สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 912 การเตรียมการสิบปีของโหยวฉินเลี่ย
เหล่าระดับสูงของเผ่าปิศาจกำลังโต้เถียงกันอย่างดุเดือด
การตีโต้ของหลินเชียนสร้างความตื่นตระหนกให้แก่เผ่าอสูรทั้งหมด
เมื่อนึกถึงทะเลมนุษย์ที่เต็มไปด้วยผู้คนนับร้อยหมื่น บันดาลให้เกิด
ความรู้สึกไร้กำลังนัก
เว้นเสียแต่ว่าตอบโต้ด้วยวิธีการเดียวกัน นอกจากนั้นแล้วไม่มีหนทาง
อื่นอีก
ในศึกชี้ชะตาระหว่างคุนหลุนและม่ออวิ๋นไห่ เผ่าอสูรเห็นพ้องต้องกัน
ว่าคุนหลุนเป็นฝ่ายมีเปรียบกว่า ในจุดนี้ความเป็นน้าหนึ่งใจเดียวกันอย่าง
แน่นแฟ้นของคุนหลุนสำแดงอานุภาพอย่างเต็มที่ ส่วนทางด้านม่ออวิ๋นไห่
ผลกระทบจากการหายสาบสูญกว่าสิบปีของจั่วม่อ ซึ่งปกติไม่อาจมองเห็น
ได้ แต่ยามนี้กลายเป็นจุดบอดที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยง
และสำหรับเผ่าปิศาจ อดีตสหายศึกตามธรรมชาติของชาวอสูร
ในเวลานี้พวกมันเริ่มกดดันเผ่าอสูร
เสียงโต้เถียงอย่างดุเดือดดังก้องไปทั่วห้องประชุม หมิงเยวี่ยเยี่ยนั่งอยู่
ในตำแหน่งประมุขภายในห้อง สองตาหลับพริ้มราวกับว่ากำลังพักผ่อน
หย่อนใจ ข้างกายนางเป็นฟงซิ่นจื่อและโหยวฉินเลี่ย ยืนอารักขาอยู่สอง
ฟากข้าง
เผ่าอสูรยามนี้อยู่ในสภาพอ่อนแอ ที่ย่าแย่ยิ่งกว่านั้นคือพวกมันไม่มี
ปรมาจารย์เทพยุทธ์
มู่ซีและปิงหลันสองยอดแม่ทัพต่อให้ร้ายกาจกว่านี้ ยังไม่มีหนทาง
แก้ไขเรื่องนี้ได้ ในยุคสมัยปัจจุบัน เทพยุทธ์ยังคงอยู่ในสถานะไร้เทียมทาน
ทันใดนั้นเอง สุ้มเสียงหนึ่งทะลุกลางปล้องโดยไม่มีวี่แววล่วงหน้า
กลบกลืนสรรพเสียงโต้เถียงทั้งมวล
“ท่านทั้งหลาย อย่าได้เสียเวลาต่อไปแล้ว”
สุ้มเสียงนี้ไม่ดังเท่าใด แต่ทั่วทั้งห้องสามารถได้ยินถนัดชัดเจน เสียง
โต้เถียงหารือทั้งหมดชะงักขาดหายโดยพลัน
ผู้กล่าววาจาเป็นบุรุษที่ไม่คุ้นหน้าผู้หนึ่ง หรือจะกล่าวให้ถูกต้องกว่า
นั้น เป็นบุรุษสวมหน้ากากสัมฤทธิ์ผู้หนึ่ง
“เจ้าเป็นใคร? ข้าไฉนไม่คุ้นหน้าเจ้า?” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งสีหน้า
แปรเปลี่ยน ถลึงตาอย่างโกรธแค้น ตวาดเสียงดังสนั่น “เจ้าเป็นใคร! ถึงกับ
กล้าแฝงตัวเข้ามาในห้องประชุม… …”
บุรุษสวมหน้ากากไม่แยแสสนใจเสียงก่นด่าของผู้อาวุโสนั้นอย่าง
สิ้นเชิง มันลุกขึ้นยืน ค้อมกายคารวะต่อฝูงชนอย่างสง่างาม กล่าวเสียง
อ่อนโยน “ท่านทั้งหลายสบาย ข้าหมิงอ๋อง ยินดีที่ได้พบทุกท่าน”
ทั่วทั้งห้องเงียบกริบลงทันที ประโยคนี้สร้างความตะลึงลานให้แก่คน
ทั้งหมด ไม่ว่าผู้ใดล้วนตื่นตระหนกจนพูดไม่ออก
“ฮ่าฮ่า โอ้ ขออภัยด้วย นี่ไม่ถูกต้อง” บุรุษสวมหน้ากากกล่าวพลางหัว
ร่อเบา ๆ “ยามนี้ข้าไม่ใช่หมิงอ๋อง แต่เป็นราชาปิศาจ”
กลิ่นอายสภาวะอันลึกล้าสุดหยั่งถึงของจั่วม่อแผ่ปกคลุมทั่วทั้งห้อง
ให้ความรู้สึกดุจเทพเทวาลงมาเยือนโลกหล้า ทุกผู้คนประหนึ่งว่าทั่วร่างถูก
มือยักษ์ที่มองไม่เห็นบีบกระชับแนบแน่น ความรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก
อย่างรุนแรง บันดาลให้ทุกคนสมองขาวว่างเปล่าไปหมด
ทันใดนั้นฟงซิ่นจื่อระเบิดพลังเป็นแสงเจิดจ้า พลังเทพในกายโคจร
อย่างเร่งร้อน มันไม่ทราบว่าหมิงอ๋องเข้ามาในห้องประชุมได้อย่างไร แต่
ทั่วบริเวณรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เต็มไปด้วยยอดยุทธ์คอย
อารักขาโดยรอบ หากพวกมันทำให้เกิดเสียงเอะอะวุ่นวาย เหล่าองครักษ์ที่
ด้านนอกจะโถมเข้ามาในบัดดล
ทว่าสายตาเย็นยะเยียบคู่นั้นเจาะทะลวงแนวป้องกันของมันราวกับ
ลูกธนู พลังเทพของฟงซิ่นจื่อชะงักขาดช่วง ถึงกับหยุดการโคจรหมุนเวียน!
ผิดท่าแล้ว!
ฟงซิ่นจื่อสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
นี่คือพลังของเทพยุทธ์?
ฟงซิ่นจื่อคือยอดยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดภายใต้ร่มธงของหมิงเยวี่ยเยี่ย
ในฐานะกึ่งเทพยุทธ์ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเป็นคู่มือของมันได้
แต่ทว่า ผู้อื่นเพียงแค่จ้องมองมัน… …
ความหวาดกลัวยึดครองจิตใจมัน มันเคยเข้าใจว่าตนเองล่วงรู้ความ
แข็งแกร่งของชนชั้นเทพยุทธ์ดี แต่ช่องว่างระหว่างเทพยุทธ์และกึ่งเทพ
ยุทธ์เช่นมัน ยังกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าที่มันคาดคิดไว้อีก
นี่เป็นช่องว่างที่ไม่อาจก้าวข้าม!
ฟงซิ่นจื่อจิตใจจมลงในความเลอะเลือนงุนงง ไม่ทันสังเกตว่าด้านหลัง
มันปรากฏเงาร่างพร่าเลือนสายหนึ่ง
แสงสีม่วงกะพริบวาบ
ฟงซิ่นจื่อในที่สุดคล้ายสะท้านตื่นขึ้น ความรู้สึกอันตรายอย่างแรง
กล้าทำให้มันกลายเป็นสัตว์ร้ายที่ดิ้นรนอย่างคลุ้มคลั่ง
ในเวลานี้เอง มันค่อยพบว่ารอบกายมันถูกพลังขุมหนึ่งสะกดตรึง
อย่างแน่นหนา มันกระทั่งจะขยับตัวเพื่อต่อสู้ดิ้นรนยังไม่มีปัญญา
ภายใต้ดวงตาเบิกกว้าง มันเห็นคนสวมหน้ากากที่น่ากลัวผู้นั้นทำท่า
คว้าจับมาที่มันแต่ไกล
เทพยุทธ์… …
นี่เป็นคำสุดท้ายที่ปรากฏขึ้นในใจมัน
อาศัยกึ่งเทพยุทธ์ผู้หนึ่ง ต่อหน้าเทพยุทธ์และกึ่งเทพยุทธ์คู่หนึ่ง ไฉน
เลยจะมีโอกาสต่อสู้ขัดขืนแม้สักน้อยนิด?
ปลิดชีพในกระบวนท่าเดียว!
ฟงซิ่นจื่อศีรษะปลิวกระเด็น โลหิตฉีดพุ่งไปถึงเพดานห้อง อาบย้อม
จนแดงฉาน
เสียงกรีดร้องอย่างเสียขวัญดังระงมในห้องประชุม ผู้อาวุโสจำนวน
มากสีหน้าขาวเผือด ภาพโชกเลือดที่เบื้องหน้าขู่ขวัญพวกมันจนเข่าอ่อน
อย่างไรก็ตาม ห้องประชุมลับย่อมปิดกั้นเสียงอย่างดีเยี่ยม ถูกออกแบบมา
เพื่อไม่ให้คนด้านนอกได้ยินการสนทนาที่ภายใน กระทั่งยอดฝีมืออันดับ
หนึ่งฟงซิ่นจื่อยังศีรษะหลุดลอยในกระบวนท่าเดียว ผู้ที่เดิมทีคิดต่อสู้ พลัน
ตัวสั่นสะท้านอยู่กับที่
แม้แต่ฟงซิ่นจื่อต้าเหรินยัง… …
หมิงเยวี่ยเยี่ยหันขวับไปจ้องหน้าโหยวฉินเลี่ย สายตาเปลี่ยนเป็นเย็น
เยียบ “ประเสริฐ! ประเสริฐมาก! โหยวฉินเลี่ย! เจ้าถึงกับกล้าสมคบคิดกับ
หมิงอ๋อง!”
หมิงเยวี่ยเยี่ยไม่ได้โง่งม โหยวฉินเลี่ยรับผิดชอบดูแลความปลอดภัย
ทั้งหมด ผู้ที่มีความสามารถลอบชักนำศัตรูตัวฉกาจเข้ามาภายในอย่าง
สะดวกดายมีเพียงแค่มันผู้เดียวเท่านั้น
โหยวฉินเลี่ยค้อมกายคารวะอย่างสุภาพ “ข้าทำเพื่อประโยชน์ของ
เผ่าอสูรทั้งมวล”
ผู้คนในห้องสีหน้าซีดเผือดราวกับขี้เถ้า
พวกมันล้วนทราบดีว่าโหยวฉินเลี่ยกุมอำนาจอยู่ในมือมากมายเท่าใด
การทรยศของบุคคลสำคัญระดับนี้ ยังหมายความว่าฝ่ายตรงข้าม
เตรียมการจัดการกับพวกมันไว้พร้อมสรรพ
หมิงเยวี่ยเยี่ยไม่แยแสสนใจโหยวฉินเลี่ยอีก นางเบือนหน้ากลับมา
กล่าวประชดแดกดันอย่างเย็นชา “หมิงอ๋องมีฝีมืออันยอดเยี่ยมนัก
แผนการอันยอดเยี่ยมนัก”
จั่วม่อแย้มยิ้มในใจ ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดครั้งนี้ ล้วนเกิดจาก
แผนการของผูเยากับเว่ย เมื่อหลายปีก่อนผูเยาและเว่ยเคยบอกเล่าถึง
พันธสัญญาเพรียกโลหิตและเมล็ดพันธุ์ที่ได้เพาะไว้ แต่จั่วม่อไม่ได้ใส่ใจ
มากนัก ทว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ เมล็ดพันธุ์ทั้งสามในแผนการนี้ล้วนมี
บทบาทสำคัญยิ่งต่อชัยชนะของมัน
หากมิใช่ว่ามีโหยวฉินเลี่ยคอยอำนวยความสะดวก มันคงไม่อาจ
เข้าถึงตัวหมิงเยวี่ยเยี่ยได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้
จั่วม่อเสาะหาเก้าอี้ตัวหนึ่ง นั่งลงอย่างปลอดโปร่ง ราวกับว่ามันเป็น
เจ้าของสถานที่ก็มิปาน
“มาเถอะ ท่านทั้งหลาย ข้าเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องกล่าววาจาระคายหู
คราวนี้มาสนทนาถึงอนาคตของเผ่าอสูรดีหรือไม่”
วาจาของจั่วม่อ ดังชัดเจนอยู่ในสองหูของทุกผู้คน
“อย่าได้เพ้อฝันไป!” หมิงเยวี่ยเยี่ยใบหน้าเย็นยะเยียบ สุ้มเสียงของ
นางแน่วแน่เฉียบขาดเป็นพิเศษ “ต่อให้วันนี้พวกเราทั้งหมดต้องทิ้งชีวิตไว้
ที่นี่ พวกเราก็ไม่มีวันยอมรับคำสั่งของเจ้า หากเจ้าต้องการปราบพิชิตพวก
เราเผ่าอสูร ก็ส่งกองทัพของเจ้ามาเถอะ!”
วาจาอันดุดันของหมิงเยวี่ยเยี่ยปลุกเร้าความคิดต่อสู้ของทุกคนขึ้นมา
พวกมันถลึงตามองจั่วม่ออย่างโกรธแค้น
“ถูกแล้ว! เจ้าหากคิดเอาชนะเผ่าอสูรเรา ก็ไสม้าเข้ามา!”
“เฮอะ อาศัยแผนการที่ไม่อาจพบพานคนเช่นนี้ ก็เข้าใจว่าจะ
สามารถยึดครองเผ่าอสูรเรา ช่างไร้เดียงสานัก!”
จั่วม่อมองดูหมิงเยวี่ยเยี่ยอย่างแปลกใจ มันไม่ได้ประหลาดใจกับท่าที
อันแข็งกร้าวของหมิงเยวี่ยเยี่ย แต่อัศจรรย์ใจในสายตาอันเฉียบคมของ
สตรีนางนี้ ภายใต้สถานการณ์ที่ตกเป็นรองอย่างสิ้นเชิง นางกลับสามารถ
มองทะลุถึงความตั้งใจของมันอย่างชัดแจ้ง เรียกได้ว่าเดิมทีนางไม่มีเบี้ย
ต่อรองอยู่ในมือ แต่เพียงชั่วพริบตาก็ไขว่คว้าได้เบี้ยต่อรองจำนวนหนึ่ง
เบี้ยต่อรองจำนวนนี้แม้ไม่มากนัก แต่จะอย่างไรยังคงใช้ต่อรองได้
นางอ่านออกในทันที ว่าจั่วม่อต้องการจบเรื่องในแดนอสูรอย่างเงียบ
สงบและรวดเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นมันเพียงแค่เชือดทุกคนที่นี่ทิ้ง จากนั้น
กรีธาทัพเข้าปราบพิชิตแดนอสูร นั่นจึงเป็นวิธีที่ง่ายดายและตรงไปตรงมา
ที่สุด ไยต้องสนทนาให้มากความ
การสูญเสียชนชั้นผู้นำทั้งหมดในคราวเดียว จะทำให้เผ่าอสูรตกอยู่ใน
ความโกลาหลอลหม่าน ย่อมไม่มีปัญญารวมกำลังต่อต้านกองทัพปิศาจอัน
เกรียงไกร
แต่หมิงอ๋องกลับไม่ทำเช่นนั้น หมิงเยวี่ยเยี่ยคว้าถูกเงื่อนปมสำคัญ
ในทันที
ที่คาดไม่ถึงก็คือ เสียงหัวร่อเบา ๆ ดังแว่วออกมาจากเบื้องหลัง
หน้ากาก
หากในสภาพมีเปรียบอย่างเต็มที่เช่นนี้ มันยังถูกอีกฝ่ายกดดันเอาได้
เช่นนั้นจั่วม่อก็คงไม่ใช่ผีดิบจอมลอกคราบที่โด่งดังไปทั่วอาณาจักรนภา
จันทร์เมื่อครั้งกระโน้นแล้ว!
เป๊าะ จั่วม่อดีดนิ้ว ส่งสัญญาณให้โหยวฉินเลี่ย
โหยวฉินเลี่ยเข้าใจสัญญาณ พลันก้าวออกมาเบื้องหน้า หันไปมองมู่ซี
อย่างเยือกเย็น
มู่ซีเกิดสังหรณ์ร้ายขึ้นมาทันที
“มู่ซีต้าเหริน การพัฒนาของตระกูลไม้วังทะเลสาบในช่วงหลายปีมา
นี้ เป็นที่นับถือเลื่อมใสของผู้คนนัก แต่ทว่า… …” สุ้มเสียงเฉื่อยชาของ
โหยวฉินเลี่ยชวนให้หนาวสะท้านอย่างบอกไม่ถูก “ภายใต้รัศมีอันเรืองรอง
มักซุกซ่อนอันตรายร้ายแรงไว้ด้วยเสมอ จากการสืบเสาะของพวกเรา
เหล่าชนรุ่นหลังที่มีอายุน้อยกว่าสามสิบปีของตระกูลไม้วังทะเลสาบ ผู้ที่
บรรลุถึงขั้นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับเงิน มีอยู่เพียงยี่สิบห้าคนเท่านั้น
ในขณะที่ตระกูลเฉียนจี้อวี๋และตระกูลหลี่ไห่เสี่ยน ชนรุ่นหลังที่กำลังจะก้าว
ขึ้นไปถึงขั้นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง กลับมีไม่น้อยกว่าสี่คน หากมู่
ซีต้าเหรินไม่อยู่แล้ว เกรงว่า… …”
โหยวฉินเลี่ยไม่จำเป็นต้องกล่าวสืบต่อ มู่ซีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปตั้งแต่
แรก
นางไม่เคยคาดคิดเลยว่าโหยวฉินเลี่ยจะลอบสืบเรื่องของตระกูลไม้วัง
ทะเลสาบอย่างลึกซึ้งถึงเพียงนี้! ภายใต้ฉากหน้าที่รุ่งโรจน์ ตระกูลไม้วัง
ทะเลสาบซุกซ่อนจุดอ่อนร้ายแรงเอาไว้ ตระกูลเฉียนจี้อวี๋และตระกูลหลี่ไห่
เสี่ยนที่โหยวฉินเลี่ยกล่าวถึง ล้วนเป็นศัตรูเก่าของตระกูลไม้วังทะเลสาบ
หลายปีมานี้ เนื่องเพราะศักดิ์ฐานะอันสูงส่งของแม่ทัพใหญ่มู่ซี ทั้งสอง
ตระกูลถูกสะกดเอาไว้ เสื่อมทรุดลงอย่างต่อเนื่อง
แต่หากนางตกตายในที่นี้… …
นางรู้ดีว่าขอเพียงโหยวฉินเลี่ยกระดิกนิ้วคราหนึ่ง ทั้งสองตระกูล
พร้อมจะมอบกายถวายชีวิตโดยไม่ลังเล ชะตากรรมของตระกูลไม้วัง
ทะเลสาบย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
แม่ทัพใหญ่มู่ซีผู้เคยพิชิตศึกน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน ยามนี้ได้แต่นิ่งงันไป
“ปิงหลันต้าเหริน!” โหยวฉินเลี่ยหันไปน้อมกายคำนับต่อแม่ทัพ
ใหญ่ปิงหลันเหมือนเช่นปกติ
ปิงหลันแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา “ว่าอย่างไร? ข้าเองก็อยากรู้ว่าเจ้ามี
วิธีการใดมาจัดการกับข้า!”
แม่ทัพใหญ่นางนี้เป็นกำพร้าตั้งแต่วัยเยาว์ ไม่มีญาติพี่น้อง ปราศจาก
ภาระของตระกูล
“ปิงหลันต้าเหรินไม่มีชาติตระกูลคอยผูกมัดรัดตัว กล่าวอีกนัยหนึ่งก็
คือ คุณค่าของปิงหลันต้าเหรินนอกจากคุณค่าในฐานะแม่ทัพบัญชาการ
ศึกแล้ว คุณค่าอื่น ๆ สามารถกล่าวได้ว่าเล็กน้อยยิ่ง” โหยวฉินเลี่ยกล่าว
อย่างปลอดโปร่งเฉื่อยชา “แต่ในกองกำลังของปิงหลันต้าเหริน ท่านมีแม่
ทัพสำคัญสิบสองคน ล้วนแล้วแต่มีภูมิหลังเช่นเดียวกันกับท่าน ทว่าใน
พวกนางทั้งสิบสองคน มีอยู่เก้าคนแต่งงานกำเนิดบุตร สามีของพวกนาง
ซึ่งเป็นประมุขของตระกูลใหญ่เก้าแห่ง ยามนี้เป็นแขกผู้ทรงเกียรติของ
หน่วยองครักษ์เงา ปิงหลันต้าเหริน ท่านไม่ต้องกังวล เราจะดูแลพวกมัน
เป็นอย่างดี”
ปิงหลันในที่สุดก็หน้าเปลี่ยนสี
หากนางไม่อยู่แล้ว เกรงว่ากองทัพของนางคงต้องประสบชะตากรรม
… …
สายตาของโหยวฉินเลี่ยไม่ได้หยุดอยู่แค่ปิงหลัน มันหันไปมองอีกด้าน
หนึ่ง สายตากวาดไปพบผู้อาวุโสที่กำลังมองดูมันอย่างเยือกเย็น
“ในบรรดาตระกูลทั้งหมด ผู้อาวุโสสวี่อยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าผู้ใด ผู้
อาวุโสสวี่ควบคุมดูแลตระกูลของท่านเป็นอย่างดี ทั้งตระกูลเป็นน้าหนึ่งใจ
เดียวกัน ในบริเวณโดยรอบปราศจากศัตรูคู่แค้นอันใด ท่านยังมีกองทัพอีก
ด้วย พวกมันล้วนไม่ธรรมดาสามัญเช่นกัน”
ผู้อาวุโสสวี่หรี่ตาลง อดมีสีหน้าภาคภูมิใจไม่ได้ สิ่งที่โหยวฉินเลี่ยกล่าว
ออกมาเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของมัน มันผู้นี้เป็นบุคคลสำคัญในสภาผู้
อาวุโส ชื่อเสียงเพียงเป็นรองปิงหลันเท่านั้น มู่ซีและคนอื่น ๆ ล้วนให้ความ
เคารพต่อมันอย่างสูง
“น่าเสียดาย” โหยวฉินเลี่ยสั่นศีรษะพลางทอดถอนใจ “เมื่อครั้ง
กระโน้น ผู้อาวุโสสวี่ท่านวางแผนกำจัดสมาคมว่านหลี่ แทบจะทำลายล้าง
พวกมันจนสิ้นซาก แต่ผู้อาวุโสสวี่อาจไม่ได้คาดคิด สมาคมว่านหลี่ยังคง
หลุดรอดมาได้ ทั้งยังคงระลึกถึงความกรุณาของผู้อาวุโสสวี่อยู่ทุกลม
หายใจเข้าออก”
คำ ‘สมาคมว่านหลี่’ นี้ ไม่เพียงแต่ผู้อาวุโสสวี่ แม้แต่ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ
ยังหน้าถอดสี พวกมันย่อมเคยได้ยินเรื่องขององค์กรนี้มาบ้าง สมาคม
ว่านหลี่แม้มีชื่ออื้อฉาว เป็นที่เลื่องลือในความโหดเหี้ยมอำมหิต แต่ปกปิด
ซ่อนเร้นเป็นอย่างดี ในปีนั้นก่อกวนมรสุมโลหิตนับครั้งไม่ถ้วน ทว่าเมื่อไม่กี่
สิบปีที่ผ่านมา สมาคมว่านหลี่จู่ ๆ ก็หายสาบสูญไปจากโลก ไม่มีผู้ใด
คาดคิดว่าผู้อาวุโสสวี่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรลึกลับที่ว่านี้จริง ๆ
ผู้อาวุโสสวี่ที่วางท่าสงบเยือกเย็นตั้งแต่แรกเริ่ม ผุดลุกขึ้นทันควันราว
กับมีไฟลนก้น แผดเสียงอุทานอย่างแตกตื่น “เป็นไปไม่ได้!”
โหยวฉินเลี่ยแย้มยิ้มให้มัน “ผู้อาวุโสสวี่ ไม่ต้องรีบร้อน เรื่องนี้เรา
สามารถสนทนาอย่างละเอียดในภายหลัง”
จากนั้นมันไม่แยแสสนใจผู้อาวุโสสวี่ หันไปสนทนาเรื่องความลับของ
คนอื่น ๆ สืบต่อ มันเดินไปรอบห้อง เอ่ยออกมาชื่อหนึ่งก็จัดการไปอีกคน
หนึ่ง บุคคลสำคัญในห้องแทบทุกคนล้วนมีสีหน้าขัดตา โหยวฉินเลี่ย
สาธยายความลับของแต่ละคนราวกับจาระไนสมบัติในบ้านของตน
บรรยากาศของความหวาดสะพรึง ตื่นตระหนกและสิ้นหวัง แผ่
กระจายไปทั่วห้อง
หมิงเยวี่ยเยี่ยดวงตาเบิกกว้าง สีหน้าขาวซีด ถลึงมองโหยวฉินเลี่ย
อย่างเหลือเชื่อ
รายละเอียดมากมายมหาศาลเช่นนี้ การเตรียมการอย่างรอบคอบ
ระมัดระวังถึงเพียงนี้ นางไม่ทราบว่าเรื่องนี้คิดอ่านวางแผนมานานเท่าใด
แต่หากไม่ได้อดทนสืบเสาะเป็นเวลาหลายปี ไม่มีทางกระทำได้เป็นอันขาด
แต่นางกลับไม่เคยระแคะระคายแม้แต่น้อย! นางเดิมทีเข้าใจว่าโหยว
ฉินเลี่ยทรยศนางไปเข้ากับหมิงอ๋อง แต่บัดนี้การคาดเดาที่เหลวไหลยิ่งกว่า
พลันผุดขึ้นในใจนาง
ตั้งแต่แรกเริ่ม โหยวฉินเลี่ยเป็นไส้ศึกของหมิงอ๋อง!
นางหัวใจจมดิ่งโดยพลัน
ฝีมือของโหยวฉินเลี่ยเผ็ดร้อนชั่วร้ายถึงที่สุด เหล่าอสูรผู้กุมอำนาจไม่
มีผู้ใดหาญกล้ายืนอยู่เบื้องหน้ามัน คนเหล่านี้ รวมไปถึงตระกูลเบื้องหลัง
พวกมัน จึงเป็นกระดูกสันหลังที่แท้จริงของขุมกำลังเผ่าอสูร เป็นชนชั้น
ปกครองที่แท้จริงของชาวอสูรทั้งมวล
เบี้ยต่อรองในมือนางหายวับไปกับตา