สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 451 ถูกลากลงน้ำเสียแล้ว
ซือหม่าโยวเย่ว์มองโฉวเซี่ยวเทียนพลางพูดว่า “ในเมื่อมาถึงแล้ว พวกเราก็แยกกันตรงนี้เลยเถอะ”
“ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก” โฉวเซี่ยวเทียนกล่าว “ถึงอย่างไรสถานที่เป้าหมายของพวกท่านก็คือตำหนักว่านชิง เป้าหมายของพวกเราก็คือที่นั่นเช่นเดียวกัน มิสู้ร่วมทางกันไปดีกว่า คอยดูแลซึ งกันและกันระหว่างทางก็ดีเหมือนกันนะ”
“ข้ารู้สึกว่าการอยู่กับท่านย่อมมิใช่การดูแลซึ่งกันและกันอย่างแน่นอน” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม
“แต่มีข้าอยู่ พวกท่านก็จะเข้าสู่ตำหนักว่านชิงได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น มิฉะนั้นหากคิดอยากใช้ค่ายกลนำส่ง พวกท่านก็จะประสบปัญหามากมายเลยทีเดียว” โฉวเซี่ยวเทียนโบกพัดพลางยิ้ม มอย่างร้ายกาจราวกับหมาป่า
คนอื่นๆ ในตระกูลซือหม่ามองซือหม่าโยวเย่ว์ ไม่รู้ว่าเธอกับโฉวเซี่ยวเทียนกำลังคุยอะไรกันอยู่
“โยวเย่ว์ ถึงอย่างไรพวกเราก็ไปทางเดียวกันกับพวกเขา มิสู้ไปด้วยกันดีกว่านะ” เจ้าอ้วนชวีพูด
“แต่พวกเขาคือระเบิดเวลา” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
เอ่อ…
“ศิลากลสองก้อน” โฉวเซี่ยวเทียนเพิ่งเคยได้ยินคำว่าระเบิดเวลาเป็นครั้งแรก แต่ก็พอเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในนั้นอย่างคร่าวๆ
ซือหม่าโยวเย่ว์จ้องมองเขาพลางเอ่ยขึ้น “พวกเราสองคนไปสนทนากันตามลำพังดีกว่า”
“ได้สิ”
จากนั้นทั้งสองจึงเดินไปข้างๆ โฉวเซี่ยวเทียนติดตั้งข่ายมนตร์อันหนึ่งเอาไว้ ทุกคนเห็นได้เพียงแค่ว่าทั้งสองเจรจากันอยู่ข้างใน ในตอนแรกส่วนใหญ่โฉวเซี่ยวเทียนเป็นผู้พูด ส่วนซื อหม่าโยวเย่ว์นั้นเอาแต่ขมวดคิ้ว
“ท่านบอกว่าเหลียนหงเป็นหลานชายของประมุขตำหนักเมฆทะยานอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นบิดามารดาของเขาคือผู้ใดกัน” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“ประมุขตำหนักเมฆทะยานชื่อเหลียนเจ๋อ เป็นคุณชายรองของตระกูลเหลียนแห่งแคว้นหนึ่ง บิดาของเหลียนหงคือพี่ชายของเขา” โฉวเซี่ยวเทียนพูด
“มารดาเล่า”
“มารดาคือคุณหนูเชื้อสายข้างเคียงคนหนึ่งของตระกูลเฟ่ยซึ่งเป็นตระกูลคู่แค้นของตระกูลเหลียน” โฉวเซี่ยวเทียนเอ่ย “ตระกูลเฟ่ยไม่พอใจกับความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งคู่เป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังไม่ยอมรับลูกคนนี้ของเหลียนหงอีกด้วย จึงได้ส่งคนมาตามสังหารเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้”
“ดังนั้นท่านจึงได้พาเขาไปยังสันเขาพยัคฆ์สวรรค์ ทั้งยังทำค่ายกลนำส่งพังด้วยอย่างนั้นหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดอย่างแน่ใจ
“สันเขาพยัคฆ์สวรรค์เป็นสถานที่ที่ไม่สะดุดตาในแคว้นหนึ่ง พวกเขาไม่มีทางคิดถึงว่าพวกเราจะอยู่ที่นั่นแน่ เมื่อไม่มีค่ายกลนำส่ง และภายนอกยังมีเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรวิเศษโอบล้อมอยู ด้วย คนทั่วไปจึงไม่มีทางหาที่นี่พบ” โฉวเซี่ยวเทียนมิได้ปฏิเสธ
“แต่ก็มีคนที่สร้างอุโมงค์ทางเดินห้วงมิติมาตรงๆ เลยก็ได้นี่” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
อย่างเช่นมารเฒ่าและอูหลิงอวี่เป็นต้น
เมื่อนึกถึงอูหลิงอวี่ เธอจึงคิดขึ้นได้อย่างฉับพลันว่ามิใช่ทุกคนจะเปิดอุโมงค์ทางเดินห้วงมิติได้หมด ความสามารถนี้อย่างน้อยก็ต้องอยู่เหนือกว่าระดับเทพขึ้นไป หรือว่าเขาบรร รลุระดับเทพตั้งแต่อายุยังน้อยแล้ว
โฉวเซี่ยวเทียนไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ จึงพูดต่อไปว่า “คนตระกูลเฟ่ยที่เปิดอุโมงค์ทางเดินได้เหล่านั้นไม่มีทางมาร่วมในเรื่องนี้ด้วยหรอก”
“เพราะเหตุใดกัน”
“เท่าที่ข้ารู้ เรื่องนี้เป็นฝีมือของคุณชายผู้หนึ่งของตระกูลเฟ่ย เขาเคยชอบพอมารดาของเหลียนหงมาก่อน” โฉวเซี่ยวเทียนกล่าว
“พูดเช่นนี้ก็หมายความว่าพวกเรามิได้เป็นอริกับทั้งตระกูลเฟ่ยแล้วน่ะสิ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “เช่นนั้นตระกูลเฟ่ยกับตระกูลเหลียนมีภูมิหลังเป็นเช่นไรกันหรือ”
“เป็นรองเพียงแค่ขุมอำนาจอย่างตำหนักว่านชิงเท่านั้นแหละ” โฉวเซี่ยวเทียนกล่าว
“พรึ่บ…” ซือหม่าโยวเย่ว์ถลึงตาใส่โฉวเซี่ยวเทียนอย่างแรง “นี่ท่านกำลังวางกับดักข้า หรือกำลังวางกับดักข้ากัน ขุมอำนาจใหญ่โตถึงเพียงนั้น ท่านก็ยังลากข้าลงเรือลำเดียวกันอีกอย ย่างนั้นหรือ ไม่ได้การแล้ว ไม่ไปกับพวกท่านดีกว่า อันตรายเกินไปแล้ว”
“พวกท่านลงเรือลำเดียวกันมาเรียบร้อยแล้ว” โฉวเซี่ยวเทียนพูดพลางยิ้มตาหยี “พวกท่านปรากฏตัวขึ้นที่ด้านนอกเมืองฮวาพร้อมกันกับพวกเรา ด้วยอิทธิพลยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้นของตระกูลเฟ่ย พวกเขาย่อมได้รับข่าวแล้วอย่างแน่นอน ต่อให้พวกท่านแยกตัวจากข้าตอนนี้ พวกท่านก็ไม่มีทางหนีรอดจากการไล่ล่าของตระกูลเฟ่ยอยู่ดี เจ้านั่นเป็นปะมุขประเภทที่จะฆ่าผิดตัวพันคน แ แต่ไม่ยอมปล่อยให้พลาดคนคนเดียวไปหรอก”
ซือหม่าโยวเย่ว์พูดอย่างจนใจว่า “พวกเราเป็นเพียงแค่คนตัวเล็กๆ ที่มาจากโลกเบื้องล่างเท่านั้นเอง ท่านจะมาลากพวกเราไปตายด้วยทำไมกัน”
“ไม่ มีพวกท่านอยู่ด้วยพวกเราถึงจะมีชีวิตรอดต่อไปได้” โฉวเซี่ยวเทียนกล่าว “หลายปีมานี้ข้าพยายามหาโอกาสให้เหลียนหงและเหลียนเจ๋อได้มารู้จักกันอยู่ตลอด แต่เพียงแค่ข้าไปจากสั นเขาพยัคฆ์สวรรค์ ก็จะตระกูลเฟ่ยไล่ล่า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องไปหาเหลียนเจ๋อที่เมืองว่านชิงเลย”
“พวกเราเป็นเพียงแค่ระดับเทพกลุ่มหนึ่งเท่านั้น หากไปด้วยก็จะต้องเป็นตัวถ่วงอย่างแน่นอน ท่านลากพวกเราไปด้วยก็ไม่มีประโยชน์หรอก” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ไม่แน่ว่าความจริงท่านอาจ จเดินทางไปได้ถึงสองเมือง แต่ปรากฏว่าไปได้เพียงแค่เมืองเดียวเท่านั้น”
“ช่วยไม่ได้ ท่านเป็นเดิมพันสุดท้ายของข้านี่” โฉวเซี่ยวเทียนเอ่ย “ถ้าหากพลาดพวกท่านไป ไม่รู้ว่าพวกเราจะยังอยู่ที่สันเขาพยัคฆ์สวรรค์ได้อีกนานสักเท่าใด ตระกูลเฟ่ยสังเกตเห็นส สันเขาพยัคฆ์สวรรค์แล้ว ต่อให้ไม่อยู่ด้วยกันกับพวกท่าน พวกเราก็คิดจะไปจากที่นี่อยู่ดี นอกจากนี้ข้าเชื่อว่ามีพวกท่านอยู่ พวกเราถึงจะพอมีความหวังอยู่เล็กน้อย”
“ท่านวางแผนกับพวกเราไว้แล้วนี่” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดด้วยสีหน้าเย็นชา
“ขอโทษด้วย แต่พวกเราก็หมดหนทางแล้ว” โฉวเซี่ยวเทียนกล่าว “นอกจากรับปากจะมอบสิ่งตอบแทนให้ท่านแล้ว ข้ายังติดค้างน้ำใจท่านหนหนึ่งด้วย”
ซือหม่าโยวเย่ว์ปวดหัวอยู่บ้าง เธอแค่คิดอยากจะไปที่แคว้นกลางเพื่อช่วยเป่ยกงถังช่วยเหลือมารดาและน้องชายออกมาเท่านั้น เหตุใดจึงมาพบจิ้งจอกที่แสนวุ่นวายเช่นนี้เข้าได้เล่า
“ท่านมีความสัมพันธ์เช่นไรกับพวกเขาหรือ บิดามารดาของเขาเล่า”
“ข้าเป็นพี่น้องกับบิดาเขา บิดาของเขาตายไปแล้ว ข้าจะไม่สนใจคำฝากฝังก่อนตายก็ไม่ได้” โฉวเซี่ยวเทียนเอ่ย
“เพียงแค่พาพวกท่านไปถึงตำหนักว่านชิงก็ใช้ได้แล้วใช่หรือไม่” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“ถูกต้อง” โฉวเซี่ยวเทียนพยักหน้า
“ศิลากลสี่ก้อน บวกกับติดค้างน้ำใจคราหนึ่ง” ขณะนี้ซือหม่าโยวเย่ว์เรียกราคาอย่างไม่เกรงใจอีกต่อไปแล้ว
“สามก้อน กับติดค้างน้ำใจคราหนึ่ง ข้าเหลืออยู่เพียงแค่สามก้อนแล้ว” โฉวเซี่ยวเทียนพูด
ซือหม่าโยวเย่ว์จ้องมองโฉวเซี่ยวเทียนอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะพูดอย่างไม่พอใจว่า “ตกลง! จ่ายค่าจ้างล่วงหน้านะ”
เหมือนดังที่เขาพูด พวกเขาปรากฏตัวขึ้นที่ด้านนอกเมืองฮวาด้วยกัน ตระกูลเฟ่ยย่อมได้รับข่าวอย่างแน่นอน พอถึงตอนนั้นตนก็ยากจะหลีกเลี่ยงจุดจบที่ถูกไล่ล่า มิสู้พาพวกเขาไปด้วยกัน ยังอาจจะพอทำกำไรได้บ้าง
โฉวเซี่ยวเทียนหยิบศิลากลก้อนหนึ่งออกมา ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับก่อนหน้านี้
ซือหม่าโยวเย่ว์หยิบเอาศิลากลมาตรวจดูรอบหนึ่งก่อนจะเก็บเข้าไปภายในเจดีย์วิญญาณแล้วถามว่า “ท่านไปได้ศิลากลก้อนใหญ่ถึงเพียงนี้มาจากที่ไหนกัน”
“มีโอกาสได้มาสี่ก้อนโดยบังเอิญน่ะ” โฉวเซี่ยวเทียนเอ่ยตอบ
“ความจริงแล้วข้าใคร่รู้ในตัวตนของท่านเป็นอย่างยิ่งมาโดยตลอด” ซือหม่าโยวเย่ว์มองโฉวเซี่ยวเทียน “ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าท่านเป็นคนของตำหนักว่านชิง แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ ที แท้แล้วท่านมีตัวตนเช่นไรกันแน่”
“ข้ามาจากแคว้นกลางแล้วมาพัวพันกับเรื่องนี้เข้าโดยบังเอิญน่ะ” โฉวเซี่ยวเทียนพูด
“แล้วท่านไม่ลองติดต่อกับสำนักของท่านหรือคิดหาหนทางกลับไปเลยหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์ไม่เข้าใจ
“ท่านเพิ่งมาถึงดินแดนแห่งนี้ ยังไม่คุ้นเคยกับเรื่องราวที่เขตรอบนอกนี่หรอก” โฉวเซี่ยวเทียนพูด “ค่ายกลนำส่งที่นี่มิอาจใช้งานส่งเดชได้ และดูเหมือนว่าทุกเมือง ทุกสำนักวิชาจะ ะมีคนของตระกูลเฟ่ยอยู่ทั้งสิ้น พวกเขาครอบครองค่ายกลนำส่งที่มีอยู่ทั้งหมด แล้วข้าจะกลับแคว้นกลางไปได้อย่างไรกัน”
ซือหม่าโยวเย่ว์นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้อย่างฉับพลัน จึงร้องว่า “เช่นนั้นพวกเราก็ใช้ค่ายกลนำส่งไม่ได้แล้วอย่างนั้นหรือ”
เมื่อเห็นโฉวเซี่ยวเทียนพยักหน้า เธอก็แทบจะอดใจไม่ให้เข้าไปชกเขาแรงๆ สักทีหนึ่งมิได้ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าตนได้ศิลากลมาเพียงแค่สามก้อน เป็นความสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่เลยทีเดี ยว!
พวกเขาสนทนากันอยู่ภายในข่ายมนตร์ราวครึ่งชั่วโมงจึงค่อยออกมา โฉวเซี่ยวเทียนยิ้มอย่างสดใสอยู่ตลอด ส่วนซือหม่าโยวเย่ว์นั้นมีอารมณ์หดหู่อยู่พอสมควร
“พวกเรารีบออกเดินทางกันเร็วหน่อยดีกว่า ไม่อย่างนั้นหากคนตระกูลเฟ่ยตามล่าคงลำบากแย่” โฉวเซี่ยวเทียนพูดกับทุกคน
คนตระกูลซือหม่ามองซือหม่าโยวเย่ว์ เธอโบกไม้โบกมือพลางเอ่ยว่า “ข้าค่อยเล่าเรื่องราวให้พวกเจ้าฟังระหว่างทาง พวกเราออกเดินทางกันก่อนเถิด”