สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 486 สองแม่ลูกผู้ถูกคุมขัง
ยามราตรี เงาดำขนาดประมาณกำปั้นออกมาจากภายในเรือน เงาร่างนั้นเหินทะยานไปพลางพึมพำเสียงเบา
“จริงๆ เลยนะ ขนของผู้อื่นสวยงามออกจะตายยังมาทำจนกลายเป็นสีดำเสียได้ น่ารังเกียจนัก”
“กลับไปแล้วต้องให้เย่ว์เย่ว์ชดใช้ให้ข้าแน่”
“ข้าซ่อนเร้นกลิ่นอายของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ ภารกิจนี้จึงเหมาะสมกับข้าที่สุดอะไรกัน ข้าว่าเย่ว์เย่ว์แค่ไม่พอใจที่ข้าเกี้ยวพานแม่นางซางคนงาม ไม่ใช่สิ สนทนากับแม่นางซางคนงามต่างหาก”
“……”
เจ้าคำรามน้อยโฉบผ่านพื้นดินอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็หาเรือนที่พักของพวกเป่ยกงถังพบ เมื่อได้เห็นสภาพอันผุพังของเรือนหลังนั้นแล้ว เจ้าคำรามน้อยก็เรียกร้องความยุติธรรมให้เป่ยกงถังอยู่ในใจ
“เย่ว์เย่ว์ คนตระกูลเป่ยกงนี่ช่างน่ารังเกียจเกินไปแล้ว นี่มันใช่สถานที่ที่มนุษย์จะพักอาศัยอยู่เสียที่ไหนกัน ห้องพวกนั้นผุพังจนแทบจะถล่มลงมาอยู่แล้ว ทั่วทุกหนแห่งล้วนพังทลายไปเสียหมด มีเพียงแค่ต้นท้อต้นนั้นที่ยังดีอยู่ จินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ ว่าพวกเป่ยกงใช้ชีวิตอยู่ที่นี่กันได้อย่างไร”
“ตระกูลเป่ยกงติดค้างพวกเป่ยกงมากมายจริงๆ ถึงตอนนั้นค่อยดูว่าเป่ยกงจะว่าอย่างไรก็แล้วกัน ถ้าหากจะทวงความยุติธรรมคืนมา พวกเราก็จะคอยสนับสนุนอย่างเต็มที่” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “เจ้ามองเห็นห้องใต้ดินนั่นแล้วหรือยัง”
“ยังเลย ข้ายังไม่ได้เข้าไปในเรือนเลย” เจ้าคำรามน้อยพูด “ข้าจะให้เจ้าผึ้งนั่นพาข้าเข้าไป”
“ดี… เช่นนั้นเจ้ารอสักประเดี๋ยว รีบหาที่ซ่อนตัวก่อน” ซือหม่าโยวเย่ว์รีบพูดขึ้นในทันใด
เจ้าคำรามน้อยว่าเพราะเหตุใด แต่ก็ยังรีบเอนตัวหลบบนหลังคา
ไม่นานนัก บุรุษผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากภายในเรือนแล้วยืนอยู่ในลานบ้านครู่หนึ่ง หญิงสาวผู้หนึ่งก็ตามออกมาจากในเรือนด้วย
“สามี นางแพศยานั่นก็ยังไม่ยอมพูดอยู่ดี ท่านดูนางหลอมยามาเป็นพันๆ ครั้งแล้ว ยังดูวิธีการของนางไม่ออกอีกหรือ” กู่อวิ๋นเอ๋อร์เดินมายังข้างกายเป่ยกงอ้าวแล้วพูดขึ้น
เจ้าคำรามน้อยหมอบอยู่บนหลังคา มันยกหัวกลมดิกขึ้นแล้วมองลงไป ถึงแม้ว่าจะเห็นเพียงแค่เงาคนสองร่าง แต่ก็ยังมองเห็นว่าคนทั้งสองนั้นดูคล้ายคลึงกันจริงๆ อย่างน้อยร่างนี้ก็ไม่เลวเลย
“ตระกูลอิ่นหลอมยาอย่างแปลกประหลาดเกินไป ข้าลองหลอมยาตามกระบวนการที่นางทำแล้ว ยาวิเศษที่หลอมออกมาก็ยังไม่ดีเช่นของนาง” เป่ยกงอ้าวกล่าว
“เป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ใช่เรื่องดีแน่” กู่อวิ๋นเอ๋อร์ไม่พอใจอยู่บ้าง “ท่านตัดใจจากนางแพศยานั่นไม่ได้เพราะเคล็ดวิชาหลอมยาลับตระกูลอิ่นจริงๆ น่ะหรือ”
เป่ยกงอ้าวโอบกอดกู่อวิ๋นเอ๋อร์เอาไว้พลางเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “เจ้าพูดไร้สาระอะไรน่ะ ข้าทำไปเพื่ออะไร หลายปีขนาดนี้แล้วเจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ”
“แต่ถ้าหากนางไม่พูดไปตลอด ท่านก็จะเก็บนางเอาไว้ตลอดไปเลยอย่างนั้นหรือ” กู่อวิ๋นเอ๋อร์ถาม “ยังมีเจ้าเด็กนั่นอีก เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นเบี้ยที่พวกเราเอาไว้ต่อรองกับนาง นี่ก็ยังไม่ถูกต้องอยู่ดี! แค่เห็นพวกมันข้าก็ไม่พอใจแล้ว”
“อวิ๋นเอ๋อร์เด็กโง่” เป่ยกงอ้าวประคองนางเดินไปข้างหน้าพลางเอ่ยเกลี้ยกล่อมว่า “ในหัวใจข้า ในสายตาข้า มีแค่เจ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น เช่นนี้เจ้ายังหึงหวงอยู่อีก ข้าจะไม่ทำแบบนี้แล้วก็ได้ ให้เวลานางอีกสองปี ถ้าหากสองปีแล้วนางยังไม่ยอมบอกพวกเรา ข้าก็จะจัดการพวกนางสองแม่ลูกทิ้งเสีย ว่าอย่างไรเล่า”
“ท่านพูดเองนะ หากครบสองปีแล้วนางยังไม่ยอมบอกอีก ข้าจะจัดการนางด้วยมือของข้าเอง ถึงเวลานั้นท่านประมุขตระกูลก็อย่าตำหนิข้าล่ะ”
“ได้ๆๆ…”
ทั้งสองคนพูดพลางเดินห่างออกไป เจ้าคำรามน้อยได้ฟังวาจาของพวกเขาแล้วก็โมโหจนแทบจะตกลงมาจากหลังคา
“เจ้าคนชั่วช้าสองคนนี้ พอกลับไปแล้วพวกเจ้าต้องเละแน่!”
มันลงมาจากหลังคา ผึ้งสองตัวบินเข้ามาแล้วนำมันเข้าไปในเรือน หลังจากนั้นจึงหยุดลงที่มุมหนึ่ง
“ที่นี่เองหรือ” เจ้าคำรามน้อยบินเข้าไปแล้วแตะบริเวณที่ผึ้งหยุดลงคราหนึ่ง อุโมงค์ใต้ดินแห่งหนึ่งจึงปรากฏขึ้นสู่สายตาของมัน
“หึ่งๆๆ…” ผึ้งบินอยู่ตรงหน้าเจ้าคำรามน้อย
“เจ้าจะบอกว่าพวกเขาอยู่ข้างล่างนี่หรือ” เจ้าคำรามน้อยมองอุโมงค์ใต้ดินอันมืดมิดแล้วพูดว่า “ข้ากลัวความมืดเป็นที่สุด ข้างล่างนี่ช่างดูน่ากลัวเสียจริง”
“หึ่งๆๆ…”
ผึ้งแดงบินลงไปข้างล่าง แต่กลับถูกข่ายมนตร์ตรงนั้นสกัดเอาไว้
“มีข่ายมนตร์อยู่จริงๆ ด้วย” เจ้าคำรามน้อยพูด “ไป พวกเจ้าลงไปเป็นเพื่อนข้าที”
มันพูดพลางยื่นอุ้งเท้าไปโอบผึ้งแดงทั้งสองตัวเอาไว้ในอ้อมแขนแล้วบินโฉบลงไปยังอุโมงค์ทางเดิน
“มืดยิ่งนัก…” เจ้าคำรามน้อยบินไปข้างหน้าโดยอาศัยความรู้สึก เข้าไปจนถึงข้างหลังสุดจึงเห็นคุกใต้ดินแห่งหนึ่งซึ่งมีห้องขังสองห้อง ภายในห้องหนึ่งมีชายหนุ่มผู้หนึ่งเอนกายอยู่ ส่วนที่มุมกำแพงอีกห้องมีหญิงนางหนึ่งนั่งอยู่
ตะเกียงแสงสลัวดวงหนึ่งอยู่ที่มุมกำแพง แผ่รัศมีที่ไม่ช่วยอะไรเลยออกมา
เจ้าคำรามน้อยมิได้ออกไปในทันที หากแต่สังเกตการณ์อยู่ในความมืดครู่หนึ่ง
แต่ทั้งสองคนราวกับไร้ซึ่งชีวิต ไม่มีใครเอ่ยปากพูดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จนกระทั่งเจ้าคำรามน้อยจวนเจียนจะหมดสิ้นความอดทนอยู่นั้นเอง น้ำเสียงแหบพร่าจึงค่อยแว่วมาจากบนพื้นดิน
“ท่านไม่มีวิธีติดต่อกับพวกเขาจริงๆ หรือ ตระกูลอิ่นไม่สนใจพวกเราแล้วจริงๆ น่ะหรือ”
ไม่ได้เอ่ยวาจามาเนิ่นนานจนชายหนุ่มผู้นั้นแทบจะพูดไม่ได้อยู่แล้ว
อิ่นหลานมิได้เอ่ยคำ การหลอมยาวิเศษเมื่อครู่ทำให้นางสิ้นไร้เรี่ยวแรง
“บุรุษผู้นั้นต้องใกล้จะหมดความอดทนแล้วอย่างแน่นอน ต่อให้ท่านอาศัยความตายมาบีบคั้นเพื่อปกป้องชีวิตข้า พวกเราก็น่าจะมาถึงสุดทางแล้วอยู่ดี” เป่ยกงหังลุกจากพื้นขึ้นนั่งแล้วเอ่ยว่า “ไม่รู้ว่าตอนนี้พี่หญิงอยู่ที่ไหน ใช้ชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าหากพวกเราตายไปแล้วนางจะรู้หรือไม่”
“ขอโทษด้วยนะ หังเอ๋อร์ ถ้าหากให้เจ้าไปเสียตั้งแต่ตอนนั้น เจ้าก็คงไม่ต้องถูกขังอยู่กับข้าที่นี่มาเนิ่นนานถึงเพียงนี้หรอก” อิ่นหลานเอ่ย
“ท่านแม่ ถ้าหากตอนนั้นผู้ที่เดินจากไปคือข้า กลัวแต่ว่าพวกเราสามแม่ลูกคงจะจบชีวิตกันไปนานแล้ว” เป่ยกงหังเอนพิงกำแพง พลางมองไปยังเพดานอันดำมืด ราวกับว่าทำเช่นนี้แล้วจะมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนได้ “แต่ข้าเห็นสีหน้าของหญิงผู้นั้น เกรงว่าคงจะปล่อยพวกเราเอาไว้อีกไม่นานแล้ว”
“ถูกขังมานานปีเช่นนี้ ถ้าหากตายไปได้จริงๆ ก็เป็นการหลุดพ้นอย่างหนึ่งนะ” อิ่นหลานมองเป่ยกงหังอย่างรู้สึกผิด “สิ่งที่ข้าขอโทษที่สุดในชีวิตนี้ก็คือเจ้านั่นแหละ…”
“ท่านแม่ ท่านว่าพี่หญิงจะกลับมาอย่างกะทันหัน แล้วช่วยพวกเราออกไปได้หรือไม่” เป่ยกงหังมิได้หวาดกลัวที่ต้องเผชิญหน้ากับความตาย เมื่อนึกถึงวาจาที่ตนเองพูด ก็หัวเราะออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ต่อให้พี่หญิงมีชีวิตรอด ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะประสบความสำเร็จถึงขนาดที่จะกลับมาหาพวกเราได้ในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้หรอก หวังเพียงแต่ว่าพอนางกลับมาแล้วจะแก้แค้นแทนพวกเราได้”
เจ้าคำรามน้อยฟังมาพอสมควรแล้วจึงบินมาที่ด้านหน้าห้องขัง มันกะพริบดวงตากลมโตพลางเอ่ยถามว่า “พวกท่านคืออิ่นหลานและเป่ยกงหังใช่หรือไม่”
อิ่นหลานและเป่ยกงหังตกใจกับลูกกลมสีดำที่ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันจนสะดุ้งตัวลอย จู่ๆ ของสิ่งนี้มาปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขาได้อย่างไรกัน
“เจ้าเป็นใครกัน” เป่ยกงหังมองเจ้าคำรามน้อยอย่างระแวดระวัง
“ข้าคือเจ้าคำรามน้อย พวกท่านคืออิ่นหลานและเป่ยกงหังใช่หรือไม่” เจ้าคำรามน้อยถามซ้ำอีกครั้ง
“ใช่แล้ว เจ้าคือผู้ที่หญิงนางนั้นส่งมาฆ่าพวกเราหรือ” เป่ยกงหังถาม
นอกจากความเป็นไปได้นี้แล้ว เขาก็คิดไม่ถึงอีกว่าจะยังมีใครที่ผ่านข่ายมนตร์ด้านบนมาจนถึงที่นี่ได้อีก
แต่ร่างกายของเจ้าลูกกลมสีดำนั้น ดวงตากลมโตเปล่งประกาย ไม่มีแววสังหารอยู่เลยแม้แต่น้อย ไม่เหมือนกับจะมาฆ่าคนเลย
“ใช่พวกท่านก็ดีแล้ว” เจ้าคำรามน้อยหยิบจี้ห้อยอันหนึ่งออกมาจากที่ใดก็ไม่ทราบ แล้วถามว่า “พวกท่านรู้จักของชิ้นนี้หรือไม่”
อิ่นหลานเห็นจี้ห้อยนั้นแล้วตกใจจนอ้าปากเล็กน้อย ก่อนจะปิดปากตนอย่างไม่กล้าเชื่อ
…………………………………..