สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 470 รวมตัว
ตระกูลเฟ่ยและเผ่าพันธุ์เหยี่ยวนกเขาสูญเสียอย่างสาหัสในการต่อสู้คราวนี้ จึงไม่กล้าเข้าโจมตีตระกูลเหลียนอีกในระยะเวลาอันสั้น
นอกจากนี้พวกเจ้าวิหคน้อยยังเข้าร่วมในการต่อสู้คราวนี้ด้วย ตอนที่เหยี่ยวนกเขาเคลื่อนกำลังพลจำนวนไม่น้อยมุ่งหน้าไปยังตระกูลเหลียน เจ้าวิหคน้อยก็ได้พาวิหคสี่ปีกและเผ่าพันธุ์นก กอื่นๆ ไปกวาดล้างรังเดิมของเผ่าพันธุ์เหยี่ยวนกเขาอีกด้วย
ราชาเหยี่ยวนกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าวิหคน้อยจะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ติดต่อเผ่าพันธุ์นกได้มากมายในระยะเวลาอันสั้น สังหารพวกตนชนิดที่มิอาจรับมือได้ทัน
และสิ่งที่เขาวางแผนเอาไว้แต่แรกก็คือหลังจากช่วยเหลือตระกูลเฟ่ยแล้วค่อยติดต่อเผ่าพันธุ์นกภายใต้บัญชาของตนเหล่านั้นให้มายึดอำนาจเจ้าวิหคน้อย ดังนั้นตอนที่เจ้าวิหคน้อยพาคนไป ปล้างบางพวกเขานั้นกำลังของทั้งสองฝ่ายจึงแตกต่างกันอย่างมหาศาล นั่นจึงกลายเป็นการต่อสู้ที่ไม่ต้องคิดถึงผลเลย
เมื่อเผ่าพันธุ์เหยี่ยวนกเขาพ่ายแพ้ เผ่าพันธุ์นกทั้งหลายที่ราชาเหยี่ยวนกเขาได้ติดต่อเอาไว้ก่อนหน้าต่างก็ไม่กล้ามีความคิดต่อต้าน ทยอยกันมาคารวะเจ้าวิหคน้อย ยอมศิโรราบต่อเขา เ เรื่องที่เดิมทีคิดว่าจะต้องใช้เวลายาวนานอย่างยิ่งก็สิ้นสุดลงเช่นนี้เอง
ตอนที่ซือหม่าโยวเย่ว์ได้รู้ข่าวนี้ก็เป็นเวลาหลายวันต่อมา ตอนนั้นเธอกำลังย่างเนื้อนกอยู่ เมื่อได้ยินสิ่งที่เผิงหรงรายงานก็ตกตะลึงไป จากนั้นจึงยิ้มอย่างดีใจแล้วเอ่ยว่า “ “มา วันนี้พวกเรามาจัดงานเลี้ยงกัน งานเลี้ยงเนื้อนกล้วน!”
“เช่นนั้นวันนี้พวกเราก็มีลาภปากเสียแล้วสิ” โฉวเซี่ยวเทียนพูดอยู่ข้างๆ อย่างมีความสุข
หลังจากที่พวกเขาได้กินอาหารฝีมือซือหม่าโยวเย่ว์เมื่อสองวันก่อน เขาถึงได้รู้สึกว่าอาหารที่กินมาก่อนหน้านี้นั้นล้วนเสียเปล่าทั้งสิ้น นี่สิถึงจะเรียกว่าอาหารเลิศรส! ตอนนี้เม มื่อได้ยินซือหม่าโยวเย่ว์บอกว่าเป็นงานเลี้ยงเนื้อนกล้วน เพียงแค่ได้ฟังก็น้ำลายไหลแล้ว
เมื่อเผิงหรงกับวิหคสี่ปีกอีกสองตนได้กินเนื้อเหยี่ยวนกเขาในตอนแรก ก็ยังรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง แต่หลังจากได้ชิมไปสองคำแล้วก็เกิดชอบใจในรสชาติเช่นนั้นขึ้นมา ทั้งยังม มีความรู้สึกที่พลังวิญญาณอ่อนๆ โคจรอยู่ภายในร่างกายอีกด้วย
ดังนั้นเมื่อได้ยินว่ามีงานเลี้ยงเนื้อนกล้วน พวกเขาก็ไม่สบายใจอยู่เพียงชั่วครู่สุดท้ายก็เข้าร่วมกับทุกคนด้วย
งานเลี้ยงเนื้อนกล้วนเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนจึงลงมืออย่างอดใจไม่ไหว โอวหยางเฟยกัดน่องนกหนึ่งในสิบอันแล้วพูดอย่างพึงพอใจว่า “ถ้าหากพวกเจ้าอ้วนได้รู้ว่าพวกเรากินข ของอร่อยกันมากมายเช่นนี้คงต้องตีอกชกหัวอย่างแน่นอน”
“ข้าว่าคงเป็นเช่นนั้นแหละ” เป่ยกงถังนึกถึงท่าตีอกชกหัวของเจ้าอ้วนชวีแล้วหัวเราะออกมา
โฉวเซี่ยวเทียนแย่งชิงกับทุกคนอย่างมีความสุข ในภายหน้าเมื่อตนกลับไปยังแคว้นกลางแล้วอาจจะไม่ได้กินของอร่อยเช่นนี้อีกแล้วก็เป็นได้
เสียงแย่งชิงอาหารและเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขภายในลานบ้านดังออกไป ทำให้ทหารรับใช้และสาวใช้ที่ผ่านทางมาอิจฉาไม่น้อยเลย
ผ่านไปอีกสองวัน พวกซือหม่าโยวเย่ว์ก็กล่าวลาคนตระกูลเหลียน ก่อนจะไปหาพื้นที่โล่งแจ้งนอกเมือง ใช้เวลาอยู่หนึ่งวันก็สร้างค่ายกลนำส่งแบบใช้ครั้งเดียวอันหนึ่งขึ้นมาได้สำเร ร็จ ทุกคนเพิ่งจะเข้าไปยืนในค่ายกลนำส่ง ขณะที่กำลังเตรียมตัวจะใส่พลังวิญญาณเข้าไปข้างในเพื่อกระตุ้นค่ายกลอยู่นั้นเอง ซือหม่าโยวเย่ว์ก็ได้ยินอะไรบางอย่าง มือจึงหยุดชะงักลง พลังวิญญาณที่เพิ่งรวบรวมขึ้นก็สลายไป
“ทำไมหรือ” เป่ยกงถังถาม
ซือหม่าโยวเย่ว์เดินออกมาจากค่ายกลแล้วพูดว่า “พวกเราไม่ต้องไปแล้วล่ะ พวกเจ้าวิหคน้อยมาถึงเมืองไท่แล้ว”
ทุกคนออกมาจากค่ายกล ซือหม่าโยวเย่ว์เก็บวัสดุสร้างค่ายกลเหล่านั้นขึ้นมาอีกครั้ง การสร้างใช้เวลาหนึ่งวัน ส่วนการเก็บใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เธอเพิ่งเก็บกวาดเสร ร็จเรียบร้อย เจ้าวิหคน้อยก็พาพวกซือหม่าเลี่ยเข้ามา
“เจ้านาย”
“น้องห้า”
“โยวเย่ว์”
“เป่ยกง”
“…”
เมื่อเห็นพวกซือหม่าโยวเย่ว์ เจ้าอ้วนชวีที่อยู่บนหลังเจ้าวิหคน้อยจึงโบกมือมาทางพวกเขา พอทุกคนลงมากันหมดแล้ว เจ้าวิหคน้อยจึงแปลงร่างกลายเป็นนกน้อยสีทองบินถลาเข้ามาหาซือห หม่าโยวเย่ว์
“เจ้านาย เจ้าวิหคน้อยคิดถึงท่านจะแย่อยู่แล้ว”
“เจ้าเป็นถึงราชาวิหคแล้ว ยังเอาแต่ใจตัวเองอยู่อีก” ซือหม่าโยวเย่ว์ยื่นมือไปเคาะหัวเจ้าวิหคน้อยทีหนึ่ง
เจ้าวิหคน้อยนึกถึงสถานะของตนขึ้นมาได้ จึงหันไปมองวิหคสี่ปีกที่ติดตามมาเหล่านั้นแล้วลอบถอนหายใจอยู่ในใจก่อนจะลงมาจากร่างซือหม่าโยวเย่ว์แล้วแปลงเป็นร่างมนุษย์
“เหตุใดพวกเจ้าจึงมาที่นี่เล่า” ซือหม่าโยวเย่ว์เห็นทุกคนมากันหมดจึงเอ่ยถามขึ้น
“จัดการเรื่องสำคัญเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว เรื่องที่เหลือก็ยกให้พวกเผิงเฟิงไปจัดการกันแล้ว เจ้าวิหคน้อยเป็นราชาที่วางมือ บอกว่าอยากกลับมาอยู่ข้างกายเจ้า พวกเราก็เลยตามมาด้ วย” ซือหม่าโยวหรานพูดอธิบาย
“พวกเจ้าไม่กลับไปแล้วหรือ” เป่ยกงถังถามอย่างตกใจ
“ไม่กลับไปแล้วล่ะ” เจ้าวิหคน้อยพูด “ข้าให้เผิงเฟิงกับผู้อาวุโสตระกูลอีกสองท่านจัดการธุระเหล่านั้น ข้าก็ไม่ได้ชอบมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว บุกฝ่าใต้หล้ากับเจ้านายดีกว่ามากนัก”
“แล้วพวกเขาเล่า” ซือหม่าโยวเย่ว์มองพวกเผิงจิ่วเอ๋อร์ที่ติดตามมาด้วยพลางเอ่ยถามขึ้น
“ท่านแม่กับผู้อาวุโสตระกูลบอกว่าข้ามีสถานะอันทรงเกียรติ ในเมื่อข้าอยากจะจากไป ถึงอย่างไรก็ต้องส่งคนมาคุ้มครองข้าด้วย ท่านแม่ก็เลยพาคนมาน่ะ” เจ้าวิหคน้อยพูดอย่างจนใจ “ข้า าคิดว่าถึงอย่างไรแค่โยนพวกเขาเข้าไปไว้ในเจดีย์วิญญาณก็ไม่เป็นปัญหาแล้ว จึงได้ยอมตามนั้น เจ้านายจงวางใจเถิด พวกเขาทำพันธสัญญาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของข้า ย่อมไม่มีทางแพร่ข่าว เรื่องเจดีย์วิญญาณออกไปอย่างแน่นอน”
ซือหม่าโยวเย่ว์เข้าใจดีว่าสถานะเช่นเจ้าวิหคน้อย จะต้องตกเป็นเป้าของเผ่าพันธุ์อื่นอย่างแน่นอน เมื่อออกมาจากตระกูลจึงจำเป็นต้องมีคนคอยคุ้มครอง และพลังยุทธ์ของเธอในตอนนี้ก็ ต่ำต้อยนัก มีคนคอยคุ้มครองเขาก็ดีเหมือนกัน
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าก็พาพวกเขาเข้าไปในเจดีย์วิญญาณเถิด” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดพลางพาทุกคนเข้าไปภายในเจดีย์วิญญาณ
เผิงจิ่วเอ๋อร์และวิหควิวัฒน์ร่างอีกสิบกว่าตนที่ติดตามมาด้วยต่างมีระดับขั้นสูงส่งทั้งสิ้น ทั้งยังนับได้ว่าวิสัยทัศน์กว้างไกล แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ เมื่อเผชิญกับทิวทัศน์ที่แป ปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน พวกเขาก็ยังตกตะลึงอยู่ดี
เจ้าวิหคน้อยเข้าไปอธิบายให้พวกเขาฟังในทันที บอกพวกเขาว่าที่นี่จะเป็นสถานที่ที่พวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่ต่อจากนี้ไป หลังจากนั้นจึงพาพวกเขาเข้าไปร่วมวงด้วย
ที่ยอดเขาแห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่พักอาศัย พวกเผิงจิ่วเอ๋อร์ก็เห็นเพลิงชาด สิบกว่าคนนั้นจึงรีบเข้าไปคารวะเขาทันที
เพลิงชาดได้รู้ว่าพวกเขามาคุ้มครองเจ้าวิหคน้อย และจะมาใช้ชีวิตที่นี่ต่อจากนี้ไป เขาจึงพยักหน้าอย่างเฉยชาโดยไม่พูดอะไร แล้วหลับตาลงบำเพ็ญต่อไป
ตั้งแต่ซือหม่าโยวเย่ว์ถูกเผิงเฟิงทำร้ายในตอนนั้น เขาก็มิได้เข้าสู่ห้วงนิทราเพื่อฟื้นฟูอาการบาดเจ็บอีกเลย หากแต่ฝึกยุทธ์อยู่ภายในเจดีย์วิญญาณ เผื่อว่าจะเกิดเรื่องเช่นนั้น ขึ้นอีก
ซือหม่าโยวเย่ว์และพวกซือหม่าเลี่ยพักผ่อนอยู่ด้วยกัน แล้วเล่าเรื่องหลังจากที่แยกจากกันไปแล้วให้อีกฝ่ายฟัง จากนั้นจึงตัดสินใจให้พวกเจ้าอ้วนชวีพักอยู่ในเจดีย์วิญญาณต่อไป ให ห้ผู้อื่นคิดว่าพวกเขามิได้มาด้วย
“พี่โยวเย่ว์ คราวก่อนราชานกตัวหนึ่งบอกว่าได้กลิ่นอันคุ้นเคยจากบนร่างกายข้า” เสี่ยวถูพูด “บอกว่าเป็นไปได้ที่ข้าจะมีความเกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์ทิพย์เผ่าพันธุ์หนึ่งในแดนชั้น นกลาง”
ซือหม่าโยวเย่ว์นิ่งงันไป แล้วนึกถึงสายโลหิตสัตว์อสูรวิเศษในกายเสี่ยวถูขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามว่า “รู้หรือไม่ว่าเป็นเผ่าพันธุ์ใด”
“วานรเนตรทอง”
ที่แท้สายโลหิตสัตว์อสูรวิเศษในกายเสี่ยวถูก็คือวานรเนตรทองอย่างนั้นหรือ
ซือหม่าโยวเย่ว์รู้สึกพรั่นพรึงในใจอย่างหาใดเปรียบ เพราะวานรเนตรทองนี้เป็นถึงทายาทของสัตว์อสูรเทพโบราณ สถานะในเหล่าสัตว์อสูรวิเศษนั้นเทียบเคียงได้กับเผ่าพันธุ์วิหคเพลิง งเลยทีเดียว เป็นสิ่งมีชีวิตซึ่งไม่มีผู้ใดกล้ายั่วยุที่แดนศูนย์กลาง นอกจากนี้พวกเขายังตัดขาดจากมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง แล้วมาให้กำเนิดบุตรกับมนุษย์ได้อย่างไร นอกจากนี้ยังพลัดถิ่นไ ไปยังดินแดนอี้หลิน จนกลายเป็นตระกูลแห่งหนึ่งอีกด้วยหรือ
ถ้าหากพวกเขาได้รู้ว่าเสี่ยวถูมีตัวตนอยู่ ไม่รู้ว่าจะมีปฏิกิริยาเช่นไรบ้าง แต่เธอคาดการณ์ว่าความเป็นไปได้ที่จะไม่ยอมรับนั้นมีมากกว่า นอกจากนี้ด้วยอุปนิสัยเย่อหยิ่งของพวกเขาแล้ ว กลัวแต่ว่าจะสังหารเสี่ยวถูเพื่อขจัดมลทินของเผ่าพันธุ์พวกเขา
เธอตัดสินใจแน่วแน่อยู่ในใจแล้วว่าก่อนที่จะแน่ใจในจุดยืนของวานรเนตรทอง ก็ไม่มีทางให้เสี่ยวถูได้สัมผัสกับพวกเขาแน่