สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 452 อันตรายที่ใหญ่หลวงยิ่งขึ้น
แต่พวกเขายังไม่ทันได้ออกเดินทาง ก็มีคนกลุ่มหนึ่งออกมาจากเมืองฮวา โฉวเซี่ยวเทียนเห็นคนเหล่านั้นแล้วสีหน้าก็กลายเป็นหนักใจขึ้นมาในทันใด
“คนตระกูลเฟ่ยหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นสีหน้าเขาก็เดาได้แล้ว
“ใช่ คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะมากันได้รวดเร็วถึงเพียงนี้!” โฉวเซี่ยวเทียนกล่าว “ดูเหมือนพวกเขาจะเดาได้แล้วว่าพวกเราอยู่ที่สันเขาพยัคฆ์สวรรค์ แล้วเตรียมตัวจะไปหาพวกเราอยู่ที่เมือง งฮวา ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางส่งคนมากมายถึงเพียงนี้มายังเมืองเล็กจ้อยเช่นนี้หรอก”
ดูเหมือนว่าการที่พวกเขาออกมานั้นจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ค่ายกลนำส่งของสันเขาพยัคฆ์สวรรค์ได้รับการซ่อมแซมเรียบร้อย จากเมืองฮวาตรงเข้าไปยังเมืองหงผ่านค่ายกลนำส่งแล้วย่อม มหาตัวพวกเขาพบได้ทันที
คนตระกูลเฟ่ยล้อมรอบพวกเขาทั้งหมดเอาไว้อย่างรวดเร็ว ซือหม่าโยวเย่ว์มองดูคร่าวๆ อีกฝ่ายมีคนเกือบร้อยคนโดยประมาณ
“โฉวเซี่ยวเทียน พวกเจ้าอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วยสินะ!”บุรุษที่ดูท่าทางเหมือนชายวัยกลางคน สวมอาภรณ์สีแดงเข้มคนหนึ่งเดินเข้ามาจากด้านหลังแล้วเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองโฉวเซี่ยวเทียน
“ข้าก็นึกว่าสุนัขที่ไหน ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง เฟ่ยอู่!” โฉวเซี่ยวเทียนเอ่ย
“พรืด…” เมื่อพวกซือหม่าโยวเย่ว์ได้ยินชื่อของอีกฝ่ายก็หัวเราะพรืดออกมา
เฟ่ยอู่ สิ่งไร้ค่า…
“ตอนนี้พวกเจ้ายังหัวเราะออก อีกประเดี๋ยวพวกเจ้าก็จะไม่มีชีวิตอยู่ให้หัวเราะกันอีกต่อไปแล้ว” เฟ่ยอู่หัวเราะอย่างเย็นชาแล้วเอ่ยขึ้น
“เฟ่ยอู่ คราวก่อนทุบตีเจ้าจนบิดามารดาจำหน้าลูกมิได้ เจ้าทุ่มเทไปมากมายถึงเพียงนั้นกว่าจะหนีรอดไปได้ เหตุใดจึงพาตัวเองมาตายอีกรอบ” โฉวเซี่ยวเทียนขยี้แผลเป็นของอีกฝ่ายอย่าง ไม่ออมมือเลยแม้แต่น้อย
“เฮอะ เจ้าคิดว่าเจ้ายังจะหนีไปเหมือนคราวก่อนได้อีกหรือ” เฟ่ยอู่ถอนสายตาจากร่างพวกซือหม่าโยวเย่ว์ ก็แค่ระดับเทพขั้นต้นกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ไม่อยู่ในสายตาของเขาเลย
เขามองโฉวเซี่ยวเทียน การพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในคราวก่อนกดดันเขาอย่างหนัก จึงเอ่ยว่า “พวกเราสืบพบเรื่องที่พวกเจ้าซ่อนตัวอยู่ในสันเขาพยัคฆ์สวรรค์ตั้งนานแล้ว น่าเสียดายท ที่ค่ายกลนำส่งของที่นั่นพังไป ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าจะยังลอยหน้าลอยตาอยู่ได้เนิ่นนานถึงเพียงนี้หรือ เจ้ากับคนระยำผู้นี้คงถูกกำจัดไปนานแล้ว!”
เหลียนหงกำหมัดแน่น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกผู้อื่นเรียกว่าคนระยำ แต่เขาก็ไม่ได้โกรธมากนัก ตอนที่เขารู้ตัวตนของตัวเองอย่างแน่ชัด ก็เคยคิดเอาไว้แล้วว่าเหตุการณ์จะต้องเ เป็นเช่นนี้
“เจ้าบอกว่าข้าเป็นคนระยำ เจ้าก็เป็นเพียงแค่สุนัขรับใช้ของตระกูลเฟ่ยเท่านั้นแหละ!” เขาโต้กลับอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ
ตนเองสู้ชนะไม่ได้ ขอด่าให้สนุกปากสักหน่อยก็ยังดี
ซือหม่าโยวเย่ว์มองผู้คนรอบตัวแล้วพูดว่า “รีบจัดการรีบไปกันดีกว่า ยิ่งเนิ่นช้าออกไปก็ยิ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวพวกเราเองนะ”
โฉวเซี่ยวเทียนก็รู้ดี จึงพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “ลงมือเถิด”
“โอวหยาง เจ้ารับผิดชอบคุ้มครองท่านป้าก็พอแล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ส่วนคนอื่นๆ จงเรียกสัตว์อสูรเหนือเทพออกมาให้หมดแล้วลงมือพร้อมกัน”
พวกซือหม่าโยวหลินต่างเรียกสัตว์อสูรเหนือเทพของตนออกมา อย่างน้อยที่สุดต่างก็มีระดับสัตว์อสูรเหนือเทพขึ้นไปอย่างน้อยสองตน ยืนอยู่รอบกายพวกเขาแน่นขนัดไปหมด
คนตระกูลเฟ่ย โฉวเซี่ยวเทียน และเหลียนหงเห็นสัตว์อสูรเหนือเทพมากมายเช่นนี้ต่างก็ตกใจจนสะดุ้ง
ที่ดินแดนโบราณ น้อยนักที่จะมีใครครอบครองสัตว์อสูรเหนือเทพมากมายถึงเพียงนี้! ถ้าหากเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรวิเศษได้รู้ว่าสมาชิกเผ่าพันธุ์ตนถูกทำพันธสัญญา จะต้องนำพาความยุ่งยากมา าให้เป็นอย่างมาก ดังนั้นตามปกติแล้วทุกคนจึงมีสัตว์อสูรผูกพันธสัญญากันเพียงคนละตนสองตนเท่านั้น ผู้ที่มีมากมายถึงเพียงนี้นั้นพบเห็นได้ยากยิ่งจริงๆ
ซือหม่าโยวเย่ว์เรียกทั้งย่ากวง เจ้าวิหคน้อย เชียนอิน และเจ้าคำรามน้อยออกมา ส่วนเจ้าไก่ฟ้าและเสี่ยวเมิ่งไม่ได้ออกมา เก็บเอาไว้เป็นไพ่ไม้ตายในภายหลัง
เมื่อเห็นว่าเธอเพียงคนเดียวมีสัตว์อสูรเหนือเทพมากถึงสี่ตน โฉวเซี่ยวเทียนก็รู้สึกว่าเจ้าคนผู้นี้ล้ำเลิศอย่างแท้จริง ตนเองติดตามพวกเขาออกมานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
ถึงแม้ว่าเฟ่ยอู่จะพาคนมาเกือบร้อยคน แต่ส่วนใหญ่มีพลังยุทธ์ระดับเทพขั้นต้นและขั้นกลาง ส่วนตัวเขาเองที่มีพลังยุทธ์สูงหน่อย ก็เพิ่งจะถึงระดับสำนักเทพเท่านั้นเอง
พลังยุทธ์ของโฉวเซี่ยวเทียนก็เป็นระดับสำนักเทพเช่นเดียวกัน เมื่อการต่อสู้เริ่มต้นขึ้นทั้งสองก็เข้าประมือกัน ไปห้ำหั่นกันอยู่กลางอากาศ
มีคนตระกูลเฟ่ยบางคนที่มีสัตว์อสูรเหนือเทพ แต่ก็มีจำนวนค่อนข้างน้อย ส่วนคนอื่นๆ นั้นล้วนเป็นสัตว์อสูรเทพขั้นสุดยอด สู้พวกย่ากวงไม่ได้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีจำนวนคนมากก็ตาม การต่อสู้ระหว่างทั้งสองฝ่ายดำเนินไปเกือบหนึ่งชั่วโมงจึงสิ้นสุดลง พวกซือหม่าโยวเล่อยังได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยด้วย
หลังจากเก็บกวาดเรียบร้อย ซือหม่าโยวเย่ว์ก็พาพวกเขากระโดดขึ้นบนหลังเจ้าวิหคน้อยแล้วพูดว่า “พวกเรารีบไปจากที่นี่กันดีกว่า”
อ้างอิงจากที่โฉวเซี่ยวเทียนพูด มิอาจใช้การค่ายกลนำส่งได้แล้ว เช่นนั้นจึงได้แต่ขี่สัตว์อสูรบินได้ไปยังตำหนักว่านชิงแล้ว
ในขณะนี้มีคนออกมาจากในเมืองมากขึ้น พวกโฉวเซี่ยวเทียนจึงรีบกระโดดขึ้นบนหลังเจ้าวิหคน้อย เจ้าวิหคน้อยสยายปีกพาทุกคนจากไป
“นายน้อยซือขอรับ พวกเขามีสัตว์อสูรบินได้ จะทำเช่นไรดีขอรับ” เด็กรับใช้ผู้หนึ่งพูดกับบุรุษรูปโฉมหล่อเหลา
“พวกเราสะเพร่าเกินไปเอง” เฟ่ยซือมองดูคนที่ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ ด้วยสีหน้าดำทะมึนแล้วพูดว่า “กลับไปรายงานที่ตระกูลว่าโฉวเซี่ยวเทียนพาตัวคนระยำผู้นั้นออกมาแล้ว พวกเขาจะต้อง งไปที่ตำหนักว่านชิงอย่างแน่นอน ตลอดทางย่อมไม่กล้าเข้าเมืองและไม่กล้าใช้ค่ายกลนำส่งแน่ ให้คนของตระกูลคอยดักสังหารระหว่างทางเสีย”
“ขอรับ นายน้อยซือ”
“ยังมีอีก พวกเขามีสัตว์อสูรบินได้อยู่ อย่าลืมข้อนี้ไปเสียล่ะ” เฟ่ยซือกำชับ “นอกจากนี้จงส่งคนไปตรวจสอบว่าคนที่อยู่กับโฉวเซี่ยวเทียนเหล่านั้นเป็นใคร กล้าเป็นอริกับตระกูลเ เฟ่ย ทั้งยังมีสัตว์อสูรเหนือเทพอยู่ในครอบครองมากมายถึงเพียงนั้น จะต้องมิใช่บุคคลตัวเล็กๆ อย่างแน่นอน”
“ข้าน้อยเข้าใจแล้ว ข้าน้อยขอตัวก่อนนะขอรับ” เด็กรับใช้ผู้นั้นจากไป
เฟ่ยซือมองไปยังทิศทางที่พวกซือหม่าโยวเย่ว์จากไปพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตะโกนว่า “เด็กๆ มานี่ที”
“ขอรับ นายน้อยซือ” เด็กรับใช้สองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังก้าวออกมาข้างหน้า
“ส่งคนไปยังตระกูลวิหคสี่ปีกบอกว่ามีคนทำพันธสัญญากับราชาวิหคสี่ปีก ทั้งยังใช้มันเป็นพาหนะอีกด้วย นอกจากนี้จงแพร่ข่าวเรื่องที่พวกเขาครอบครองสัตว์อสูรผูกพันธสัญญาออกไปด้วย จ จะต้องแพร่ไปถึงตระกูลสัตว์อสูรวิเศษเหล่านั้นให้ได้นะ” เฟ่ยซือออกคำสั่ง
“ขอรับ นายน้อยซือ”
เฟ่ยซือมองออกไปไกลๆ บนใบหน้าเย็นชาไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ นึกอะไรขึ้นมาได้จึงหมุนตัวไปทางเข้าเมืองแล้วพูดว่า “ไปเผ่าพันธุ์เหยี่ยวนกเขา!”
โฉวเซี่ยวเทียนเห็นว่าไม่มีใครไล่ตามมาด้านหลังจึงค่อยถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “ขอบใจท่านมากนะ”
ถ้าหากไม่มีพวกเขา เกรงว่าทั้งตนและเหลียนหงเพิ่งจะออกมาก็คงถูกสังหารเสียแล้ว
เหลียนหงได้รับบาดเจ็บจึงกินยาวิเศษลงไปเม็ดหนึ่ง แล้วมองซือหม่าโยวเย่ว์ซาบซึ้งพลางเอ่ยว่า “ขอบคุณท่านมาก โยวเย่ว์”
“โยวเย่ว์ ที่แท้แล้วนี่มันเรื่องอะไรกันแน่” พวกเจ้าอ้วนชวีไม่รู้ว่าเหตุใดเพิ่งจะออกมาก็พบพานกับเรื่องเช่นนี้เสียแล้ว เมื่อครู่นางบอกว่าจะบอกพวกเขาระหว่างทางแต่ยังไม่ทัน นจากมาก็เกือบจะถูกฆ่าเสียแล้ว
ซือหม่าโยวเย่ว์เล่าเรื่องชาติกำเนิดของเหลียนหง เรื่องที่พวกโฉวเซี่ยวเทียนซ่อนตัวอยู่ที่สันเขาพยัคฆ์สวรรค์เพื่อหลบเลี่ยงการไล่ล่าสังหาร ทั้งยังมีเรื่องที่เขาลากพวกตนลงเร รือลำเดียวกันให้ฟังรอบหนึ่ง หลังจากฟังจบแล้วทุกคนต่างถลึงตาใส่โฉวเซี่ยวเทียน ด่าว่าเขาช่างไร้ปรานี เป็นเผ่าพันธุ์จิ้งจอกเฒ่า
“พวกท่านก็อย่าตำหนิท่านอาจารย์เลย เขาทำไปก็เพื่อข้า พวกท่านอยากตำหนิ ก็จงตำหนิข้าเถิด” เหลียนหงเห็นทุกคนโมโหไม่น้อยจึงเอ่ยขึ้น
“เหลียนหง ตัวเจ้าเองก็ไม่รู้ว่าออกมาแล้วจะต้องพบเจอกับเรื่องเช่นนี้ แล้วจะตำหนิเจ้าได้อย่างไรกันเล่า” ซือหม่าโยวเล่อกล่าว
ตอนพวกเขาอยู่ที่โรงเตี๊ยมโรงเตี๊ยมก็เคยสนทนากับเหลียนหง รู้ว่าเขาเป็นคนใสซื่อบริสุทธิ์คนหนึ่งจึงมิได้ตำหนิเขา
แต่พวกเขาตำหนิโฉวเซี่ยวเทียนไปก็ไม่มีประโยชน์ เจ้าคนผู้นั้นช่างหนังหน้าหนาเสียเหลือเกิน
กระนั้นพวกเขาก็รู้ดีว่าพวกโฉวเซี่ยวเทียนเองก็สิ้นไร้หนทางแล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงไม่อาศัยอยู่ที่เมืองหงเนิ่นนานถึงเพียงนั้นหรอก จะว่าไปแล้วสถานการณ์อันตรายของพวกเขาก็เกี่ยวข ข้องกับซือหม่าโยวเย่ว์ด้วย เพราะเธอซ่อมแซมค่ายกลนำส่งจนกลับมาใช้ได้ จึงทำให้พวกเขาจำเป็นต้องจากมา
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ ซือหม่าโยวเย่ว์ก็มิได้โมโหถึงขนาดนั้นแล้ว จึงเอ่ยถามว่า “ตอนนี้พวกเรากำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนกันหรือ”