สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 434 ประสบการณ์ความตาย
นกหลวนโมโหกับคำพูดของซือหม่าโยวเย่ว์จนแทบคลั่ง แต่ไม่ว่ามันจะเคลื่อนไหวอย่างไรก็มิอาจหลุดออกจากค่ายกลได้
“เจ้าอย่าเสียแรงเปล่าอีกเลย” ซือหม่าโยวเย่ว์กระโดดขึ้นไปบนก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งแล้วพูดว่า “ถ้าหากเจ้ายังมิได้กลับไปที่รังของเจ้าก็อาจยังมีโอกาสหลุดออกจากค่ายกลของข้าได้ แต่ทั้งๆ ที่เจ้ารู้ว่าเคยมีคนมาแต่เจ้ากลับยังคงไม่สนใจ อัตตาของเจ้าจึงกลับกลายเป็นเป็นมือสังหารที่มาเอาชีวิตเจ้า”
นกหลวนแผ่กลิ่นอายเยียบเย็นดุจน้ำแข็งออกมาตลอดร่าง แววตาที่มองซือหม่าโยวเย่ว์เต็มไปด้วยความอาฆาต
เขาพูดได้ไม่ผิดเลย ตอนที่ตนกำลังกลับมาก็ได้กลิ่นอายมนุษย์แล้ว แต่มันถือว่าพลังยุทธ์สูงส่งจึงมิได้เห็นพวกเขาอยู่ในสายตา ถึงขนาดที่มิได้ตรวจสอบด้วยว่ามีอันตรายอะไรหรือไม่
“เจ้าคิดจะเอาอย่างไรกันแน่” มันลองมาหลายครั้งก็พบว่าไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น จึงได้หยุดลง
“ข้าบอกแล้วว่าต้องการเจ้า” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “มาเป็นสัตว์อสูรผูกพันธสัญญาของนาง”
“ไม่ได้หรอก” นกหลวนปฏิเสธอย่างหนักแน่น
“เจ้ามีทางเลือกอยู่เพียงสองทาง ถ้าหากไม่เลือกนาง เช่นนั้นก็ต้องเลือกความตายแล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“เช่นนั้นข้าเลือกความตายดีกว่า” นกหลวนพูดอย่างไร้ซึ่งความลังเล
“ได้ ข้าจะทำให้เจ้าสมความปรารถนา” ซือหม่าโยวเย่ว์ก็มิได้ดึงดันขอร้อง เธอซัดพลังวิญญาณสายหนึ่งใส่ค่ายกล พร้อมกันนั้นก็ซัดเปลวเพลิงของเพลิงชาดกองหนึ่งใส่เข้าไปด้วย
ตอนที่นกหลวนเห็นเปลวเพลิงของเพลิงชาด ดวงตาก็ฉายแววหวาดหวั่นอย่างแท้จริง อุณหภูมิและกลิ่นอายของเปลวเพลิงนั้นจะต้องเป็นคนผู้นั้นไม่ผิดแน่นอน!
มันอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่เปลวเพลิงนั้นกลับโอบล้อมมันเอาไว้ อุณหภูมิอันร้อนระอุทำให้มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความตาย ความกลัวตายแผ่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
มันก้มหัวลงก็เห็นว่าขาและปีกของตัวเองนั้นได้ถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน หลังจากนั้นก็ค่อยหัวใจและหัวของมันอย่างรวดเร็ว
“อ๊ากกก…”
ขณะที่เปลวเพลิงจะกลืนกินมันไปจนหมด ในใจของมันก็เกิดความนึกเสียใจขึ้นมาเพราะเหตุใดตนถึงได้ยืนกรานเลือกความตายเล่า
ชั่วขณะนี้เองมันถึงได้เข้าใจว่าการมีชีวิตอยู่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด ต่อให้กลายเป็นสัตว์อสูรผูกพันธสัญญาก็ยังดีกว่าความตาย
สติรับรู้สุดท้ายถูกกลืนกิน นกหลวนสัมผัสกลิ่นอายของความตายได้ในที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นความดำมืดไปหมด
“พลั่ก…”
นกหลวนร่วงหล่นลงมาจากภายในรังแล้วกระแทกลงบนพื้นอย่างรุนแรง
มันลืมตาขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
มันมิได้ถูกเปลวเพลิงนั้นแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้วหรือ เหตุใดตอนนี้จึงยังมีชีวิตอยู่เล่า
ซือหม่าโยวเย่ว์เดินไปที่บริเวณค่ายกล มองดูท่าทีสงสัยของมันแล้วพูดว่า “กำลังอยากรู้ว่าทำไมจึงยังมีชีวิตอยู่ใช่หรือไม่เล่า”
“เจ้าทำอะไรลงไปน่ะ” นกหลวนมองซือหม่าโยวเย่ว์อย่างระแวดระวัง
“ก็ไม่มีอะไรหรอก เพียงแค่ให้เจ้าได้รู้สึกถึงความตายอยู่ในภาพลวงเท่านั้นเอง” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “แต่ถึงแม้จะเป็นภาพลวง ข้าว่าความรู้สึกของเจ้าก็น่าจะสมจริงอย่างยิ่งเลยกระมัง รสชาติของความตายเป็นอย่างไรบ้าง ตอนนี้ยังอยากตายอยู่หรือไม่ ถ้าหากเจ้ายังคงยืนกราน คราวนี้คงจะไม่ใช่ภาพลวงแล้ว”
เธอเล่นกับเปลวไฟในมือของเธอ นัยน์ตาเจือรอยยิ้มแต่กลับทำให้นกหลวนราวกับเข้าไปในห้องน้ำแข็ง
มันรู้ว่าคราวนี้ซือหม่าโยวเย่ว์ไม่ได้ล้อเล่น และไม่มีทางให้โอกาสครั้งที่สองกับตนอีก
เลือกความตาย หรือการถูกทำพันธสัญญา
มันสับสนอย่างยิ่ง แต่เมื่อเห็นเปลวเพลิงในมือของซือหม่าโยวเย่ว์ ความรู้สึกที่ได้สัมผัสความตายก็เข้าเกาะกุมหัวใจอีกครั้ง
“ข้า… ข้ายอมสวามิภักดิ์แล้ว” มันพ่ายแพ้ให้กับภาพลวงเมื่อครู่ในท้ายที่สุด มันไม่อยากสัมผัสความหวาดกลัวเช่นนั้นอีกครั้ง
“ดี” ซือหม่าโยวเย่ว์เก็บเปลวเพลิงแล้วพูดว่า “เช่นนั้นเจ้าเข้ามาสิ ข้าจะฝึกเจ้าให้เชื่อง”
นกหลวนลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไป วางหัวลงที่บริเวณขอบของค่ายกล
ซือหม่าโยวเย่ว์ยื่นมือไปวางบนหน้าผากของมัน โคจรพลังวิญญาณภายในร่างกายแล้วเริ่มต้นฝึกมันให้เชื่อง
ถึงแม้ว่านกหลวนจะยอมสวามิภักดิ์แล้วแต่ในใจยังคงไม่ยินยอมอยู่บ้าง ตอนที่ซือหม่าโยวเย่ว์ฝึกมันจึงค่อนข้างเปลืองแรง
แน่นอนว่าเหตุผลส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะพลังยุทธ์ของเธอในตอนนี้ยังมิได้กลับมาฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์
แต่ยังดีที่พลังจิตของเธอแกร่งกล้า เธอสอดแทรกพลังจิตเข้าไปในสมองของนกหลวน ทำการต่อสู้กับมัน สุดท้ายนกหลวนก็ยังคงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
หลังจากเอาชนะพลังจิตของมันได้แล้ว เวลาที่ซือหม่าโยวเย่ว์ฝึกมันให้เชื่องก็ผ่อนคลายขึ้นมาก
ครึ่งวันให้หลัง ซือหม่าโยวเย่ว์ก็ชักมือของตัวเองกลับมาแล้วโบกคราหนึ่ง ศิลากลเหล่านั้นก็ถูกเธอเก็บกลับมา ค่ายกลจึงสลายตัวไป
เธอหันมามองจัวหม่าแล้วพูดว่า “มาทำพันธสัญญาสิ”
เมื่อคนตระกูลจัวเห็นการฝึกนกหลวนให้เชื่องแล้วต่างพากันตกตะลึง เนิ่นนานถึงจะได้สติกลับคืนมา พวกเขาไม่กล้าเอ่ยวาจา และถึงขนาดไม่กล้าหายใจแรง กลัวว่าจะรบกวนการฝึกสัตว์อสูร ร
ซือหม่าโยวเย่ว์ขยับหลบไปด้านหนึ่ง พวกเขาถึงเห็นว่านกหลวนได้ถูกฝึกให้เชื่องเรียบร้อยแล้วนัยน์ตาที่ก่อนหน้านี้ยังบ้าคลั่ง ในตอนนี้เหลือเพียงแค่ความสับสนงุนงงเท่านั้น
จัวหม่าตะโกนเสียงดังแล้ววิ่งเข้าไป นางมองนกหลวนอย่างตื่นเต้น หลังจากนั้นจึงมองซือหม่าโยวเย่ว์แล้วพูดว่า “มอบสิ่งนี้ให้ข้าจริงๆ หรือ”
ซือหม่าโยวเย่ว์พยักหน้า
“โอ้ๆ โยวเย่ว์ เจ้าช่างร้ายกาจเกินไปแล้ว! เจ้าเป็นนักฝึกสัตว์อสูรด้วย!” จัวหม่าร้องอย่างตื่นเต้น
“รีบไปทำพันธสัญญาเถิด เสร็จแล้วพวกเราจะได้เดินทางกันต่อ” ซือหม่าโยวเย่ว์เร่งเร้า
“อื้มๆ” จัวหม่าพยักหน้าอย่างแรง นางหันไปมองบิดาของตน เมื่อเห็นเขาพยักหน้า นางจึงหมุนกายแล้ววางมือลงบนหน้าผากของนกหลวนเพื่อเริ่มต้นทำพันธสัญญา
ไม่นานนัก เส้นสายแห่งการทำพันธสัญญาก็โอบล้อมหนึ่งมนุษย์หนึ่งสัตว์อสูรเอาไว้ จากนั้นจึงแทรกตัวเข้าไปในหว่างคิ้วของแต่ละฝ่าย
คนตระกูลจัวเห็นการทำพันธสัญญาเสร็จสิ้นแล้ว อยากจะเข้าไปพูดคุยกับจัวหม่า แต่เพิ่งเดินเข้าไปได้สองก้าว ก็เห็นนางและนกหลวนถูกลำแสงแห่งการเลื่อนระดับห่อหุ้มเอาไว้
“เลื่อนระดับแล้วนี่!”
“คุณหนูกับสัตว์อสูรผูกพันธสัญญาเลื่อนระดับพร้อมกัน นี่คือผลจากการทำพันธสัญญาอย่างนั้นหรือ”
“ทว่าแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยเห็นใครทำพันธสัญญาเสร็จแล้วยังเลื่อนระดับได้ด้วยเลยนะ!”
“คุณชายซือหม่าผู้นี้ร้ายกาจเกินไปแล้วจริงๆ!”
“นั่นน่ะสิ ไม่เพียงแต่เป็นปรมาจารย์ค่ายกลเท่านั้น แต่ยังเป็นนักฝึกสัตว์อสูรด้วย ไม่รู้ว่าวิธีการฝึกสัตว์อสูรของเขาคืออะไร ถึงได้ทำพันธสัญญาแล้วยังเลื่อนระดับได้ด้วย”
“เดิมทีสัตว์อสูรผูกพันธสัญญาของคุณหนูก็เป็นสัตว์อสูรเหนือเทพขั้นสองแล้ว ตอนนี้เลื่อนระดับเป็นสัตว์อสูรเหนือเทพขั้นสาม เช่นนั้นพลังยุทธ์ก็มิได้เทียบเคียงกับระดับสำนักเทพ พแล้วหรือ เช่นนั้นตอนนี้มันก็ร้ายกาจที่สุดในตระกูลของพวกเราแล้วสิ!”
“ถูกต้อง มีมันแล้วพวกเรายังต้องหวาดกลัวคนตระกูลเจี่ยงอีกหรือ”
“ช่างดีเหลือเกิน!”
“…”
สมาชิกตระกูลเหล่านั้นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างตื่นเต้นอยู่ด้านหลัง จิตใจจัวหรานเองก็ยากจะสงบลงได้
พูดได้ว่าชะตาของตระกูลพวกเขาแทบจะพลิกผันไปในชั่วขณะนี้เลยทีเดียว!
เขามองซือหม่าโยวเย่ว์อย่างซาบซึ้ง ถ้าหากตอนนั้นไม่ได้ช่วยเขาเอาไว้ที่ทะเลทราย เกรงว่าตอนนี้พวกเขาก็คงมิได้มีความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้
การช่วยเขาเป็นเรื่องที่พวกเขาทำถูกต้องที่สุดในช่วงหลายปีมานี้!
ไม่นานนักการเลื่อนระดับของจัวหม่าและนกหลวนก็เสร็จสิ้นลง จัวหม่ากระโดดขึ้นมาอย่างตื่นเต้น ส่วนนกหลวนก็ยินดีกับการเลื่อนระดับจนไม่เป็นตัวเอง
“ขอบใจเจ้ามากนะ โยวเย่ว์” จัวหม่าแสดงความขอบคุณอย่างเบิกบานใจ
“พวกเจ้าช่วยเหลือข้าเอาไว้” ซือหม่าโยวเย่ว์ตอบอย่างเรียบๆ ประโยคหนึ่ง
ถ้าหากนางไม่ยืนกรานว่าจะช่วยตนก็คงไม่มีการตอบแทนเช่นในวันนี้
“ก็ยังต้องขอบใจเจ้าอยู่ดี” จัวหม่าพูด“โยวเย่ว์ ในเมื่อเจ้าฝึกสัตว์อสูรได้ เช่นนั้นจะช่วยฝึกให้พวกเราอีกสักจำนวนหนึ่งได้หรือไม่”
ถ้าหากคนในตระกูลมีสัตว์อสูรผูกพันธสัญญาเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย เช่นนั้นพลังยุทธ์ของพวกเขาก็จะแข็งแกร่งขึ้นได้อีกมิใช่หรือ
คนตระกูลจัวได้ยินจัวหม่าพูดเช่นนี้ ต่างพากันกลั้นหายใจอย่างตื่นเต้น
ซือหม่าโยวเย่ว์ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ได้สิ พวกเจ้ารับผิดชอบจับกลับมาก็แล้วกัน”