สลับชะตา ชายามือสังหาร - ตอนที่ 487 เป่ยกงเอ๋อร์
เมื่อเจ้าคำรามน้อยเห็นปฏิกิริยาของอิ่นหลานจึงรู้ว่าจะต้องเป็นนางแน่แล้ว
“ท่านแม่ นั่น… นั่นใช่จี้ของพี่หญิงหรือไม่” เป่ยกงหังก็จำจี้ห้อยนั้นได้เช่นกัน จึงเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น
อิ่นหลานมาที่ริมกรงขังแล้วเอื้อมมือไปรับจี้ห้อยชิ้นนั้นมา
“ถังเอ๋อร์ ถังเอ๋อร์นาง… อยู่ที่ใดหรือ”
เจ้าคำรามน้อยวางจี้ห้อยลงในอุ้งมือของอิ่นหลานพลางเอ่ยว่า “พวกท่านวางใจเถิด เป่ยกงยังมีชีวิตอยู่”
“นางอยู่ที่ไหน ปลอดภัยหรือไม่” เป่ยกงหังถาม
“นางอยู่ในเมืองชิวเย่ว์ ตอนนี้กำลังเดินทางอยู่ห่างจากที่นี่ไปไม่กี่พันลี้เท่านั้น” เจ้าคำรามน้อยพูด
“นางกลับมาได้อย่างไรกัน ถ้าหากคนพวกนั้นรู้เข้า นางจะเป็นอันตรายได้นะ!” อิ่นหลานพูดอย่างกระวนกระวาย “รบกวนเจ้าช่วยแจ้งให้นางรู้โดยเร็วว่าอย่าได้อยู่ที่นี่ต่อไปอีกเลย”
“พวกท่านไม่ต้องเป็นกังวลเลย ตอนนี้เป่ยกงปลอดภัยดี พวกเรากลับมาคราวนี้ก็เพื่อช่วยพวกท่านนั่นแหละ!” เจ้าคำรามน้อยพูด “เมื่อครู่ข้าเพิ่งได้ยินหญิงชายชาติสุนัขคู่นั้นบอกว่าจะสังหารพวกท่านภายในสองปีเป็นอย่างช้าที่สุด พวกเราต้องช่วยพวกท่านออกไปจึงจะใช้ได้”
“เห็นสิ่งของของถังเอ๋อร์แล้วตื่นเต้นดีใจเกินไปจนยังไม่ได้ถามเลยว่าเจ้ากับถังเอ๋อร์มีความเกี่ยวข้องกันเช่นไร” อิ่นหลานพยายามทำให้ตนกลับมาสงบนิ่งดังเดิมแล้วเอ่ยถาม
“เจ้านายของข้าและเป่ยกงเป็นสหายที่ดีต่อกัน พวกเขาโตมาด้วยกันเลยทีเดียวนะ!” เจ้าคำรามน้อยพูด “พวกเรามีคนมากมายอยู่ด้วย จะต้องช่วยเหลือพวกท่านออกไปได้แน่”
อายุสิบสี่ปีจนถึงตอนนี้ก็นับได้ว่าโตมาด้วยกันแล้วกระมัง
“ก็ยังไม่ได้อยู่ดี พลังยุทธ์ของตระกูลเป่ยกงแข็งแกร่งเหลือเกิน คิดอยากจะช่วยพวกเราออกไปนั้นอันตรายนัก” อิ่นหลานก็ยังไม่เห็นด้วย “ถ้าหากเป็นไปได้ พวกเจ้าก็ช่วยหังเอ๋อร์ออกไปเถิด ข้าอยู่ที่นี่ บุรุษผู้นั้นคงจะไม่โมโหมากจนเกินไปนัก ถึงอย่างไรเขาก็เพียงแค่อยากได้เคล็ดวิชาลับจากข้าเท่านั้น ถ้าหากข้าหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยด้วย เช่นนั้นพวกเขาจะต้องใช้ความพยายามอย่างมากแน่นอน จะต้องจับตัวพวกเราให้ได้ถึงจะยอมเลิกรา”
“ไม่ได้ ท่านแม่ ข้าจะหนีไปคนเดียว แล้วให้ท่านต้องแบกรับสิ่งเหล่านี้ตามลำพังได้อย่างไรกันเล่า” เป่ยกงหังส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย
“ข้าจำเป็นต้องอยู่ถ่วงเวลาที่นี่” อิ่นหลานพูด “หลายปีมานี้ให้เจ้าได้รับความทุกข์ระทมถึงเพียงนี้อยู่ข้างกายข้า ข้ามิอาจเห็นเจ้าตายไปพร้อมกับข้าได้อีก ตอนนี้พี่หญิงของเจ้ากลับมาแล้ว นางน่าจะปกป้องความปลอดภัยของเจ้าได้…”
“ข้าไม่เห็นด้วย”
“เลิกเถียงกันได้แล้ว เจ้านายข้าบอกว่าต้องออกไปให้หมด ห้ามขาดแม้แต่คนเดียว” เจ้าคำรามน้อยพูด “แต่สำหรับวิธีการนั้นจำเป็นจะต้องหาตัวพวกท่านให้พบ เห็นสถานการณ์ของพวกท่านก่อนจึงจะหารือกันได้ ดังนั้นจึงต้องให้พวกท่านรออยู่ที่นี่กันสักสองวันก่อน ตอนนี้เจ้านายข้ามีคำถามต้องการจะถามพวกท่าน”
อิ่นหลานเห็นสายตาแน่วแน่ของบุตรชายตนจึงเอ่ยว่า “เจ้าถามมาสิ ถ้าหากพวกเรารู้ก็จะบอกเจ้าให้หมดเลย”
“ดี คำถามข้อแรก นานเท่าใดชายโสมมผู้นั้นจึงจะมาสักครั้งหนึ่ง”
“ชายโสมมหรือ”
“ก็คือเจ้าเป่ยกงอ้าวแสนโสมมผู้นั้นอย่างไรเล่า!”
“ราวๆ ห้าถึงสิบวัน”
“วันนี้เขาเพิ่งมา ก็หมายความว่าตามปกติแล้วคงจะไม่มาอีกภายในห้าวันนี้ใช่หรือไม่”
“น่าจะใช่”
“ดี คำถามต่อไป ตอนนี้พลังยุทธ์ของพวกท่านเป็นเช่นไรกันบ้างแล้ว”
“ข้าเป็นระดับจักรพรรดิเทพขั้นกลาง ส่วนหังเอ๋อร์ยังมิได้เลื่อนระดับเป็นระดับเทพเลย”
“ต่อไป…”
พอเจ้าคำรามน้อยถามคำถามจบแล้ว มันก็หยิบยาวิเศษขวดหนึ่งออกมาจากที่ใดก็ไม่ทราบแล้วส่งให้เป่ยกงหังพลางเอ่ยว่า “สิ่งนี้จะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของท่าน”
ตอนที่กู่อวิ๋นเอ๋อร์และเป่ยกงเอ๋อร์ไม่มีธุระก็จะมาทุบตีเป่ยกงหัง ดังนั้นบนร่างกายของเขาจึงมีทั้งบาดแผลเก่าบาดแผลใหม่มากมาย ส่วนอิ่นหลานนั้นไม่ได้รับบาดเจ็บทางร่างกายอะไรมากมายเพราะต้องหลอมยาวิเศษ
“เอาละ ข้าจะกลับแล้ว อีกสองวันค่อยมาใหม่ ไม่อย่างนั้นหากพวกเขามาที่นี่อย่างกะทันหันก็คงวุ่นวายแย่ เฮ้อ พลังยุทธ์ต่ำต้อยนี่ช่างน่าเศร้านัก!” เจ้าคำรามน้อยพูดจบแล้วถอนหายใจก่อนจะกลับไปตามทางที่มา
หลังจากเจ้าคำรามน้อยจากไปแล้ว อิ่นหลานและเป่ยกงหังก็มองประสานสายตากัน ถ้าหากมิใช่เพราะจี้ห้อยในมือของอิ่นหลาน และยาวิเศษในมือเป่ยกงหัง พวกเขาต้องคิดว่าตนเองเพียงแค่ฝันไปเท่านั้นอย่างแน่นอน
“พวกเราเพิ่งจะพูดถึงพี่หญิงไปเมื่อครู่ คิดไม่ถึงว่าจะมี…สัตว์อสูรวิเศษเช่นนี้โผล่มา นี่มันช่างน่าพิศวงเกินไปแล้ว” เป่ยกงหังพูด
“ถังเอ๋อร์ยังมีชีวิตอยู่ บนนี้ยังมีกลิ่นอายของนางอยู่ด้วย ข้าสัมผัสได้เลย” อิ่นหลานกุมจี้ห้อยเอาไว้ตรงหน้าอก “นางยังมีชีวิตอยู่ ช่างดีเสียจริง…”
ตอนที่เจ้าคำรามน้อยกลับมาถึงข้างกายซือหม่าโยวเย่ว์ ก็ได้ถ่ายทอดคำพูดของหญิงชายโสมมคู่นั้นให้นางฟัง ทำให้ซือหม่าโยวเย่ว์โกรธจนทนไม่ไหว หลังจากหายโมโหแล้วเธอจึงหยิบหินแม่ลูกออกมาติดต่อกับภายนอก
เป่ยกงถังได้รู้ว่ามารดาและน้องชายของตนยังมีชีวิตอยู่จริงๆ หัวใจที่ลอยคว้างมาตลอดจึงสงบลงได้ในที่สุด คนอื่นๆ ก็ยินดีไปกับนางด้วย บรรยากาศภายในห้องผ่อนคลายขึ้นมาในทันที
“ตอนนี้แน่ใจแล้วว่าคนยังอยู่ เช่นนั้นพวกเราก็หารือแผนการขั้นต่อไปกันเลยดีกว่า ความคิดของข้าคือ…”
วันรุ่งขึ้น ซือหม่าโยวเย่ว์ใช้ข้ออ้างว่าอยากจะไปชมบ้านตระกูลเป่ยกงสักหน่อย แล้วเดินไปเดินมาอยู่บริเวณใกล้ๆ ตอนที่กำลังจะเฉียดเข้าใกล้เรือนเล็กของพวกเป่ยกงถังในอดีตนั้นเอง หญิงสาวผู้หนึ่งก็เข้ามาขวางทางเธอเอาไว้ด้วยรอยยิ้ม
“ท่านคงเป็นคุณชายซือเย่ว์กระมัง ข้าเป่ยกงเอ๋อร์ยินดีที่ได้พบท่าน” หญิงสาวผู้นั้นค้อมกายให้ซือหม่าโยวเย่ว์เล็กน้อยด้วยท่าทีเอียงอายอยู่บ้าง
ซือหม่าโยวเย่ว์คิดไม่ถึงว่าหญิงสาวผู้นี้จะเป็นเป่ยกงเอ๋อร์ ดูแล้วคล้ายคลึงกับเป่ยกงถังอยู่บ้างจริงๆ คาดว่าสืบเชื้อสายมาจากเป่ยกงอ้าวทั้งคู่
“ที่แท้ก็คือแม่นางเป่ยกงเอ๋อร์นี่เอง ขออภัย ขออภัย” ซือหม่าโยวเย่ว์ประสานหมัดคารวะเป่ยกงเอ๋อร์แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มน้อยๆ
เป่ยกงเอ๋อร์เห็นท่าทีรักษามารยาทของซือหม่าโยวเย่ว์จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “คุณชายซือเย่ว์ ด้านนั้นคือเรือนเล็กที่ถูกทิ้งร้าง ไม่มีสิ่งใดน่าดูเลย ถ้าหากท่านอยากไปเดินเล่น มิสู้ข้าพาท่านไปเดินเล่นยังสถานที่อื่นที่ดีหน่อยแล้วกัน”
“เช่นนั้นคงต้องรบกวนแม่นางเป่ยกงแล้ว” ซือหม่าโยวเย่ว์รับคำ “ตอนที่ข้าออกมาเมื่อครู่ไม่เห็นว่ามียามรักษาการณ์และสาวใช้อยู่เลย จึงได้แต่เดินดูเองไปเรื่อยเปื่อยน่ะ”
“ได้ยินว่าราชาพิราบอินทรีไม่ชอบมนุษย์ ดังนั้นท่านปู่ทวดจึงได้บอกคนในตระกูลว่าห้ามเข้ามาใกล้ทางด้านนี้ มิน่าเล่าตอนที่ท่านออกมาจึงหาใครไม่พบเลย” เป่ยกงเอ๋อร์พูด “คุณชายซือเย่ว์อยากไปเดินเล่นที่ใดเล่า”
“ที่แท้แม่นางก็คือคุณหนูของตระกูลเป่ยกงนี่เอง ข้านี่ช่างมีตาหามีแววไม่เสียจริง” ซือหม่าโยวเย่ว์แสร้งทำเป็นประหลาดใจ “จะไปที่ใดก็แล้วแต่เจ้าเถิด ข้ามิได้มีความต้องการใดเป็นพิเศษในจุดนี้ ข้าก็แค่เห็นคฤหาสน์หลังนี้ของพวกเจ้าช่างยิ่งใหญ่นัก จึงอยากชมสักหน่อย ที่ใดที่ทิวทัศน์ดีก็ไปที่นั่นแล้วกัน”
“เช่นนั้นคุณชายซือเย่ว์จงตามข้ามา” เป่ยกงเอ๋อร์เดินนำ “บริเวณใดของตระกูลเป่ยกงที่มีทิวทัศน์งดงาม ท่านยิ่งต้องตามข้ามาเลยจริงๆ เพราะข้าเข้าใจเรื่องพวกนี้ดีที่สุดแล้ว”
“วันนี้ข้าช่างโชคดียิ่งนักที่ได้มาพบคุณหนู!”
“คุณชายซือเย่ว์เกรงใจเกินไปแล้ว” เป่ยกงเอ๋อร์กล่าว “ใช่แล้ว ท่านออกมาเดินเล่น แล้วพวกราชาพิราบอินทรีเล่า”
“ฝึกสมาธิอยู่ในห้องน่ะ!” ซือหม่าโยวเย่ว์มองเป่ยกงเอ๋อร์ อยากรู้ว่าสิ่งที่นางกำลังทำอยู่นั้นคือความคิดชั่วร้ายอันใด
“อ้อ” เป่ยกงเอ๋อร์แววตากลอกกลิ้งไปมา จากนั้นจึงแสร้งทำเป็นถามอย่างไม่ตั้งใจว่า “ได้ยินว่าท่านกับเผ่าพันธุ์พิราบอินทรีมีไมตรีอันดียิ่งต่อกัน จนราชาพิราบอินทรีถึงกับลงจากเขามาด้วยตนเองเพื่อท่าน! ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องอันใดหรือ พอจะบอกข้าน้อยได้หรือไม่”
ซือหม่าโยวเย่ว์ได้ยินคำเรียกหาว่าข้าน้อยก็คลื่นไส้จนแทบจะอาเจียน แต่ก็ยังแสร้งแสดงสีหน้าต่อไป
“อันที่จริงแล้วก็มิใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก ก็แค่ท่านปู่ทวดของข้าเคยช่วยเหลือราชาพิราบอินทรีเอาไว้เท่านั้นเอง”
“เช่นนั้น… พวกมันได้ให้ท่านทำพันธสัญญากับพิราบอินทรีของพวกมันหรือไม่ ได้ยินว่าพิราบอินทรีบินได้อย่างรวดเร็วยิ่ง เป็นความจริงหรือไม่”
ซือหม่าโยวเย่ว์ยิ้มเย็นชาในใจ นางเผยหางจิ้งจอกออกมาอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้เลยหรือ
………………………………………