สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 469 ตักตวงผลประโยชน์
เมื่อได้ยินว่าวิหคสี่ปีกจะร่วมมือกับตระกูลเหลียน ฮวาน่งอิ่งจึงสบายใจขึ้น เมื่อเห็นซือหม่าโยวเย่ว์มองบุตรชายตนจึงเอ่ยว่า “ข้าขอแนะนำสักหน่อย นี่คือเหลียนเจ๋อ บุตรชายคนรอ องของข้า นี่คือซือหม่าโยวเย่ว์”
“เจ้าตำหนักของตำหนักว่านชิงและตำหนักเมฆทะยานหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดอย่างประหลาดใจอยู่บ้าง
“เป็นจริงตามนั้น ได้ยินมาว่าเจ้าช่วยเหลือบุตรชายของพี่ใหญ่ข้าเอาไว้ ขอบคุณเจ้ามากนะ” เหลียนเจ๋อประสานหมัดคารวะ
ซือหม่าโยวเย่ว์คิดไม่ถึงว่าเหลียนเจ๋อเยาว์วัยถึงเพียงนี้ก็เป็นถึงเจ้าตำหนักแห่งตำหนักเมฆทะยานแล้ว หากเขามิได้มีพรสวรรค์เหนือผู้ใดก็ต้องมีความสามารถโดดเด่นเหนือผู้คนแล้ว
“เจ้าตำหนักเหลียนอย่าได้เกรงใจไปเลย” เธอพูดด้วยรอยยิ้ม “เหตุใดท่านจึงไม่เข้าไปหารือธุระข้างในเล่า”
“ข้าเข้าไปไม่ได้หรอก” เหลียนเจ๋อพูด “ตอนนี้ข้าเป็นเจ้าตำหนักว่านชิง คราวนี้กลับมาโดยบังเอิญ ตามกฎของตำหนักว่านชิง ถ้าหากกลับมาอย่างเป็นส่วนตัว ก็มิอาจมาทำธุระในนามของสำนัก ได้ ถ้าหากข้าอยากจะข้องเกี่ยวกับธุระของตระกูล ก็ยังต้องกลับสำนักไปขอกับท่านเจ้าตำหนักก่อน”
เอ่อ…
สิ่งนี้ก็เพื่อป้องกันมิให้ศิษย์ในสำนักอาศัยชื่อของสำนักไปทำเรื่องเลวทรามมิใช่หรือ แต่เช่นนี้ก็ออกจะผิดธรรมชาติมนุษย์ไปหน่อยกระมัง!
แต่นี่ก็มิได้เกี่ยวข้องกับเธอสักเท่าใดนัก เธอจึงไม่ได้สนใจเรื่องนี้ต่อไปอีก
“ท่านเจ้าตำหนักเหลียน ข้ามีบางเรื่องที่อยากขอคำชี้แนะจากท่าน ไม่ทราบว่าท่านพอจะสะดวกหรือไม่”
“ขอเพียงแค่เหลียนเจ๋อตอบเจ้าได้ ย่อมได้ทั้งสิ้น” เหลียนเจ๋อเอ่ยตอบ นัยยะที่ซ่อนอยู่ก็คือสิ่งที่มิอาจตอบเจ้าได้ ต่อให้เจ้าถามก็ไม่มีทางบอกเจ้าแน่
ซือหม่าโยวเย่ว์จะฟังความหมายของเขาไม่ออกได้อย่างไร จึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “สิ่งที่ข้าถามนั้นท่านย่อมตอบได้อย่างแน่นอน อันที่จริงข้าอยากถามว่าถ้าหากพวกเราอยากไปที่แดนชั้นกล ลาง ก็ได้แต่ไปอาศัยค่ายกลนำส่งของตำหนักว่านชิงเท่านั้นใช่หรือไม่”
“ก็ไม่แน่เสมอไปหรอกนะ” เหลียนเจ๋อพูด “ความจริงแล้วแคว้นหนึ่งก็มีค่ายกลนำส่งของสำนักหลายแห่งที่ส่งตัวไปยังแคว้นอื่นๆ ได้ เพียงแต่เมื่อเทียบกันแล้วของตำหนักว่านชิงใกล้กว ว่า นอกจากนี้ค่ายกลนำส่งยังใหญ่และเสถียรที่สุดอีกด้วย”
“เช่นนั้นถ้าหากอยากใช้ค่ายกลนำส่ง จะต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้างหรือไม่”
“ไม่ต้องเลย แค่ต้องจ่ายมณีผลึกในจำนวนที่แน่นอนเท่านั้น” เหลียนเจ๋อกล่าว “ถ้าหากเจ้าอยากใช้ค่ายกลนำส่ง ข้าจะยกเว้นค่าใช้จ่ายให้เจ้าก็ได้ นอกจากนี้ยังไม่ต้องต่อแถวด้วย”
“ต่อแถวหรือ”
“เพราะมีผู้คนที่อยากออกไปข้างนอกมากมายเหลือเกิน จะต้องมารับบัตรลำดับหมายเลขล่วงหน้าอย่างน้อยครึ่งเดือน ถ้าหากไปที่นั่นเลยก็มิอาจเดินทางได้หรอก” เหลียนเจ๋อพูดอธิบาย
“ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “เช่นนั้นพอถึงเวลาก็ขอรบกวนเจ้าตำหนักเหลียนด้วยแล้วกัน”
“พูดได้ดี”
“ข้ายังมีธุระต้องไปจัดการอีก ขอตัวก่อนละ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดแล้วประสานหมัดคำนับฮวาน่งอิ่งและเหลียนเจ๋อก่อนจะจากมา
พอกลับไปถึงเรือน พวกเขาก็ยังคงอยู่ในศาลาพักร้อน
เมื่อเห็นเธอกลับมา เหลียนหงจึงถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง”
“เผิงหรงอยู่หารือรายละเอียดกับพวกเขาต่อน่ะ” ซือหม่าโยวเย่ว์เดินเข้าไปแล้วพูดว่า “ตอนนี้เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลอีกแล้วนะ”
“ขอบคุณท่านมาก” เหลียนหงพูดอย่างซาบซึ้ง
“ตอนนี้พวกเราไม่กลับกันแล้วสินะ” เป่ยกงถังถาม
“อืม รอให้เรื่องนี้เสร็จสิ้นลงแล้วพวกเราค่อยกลับไปกัน” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ตอนนี้ยังไม่รู้สถานการณ์โดยละเอียดของพวกเขาเลย รอให้การหารือสิ้นสุดลงแล้วค่อยว่ากันเถิด”
“ได้สิ”
ในเวลาต่อมา ทุกคนต่างบำเพ็ญเพื่อรวบรวมพื้นฐานของตนให้แข็งแกร่ง ซือหม่าโยวเย่ว์มอบมณีผลึกที่ค่อนข้างหายากให้กับทุกคนคนละชิ้น จากนั้นทุกคนจึงแยกย้ายกันไปปลีกวิเวกบำเพ็ญใ ในระยะสั้น
หลังจากหารือเรื่องการร่วมมือกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เผิงหรงจึงมารายงานผลให้ซือหม่าโยวเย่ว์ฟัง ตอนที่ซือหม่าโยวเย่ว์ถามว่าต้องการให้พวกเธอทำอะไรนั้นเผิงหรงพูดเพียงประโยคเด ดียวว่า หวังว่านายน้อยจะรักษาตนเองเป็นอย่างดี อย่าได้รับบาดเจ็บก็เพียงพอแล้ว
ซือหม่าโยวเย่ว์ครุ่นคิด ตอนนี้พวกเขาพลังยุทธ์ต่ำต้อยเกินไปจนไม่อาจช่วยอะไรได้จริงๆ ถ้าหากไปต่อสู้ในแนวหน้า ไม่แน่ว่าอาจจะถูกฆ่าตาได้ หากไปก็คงเป็นตัวปัญหาให้ทุกคนเปล่าๆ ๆ อยู่ที่ตระกูลเหลียนดีๆ แล้วให้พวกเขาไปจัดการกันเองดีกว่า
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เธอก็อดรำพึงในใจไม่ได้ พลังยุทธ์หนอพลังยุทธ์ ตอนนี้ตนอ่อนแอเกินไปแล้วจริงๆ! มิน่าเล่าคนที่ดินแดนไร้กลิ่นอายบรรลุถึงระดับเทพถึงไม่กล้าขึ้นมาง่ายๆ ถ้าหา ากไม่มีโอกาสเข้าสู่สำนักวิชา ได้เป็นสมาชิกคนหนึ่ง การเดินทางอยู่ในดินแดนโบราณก็เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งเลยทีเดียว
ดูเหมือนว่าภารกิจสำคัญที่สุดของพวกเขาในตอนนี้ก็คือการฝึกยุทธ์ ฝึกยุทธ์ และฝึกยุทธ์!
ไม่เพียงแค่เธอเท่านั้น ซือหม่าโยวหลินและเป่ยกงถังก็ตระหนักในจุดนี้ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นทุกคนจึงเพียรพยายามฝึกยุทธ์ อยากจะยกระดับพลังยุทธ์ของตนให้เร็วหน่อย
ไม่ถึงครึ่งเดือน คนของตระกูลเฟ่ยและเผ่าพันธุ์เหยี่ยวนกเขาก็มาโจมตีตระกูลเหลียน เผิงหรงทิ้งสมาชิกตระกูลสองคนเอาไว้คุ้มกันซือหม่าโยวเย่ว์ ส่วนที่เหลือก็นำไปเข้าร่วมการต่อสู้ จนหมด
ถึงแม้ว่าตระกูลเฟ่ยและเผ่าพันธุ์เหยี่ยวนกเขาจะเตรียมตัวมาอย่างเต็มที่ แต่พวกเขาคิดไม่ถึงว่าตระกูลเหลียนจะได้รับข่าวล่วงหน้า ทั้งยังคิดไม่ถึงว่าวิหคสี่ปีกจะร่วมมือกับตระกูลเหล ลียนซุ่มโจมตีพวกเขาตั้งแต่ที่นอกเมือง ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงเข้าสู่สงครามอันเข้มข้น
ในวันนั้นเอง ตระกูลเหลียนก็เปิดใช้งานค่ายกล ทั่วทั้งคฤหาสน์ถูกปกคลุมไว้ภายใต้ระลอกคลื่นจางๆ
พวกซือหม่าโยวเย่ว์ยืนอยู่ในลานบ้าน ฟังเสียงการต่อสู้ที่ดังมาจากด้านนอก เมื่อเห็นทักษะวิญญาณนานาชนิดที่เจิดจรัสราวกับดอกไม้ไฟ ความกระหายที่มีต่อพลังยุทธ์ภายในใจก็ยิ่งรุน นแรงขึ้น
สงครามนั้นดำเนินไปเป็นระยะเวลาสองวันเต็มๆ เหลียนหงได้รับข่าวแล้วจึงมาแจ้งกับพวกเขาว่าตระกูลเหลียนเหนือกว่ามาตั้งแต่ต้น คนของตระกูลเฟ่ยและเผ่าพันธุ์เหยี่ยวนกเขานั้นไม่เคยได ด้เปรียบแต่อย่างใดเลย นอกจากคนไม่กี่คนที่ตัดแยกห้วงอากาศหนีไปแล้ว คนอื่นๆ ล้วนเอาชีวิตน้อยๆ มาทิ้งเอาไว้ที่นี่ทั้งสิ้น
เมื่อค่ายกลปิดตัวลง พวกซือหม่าโยวเย่ว์จึงวิ่งออกไป ให้วิหคสี่ปีกสองตนนั้นพาพวกเขาไปยังสมรภูมินอกเมือง
เต็มไปด้วยความเสียหายยับเยิน
ยอดเขาที่เคยมีอยู่หายไปกลายเป็นกองก้อนหิน บริเวณที่เคยราบเรียบกลับกลายเป็นหลุมเป็นบ่อ ล้วนเป็นบาดแผลที่การต่อสู้ทิ้งเอาไว้ทั้งสิ้น
เธอหาตัวเผิงหรงจนพบก่อน ถึงแม้ว่าบนร่างเขาจะเต็มไปด้วยโลหิต แต่สติรับรู้ยังใช้ได้ แสดงว่าโลหิตนั้นไม่ใช่ของเขา
เมื่อเห็นพวกซือหม่าโยวเย่ว์เขาจึงพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “นายน้อย”
“อาการบาดเจ็บเป็นเช่นไรบ้าง” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“สมาชิกตระกูลตายไปสี่คน ได้รับบาดเจ็บอีกไม่น้อยเลย โชคดีที่มียาวิเศษที่นายน้อยเตรียมเอาไว้ให้ คนจำนวนไม่น้อยที่เหยียบย่างเข้าสู่ประตูยมโลกไปก้าวหนึ่งแล้วจึงถูกช่วยกลับมาได ด้” เผิงหรงพูด
“เผ่าพันธุ์เหยี่ยวนกเขาเล่า”
“นอกจากหัวหน้ากองสองคนที่นำทัพมาแล้ว คนที่เหลือล้วนอยู่ที่นี่หมดแล้ว” เผิงหรงพูดพลางชี้ซากศพบนพื้น
ซือหม่าโยวเย่ว์ค่อนข้างพอใจกับผลลัพธ์ เธอมองซากศพเหยี่ยวนกเขาเหล่านั้นพลางเอ่ยว่า “พวกเราต้องนำกลับไปทำอาหารกินกันสักหน่อยหรือไม่ เนื้อของเผ่าพันธุ์นกนั้นแสนโอชะ โดยเฉพาะ ะนกย่างน่ะ รสชาติล้ำเลิศทีเดียวนะ”
“คงไม่ต้องกระมัง” ซือหม่าโยวหลินเห็นซากศพแต่ละตัวที่กองกันจนราวกับภูเขาลูกย่อมๆ แล้วรู้สึกกินไม่ลงอยู่บ้าง
“ต้องสิ ทำไมจะไม่ต้องเล่า” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “พวกนั้นเป็นถึงสัตว์อสูรวิเศษเชียวนะ เจ้ารู้หรือไม่ว่าการกินสัตว์อสูรวิเศษมีประโยชน์น่ะ”
“ประโยชน์อะไรกัน”
“ในร่างกายของสัตว์อสูรวิเศษอุดมไปด้วยพลังวิญญาณ พวกเรากินเนื้อพวกมันก็ดูดซับพลังวิญญาณของพวกมันมาเป็นของเราได้โดยตรงเลย เช่นนี้รวดเร็วกว่าการกินผักและผลไม้ทิพย์มากมา ายนัก นอกจากนี้เนื้อนกนี่ยังทำได้ทั้งต้มผัดแกงทอดย่าง จะปรุงด้วยวิธีใดก็โอชะอย่างยิ่งทั้งนั้น” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
ในชาติก่อนเธอเคยกินสัตว์อสูรวิเศษของแดนศูนย์กลางมาไม่น้อย เธอจึงรู้เรื่องนี้มานานแล้ว
วิหคสี่ปีกที่พวกเขาขี่มาตนนั้นอดที่จะตัวสั่นสะท้านไม่ได้ เหตุใดตอนที่เขาพูดเรื่องเหล่านั้น ตนจึงอดคิดถึงสภาพตัวเองมิได้เลยเล่า
“เช่นนั้นก็ลงมือเถิด” โอวหยางเฟยพูด
จากนั้นภายใต้การกระตุ้นของซือหม่าโยวเย่ว์ วิหคสี่ปีกได้พาพวกเขาวนไปรอบๆ สนามรบเพื่อเสาะหาซากเหยี่ยวนกเขาที่สมบูรณ์