้นี้ใช่เสียสติไปแล้วหรือไม่?
มู่เซวียนงงงันไปชั่วขณะ แทบอุทานออกมาอย่างตกใจ คลื่นพลังสอง
ขุมหากปะทะชนกันตรง ๆ จะเกิดระเบิดอย่างรุนแรง โถมเข้าไปในตอนนี้
ไยมิใช่แส่หาที่ตาย?
แรงทำลายล้างที่เกิดจากการปะทะหักหาญของพลังเทพ เพียงพอจะ
บดทำลายเมืองจนราบเป็นหน้ากลอง ต่อให้เป็นกองพันบาปเคราะห์ หาก
กระโจนเข้าไปในรัศมีของแรงระเบิด มีแต่หนทางตายสถานเดียว
เปี๋ยหานที่โถมมาเบื้องหน้าแผ่นหลังงองุ้มลงเล็กน้อย กองพันบาป
เคราะห์ทั้งหมดกระทำท่าทางเลียนแบบมันไม่มีผิดเพี้ยน พวกมันติด
ตามหลังเปี๋ยหานอย่างกระชั้นชิด ยังคงรักษารูปแบบกระบวนทัพค่ายกล
ของพวกมันเอาไว้
หากเปลี่ยนเป็นสถานที่อื่น มู่เซวียนจะพบว่าสภาพเช่นนี้น่าหัวร่อยิ่ง
แต่นางในยามนี้ กระทั่งหัวร่อยังหัวร่อไม่ออกแล้ว
เนื่องเพราะคนผู้นี้คือเปี๋ยหาน
มู่เซวียนเบิกตากลมกว้าง แทบไม่กล้ากะพริบตา
รอจนนางเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา นางก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองแล้ว
คว้าก!
เสียงเหมือนผ้าหนา ๆ ถูกฉีกขาด ปราณดาบมือสีแดงราวกับมีดร้อน
ตัดผ่านเนย พลังสีแดงเพลิงผ่าคลื่นปราณกระบี่ระลอกแรกขาดจากกัน
อย่างง่ายดาย
ปัง!
ชั่วพริบตาที่พลังสีแดงเพลิงผ่าคลื่นปราณกระบี่ คลื่นปราณกระบี่
พลันแตกระเบิดดุจหมอนขนห่าน ปราณกระบี่นับหมื่นสายราวกับขนนก
ปลิวกระจายไปทั่วแผ่นฟ้าแผ่นดิน เกิดเป็นภาพอันงดงามตระการฉาก
หนึ่ง
สุ้มเสียง ‘ปัง’ นั้นไม่ดังเท่าใด แต่กลับคล้ายฟ้าร้องกรอกหูมู่เซวียน
นางเหม่อมองกลุ่มปราณกระบี่กระจัดกระจายเต็มฟ้า หลุดออกจาก
การควบคุมของนางอย่างสิ้นเชิง มันกลับทำลายกระบวนท่าโจมตีของนาง
อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้
เป็นไปได้อย่างไร… …จะเป็นไปได้อย่างไร… …
ภาพเบื้องหน้านี้อยู่เหนือสามัญสำนึกของนางอย่างสิ้นเชิง การ
ทำลายค่ายกลกระบี่สามถาโถมด้วยวิธีการเช่นนี้ นางไม่เคยได้ยินได้ฟัง
จากที่ใดมาก่อน
ทันใดนั้นถ้อยคำหนึ่งผุดขึ้นในใจนาง แยกสลาย!
ใช่แล้ว นี่คือการแยกสลาย!
คลื่นปราณกระบี่ถูกแยกสลายในชั่วพริบตาเดียว!
นั่นคือเหตุผลที่ไม่มีการระเบิด!
กลุ่มปราณกระบี่ที่ปราศจากคนควบคุมพุ่งผ่านเข้าไปในกระบวนทัพ
ของเปี๋ยหาน กองพันบาปเคราะห์เปล่งแสงสว่างไสว ที่ใจกลางของ
กระบวนทัพค่ายกล เห็นดอกบัวสีขาวมหึมาปรากฏขึ้น จากนั้นหมุนวน
อย่างช้า ๆ ปลดปล่อยม่านกำแพงแสงอันเบาบางออกมา ปราณกระบี่
เหล่านั้นเมื่อกระแทกชนม่านแสง เพียงบังเกิดระลอกสั่นไหวเล็ก ๆ เท่านั้น
มู่เซวียนจดจำค่ายกลนี้ได้ทันที ค่ายกลคุ้มกันยอดนิยมแห่งวัดเสวียน
คง ค่ายกลพิทักษ์ดอกบัวไม้!
มู่เซวียนแม้ประหลาดใจ แต่การต่อสู้ไม่ได้หยุดชะงักแม้แต่ชั่ววูบ
ทันใดนั้นแผนผังปิศาจสีฟ้าน้าแข็งบนใบหน้าเปี๋ยหานพลันสว่างวาบ
ใบมีดเพลิงแดงฉานเบื้องหน้ามันทำมุมเอียงลาดลงเล็กน้อย
คว้าก!
ปัง!
สุ้มเสียงเป็นเช่นเดียวกันกับก่อนหน้านี้ กระทั่งผลลัพธ์ก็เป็น
เช่นเดียวกัน
คลื่นปราณกระบี่ระลอกที่สองพังทลายลงทันที ปราณกระบี่ปลิวละ
ล่องเต็มฟ้า
คว้าก! ปัง!
คลื่นปราณกระบี่ระลอกที่สามมาเร็วยิ่ง แทบจะบรรลุถึงเปี๋ยหานใน
ชั่วพริบตาเดียวกันกับคลื่นระลอกที่สอง อย่างไรก็ตาม กลับไม่ได้ส่งผล
คุกคามต่อเปี๋ยหานแม้แต่น้อย
มู่เซวียนหัวใจเย็นเฉียบ นางสูดได้กลิ่นอายอันตรายชนิดหนึ่ง
นางรู้สึกถึงความกลัวผุดขึ้นในใจ เป็นความกลัวที่มีต่อฝีมือเชิง
กระบวนทัพของเปี๋ยหาน นึกไม่ถึง ว่าจะมีวันที่นางพ่ายแพ้ในด้านที่นาง
ถนัดจัดเจนที่สุด
ระดับความเข้าใจในค่ายกลกระบี่สามถาโถมของเปี๋ยหานเหนือล้า
กว่านางมาก นางไม่อาจทำเช่นที่มันทำได้
นางทราบดี ดาบเพลิงของเปี๋ยหานจะต้องจู่โจมถูกจุดสำคัญของคลื่น
ปราณกระบี่อย่างแม่นยำ จึงสามารถสำแดงอานุภาพอันน่าแตกตื่นสะท้าน
ใจเช่นนี้ได้ อย่างไรก็ตาม นางแม้ล่วงรู้ต้นสายปลายเหตุเป็นอย่างดี ยังคง
หวาดกลัวจับใจ ควรทราบว่าคลื่นปราณกระบี่ประกอบไปด้วยปราณกระบี่
กว่าหมื่นสาย ในชั่วอึดใจเดียว พวกมันสามารถบังเกิดความเปลี่ยนแปลง
นับหมื่นประการ
ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสลับซับซ้อนถึงเพียงนี้ มันกลับสามารถ
ค้นพบจุดอ่อนของคลื่นปราณกระบี่!
ชั่วชีวิตนี้เกรงว่านางไม่อาจกระทำได้!
แต่ยามนี้ไม่มีเวลาให้นางได้คิด เปี๋ยหานร่นระยะระหว่างพวกมันใกล้
เข้ามาทุกขณะ
หากเป็นไม่กี่อึดใจก่อนหน้านี้ นางจะต้องยินดียิ่ง ฝีมือที่นางถนัดจัด
เจนที่สุดคือใช้ค่ายกลกระบี่ล้อมกักฝ่ายตรงข้าม แต่ยามนี้นางไม่มีความ
เชื่อมั่นแม้แต่น้อย ค่ายกลกระบี่จะสามารถล้อมกักคู่ต่อสู้เช่นนี้ได้หรือ?
ปัญหานี้นางไม่กล้าขบคิดในเชิงลึก
นางพยายามสงบใจลง กระบี่ยาวในมือโบกเป็นสัญญาณ กองทัพ
รอบตัวนางกระจายออกด้านข้างเหมือนสายน้าไหล
เปี๋ยหานบนท้องฟ้าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่มันไม่แยแสสนใจ ยังคง
ติดตามเบื้องหลังปราณดาบมือสีแดงเพลิง กองพันบาปเคราะห์เคลื่อนย้าย
เปลี่ยนตำแหน่งรอบตัวมันอย่างเงียบเชียบ
ค่ายกลพิทักษ์ดอกบัวไม้พลันแปรเปลี่ยนกระบวนทัพ กลายเป็น
กระบวนทัพบุกโจมตียอดนิยมชุดหนึ่ง ค่ายกลอาจหาญทะลวงศึก!
ค่ายกลอาจหาญทะลวงศึกมีที่มาจากรอยประทับอาจหาญของ
เซียนวรยุทธ์ มุ่งเน้นที่ไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึง จิตใจรวมเป็นหนึ่ง บุกทะลวง
อย่างซึ่งหน้า อาศัยสุดแกร่งกร้าวปราบพิชิตศัตรูที่ขวางทาง
ค่ายกลอาจหาญทะลวงศึกอันเลื่องชื่อแห่งวัดเสวียนคง มู่เซวียนไหน
เลยจะไม่รู้จักได้?
นางสูดหายใจลึก ชูกระบี่ขึ้น ปราณดาบวงกลมพลันลอยออกมาจาก
ใต้ฝ่าเท้าของนาง
ภายในกระบวนทัพที่แปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง นักรบทุกคนชูกระบี่บินใน
มือเช่นเดียวกันกับมู่เซวียน ปราณกระบี่วงกลมปรากฏขึ้นที่ใต้ฝ่าเท้าของ
ทุกคน
ค่ายกลวงกลมโอบล้อม!
รูปวงกลมลอยขึ้นจากใต้ฝ่าเท้าของเหล่าเซียนกระบี่ เลื่อนผ่าน
ร่างกายของพวกนาง แล่นไปตามตัวกระบี่ พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
หากมีคนมองลงมาจากเบื้องบน จะมองเห็นสำนึกกระบี่ทรงกลมนับ
พันนับหมื่นลอยขึ้นกลางอากาศ พวกมันดูนุ่มนิ่มและอ่อนแอ ไม่ต่างจาก
ฝูงแมงกระพรุนล่องลอยกลางทะเลใหญ่
ค่ายกลวงกลมโอบล้อมเป็นดาวข่มของค่ายกลอาจหาญทะลวงศึก
ไม่ว่าแม่ทัพคนใดหากผ่านการฝึกอบรมอย่างเป็นทางการในคุนหลุน
จะไม่ทำผิดพลาดกับเรื่องนี้ สี่สำนักยิ่งใหญ่ในอดีตประชันขันแข่งอย่าง
ดุเดือด คุ้นเคยกับกระบวนทัพค่ายกลของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างดี ในวิชา
พื้นฐานของแม่ทัพบัญชาการศึก จะบ่งบอกบรรยายกระบวนทัพค่ายกล
ยอดนิยมของสำนักอื่นอย่างละเอียด รวมถึงวิธีเอาชนะพวกมัน
กระบวนทัพค่ายกลของคุนหลุนมุ่งเน้นไปที่พลังบุกโจมตี ค่ายกลวง
กลมโอบล้อมกลับไม่มีจุดเด่นด้านนี้ แต่นับเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในการ
จัดการกับค่ายกลอาจหาญทะลวงศึก กระทั่งในตำราของวัดเสวียนคงใน
ครั้งนั้น ยังเน้นย้าว่าไม่สามารถใช้ค่ายกลอาจหาญทะลวงศึกต่อสู้กับค่าย
กลวงกลมโอบล้อมของคุนหลุน
ทว่ามุมปากของเปี๋ยหานขยับเป็นรอยยิ้มที่มองไม่เห็น
เป็นไปตามที่คาด!
มันไม่มีเจตนาจะเปลี่ยนกระบวนท่าแม้แต่น้อย ระยะห่างระหว่างทั้ง
สองฝ่ายร่นใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นกองพลันบาปเคราะห์ส่องประกายเจิดจรัส สองมือของเปี๋ย
หานผนึกท่ามุทรา ดุจมวลบุปผาบานสะพรั่ง
ฝ่ามือยักษ์สีทองพลันปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าของกระบวนทัพ
ฝ่ามือก่อเกิดรอยประทับอาจหาญ!
ทันใดนั้น พลังสภาวะอันแกร่งกร้าวและอาจหาญแผ่ทะลักออกมา
รอยประทับอาจหาญเมื่อปรากฏขึ้น ประดุจขุนเขากดทับลงมาโดย
พลัน พลังสภาวะเกรี้ยวกราดดุดันสุดเปรียบปาน จนผู้คนบังเกิดความรู้สึก
ว่าไม่อาจต่อต้านแข็งขืน เมื่อเทียบกันแล้ว ปราณดาบมือสีแดงเพลิง
กลายเป็นเล็กกระจ้อยร่อยยิ่ง
มู่เซวียนในใจเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย แต่นางไม่มีเวลาให้
ขบคิด ได้แต่เตรียมปะทะหักหาญอย่างซึ่งหน้า
แต่แล้วโดยไม่มีผู้ใดคาคคิด รอยประทับอาจหาญอันใหญ่โตและทรง
พลังพลันดิ่งวูบลง กระแทกใส่ปราณดาบมือสีแดงเพลิงที่ผู้คนเพิ่งจะ
มองข้ามไป!