สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 442 ซื้อข่าวสารในราคาสูงลิบ
“หึๆ… หึๆ…”
ผู้จัดการกอดมณีผลึกเหล่านั้นเอาไว้ด้วยรอยยิ้มโง่งม ทำให้ทุกคนพากันส่ายศีรษะ
ผู้จัดการผู้นี้ช่างรักเงินเสียเหลือเกิน ให้ล่วงเกินคนของสำนักพยัคฆ์สวรรค์พวกเขาก็กล้า ตอนนี้ ไม่กลัวเลยว่าจะถูกคนของสำนักพยัคฆ์สวรรค์จับตัวไปด้วยกัน!
มีเพียงพวกซือหม่าโยวเย่ว์เท่านั้นที่ดูออกว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้มิใช่โรงเตี๊ยมธรรมดาทั่วไป และผู้จัดการผู้นั้นก็มิใช่ผู้จัดการธรรมดา
ต่อให้ผู้จัดการผู้นี้จะรักความมั่งคั่ง แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาชีวิตมาทิ้งเพราะเงิน เขากล้ารับตัวพวกซือหม่าโยวเย่ว์เอาไว้ ย่อมเป็นเพราะเขาไม่กลัวสำนักพยัคฆ์สวรรค์!
นอกจากนี้ซือหม่าโยวเย่ว์ยังมิอาจสัมผัสพลังยุทธ์ของผู้จัดการได้ด้วย แสดงว่าระดับขั้นของเขาไม่ต่ำเลย ถึงขนาดที่เป็นไปได้ว่าอาจเหนือกว่าที่เธอจะจินตนาการได้!
ผู้ที่คิดถึงจุดนี้มิได้มีแค่เธอเพียงคนเดียวเท่านั้น ซือหม่าโยวหลิน และซือหม่าโยวหรานก็แสดงท่าทีเหมือนมีความคิดเช่นนี้ด้วย
“นี่ก็คือห้องของพวกท่านขอรับ นี่คือกุญแจ หากพวกท่านมีความประสงค์สิ่งใดก็เรียกพวกเราได้ตลอดเวลาเลยนะขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์พูดพลางมอบกุญแจให้กับซือหม่าโยวหมิง หลังจากนั้น นจึงลงบันไดไป
ซือหม่าโยวหมิงแบ่งกุญแจให้กับทุกคน หลังจากที่ได้รับกุญแจแล้วทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนยังห้องของตนเอง
ซือหม่าโยวเย่ว์สำรวจรอบห้องรอบหนึ่งแล้วกลับลงไปยังชั้นล่าง ผู้จัดการผู้นั้นเห็นเธอลงมาจึงแย้มยิ้มให้เธอ
ซือหม่าโยวเย่ว์เดินเข้าไปแล้ววางมณีผลึกขั้นกลางหนึ่งถุงลงบนโต๊ะ เมื่อผู้จัดการได้เห็นมณีผลึกจึงยิ้มตาหยีแล้วเข้าไปถามในทันใดว่า “ท่านมีความประสงค์อันใดหรือไม่ขอรับ”
“มณีผลึกขั้นกลางห้าสิบก้อน สำหรับซื้อข่าวสารจำนวนหนึ่งจากเจ้า” ซือหม่าโยวเย่ว์เอ่ยปากทันควัน
ผู้จัดการมองมณีผลึกแล้วมองซือหม่าโยวเย่ว์ พลางเอ่ยว่า “ข้าเองก็รู้เรื่องของสำนักพยัคฆ์สวรรค์ไม่มากนัก ท่านให้ค่าตอบแทนมากมายถึงเพียงนี้ ข้าอาจต้องผิดต่อท่านน่ะสิขอรับ”
“ข้ามิได้ต้องการข่าวของสำนักพยัคฆ์สวรรค์” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
เธอได้ฟังเรื่องของสำนักพยัคฆ์สวรรค์จากทางด้านโจวซู่เหรินมามากพอสมควรแล้ว ไม่จำเป็นต้องสืบหาอะไรอีก
“เช่นนั้นท่านอยากทราบสิ่งใดหรือขอรับ” ผู้จัดการถาม
“ข้าอยากรู้เรื่องภายนอกสันเขาพยัคฆ์สวรรค์” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
ผู้จัดการพูดด้วยแววตาเปล่งประกายว่า “ข้าจะไปทราบเรื่องราวภายนอกสันเขาพยัคฆ์สวรรค์ได้อย่างไรเล่าขอรับ”
“ผู้จัดการมิใช่คนของสันเขาพยัคฆ์สวรรค์ แล้วจะไม่ทราบเรื่องราวภายนอกได้อย่างไรกัน” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดยิ้มๆ ไม่ให้โอกาสเขาปฏิเสธ “ถ้าหากผู้จัดการไม่ต้องการมณีผลึกขั้นกลางเหล่าน นี้ เช่นนั้นข้าก็จะไม่ทำให้ท่านลำบากใจแล้วกัน”
เธอพูดแล้วเข้าไปจะหยิบมณีผลึกเหล่านั้นกลับมา แต่เธอยังไม่ทันได้แตะถุงใบนั้น มือใหญ่ข้างหนึ่งก็ยื่นมาหยิบถุงใบนั้นไป
“ว่ามาเถิดขอรับว่าท่านอยากทราบเรื่องใด” ผู้จัดการพูด
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นท่าทีตัดใจไม่ลงของผู้จัดการ จึงแย้มยิ้มแล้วถามว่า “ข้าอยากรู้ว่านอกจากการใช้ค่ายกลนำส่งของสำนักพยัคฆ์สวรรค์แล้ว ยังมีวิธีอื่นในการออกไปจากสันเขาพยัคฆ์ สวรรค์อีกหรือไม่”
“มีขอรับ” ผู้จัดการพูด
“วิธีใดหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“สันเขาพยัคฆ์สวรรค์มีขนาดเล็กนัก ขี่สัตว์อสูรบินได้เป็นระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนก็ออกไปได้แล้วล่ะขอรับ” ผู้จัดการเอ่ยตอบ
ซือหม่าโยวเย่ว์เบ้ปาก นี่มันคำตอบอันใดกัน
“ไม่มีค่ายกลนำส่งอื่นหรือ” เธอถาม
“ไม่มีขอรับ” ผู้จัดการส่ายหน้า “สันเขาพยัคฆ์สวรรค์นั้นห่างไกลอย่างยิ่งในสายตาของสถานที่แห่งอื่น ทรัพยากรในการบำเพ็ญก็มีไม่มาก ขุมอำนาจใหญ่เหล่านั้นต่างก็ไม่อยากจะมาที่นี่”
“เช่นนั้นท่านมาได้อย่างไรกัน”
ผู้จัดการชะงักไป แล้วพูดว่า “ข้าก็ถูกตีกรอบให้มาที่นี่เช่นกัน ใครจะไปรู้ว่าหลังจากที่มาได้ไม่นาน ค่ายกลนำส่งของสำนักพยัคฆ์สวรรค์กลับพังไปเสียอย่างนั้น ข้าขี้เกียจขี่สัตว ว์อสูรบินได้ จึงรออยู่ที่นี่ไปนั่นแหละ”
“ค่ายกลนำส่งของสำนักพยัคฆ์สวรรค์พังแล้วอย่างนั้นหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์ชะงักงันไป
“ถูกต้อง” ผู้จัดการมองซือหม่าโยวเย่ว์แล้วเอ่ยว่า “พวกท่านอยากออกไปข้างนอกผ่านค่ายกลนำส่งนี้สินะ”
ซือหม่าโยวเย่ว์พยักหน้า
พวกเธอมาที่เมืองหงก็เพื่อใช้ค่ายกลนำส่ง ตอนนี้ค่ายกลนำส่งพังไปแล้ว แล้วพวกเธอจะออกไปได้อย่างไรกัน
“พวกท่านก็ช่างอาจหาญนัก คิดจะใช้ค่ายกลนำส่งของผู้อื่น ยังทำร้ายคนของเขาเสียอย่างนั้น” ผู้จัดการพูด
“เช่นนั้นยังจะมีหนทางอันใดอีกเล่า ใครใช้ให้พวกเขาละโมบจนเกินเหตุกัน” ซือหม่าโยวเย่ว์ยักไหล่ด้วยท่าทางเหมือนว่าไม่ใช่ความผิดของข้า “ค่ายกลนำส่งของสำนักพยัคฆ์สวรรค์อยู่ที ไหนหรือ”
“เมืองฮวา ซึ่งเป็นสถานที่ของขุมอำนาจที่ใหญ่กว่าสำนักพยัคฆ์สวรรค์” ผู้จัดการพูด “เหนือเมืองฮวาก็คือเมืองอวิ๋น ที่ใหญ่กว่าอีกหน่อยก็คือเมืองว่านชิง เมืองว่านชิงกับเมืองอื นๆ อีกสองสามเมืองก็คือเขตศูนย์กลางของแคว้นแห่งหนึ่งแล้วล่ะ”
ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นผู้จัดการคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้อย่างยิ่ง จึงคาดเดาในใจว่าผู้จัดการผู้นี้จะต้องมิได้เป็นอย่างที่เขาพูด แต่เธอก็ไม่ได้สนใจเรื่องส่วนตัวของเขา
“ท่านรู้หรือไม่ว่าจะไปที่แดนชั้นกลางได้อย่างไร”
ผู้จัดการคิดไม่ถึงว่าซือหม่าโยวเย่ว์จะถามถึงแดนชั้นกลาง จึงเอ่ยว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างแดนชั้นกลางกับเจ็ดแคว้นใต้มิสู้ดีนัก มีการไปมาหาสู่กันน้อยมาก”
“แต่ก็ต้องมีค่ายกลนำส่งไปบ้างกระมัง” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“มีน่ะมีอยู่หรอก แต่มิอาจเข้าไปในขุมอำนาจไม่กี่แห่งนั่นได้ตามใจชอบน่ะสิ” ผู้จัดการพูด
“ท่านบอกมาสิว่ามีขุมอำนาจไหนบ้าง” ซือหม่าโยวเย่ว์ยิ่งรู้สึกว่าผู้จัดการผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดามากขึ้นเรื่อยๆ เขารู้เรื่องราวภายนอกมากเกินไปเสียแล้ว
“ระยะนี้ย่อมต้องเป็นตำหนักว่านชิงอยู่แล้ว” ผู้จัดการพูดอย่างภาคภูมิใจในตัวเองอยู่บ้าง “ตำหนักว่านชิงเป็นขุมอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในอาณาบริเวณแห่งนี้ ปกครองผืนน้ำแผ่นดินทางด้าน นนี้ ถ้าหากท่านอยากไปที่แดนชั้นกลาง ก็มีเพียงแค่การไปจากตำหนักว่านชิงเท่านั้น”
“ขุมอำนาจแห่งอื่นเล่า”
“นอกจากนี้ยังมีขุมอำนาจแห่งอื่นๆ ที่เหมือนกับตำหนักว่านชิง แต่ถ้าหากท่านอยากไปฝั่งนั้น การทำเช่นนี้ก็คุ้มค่าให้ท่านลงทุน เพราะถ้าหากไม่มีค่ายกลนำส่ง หากท่านอยากไปยังสถานท ที่แห่งอื่นก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายสิบปี” ผู้จัดการพูด
“แต่ค่ายกลนำส่งก็มิใช่จะมีได้ง่ายๆ มิใช่แดนศูนย์กลางที่จะมีค่ายกลนำส่งมากมาย”
ซือหม่าโยวเย่ว์เลิกคิ้ว เขายังเคยไปที่แดนศูนย์กลางด้วยหรือ
เหตุใดคนเช่นนี้จึงยังรั้งอยู่ที่นี่อีกเล่า
ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใด เธอก็เชื่อว่าจะต้องมิได้เป็นเพราะค่ายกลนำส่งพัง หรือเขาไม่อยากขี่สัตว์อสูรบินได้อย่างแน่นอน
หลังจากนั้นซือหม่าโยวเย่ว์ก็ได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับเมืองฮวาและตำหนักว่านชิงจากผู้จัดการ ซึ่งผู้จัดการได้บอกเธออย่างละเอียด แต่เขาได้เพิ่มราคาขึ้นไปถึงสองเท่า
ในขณะเดียวกันกับที่ซือหม่าโยวเย่ว์รับทราบข้อมูลก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจว่าผู้จัดการผู้นี้มิใช่คนธรรมดา
“ผู้จัดการ ถ้าหากท่านต้องการจากไปพร้อมกับพวกเราในวันหน้า ข้าจะต้องเก็บค่าตอบแทนให้สูงๆ แน่” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดยิ้มๆ
เงินของเธอไม่ได้หามาง่ายๆ โดยเฉพาะผู้จัดการผู้นี้ ไม่ให้เงินไม่ขายข้อมูล สองร้อยศิลาวิญญาณขั้นกลางมิได้มากมายสำหรับเธอ แต่เธอไม่ชอบให้คนมาขูดรีดขูดเนื้อ
ผู้จัดการรู้ว่าซือหม่าโยวเย่ว์กำลังบอกว่าคิดเงินในราคาสูงเกินไป แต่เขาก็มิได้นำคำพูดที่บอกว่าจะไปพร้อมกับพวกเธอมาถือเป็นจริงเป็นจัง ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ที่นี่มานานพอแล้ว ระยะนี้ก็กำลังคิดถึงเรื่องที่จะจากไปอยู่พอดี
ซือหม่าโยวเย่ว์หมุนตัวเตรียมขึ้นไปชั้นบน เพิ่งจะหมุนกายก็เห็นหญิงสาวผู้หนึ่งพาคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาจากข้างนอก ซึ่งคนเหล่านั้นก็คือคนของสำนักพยัคฆ์สวรรค์ที่ถูกพวกซือ หม่าโยวเย่ว์โยนออกไปก่อนหน้านี้นั่นเอง
“ท่านเจ้าสำนัก พวกเขานี่แหละขอรับที่ไม่ยอมจ่ายค่าเข้าเมืองและค่าคุ้มครอง แล้วยังมาโยนพวกเราออกไปอีก เขาก็คือหนึ่งในนั้นขอรับ” คนของสำนักพยัคฆ์สวรรค์พูดพลางชี้ซือหม่าโย ยวเย่ว์
ซือหม่าโยวเย่ว์มองคนของสำนักพยัคฆ์สวรรค์พลางพูดในใจว่าพวกเขาค่อนข้างรวดเร็วเลยทีเดียว นี่เพิ่งจะผ่านไปเพียงครู่เดียวเท่านั้นก็ยกกำลังเสริมมาช่วยเสียแล้ว
หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าท่านเจ้าสำนักผู้นั้นไม่ได้โกรธ นางมองประเมินซือหม่าโยวเย่ว์ขึ้นๆ ลงๆ ท่าทางละโมบโลภมากนั้นทำเอาเธออดขมวดคิ้วมิได้