สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 472 ก็แค่คนของตำหนักว่านชิงเท่านั้นมิใช่หรือ
“ปึง…”
ประตูบานใหญ่เปิดออก ชายสามหญิงหนึ่งเดินเข้ามา เมื่อเห็นพวกซือหม่าโยวเย่ว์จึงพูดว่า “พวกเราต้องการห้องส่วนตัวห้องนี้ พวกเจ้ารีบออกไปเสีย”
ซือหม่าโยวเย่ว์หัวเราะอย่างเย็นชาแล้วเอ่ยว่า “เห็นอยู่ชัดๆ ว่านี่คือห้องส่วนตัวของพวกเรา เหตุใดจึงต้องออกไปด้วยเล่า”
“เจ้ากล้าต่อปากต่อคำหรือ” ชายหนุ่มชุดขาวที่เอ่ยปากเมื่อครู่มองซือหม่าโยวเย่ว์ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเราเป็นใคร พวกเจ้ารีบออกไปก่อนที่ความอดทนของพวกเราจะสิ้นสุดดีกว่านะ ไม่อ อย่างนั้นพวกเจ้าอาจจะกินแล้วต้องกลิ้งออกไปแทนก็ได้! รีบออกไปเดี๋ยวนี้เลย พวกเราจะจ่ายค่าอาหารมื้อนี้ให้พวกเจ้าเอง รีบไปสิ”
“อาหารที่พวกเราสั่งไม่มากนัก ดังนั้นคงไม่ต้องกลิ้งออกไปหรอก” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ถ้าหากพวกเจ้าต้องการห้องส่วนตัวห้องนี้ เช่นนั้นก็ไปรอข้างนอกสิ พอพวกเรากินเสร็จก็จะยกให้ พวกเจ้าแล้ว”
“เจ้าว่าอะไรนะ” คนเหล่านั้นได้ฟังคำพูดของเธอแล้วร้องขึ้นมา แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยมีใครกล้าพูดจากับพวกเขาเช่นนี้มาก่อนเลย!
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเราเป็นใคร ถึงได้กล้าไร้มารยาทเช่นนี้น่ะ” ชายหนุ่มชุดสีฟ้าผู้หนึ่งเอ่ยด้วยสีหน้าดำทะมึน
ซือหม่าโยวเย่ว์มองพวกเขาปราดหนึ่ง เมื่อเห็นตราสัญลักษณ์ที่ชายเสื้อจึงพูดอย่างเรียบเรื่อยว่า “ก็แค่คนของตำหนักว่านชิงเท่านั้นมิใช่หรือ ทำไม เป็นคนของตำหนักว่านชิงแล้วทำ ำตัวไร้เหตุผล รังแกชาวบ้านได้อย่างนั้นหรือ”
เสียงของเธอเบามาก แต่ทำให้คนเกิดความรู้สึกว่าผู้เหนือกว่ามองลงมายังเบื้องล่าง แววเย้ยหยันในคำพูดเห็นได้อย่างชัดเจน
“พวกเจ้ามาแย่งใช้ห้องส่วนตัวของพวกเรา พวกเราก็แค่มาทวงคืนความยุติธรรมเท่านั้นเอง” สตรีเพียงหนึ่งเดียวของอีกฝ่ายพูดขึ้น
“ความสามารถในการกลับดำเป็นขาวของแม่นางไม่เลวเลยจริงๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่าตอนที่เจ้าฝึกยุทธ์จะเป็นเช่นนี้ด้วยหรือไม่!” ซือหม่าโยวเย่ว์ไม่มองนางเลยแม้แต่ปราดเดียว แล้วพูดกับ บเสี่ยวเอ้อร์ที่ตามเข้ามาว่า “เจ้าของของพวกเจ้าอยู่หรือไม่”
“เถ้าแก่ของพวกเราอยู่ข้างล่างขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์เอ่ยตอบ
“ข้าถามถึงฉินโม่น่ะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
เสี่ยวเอ้อร์ได้ยินคำพูดของซือหม่าโยวเย่ว์แล้วสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย แต่ก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็วแล้วพูดว่า “เรื่องนี้ข้าก็ไม่ทราบเช่นกัน ต้องถามเถ้าแก่ขอรับ”
“เช่นนั้นก็ไปเรียกเถ้าแก่ขึ้นมาสิ”
“นายท่านรอสักครู่นะขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์พูดจบก็ส่งสายตาให้กับคนที่อยู่นอกประตู ก็มีคนลงไปข้างล่างทันที
ซือหม่าโยวเย่ว์ดื่มน้ำผลไม้ในถ้วยจนหมดแล้วหมุนถ้วยกลับไปกลับมาอยู่ในมือ รูปร่างของถ้วยใบนี้คล้ายคลึงกับถ้วยบนโลก ตนเคยทำขึ้นมาจำนวนหนึ่งแล้วมอบให้ผู้อื่น ซึ่งคนผู้น นั้นก็ลอกแบบมาใช้ภายในหอสุรา เพราะความน่ารักจึงได้ถูกผู้อื่นยืมมาใช้
ดังนั้นในตอนแรกที่ได้เห็นสิ่งนี้ เธอจึงไม่ได้นำมาใส่ใจสักเท่าใดนัก
เมื่อนึกถึงเรื่องในอดีต ถ้วยก็ร่วงหล่นลงมาจากมือแล้วกลิ้งไปใต้โต๊ะ เผยให้เห็นชื่อของหอสุราที่ก้นถ้วย
“หอระลึกจันทร์…” อุ้งนิ้วของเธอลูบไล้ตัวอักษรเหล่านั้นเบาๆ รู้สึกว่าจมูกเริ่มตัน ขอบตาแดงก่ำขึ้นมา
ซือหม่าโยวหลินและพวกเป่ยกงถังต่างไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรไปเสียแล้ว เธอเคยมีท่าทางเช่นนี้แค่ตอนที่เลื่อนไปถึงระดับเทพเท่านั้น ตอนนี้พวกเขายังจำกลิ่นอายเศร้าโศกที่แผ่ออกมาจาก บนร่างของเธอในตอนนั้นได้อยู่เลย
“นี่ พวกเราให้พวกเจ้าออกไป พวกเจ้าได้ยินหรือไม่” เซี่ยอิ๋งอิ๋งเห็นพวกซือหม่าโยวเย่ว์ไม่สนใจตนเลย แล้วยังยืนนิ่งกันอยู่อีก จึงตวาดเสียงดังใส่
ซือหม่าโยวเย่ว์มองนางด้วยสายตาเย็นชาพลางพูดว่า “ตอนนี้พวกเราไม่มีอารมณ์จะสนใจพวกเจ้าหรอก ไม่อยากขายหน้าผู้อื่นก็รีบออกไปเสีย!”
“วันนี้พวกเราไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ว่า จะมีคนไม่ไว้หน้าพวกเราจริงๆ!” ชายหนุ่มชุดขาวผู้นั้นกล่าว “ให้เวลาพวกเจ้าสามวินาที หากยังไม่ไปอีกพวกเราก็จะลงมือแล้วนะ! สาม สอง หนึ่ง ง!”
เสียงดังขึ้นสามคำ พวกซือหม่าโยวเย่ว์ก็ยังคงไม่ขยับเขยื้อน ชายหนุ่มชุดขาวสะบัดชายเสื้อเดินเข้ามาหาพวกเขา
“ปัง…”
ซือหม่าโยวหลินเตะเขาลอยกระเด็นไป
ชายหนุ่มอีกสองคนเห็นซือหม่าโยวหลินลงมือจึงตวาดว่า “พวกเจ้ากล้าทำร้ายศิษย์ตำหนักว่านชิงของเรา รนหาที่ตาย!”
สองคนหยิบอาวุธออกมาแล้วรวบรวมพลังวิญญาณหมายจะโจมตีเข้าใส่ ทันใดนั้นกลิ่นอายอันแกร่งกล้าขุมหนึ่งก็ปกคลุมทั่วทั้งห้องส่วนตัวเอาไว้ พลังวิญญาณของทั้งสองคนจึงสลายหายไป
“หยุดก่อน! หยุดก่อน!” เถ้าแก่เข้ามาจากด้านนอก กลิ่นอายสายนั้นก็สลายตัวไป ผู้คนในห้องกลับมาเป็นอิสระอีกครั้ง
“นี่พวกท่านมาทำอะไรกัน!” เถ้าแก่มองพวกเซี่ยอิ๋งอิ๋งทั้งสี่คนพลางเอ่ยตำหนิ “หอระลึกจันทร์กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าห้ามใช้พลังวิญญาณภายในหอสุรา พวกท่านไม่เห็นกฎเกณฑ์ข ของพวกเราอยู่ในสายตาเลยหรืออย่างไร”
พวกเซี่ยอิ๋งอิ๋งเห็นเถ้าแก่แล้วรู้สึกขนลุกอยู่ในใจ แต่พวกเขาต่างก็เป็นศิษย์ของตำหนักว่านชิง เคยต้องรับความโมโหเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน จึงพูดว่า “เถ้าแก่ นี่ท่านหมายความว่า าอย่างไร พวกเราถูกคนทำร้ายที่นี่ แต่ท่านยังปกป้องพวกเขาอีกอย่างนั้นหรือ นี่ท่านไม่เห็นตำหนักว่านชิงของเราอยู่ในสายตาเลยหรือไร”
เถ้าแก่ได้ยินนางพูดเช่นนี้จึงเอ่ยด้วยสีหน้าไม่น่าดูว่า “กฎเกณฑ์ของพวกเราที่นี่ ต่อให้เป็นตำหนักว่านชิงของพวกเจ้าก็ไม่อาจทำลายได้หรอก!”
“เถ้าแก่ช่างปากกล้าดีนัก!” เซี่ยอิ๋งอิ๋งพูดอย่างเดือดดาล “ตำหนักว่านชิงเราเป็นสำนักอันยิ่งใหญ่ตลอดกาล ส่วนหอระลึกจันทร์ของพวกเจ้าก็แค่หอสุราที่เปิดมาสิบกว่าปีเท่านั้น ยัง กล้าเปรียบกับพวกเราอีกอย่างนั้นหรือ หอสุราอย่างพวกเจ้า ต่อให้วันนี้พวกเราทำลายทิ้งเสีย พวกเจ้าก็ได้แต่ยืนดูเท่านั้นแหละ!”
“ตำหนักว่านชิงช่างปากกล้าดีนัก! เช่นนั้นก็มาดูกันว่าวันนี้พวกเจ้าจะมีปัญญาทำลายหอของพวกเรานี้ได้หรือไม่!” เถ้าแก่พูดด้วยรอยยิ้มเย็นชา “ถึงแม้ว่าพวกเราจะเพิ่งเปิดกิจการมาได้ส สิบกว่าปี แต่พวกเราก็มาจากแดนศูนย์กลาง คิดจะพังบ้านพวกเรา พวกเจ้าก็แสดงฝีมือออกมาก่อนสิ!”
“เจ้า…”
“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นบุตรสาวของเจ้าสำนักท่านหนึ่ง แต่เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์คิดทำลายสถานที่แห่งนี้ของพวกเราหรอกนะ กลับไปเรียกท่านพ่อเจ้ามาสิ! ส่งแขก!”
เถ้าแก่โบกมือ ระดับสำนักเทพสองคนก็ปรากฏตัวขึ้นในทันที แล้วพูดกับพวกเซี่ยอิ๋งอิ๋งว่า “จะไปเองหรือจะให้พวกเราโยนออกไปดีเล่า”
เผชิญหน้ากับระดับสำนักเทพสองคน ถึงแม้ว่าในใจจะไม่ยินยอม ทว่าพวกเซี่ยอิ๋งอิ๋งก็ได้แต่จากไปอย่างเดือดดาล ถ้าหากถูกโยนออกไป เช่นนั้นพวกตนก็คงขายหน้าอย่างใหญ่โตเลยทีเดียว!
ซือหม่าโยวเย่ว์คิดไม่ถึงว่าการมาถึงของเถ้าแก่ผู้นี้จะไล่พวกเซี่ยอิ๋งอิ๋งไปได้ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ยอมก้มหัวจำนนต่อชื่อตำหนักว่านชิง
เถ้าแก่รอพวกเซี่ยอิ๋งอิ๋งจากไปแล้วก็หันมาประสานหมัดคารวะพวกซือหม่าโยวเย่ว์ก่อนจะถามด้วยรอยยิ้มว่า “พวกท่านต้องการพบข้ามีเรื่องอันใดหรือไม่”
“ข้าอยากถามสักหน่อยว่าตอนนี้ฉินโม่เจ้าของที่นี่อยู่ที่เขตชั้นนอกหรือไม่” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
เถ้าแก่เองก็ตกตะลึงอยู่ในใจแล้วถามว่า “คุณชายรู้จักกับเจ้าของของข้าหรือ”
“มีไมตรีต่อกันอยู่บ้างน่ะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “จึงอยากถามว่าอยู่หรือไม่ จะได้ไปทักทายเขาสักหน่อย”
“ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ปกติแล้วท่านเจ้าของไม่มาที่นี่ หลายปีมานี้ยังมาไม่ถึงสองครั้งเลยขอรับ” เถ้าแก่พูด
“เป็นเช่นนี้เอง…” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดอย่างผิดหวังอยู่บ้าง จากนั้นจึงหัวเราะเยาะตนเอง
ถ้าหากเขาอยู่ที่นี่จริง แล้วตนจะอยากไปพบหน้าเขาจริงๆ อย่างนั้นหรือ
“โยวเย่ว์ เป็นอะไรไปหรือ” เป่ยกงถังเห็นท่าทางของซือหม่าโยวเย่ว์แล้วถามอย่างอดไม่ได้จริงๆ
“ไม่เป็นไรหรอก” ซือหม่าโยวเย่ว์ส่ายหน้า หลังจากนั้นเธอจึงบอกกับเถ้าแก่ว่า “พวกเราไม่มีธุระอะไรแล้วละ”
“เช่นนั้นพวกเราก็ขอตัวก่อน” เถ้าแก่มองซือหม่าโยวเย่ว์อย่างสงสัยแล้วโบกมือให้เสี่ยวเอ้อร์ ก่อนที่ทั้งสองจะจากไปพร้อมกัน
ครึ่งชั่วโมงต่อมาพวกเขาก็คิดบัญชีแล้วออกมา เสี่ยวเอ้อร์ขึ้นมาเก็บภาชนะ เมื่อเห็นรอยน้ำบนที่นั่งของซือหม่าโยวเย่ว์ จึงรีบไปเรียกเถ้าแก่ขึ้นมา
เถ้าแก่เห็นรอยน้ำนั้นแล้วจึงร้องขึ้นมาอย่างตกใจ “นี่… นี่มิใช่… เร็ว รีบแจ้งเรื่องนี้ไปทางแดนศูนย์กลางเร็วเข้า!”