สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 433 แค่ฝืนใจเจ้าเท่านั้นเอง
“ปรมาจารย์ค่ายกลหรือ!”
เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ คนของตระกูลจัวและตระกูลเจี่ยงต่างพากันตกตะลึงไป ในขณะเดียวกันนั้นตระกูลจัวเกิดความยินดีขึ้นมาในใจ ส่วนตระกูลเจี่ยงกลับตื่นตระหนก
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะยังเป็นปรมาจารย์ค่ายกลด้วย ข้าประเมินเจ้าต่ำเกินไปแล้ว!” เจี่ยงเฟยมองซือหม่าโยวเย่ว์ สถานการณ์พลิกผันแล้ว
แต่เขามิได้รู้สึกว่าค่ายกลของซือหม่าโยวเย่ว์จะกักขังตนเอาไว้ได้
โดยทั่วไปแล้วระดับของค่ายกลจะเกี่ยวเนื่องกับพลังยุทธ์ของผู้ติดตั้ง ซือหม่าโยวเย่ว์ดูเหมือนพลังวิญญาณจะต่ำ ไม่แน่ว่าอาจยังมิได้เลื่อนไปถึงระดับเทพด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ค่ายกลนี้มิได้ผ่านการศึกษามาหลายสิบปีหรือเป็นร้อยปี ย่อมมิอาจประสบความสำเร็จได้
ซือหม่าโยวเย่ว์ก็มิได้ดูอายุมากนัก ระยะเวลาในการศึกษาค่ายกลไม่นานนัก จะต้องมิได้ร้ายกาจสักเท่าไรอย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาจึงค่อยคลายใจลง เขามองพวกซือหม่าโยวเย่ว์แล้วเอ่ยว่า “ค่ายกลนี้ของเจ้าคงเป็นแค่ค่ายกลคุ้มกันทั่วไปสินะ ไม่รู้ว่าจะทนรับการโจมตีของระดับราชาเทพ ขั้นสูงสองคนได้สักกี่ครั้งกัน ข้าจะให้โอกาสเจ้าสักครั้ง ปิดค่ายกลนำส่งแล้วออกมาจากข้างในเสีย ข้าจะยอมไว้ชีวิตเจ้าก็ได้”
“ไว้ชีวิตข้าอย่างนั้นหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์แค่นหัวเราะเสียงหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “หากเจ้ามีความสามารถมากพอก็ทลายเปิดค่ายกลนี้ของข้าแล้วค่อยว่ากัน”
“เฮอะ ก็แค่ค่ายกลเล็กๆ อันหนึ่งเท่านั้น!” คนระดับราชาเทพขั้นกลางพูดอย่างดูแคลน เขารวบรวมพลังวิญญาณแล้วเข้าโจมตีค่ายกลคุ้มกัน
คนตระกูลจัวมองเห็นระดับราชาเทพผู้นั้นโจมตีเข้าใส่ค่ายกลคุ้มกัน เมื่อเห็นจัวหรานมิได้เคลื่อนไหว พวกเขาเห็นเพียงแค่ว่าการโจมตีของคนผู้นั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หัวใจก็ลอยคว้ างขึ้นไปจนถึงลูกกระเดือกแล้ว
การโจมตีนั้นมาถึงยังค่ายกลคุ้มกันแล้วมิได้กระแทกอย่างรุนแรงเหมือนที่ทุกคนคิด พลังวิญญาณเหล่านั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับถูกค่ายกลดูดซับไป
“นี่…” ระดับราชาเทพผู้นั้นมองรัศมีของค่ายกลคุ้มกันแล้วตกตะลึงจนเอ่ยวาจาไม่ออก
การโจมตีของตนร้ายกาจเพียงใดเขาย่อมรู้ดีที่สุด นั่นเป็นการโจมตีอย่างสุดความสามารถเลยทีเดียวนะ แต่กลับไม่เกิดแรงสั่นสะเทือนเลยแม้แต่นิดเดียว!
คนตระกูลจัวดีใจ ค่ายกลคุ้มกันนี้ร้ายกาจถึงขนาดที่แม้แต่ระดับราชาเทพขั้นกลางยังไม่อาจแตะต้องมันได้เลย นั่นแสดงว่าต่อให้เป็นเจี่ยงเฟยลงมือเอง ก็ไม่อาจทำลายค่ายกลคุ้มกันน นี้ได้เช่นกัน!
“ในเมื่อเจ้าได้เริ่มต้นโจมตีก่อนแล้ว ข้าไม่ตอบแทนพวกเจ้าบ้างก็คงไม่ดี” ซือหม่าโยวเย่ว์เดินไปที่จุดศูนย์กลางของค่ายกลคุ้มกันแล้วบอกให้จัวหยางไป หลังจากที่เขาจากไปแล้วจึง ค่อยวางศิลาค่ายกลลงไปภายในร่องขนาดเล็กที่เขายืนเมื่อครู่
หลังจากศิลาค่ายกลถูกวางลงไปแล้ว ภายในค่ายกลคุ้มกันก็มิได้เกิดความเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ทว่าด้านนอกกลับมีรัศมีสีขาวสายแล้วสายเล่าส่องประกายไม่หยุด หลังจากที่รัศมีสีขาวเหล่า านี้หายไปแล้ว คนของตระกูลเจี่ยงจึงค่อยกลายเป็นบ้าคลั่งขึ้นมา
“ย้ากกก ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย!” คนที่เยาว์วัยหน่อยฟาดฟันใส่สหายข้างกายในทันใด
“อาศัยเจ้าน่ะหรือจะมีปัญญาฆ่าข้า”
“ข้าเห็นเจ้าไม่เข้าตามานานมากแล้ว…”
“มารดาเจ้าเถอะ กล้าทำร้ายข้า วันนี้ข้าจะต้องฆ่าเจ้าให้ได้…”
“ใต้เท้าเจี่ยง ข้าถูกใจท่านมานานมากแล้ว มิสู้พวกเราอยู่ด้วยกันดีกว่าไหม” แม้กระทั่งเจ้าเมืองผู้นั้นก็เริ่มต้นพูดจาบ้าๆ บอๆ ขึ้นมาเสียแล้ว
“ไสหัวไป…”
คนเหล่านั้นบ้างก็พูดจาไร้สาระ บ้างก็โจมตีเข้าใส่คนข้างกาย ทุกคนล้วนใช้พลังอย่างสุดความสามารถ ราวกับอีกฝ่ายคือศัตรูคู่แค้นของพวกเขามาหลายชาติภพอย่างไรอย่างนั้น
เจี่ยงเฟยและเจ้าเมืองหย่งซินยืนอยู่ด้วยกัน จ้าววิญญาณเหล่านั้นถูกแรงกระทบจากระลอกคลื่นการต่อสู้ของระดับราชาเทพขั้นสูง คนที่ต้านทานไม่ไหวก็ตายไปจนสิ้น
ส่วนระลอกพลังเหล่านั้น ยามที่กระทบกับค่ายกลคุ้มกันแล้วก็ถูกสกัดเอาไว้ด้านนอก คนตระกูลจัวที่อยู่ข้างในจึงมิได้รู้สึกถึงมันเลยแม้แต่น้อย
“คนพวกนี้ก็ไม่เบามือกันเสียบ้างเลย เพียงครู่เดียวก็หมดสิ้นเสียแล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์มองดูซากศพที่นอนเกลื่อนอยู่เหล่านั้นพลางพูดอย่างเรียบเรื่อย
คนตระกูลจัวเห็นท่าทางสบายๆ เช่นนั้นของซือหม่าโยวเย่ว์แล้ว ดูเหมือนกับคนที่ล้างผลาญระดับราชาเทพจนหมดสิ้นเสียที่ไหนกัน
จัวหยางนึกถึงว่าก่อนหน้านี้ตนเป็นอริกับเขามาโดยตลอด ฝ่ามือจึงหลั่งเหงื่อเยียบเย็น
คิดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นถึงปรมาจารย์ค่ายกลที่คนเคารพยกย่อง ถ้าหากรู้ก่อน เขาย่อมไม่กล้าไม่เคารพซือหม่าโยวเย่ว์แน่นอน แต่ตอนนี้เรื่องก็เกิดขึ้นแล้ว ถ้าหากอีกฝ่ายแค้นฝังใจ แล ล้วเขาควรจะทำเช่นไรดี
เขามองซือหม่าโยวเย่ว์อย่างระมัดระวัง กลัวว่าเขาจะแค้นฝังใจแล้วจับตนโยนออกไป
“โยวเย่ว์ นี่พวกเขาเป็นอะไรไปหรือ เหตุใดจู่ๆ จึงเปิดฉากสังหารนองเลือดขึ้นมาอย่างกะทันหันเล่า” จัวหม่าถาม
“ข้าติดตั้งค่ายกลมนตราเอาไว้ข้างนอก เมื่อใดที่ค่ายกลมนตราเปิดทำงาน พวกเขาก็จะเกิดความรู้สึกลวงขึ้นมา มิอาจจำผู้คนรอบตัวได้ เห็นแค่ว่าเป็นศัตรูทั้งสิ้น รวมทั้งยังแสดงคว วามคิดภายในใจของพวกเขาออกมาด้วย” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดอธิบาย
“แต่ค่ายกลนี้ของเจ้ามิใช่ค่ายกลคุ้มกันหรอกหรือ” จัวหม่าไม่เข้าใจ ไม่เคยเห็นค่ายกลคุ้มกันที่มีประโยชน์เป็นค่ายกลมนตราด้วยมาก่อนเลย
ซือหม่าโยวเย่ว์อธิบายอย่างอดทน “ในตอนแรกก็เป็นเพียงค่ายกลคุ้มกัน ต่อมาจึงเปิดใช้ค่ายกลมนตรา สองค่ายกลซ้อนทับกันอยู่บ้าง นับว่าเป็นค่ายกลซ้อนค่ายกลก็แล้วกัน”
จัวหม่ามองซือหม่าโยวเย่ว์อย่างปากอ้าตาค้าง ค่ายกลซ้อนค่ายกลอะไรตนไม่รู้จักหรอก แต่เมื่อฟังแล้วร้ายกาจยิ่งนัก
โดยทั่วไปปรมาจารย์ค่ายกลคนหนึ่งสร้างค่ายกลได้อันหนึ่งก็ไม่เลวแล้ว แต่เขาถึงกับสร้างค่ายกลซ้อนค่ายกลได้ ที่แท้แล้วเขาประสบความสำเร็จทางด้านค่ายกลอย่างสูงส่งเพียงใดกัน
“การต่อสู้ของระดับราชาเทพสองสามคนนั้นน่าจะดำเนินต่อไปอีกสักพักเลย ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนก่อนเถิด” เธอพูดจบแล้วกลับไปนั่งลงที่ตำแหน่งเมื่อครู่ ก่อนนั่งลงฟื้นฟูอาการบาดเ เจ็บของตนต่อไป
คนตระกูลจัวมองดูท่าทีที่ยังคงสงบนิ่งของซือหม่าโยเย่ว์ ก่อนจะมองดูการต่อสู้อันดุเดือดชนิดที่ต้องตายกันไปข้างหนึ่งที่ด้านนอกแล้วพากันตัวสั่นสะท้าน
พวกเขาช่างโชคดีนักที่มีซือหม่าโยวเย่ว์มากับพวกเขาด้วย ไม่อย่างนั้นเกรงว่าคืนนี้พวกเขาคงจะต้องตายอยู่ที่นี่กันหมดแล้วจริงๆ
พวกเขามองดูการต่อสู้ที่ด้านนอกแล้วค้นพบว่าไม่ว่าพวกเขาจะเคลื่อนไหวอย่างไรก็มิอาจหนีออกไปจากม่านแสงที่ด้านนอกสุดได้เลย ได้แต่ต่อสู้กันอยู่ภายในนี้เท่านั้น
หรือพูดได้ว่าตอนนี้พวกเขาไม่อาจออกไปจากที่นี่ได้ ทำได้เพียงห้ำหั่นกันจนรู้ผลอยู่ภายในค่ายกลนี้เท่านั้น
เมื่อเห็นเช่นนี้ สายตาที่ทุกคนมองไปทางซือหม่าโยวเย่ว์จึงเจือความหวาดหวั่นอยู่พอสมควร
เขาช่างโหดร้ายนัก คนเหล่านี้จะมาสังหารพวกตน แต่เขากลับล้างบางคนเหล่านั้นจนสิ้น โดยไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อนด้วยซ้ำ
ผ่านไปค่อนคืน ขอบฟ้าเริ่มขาวราวท้องปลา ซือหม่าโยวเย่ว์จึงค่อยลืมตาขึ้น
“เป็นเขาหรือที่เอาชีวิตรอดมาได้ ข้ายังคิดว่าจะเป็นเจ้าคนตระกูลเจี่ยงผู้นั้นที่รอดเสียอีก”
เธอมองเจ้าเมืองหย่งซินที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น แขนหายไปข้างหนึ่ง ขาถูกตัดเส้นลมปราณออก เนื้อหนังตามร่างกายก็ถูกฟันจนเหวอะหวะ
เขากับเจี่ยงเฟยมีพลังยุทธ์สูสีกัน สู้ชนะเจี่ยงเฟยแล้วเอาชีวิตรอดมาได้ก็นับว่าโชคดีแล้ว
ตอนที่ภายในค่ายกลเหลือเขาเพียงแค่คนเดียว ผลของค่ายกลมนตราก็หายไปแล้ว ในขณะนี้เองเขาถึงเพิ่งได้เห็นรอยเลือดและชิ้นส่วนศพเต็มพื้น สายตาที่มองซือหม่าโยวเย่ว์ตกใจเป็น อย่างยิ่ง
นั่นมันปีศาจร้ายชัดๆ!
ส่วนคนของตระกูลจัวที่เห็นตั้งแต่ต้นจนจบ ตอนนี้แววตาต่างเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึงอย่างลึกล้ำ
ซือหม่าโยวเย่ว์ลุกขึ้นเดินเข้าไป พอเก็บศิลาค่ายกลแล้วค่ายกลคุ้มกันและค่ายกลมนตราก็หายวับไป
“ท่านปรมาจารย์ คนเหล่านี้เล่า” จัวหรานถามพลางมองซือหม่าโยวเย่ว์ คำเรียกหาเปลี่ยนไปเสียแล้ว
“ในเมื่อพวกเขามาจัดการพวกเจ้า ก็ให้พวกเจ้าจัดการแล้วกัน ข้าว่าพวกเจ้าก็คงไม่อยากให้ตระกูลเจี่ยงรู้เรื่องในวันนี้หรอกกระมัง” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
ตอนนี้ร่างกายเธอยังไม่หายดีอย่างสมบูรณ์ จึงยังไม่อยากยุ่งเรื่องนี้
จัวหรานพยักหน้าอย่างเข้าใจแล้วพูดว่า “พวกเจ้าจัดการซากศพกับรอยเลือดเหล่านี้หน่อยเถิด”
“ขอรับ ท่านประมุขตระกูล”
ซือหม่าโยวเย่ว์ไปล้างเนื้อล้างตัวที่ลำธารใกล้ๆ ตอนที่กลับมาตระกูลจัวก็จัดการทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว เมื่อเห็นเธอกลับมา ร่างกายของทุกคนก็แข็งเกร็งไปครู่หนึ่ง