สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 488 หลอกถาม
ซือหม่าโยวเย่ว์เอ่ยโดยสีหน้าไม่แปรเปลี่ยนว่า “ข้ามิได้ทำพันธสัญญากับพิราบอินทรี แต่ตอนที่พวกเรามานั้นได้ขี่หลังหนึ่งในพวกมันมา ช่างรวดเร็วมากจริงๆ รวดเร็วกว่าเผ่าพันธุ์นกทั่วไปไม่น้อยเลย”
“นั่นไม่เลวเลยจริงๆ!” เป่ยกงเอ๋อร์พูดอย่างอิจฉา “ข้าอยากลองบ้างมาตลอดเลย น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาส”
“หึๆ…” ซือหม่าโยวเย่ว์หัวเราะ มิได้พูดตอบไปตามเจตนาของนาง
เป่ยกงเอ๋อร์เห็นซือหม่าโยวเย่ว์ไม่รับคำตน นัยน์ตามีแวววิตกกังวลวาบผ่าน แต่บนใบหน้ากลับถามด้วยรอยยิ้มว่า “คราวนี้คุณชายซือเย่ว์จะมาพักอยู่นานเท่าใดหรือ ถ้าหากระยะเวลายาวนาน ข้าก็พาท่านไปเที่ยวเล่นใกล้ๆ ได้ ข้ายังรู้จักสถานที่ดีๆ อีกไม่น้อยเลยนะ”
“เรื่องนี้ช่างมันเถิด” ซือหม่าโยวเย่ว์เอ่ยปฏิเสธตรงๆ “ข้ามาคราวนี้เพราะมีภาระติดตัว ที่ตอนนี้ข้าแอบใช้เวลาสองวันนี้มาพักผ่อนได้ก็เพราะยังขาดเครื่องยาไปชนิดหนึ่ง ยังต้องรอให้พวกเขาส่งมาให้ข้า พอเครื่องยาส่งมาและพวกเจ้าหลอมยาวิเศษให้พวกเราเสร็จ ข้าก็ต้องจากไปแล้ว ดังนั้นเกรงว่าคงมิอาจไปเที่ยวเล่นกับคุณหนูเป่ยกงได้หรอก”
“ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก” เป่ยกงเอ๋อร์พูดอย่างเศร้าสร้อย “ไม่ทราบว่าบ้านของคุณชายซือเย่ว์อยู่ที่ใดหรือ คล้ายว่าจะไม่เคยได้ยินแซ่ซืออยู่ในเมืองใกล้ๆ นี้มาก่อนเลย!”
“พวกเราตระกูลซือมิได้อยู่ที่แดนชั้นกลางหรอก” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“มิใช่ตระกูลของแดนชั้นกลางอย่างนั้นหรือ” เป่ยกงเอ๋อร์เอ่ยอย่างตกใจ “แล้วเหตุใดท่านจึงมาหานักหลอมยาไกลถึงที่นี่เลยเล่า”
“เฮ้อ…” ซือหม่าโยวเย่ว์ส่ายหน้าแล้วพูดว่า “มิใช่เพราะการหลอมยาบรรลุจ้าวนี้ยากเกินไป เพื่อตามหาดอกบัวเทพยดาแล้ว พวกเราจำเป็นต้องมาที่นี่ เจ้าเองก็รู้ว่าหลังจากเด็ดดอกบัวเทพยดานี้แล้วจำเป็นต้องนำมาหลอมยาอย่างรวดเร็ว ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีประโยชน์แล้ว ว่ากันตามตรง ตอนนี้ข้าเองก็ยังไม่เคยเห็นดอกบัวเทพยดาเลย รอจนเครื่องยาชนิดนั้นมาส่งแล้วราชาพิราบอินทรีจึงจะส่งคนไปเก็บดอกบัวเทพยดามาให้ ถ้าหากทำเช่นนี้แล้วยังมิอาจหลอมได้สำเร็จอีก เฮ้อ… เช่นนั้นคงต้องถึงแก่ชีวิตแล้วกระมัง!”
บรรดาสัตว์อสูรที่อยู่ภายในเจดีย์วิญญาณพากันกลอกตา เจ้านายช่างมีพรสวรรค์ในการแสดงละครเสียจริง!
ซือหม่าโยวเย่ว์ลอบถ่มถุยอยู่ในใจ ตระกูลเป่ยกงนี่ถึงกับส่งเป่ยกงเอ๋อร์มาเค้นความจริงจากตน ทั้งยังมึนเมาเสียด้วย!
เป่ยกงเอ๋อร์เห็นซือหม่าโยวเย่ว์รำพึงรำพันจึงเอ่ยว่า “ตระกูลเป่ยกงเราก็เป็นตระกูลนักหลอมยาเช่นกัน นักหลอมยาขั้นแปดก็มีอยู่หลายท่าน ได้ยินว่าวันนี้พวกเขาต่างอยู่ด้วยกันเพื่อศึกษาตำรับยาพื้นบ้านนั่น เมื่อถึงเวลาหลอมยาแล้วจะได้ไม่มีปัญหาอะไร”
“ทำเช่นที่คุณหนูเป่ยกงพูดก็ดีที่สุดแล้ว แต่ข้าก็ต้องคิดวางแผนเป็นอย่างดีที่สุด ถ้าหากไม่สำเร็จ เฮ้อ… อันที่จริงแล้วถ้าหากไม่สำเร็จจริงๆ ข้าคงไม่กล้าจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาเลย” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดอย่างกังวลใจ
“เป็นข้าน้อยที่ไม่ดีเอง ทำให้คุณชายซือเย่ว์กังวลใจเสียแล้ว เพื่อชดเชยความผิดของข้า มิสู้ข้าขอเชิญท่านดื่มสักสองจอกแล้วกัน”
“ดื่มสุราหรือ นี่… ช่างมันเถิด ข้าไม่ถนัดการดื่มสุรา ดื่มเพียงอึกเดียวก็เมาแล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“ผู้ฝึกยุทธ์อย่างพวกเราจะคออ่อนถึงเพียงนั้นได้อย่างไรกันเล่า” เป่ยกงเอ๋อร์กล่าว “ข้าน้อยอยากจะขอโทษคุณชายซือเย่ว์จริงๆ หรือว่าคุณชายไม่อยากจะอยู่กับข้าน้อยกันเล่า”
“เปล่าๆๆ ทำไมข้าจะไม่อยากอยู่กับคุณหนูเป่ยกงเล่า!” ซือหม่าโยวเย่ว์รีบโบกไม้โบกมือด้วยท่าทีลำบากใจ ในที่สุดจึงถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อคุณหนูเป่ยกงพูดถึงขนาดนี้แล้ว ข้าดันทุรังต่อไปก็คงไม่ดีนัก เช่นนั้นพวกเราไปดื่มกันสักสองจอกแล้วกัน”
“เช่นนั้นข้าขอเชิญท่านไปที่หอสุราอันเลื่องชื่อของเมืองชิวเย่ว์ดีกว่า ถึงแม้ว่าหอระลึกจันทร์นี้จะเพิ่งเปิดเมื่อสิบกว่าปีมานี้ แต่สุราอาหารภายในนั้นกลับไม่เลวเลย โดยเฉพาะสุรานั้นกลิ่นหอมเลิศรสชนิดที่หาไม่ได้จากที่อื่นเลย!” เป่ยกงเอ๋อร์พูด
ซือหม่าโยวเย่ว์ได้ยินชื่อหอระลึกจันทร์แล้วจึงสะดุ้ง ที่นี่ก็มีหอระลึกจันทร์อย่างนั้นหรือ
“คุณชายซือเย่ว์ ท่านกำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือ” เป่ยกงเอ๋อร์เห็นซือหม่าโยเย่ว์ตกตะลึงจึงเอ่ยถามขึ้น สีหน้าแปลกพิกลอยู่บ้าง
“อ้อ… ไม่มีอะไรหรอก” ซือหม่าโยวเย่ว์ส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “ข้านึกขึ้นมาได้ว่าข้าเองก็ไม่ได้ไปกินข้าวที่หอระลึกจันทร์มานานแล้ว คิดถึงรสชาติของที่นั่นยิ่งนัก!”
“ที่นั่นก็มีหอระลึกจันทร์เช่นกันหรือ” เป่ยกงเอ๋อร์พูดอย่างประหลาดใจ
“ถูกต้อง หอระลึกจันทร์มีอยู่ในสถานที่มากมายหลายแห่ง เจ้าไม่รู้หรือ”
เป่ยกงเอ๋อร์ส่ายหน้าแล้วเอ่ยว่า “ถึงแม้ข้าจะรู้ว่าหอระลึกจันทร์มีกิจการใหญ่โตอย่างยิ่ง แต่ข้าอยู่ที่เมืองชิวเย่ว์มาตั้งแต่เล็ก ไม่เคยไปที่อื่นเลยมาตลอดยี่สิบกว่าปี ดังนั้นจึงไม่เคยรู้เห็นมาก่อนเลย ดังนั้นข้าจึงอยากมีสัตว์อสูรบินได้ที่ยอดเยี่ยมสักตัวยิ่งนัก จะได้พาข้าไปยังสถานที่ต่างๆ มากมาย”
ซือหม่าโยวเย่ว์มองเป่ยกงเอ๋อร์ นางช่างแสดงสีหน้าได้เหมือนกับเด็กสาวที่ไม่เคยพบเห็นโลกจริงๆ ถ้าหากมิได้ติดตามจากที่ผึ้งแดงของเธอบอกว่ายามปกตินั้นนางหยิ่งยโสโอหัง ทะนงตนเช่นไร เธอก็คงถูกนางหลอกลวงเข้าเสียแล้ว
“เจ้าเป็นคุณหนูของตระกูลเป่ยกง ในภายหน้าจะต้องมีโอกาสให้ออกไปเปิดหูเปิดตามากมายแน่” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “พวกเราไปที่หอระลึกจันทร์กันเถิด”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ซือหม่าโยวเย่ว์และเป่ยกงเอ๋อร์ก็ไปถึงหอระลึกจันทร์
หลังจากผู้จัดการผู้นั้นเห็นซือหม่าโยวเย่ว์เข้ามาแล้วสายตาก็แปรเปลี่ยนไป เขาออกคำสั่งแก่เสี่ยวเอ้อร์ก่อนจะไปที่โถงด้านหลัง
“คุณหนูเป่ยกงมาแล้ว วันนี้ยังต้องการห้องส่วนตัวเช่นก่อนหน้านี้หรือไม่ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์เข้าไปหาแล้วถามอย่างกระตือรือร้น
“ใช่แล้ว ข้าต้องการห้องนั้นแหละ” ตอนที่เป่ยกงเอ๋อร์พบหน้าคนเหล่านี้ ความรู้สึกที่เหนือกว่าพรรค์นั้นก็แผ่ออกมา
“พวกเราขึ้นไปกันเองได้ พวกเจ้าจงปรุงอาหารจานเด็ดของพวกเจ้ามาให้ข้าอย่างละหนึ่งที่ แล้วก็นำสุราชั้นเยี่ยมที่สุดของพวกเจ้ามาให้พวกเราสองที่ด้วย”
“ได้ขอรับ… อาหารจานเด็ดที่หนึ่ง สุราชั้นหนึ่งสองที่…” เสี่ยวเอ้อร์พูดแล้ววิ่งตรงไปทางห้องครัว
เป่ยกงเอ๋อร์นำทางซือหม่าโยวเย่ว์ไปยังห้องส่วนตัวที่ยามปกติแล้วนางชอบที่สุด ห้องส่วนตัวนั้นเป็นห้องที่ดีที่สุดบนชั้นสอง
ก่อนซือหม่าโยวเย่ว์จะเข้าประตูไปก็เห็นว่ายังมีบันไดอยู่อีก จึงหลุดปากถามออกมาว่า “ข้างบนนั้นก็เป็นห้องส่วนตัวหรือ”
“ไม่ใช่หรอก” เป่ยกงเอ๋อร์เหลือบมองบันไดคราหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ข้างบนนั้นเป็นพื้นที่ต้องห้าม ไม่อนุญาตให้แขกขึ้นไป”
“ดังนั้นที่นี่ก็มีเพียงแค่ห้องโถงใหญ่กับห้องส่วนตัวชั้นสองเท่านั้นเองหรือ”
“ถูกต้อง ถึงแม้ว่าที่นี่จะเล็กมาก แต่กิจการไปได้ยอดเยี่ยมนัก ถึงแม้ว่าผู้ฝึกยุทธ์จะกินอาหารเพียงน้อยนิด ที่นี่ก็ยังมีแขกเต็มอยู่ตลอด ห้องส่วนตัวก็ต้องจองก่อนล่วงหน้าหลายวัน! มีเพียงแค่พวกเรากับห้องส่วนตัวฝั่งตรงข้ามเท่านั้นที่กำหนดเอาไว้ประจำ” เป่ยกงเอ๋อร์กล่าว
“เช่นนั้นตระกูลอิ่นเล่า” ซือหม่าโยวเย่ว์ได้ยินเสียงที่เล็ดรอดออกมาจากภายใน คล้ายกับว่ามีคนกำลังดื่มสุราอยู่เช่นเดียวกัน
เป่ยกงเอ๋อร์เบ้ปากพลางถลึงตาไปทางด้านนั้นแล้วพูดว่า “คงไม่ใช่หรอก ตระกูลอิ่นนี้ชอบกดพวกเราให้ต่ำกว่า พวกเราจองห้องส่วนตัวระยะยาวเอาไว้ที่นี่ พวกเขาก็วิ่งโร่มาจองด้วยเช่นกัน มัดจำก็สูงกว่าที่พวกเรามอบให้ ช่างน่ารังเกียจเสียจริง”
ซือหม่าโยวเย่ว์เองก็มิได้มีความรู้สึกที่ดีอันใดต่อตระกูลอิ่น แล้วก็มิได้ไปสนใจว่าภายในห้องนั้นมีใครอยู่ ทั้งสองเข้าไปในห้องส่วนตัวทันที
เสี่ยวเอ้อร์ยกน้ำชามาให้ก่อน ซึ่งมีรสชาติคล้ายคลึงกันกับน้ำชาที่ดื่มในหอระลึกจันทร์ที่เมืองว่านชิง
ไม่นานนัก เสี่ยวเอ้อร์ก็ยกอาหารนานาชนิดขึ้นมา รวมทั้งสุราชั้นเลิศอีกสองกาด้วย
หลายนาทีต่อมา ซือหม่าโยวเย่ว์ก็ใบหน้าแดงก่ำ สองตาเลื่อนลอย มองดูก็รู้แล้วว่าเป็นสภาพของคนมีนเมา
“ดูเหมือนว่าคุณชายซือเย่ว์จะดื่มไม่เก่งจริงๆ ก่อนหน้านี้ข้าน้อยยังคิดว่านั่นเป็นข้อแก้ตัวของท่านเสียอีก!”
“ข้าดื่มไม่ได้จริงๆ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดพลางโบกมือ
นัยน์ตาเป่ยกงเอ๋อร์ฉายแววลำพองใจ นางมองซือหม่าโยเย่ว์พลางถามว่า “ก่อนหน้านี้คุณชายพูดเพียงว่ามิใช่คนของแดนชั้นกลาง ไม่ทราบว่าที่แท้แล้วบ้านของท่านอยู่ที่ใดกันแน่”
…………………………………