สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 417 จ้าวสุริยันและจ้าวพิภพจันทรา
ผมลองเปลี่ยนจาก ความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต เป็น ความว่างเปล่าไร้ที่
สิ้นสุด ผมว่ามันดูกว้างมากกว่าคำว่าไร้ขอบเขตดี ถ้าไม่ชอบบอกน้องน้า เดี๋ยว
เปลี่ยนกลับให้งับบ
แวะมาลงให้ก่อนตอนนึงงง ตอนยาวๆ จุใน แปลตั้งแต่เช้าเพิ่งเสร็จ
55555555555555555
เชิญรับชมค้าบบบ
…………………..
“หนีได้เร็วดีนี่”
หลินหยวนเหลือบมองจ้าวอสูรทั้ง 19 ตนที่กำลังหนีไปอย่างบ้าคลั่งและ
หายไปในพริบตา
ไม่ได้สนใจมากนัก
ความสนใจส่วนใหญ่ของเขาจดจ่ออยู่กับสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่า 3 ตัวที่
อยู่ในกรงบนฝ่ามือขวาของเขา
พูดให้ชัดก็คือราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าที่มีร่างกายเป็นสีทอง
สิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าอีก 2 ตัวไม่ได้ใช้พลังของหลินหยวนมากนัก
พลังงานส่วนใหญ่ใช้ไปกับราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่า
ราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าตัวนี้มีพลังที่แข็งแกร่งกว่าจ้าวอสูร
ทั่วไปมาก
ถ้าหลินหยวนไม่ได้มาถึงก่อนหน้านี้ หากจ้าวอสูรเทียนม่าง จ้าวอสูรปาโฉ่ว
และจ้าวอสูรเกือบ 20 ตนอื่นๆ บุกเข้าไปในรังของสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่า
โดยอาศัยความได้เปรียบด้านจำนวน
พวกเขาคงจะถูกกวาดล้างทั้งหมด
ราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าตัวนี้ซ่อนพลังที่แท้จริงของมันไว้
ทำให้จ้าวอสูรทั้ง 19 ตนที่อยู่นอกรังเห็นภาพลวงตาที่สามารถรับมือได้
มันกำลังรอให้จ้าวอสูรบุกเข้ามาเพื่อที่จะกวาดล้างพวกมันทั้งหมด
จ้าวอสูรเทียนม่างและจ้าวอสูรตนอื่นๆ คิดว่าตัวเองเป็นนักล่า แต่หารู้ไม่
ว่าพวกมันได้กลายเป็นเหยื่อของสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าไปแล้ว
และหลังจากที่หลินหยวนปรากฏตัว ราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่า
ตัวนี้ก็รู้สึกถึงความผิดปกติ
ดังนั้นมันจึงต้องการหนีออกไปก่อน
แต่หลินหยวนกลับลงมือทันที คว้ามันออกมาด้วยการโจมตีครั้งที่ 3
นี่เป็นเหตุผลที่หลินหยวนไม่สนใจจ้าวอสูรทั้ง 19 ตน
หากช้าไปแม้แต่นิดเดียว ราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าตัวนี้อาจหนี
ไปได้
“น่าสนใจ”
“ฉลาดไม่เบา”
หลินหยวนมองราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าที่อยู่ในฝ่ามือด้วย
ความสนใจ
มองจากภายนอก ราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าตัวนี้ดูอ่อนแอมาก
ถูกมัดแน่นอยู่ในฝ่ามือของหลินหยวน
สิ่
นี้
แต่หากมองจากมุมมองของราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าตัวนี้ มัน
กลับอยู่ในห้วงมิติที่กว้างใหญ่ เหมือนกับดินแดนลับในความว่างเปล่าขนาดเล็ก
กว้างใหญ่ไพศาล
ไม่ว่าราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าจะโจมตีหรือดิ้นรนอย่างไร มันก็
ไม่สามารถหลุดพ้นจากความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุดนี้ได้
หลังจากที่กฎการหลอมรวมกาลอวกาศไปถึงระดับ 5 หลินหยวนสามารถ
รวมกาลอวกาศที่ค่อนข้างสมบูรณ์ได้ชั่วคราวหากเขาต้องการ
นี่เป็นหนึ่งในวิธีที่ผู้แข็งแกร่งระดับ 11 ขั้นสูงสุดใช้เพื่อหลุดพ้นจาก
พันธนาการของแม่น้ำแห่งกาลเวลาเมื่อพยายามทะลวงไปสู่ระดับสูงสุด
“ได้เวลาแล้ว”
ครู่ต่อมา พลังของกาลอวกาศก็กลายเป็นพลังแห่งการทำลายล้าง
สิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าสองตัวที่อยู่ข้างๆ ราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความ
ว่างเปล่าก็หายไปอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าสีทองก็เริ่มสลายไปเช่นกัน
“อืม สบายจัง…”
การฆ่าสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าระดับ 9 ทำให้เจตจำนงแห่งจิตใจของ
หลินหยวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก
การฆ่าสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าระดับ 9 8 ตัวติดต่อกันทำให้เจตจำนง
แห่งจิตใจของหลินหยวนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20%
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ดัชนีเจตจำนงแห่งจิตใจเดิม 10 ล้านจุด ตอนนีเพิ่มขึ้น
เป็น 12 ล้านจุด
เพิ่มขึ้นมาก แต่ก็อยู่ในความคาดหมายของหลินหยวน
อย่างไรก็ตาม
ที่
สิ่
ที่
หลังจากที่ราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าสีทองตายไป พลังที่กลาย
เป็นไอทำให้เจตจำนงแห่งจิตใจของหลินหยวนเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในทันที
เจตจำนงแห่งจิตใจของหลินหยวนเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านจุด ทันที
ต้องรู้ว่ายิ่งเจตจำนงแห่งจิตใจสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นยากเท่านั้นจาก
เจตจำนงแห่งจิตใจ 10 ล้านจุด เพิ่มขึ้นเป็น 12 ล้านจุด
กับจากเจตจำนงแห่งจิตใจ 12 ล้านจุด เพิ่มขึ้นเป็น 14 ล้านจุดแม้ว่าจะ
เพิ่มขึ้น 2 ล้านจุดเท่ากัน
แต่ความยากก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ยิ่งไปกว่านั้น เจตจำนงแห่งจิตใจของหลินหยวนเพิ่มขึ้นจาก 12 ล้านจุด
เป็น 20 ล้านจุดทันที
จากจุดนี้ จะเห็นได้ว่าราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าสีทองนั้นน่ากลัว
เพียงใด ยิ่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าแข็งแกร่งเท่าไหร่เจตจำนงแห่งจิตใจที่
เพิ่มขึ้นหลังจากฆ่ามันก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
“เจตจำนงแห่งจิตใจ 20 ล้านจุด แม้แต่ในจักรวาลหลัก ก็มีสิ่งมีชีวิตน้อย
มากที่สามารถไปถึงระดับนี้ได้ก่อนระดับ 12 ? แม้แต่สิ่งมีชีวิตพิเศษเหล่านั้นที่
เกิดตั้งแต่จุดเริ่มต้นของจักรวาล ก็มีเจตจำนงแห่งจิตใจประมาณ 10 ล้านจุด
ส่วน 20 ล้านจุด?”
“ยาก หายาก หายากสุดๆ!”
หลินหยวนยิ้มออกมา
หากไม่มีสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่ามากมายในดินแดนลับในความว่าง
เปล่า เจตจำนงแห่งจิตใจของเขาคงต้องใช้เวลานานกว่าจะมาถึงระดับนี้
ตามการแบ่งระดับเจตจำนงแห่งจิตใจของผู้แข็งแกร่งจากทุกเผ่าพันธุ์ใน
จักรวาลหลัก เจตจำนงแห่งจิตใจ 18 ล้านจุด เป็นขีดจำกัดของสิ่งมีชีวิตระดับ
11
นั่
หากเกิน 18 ล้านจุด นั่นถือเป็นขอบเขตของระดับ 12 แล้ว
นั่นคือขอบเขตที่ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเท่านั้นที่สามารถไปถึงได้
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดหลุดพ้นจากแม่น้ำแห่งกาลเวลา เจตจำนงแห่งจิตใจของ
พวกเขาถูกขัดเกลาด้วยพลังจาก “ริมฝั่ง” จึงสูงกว่า 18 ล้านจุด มาก
“ไม่คิดเลยว่าความสามารถแรกของเราที่สามารถไปถึงเกณฑ์ของระดับ 12
จะเป็นเจตจำนงแห่งจิตใจ?”
หลินหยวนรู้สึกดีใจ ก่อนการข้ามมิติครั้งที่ 10 หลินหยวนคิดว่าต้องเป็นกฎ
การหลอมรวมกาลอวกาศมาโดยตลอด ที่สามารถไปถึงเกณฑ์ของระดีบ 12 ได้
ก่อนความสามารถอื่นๆ
ด้วยความเข้าใจในกฎการหลอมรวมกาลอวกาศของผู้แข็งแกร่งจากทุกเผ่า
พันธุ์พันธ์ุุ บวกกับความเข้าใจท้าทายสวรรค์ของหลิน
หยวน แม้ว่าการข้ามมิติครั้งนี้จะสิ้นสุดลง กฎการหลอมรวมกาลอวกาศจะ
ไม่ถึงระดับ 6 แต่หลังจากกลับไปแล้ว ก็มีโอกาสสูงที่จะทะลวงข้ามไปได้
แม้ว่าจะไม่ใช่กฎการหลอมรวมกาลอวกาศ ก็เป็นกฎการหลอมรวม
ระหว่างกฎหลักอื่นๆ
การเดินทางในโลกสองมิติ หลินหยวนกลายเป็นผู้ชนะคนสุดท้าย ได้รับทุก
อย่างของผู้แข็งแกร่งจากทุกเผ่าพันธุ์ ไม่ใช่แค่ความเข้าใจในกฎการหลอมรวม
กาลอวกาศ แต่ยังมีความเข้าใจในกฎการหลอมรวมอื่นๆ อีกมากมาย
ความเข้าใจในกฎการหลอมรวมกาลอวกาศเป็นเพียงสิ่งที่ผู้อาวุโส
“กระดาษเปล่า” ได้จัดเรียงและขัดเกลาไว้แล้ว ง่ายต่อการดูดซับที่สุดเท่านั้น
นอกจากกฎการหลอมรวมกาลอวกาศแล้ว กฎแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
กฎแห่งการทำลายล้าง และกฎการหลอมรวมระหว่างกฎหลักอื่นๆ ของหลิน
หยวนก็ไปถึงระดับ 6 แล้ว
ทั่
นี้
โดยทั่วไปแล้ว กฎการหลอมรวมระหว่างกฎหลักประเภทนี้ ระดับ 7 เป็น
ขอบเขตที่ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเท่านั้นที่สามารถเข้าใจได้
“แต่…ด้วยเจตจำนงแห่งจิตใจในระดับปัจจุบันของเรา ถึงแม้ว่าจะฆ่าสิ่งมี
ชีวิตในความว่างเปล่าระดับ 9 มากแค่ไหน ก็ไม่สามารถเพิ่ม
ดัชนีเจตจำนงแห่งจิตใจได้มากนัก หรือว่าต่อไปเราต้องไปตามหาราชา
แห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่า?”
หลินหยวนถอนหายใจในใจ
ราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่า?
หลินหยวนเดินทางในดินแดนลับในความว่างเปล่ามามากกว่า 300 ปี ก็
เพิ่งเจอครั้งนี้ครั้งแรก ส่วนในช่วงเวลาอื่นๆ ก็แค่เคยได้ยินมาเท่านั้น
สำหรับจ้าวอสูรส่วนใหญ่ การพบกับราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่า
ไม่ใช่เรื่องดี
เช่นครั้งนี้ หากหลินหยวนไม่มา ชะตากรรมของจ้าวอสูรทั้ง 19 ตนก็แทบ
จะถูกกำหนดไว้แล้ว
“ยิ่งเจตจำนงแห่งจิตใจแข็งแกร่งเท่าไหร่ พลังในการต่อสู้ก็จะยิ่งมากขึ้น
เท่านั้น การป้องกันทางจิตวิญญาณก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วยโดยสรุปแล้ว ระดับ
ของเจตจำนงแห่งจิตใจมีผลกระทบในวงกว้างมาก”
หลินหยวนคิดกับตัวเอง
หากผู้แข็งแกร่งระดับเดียวกันต่อสู้กัน หากเจตจำนงแห่งจิตใจไม่ต่างกัน
มากก็ไม่เป็นไร แทบไม่มีผลกระทบ
แต่ถ้าต่างกันมาก ภายใต้เงื่อนไขที่รากฐานอื่นๆ ใกล้เคียงกันเพียงแค่ช่วง
เวลาที่ปะทะกัน การปะทะกันของเจตจำนงแห่งจิตใจ ฝ่ายที่อ่อนแอกว่าย่อม
ต้องถูกปราบปราม
หากเจตจำนงแห่งจิตใจต่างกันมากเกินไป ไม่จำเป็นต้องเกิดต่อสู้ แค่มอง
ด้วยสายตาเพียงแวบเดียวก็สามารถกำจัดศัตรูได้แล้ว
ด้วยเจตจำนงแห่งจิตใจ 20 ล้านจุดของหลินหยวนในปัจจุบันหากเขามี
เจตนาต้องการฆ่า สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ต่ำกว่าระดับ 11 แค่เหลือบมองก็เพียง
พอแล้ว
เมื่อเทียบกับการโจมตีทางกายภาพและการโจมตีทางจิตวิญญาณ การ
ปราบปรามทางเจตจำนงแห่งจิตใจนั้นมองไม่เห็นมากกว่า
ถึงแม้ว่าร่างกายส่วนหนึ่งของผู้แข็งแกร่งสูงสุดจะมีโลกเสมือนจริงกั้นไว้ใน
ตอนที่ทำความเข้าใจ แต่แค่เพียงร่างกายส่วนหนึ่งของมัน กลับสามารถทำให้ผู้
วิวัฒนาการระดับกลางและระดับล่างจำนวนนับไม่ถ้วนบ้าคลั่งได้
หลินหยวนในปัจจุบัน แม้ว่าโดยรวมจะยังไม่ถึงขอบเขตของผู้แข็งแกร่ง
สูงสุด แต่อย่างน้อยในแง่ของเจตจำนงแห่งจิตใจ เขาก็ถือว่าใกล้เคียงกับผู้
แข็งแกร่งสูงสุดแล้ว
“แต่สิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าเหล่านี้…”
หลินหยวนมองไปที่ดินแดนลับในความว่างเปล่าตรงหน้าด้วยสายตาที่
จริงจัง
300 ปีก่อน กฎการหลอมรวมกาลอวกาศของหลินหยวนอยู่แค่ระดับ 3 เขา
เข้าสู่ดินแดนลับในความว่างเปล่าผ่านสัญลักษณ์แผนภาพ
เขายังไม่เข้าใจการกำเนิดของดินแดนลับแห่งนี้ รู้เพียงว่าผู้ทีสร้างดินแดน
ลับแห่งนี้มีความเชี่ยวชาญในกฎการหลอมรวมกาลอวกาศอย่างน้อยระดับ 6
แต่ตอนนี้?
กฎการหลอมรวมกาลอวกาศของหลินหยวนได้มาถึงระดับ 5 แล้ว แม้ว่าจะ
ยังเทียบไม่ได้กับขอบเขตของผู้สร้างดินแดนลับ แต่เขาก็สามารถมองเห็นแก่น
แท้ของดินแดนลับในความว่างเปล่าได้บ้าง
ที่
นี้
ในสายตาของหลินหยวน ดินแดนลับในความว่างเปล่าที่เรียกว่านี้เป็น
เพียง “ตาข่าย” ของความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุดนี้
ส่วนสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าก็คือสิ่งมีชีวิตจากนอกความว่างเปล่าไร้ที่
สิ้นสุด หรือก็คือสิ่งมีชีวิตในรอยแยกระหว่างมิติ
ในทางทฤษฎีแล้ว สิ่งมีชีวิตจากรอยแยกเหล่านี้ไม่มีทางเข้าสู่มิติของความ
ว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุดได้อย่างแน่นอน
แต่เนื่องจาก “ตาข่าย” ของดินแดนลับในความว่างเปล่า ทำให้สิ่งมีชีวิต
จากรอยแยกเหล่านี้มีโอกาสเข้ามาได้ แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ก็เหมือนปลาที่อยู่บน
เขียง ออกไปไม่ได้
ชะตากรรมของสิ่งมีชีวิตจากรอยแยกเหล่านี้คือรอความตายหรือไม่ก็ถูก
จ้าวอสูรฆ่า กลายเป็นอาหารเสริมเจตจำนงแห่งจิตใจ
“น่าทึ่ง”
หลินหยวนชื่นชมในใจ วิธีการแบบนี้เป็นเรื่องรอง การดึงดูดและกักขังสิ่งมี
ชีวิตในรอยแยกระหว่างมิติเพื่อให้จ้าวอสูรฆ่า เพิ่มพูนฐานการฝึกฝนของจ้าว
อสูรในความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด
ในแง่หนึ่ง หลินหยวนถือเป็นผู้ได้รับประโยชน์เช่นกัน
“สิ่งมีชีวิตภายในมิติและสิ่งมีชีวิตภายนอกมิติมีแก่นแท้ที่ตรงกันข้ามกัน
แต่ทั้งสองสามารถเสริมกันได้”
“จ้าวอสูรสามารถเพิ่มพูนเจตจำนงแห่งจิตใจได้โดยการฆ่าสิ่งมีชีวิตใน
ความว่างเปล่า”
“หากสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าสามารถฆ่าจ้าวอสูรได้ พวกมันก็จะได้รับ
การเพิ่มพูนในบางด้านเช่นกัน”
“แต่เนื่องจากดินแดนลับในความว่างเปล่าอยู่ในความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด
จ้าวอสูรจึงมีมากมายไม่ขาดสาย ทำให้เกิดปรากฏการณ์ทีสิ่งมีชีวิตในความว่าง
เปล่าถูกฆ่าอย่างไม่เลือกหน้า”
หลินหยวนคิดกับตัวเอง
ในขณะที่หลินหยวนกำลังครุ่นคิด
เจ้าแห่งสามหยินก็เข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
“นายท่าน นายท่าน”
เจ้าแห่งสามหยินหวาดกลัว พลังที่แผ่ออกมาจากที่นี่นั้นน่าสะพรึงกลัวเกิน
ไป และจ้าวอสูรที่หนีไปเหมือนหมาจรจัดเมื่อครู่นี้
“นี่?”
หลังจากที่เจ้าแห่งสามหยินมาถึง สิ่งแรกที่มันสังเกตเห็นคือรังขนาดใหญ่ที่
อยู่ไกลออกไป และหลุมดำที่เต็มไปด้วยพลังที่ป่าเถื่อน
รังเกือบจะถูกหลุมดำนี้ทะลวง แม้ว่าจะไม่รู้ว่าหลุมดำนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
เจ้าแห่งสามหยินก็สามารถสัมผัสถึงร่องรอยที่น่ากลัวทีหลงเหลืออยู่ได้อย่าง
เลือนราง
ราวกับว่ายักษ์สูงเสียดฟ้าที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ยื่นมือขวาไปที่รังขนาดใหญ่
นี้ ทุกสิ่งที่ขวางทางล้วนสลายหายไป
ยิ่งมอง เจ้าแห่งสามหยินก็ยิ่งหวาดกลัว
และตอนนี้เหลือเพียงหลินหยวนคนเดียว จ้าวอสูรตนอื่นๆ ล้วนหนีไปหมด
แล้ว ซึ่งก็สามารถอนุมานได้ว่าพลังของหลินหยวนเหนือกว่าจ้าวอสูรเหล่านั้น
“ไปกันเถอะ”
หลินหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมุ่งหน้าไปในทิศทางอื่น
ตอนนี้สิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าทั้งหมดถูกฆ่าหมดแล้ว ที่นี่ไม่มีประโยชน์
สำหรับหลินหยวนอีกต่อไป เขาจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ต่อ
ที่
นึ่
อีกที่หนึ่งในดินแดนลับในความว่างเปล่า
จ้าวอสูรปาโฉ่วและจ้าวอสูรเทียนม่างมารวมตัวกันอีกครั้ง
จ้าวอสูรทั้ง 19 ตนกระจัดกระจายกันไป เมื่อเห็นว่าจ้าวสุริยันไม่ได้ไล่ตาม
พวกเขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
โดยเฉพาะจ้าวอสูรเทียนม่าง มันเผชิญหน้ากับสายตาของหลินหยวน
โดยตรง
ความกดดันที่ราวกับว่าความว่างเปล่ากำลังจะพังทลายนั้นทำให้จ้าวอสูร
เทียนม่างที่เตรียมคำพูดมากมายเพื่อ “ข่มขู่” เล็กน้อยโดยอาศัยจ้าวอสูรทั้ง 19
ตน
ยอมแพ้โดยไม่ลังเลและหนีไปอย่างรวดเร็ว
“เทียนม่าง เกิดอะไรขึ้น ทำไมเจ้าถึงได้ขี้ขลาดแบบนั้นในตอนท้าย?”
จ้าวอสูรปาโฉ่วพูดด้วยความไม่พอใจ
หากไม่ใช่เพราะจ้าวอสูรเทียนม่างนำในการหนี จ้าวอสูรอีก 18 ตนคงไม่
แตกกระเจิงอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็ยังสามารถยืนหยัดได้อีกสักพัก
จ้าวอสูรปาโฉ่วสามารถมองออกว่าเพื่อที่จะปราบปรามสิ่งมีชีวิตในความ
ว่างเปล่า 3 ตัวในมือขวา จ้าวสุริยันคงไม่มีเวลามาสนใจอย่างอื่น นี่เป็นโอกาส
ของพวกมัน
“ขี้ขลาด?”
จ้าวอสูรเทียนม่างนิ่งเงียบ
หากไม่นับความกดดันที่มันเผชิญ พฤติกรรมของมันก็ถือว่าขีขลาดจริงๆ
“ถ้าไม่ขี้ขลาด ข้าก็คงตายไปแล้ว”
จ้าวอสูรเทียนม่างพูดตรงๆ
นั้
การรับรู้ของเทพอสูรนั้นเฉียบแหลมมาก โดยเฉพาะจ้าวอสูรระดับ 9
ในขณะที่เผชิญหน้ากับสายตาของหลินหยวน จ้าวอสูรเทียนม่างรู้สึกถึงภัย
คุกคามที่แท้จริงของความตาย
ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ทำไมมันถึงทำแบบนี้?
“ตาย?”
จ้าวอสูรปาโฉ่วมีสีหน้าจริงจังเล็กน้อย
มันรู้จักจ้าวอสูรเทียนม่างมานานแล้ว รู้ว่าอีกฝ่ายจะไม่พูดเกินจริงในเรื่อง
สำคัญ
“จ้าวสุริยันตนนั้นแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยหรือ?”
จ้าวอสูรปาโฉ่วไม่อยากจะเชื่อ จ้าวอสูรทุกตนต้องใช้เวลานานกว่าจะ
เติบโตขึ้นมาได้ ในช่วงเวลานี้ย่อมต้องมีปฏิสัมพันธ์กับจ้าวอสูรตนอื่นๆ
แต่จ้าวสุริยัน
ตั้งแต่ปรากฏตัวครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน ก็แค่ 300 ถึง 500 ปีเท่านั้น
300 ถึง 500 ปี?
อย่าว่าแต่จ้าวอสูรเลย แม้แต่เทพอสูรระดับ 6 ระดับ 7 คงเป็นช่วงเวลา
เพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้น
“น่าจะเป็นจ้าวอสูรระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบ”
จ้าวอสูรเทียนม่างพูดอย่างจริงจัง
“ระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบ?”
จ้าวอสูรปาโฉ่วแทบหยุดหายใจ
ที่สิ้
นื่
ในความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด เนื่องจากการมีอยู่ของดินแดนลับในความว่าง
เปล่า ทำให้มีจ้าวอสูรระดับ 9 อยู่บ้าง
แต่จ้าวอสูรระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบนั้นหายากมาก
จ้าวอสูรระดับนี้มีความสามารถในการฆ่าจ้าวอสูรทั่วไป
สำหรับพวกมัน การเป็นเทพอสูรระดับ 10 ในตำนานคือเป้าหมายสูงสุด
ในความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด จ้าวอสูรระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบนั้นมีน้อย
มาก ไม่เกินร้อยตน
“ตอนนี้ควรทำอย่างไร?”
จ้าวอสูรปาโฉ่วอดไม่ได้ที่จะถาม
มันไม่รู้ว่าเรื่องนี้ร้ายแรงขนาดนี้
จ้าวสุริยันที่พวกมันเผชิญหน้าเมื่อครู่นี้เป็นจ้าวอสูรระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์
แบบ?
“ทำอย่างไร?”
จ้าวอสูรเทียนม่างมองจ้าวอสูรปาโฉ่ว
“จะทำอย่างไรได้? ต่อไปถ้าเจอจ้าวสุริยัน ก็ต้องหลบให้ไกลๆ”
“ใช่ หลบให้ไกลๆ”
จ้าวอสูรปาโฉ่วตกใจ รีบพูด
ความแข็งแกร่งระหว่างจ้าวอสูรทั่วไปแม้จะต่างกัน แต่ก็ไม่มากเกินไป ถึง
แม้ว่าแพ้ ก็ทำเพียงแค่ถอยเท่านั้น
แต่จ้าวอสูรระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบสามารถฆ่าจ้าวอสูรทั่วไปได้ความ
หมายนั้นต่างกัน
ที่
ยื่
ในหมู่เทพอสูร ผู้ที่อ่อนแอกว่าก็ตกเป็นเหยื่อ แม้ว่าจะไปถึงระดับจ้าวอสูร
แล้ว การกินพวกเดียวกันก็แทบไม่มีความหมาย
แต่มีจ้าวอสูรบางตนที่ชอบกินพวกเดียวกัน
ฉากที่อยู่นอกรังของสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าถูกจ้าวอสูรทั้ง 19 ตนเห็น
ด้วยเหตุนี้ เรื่องพลังของจ้าวสุริยันจึงแพร่กระจายไปในหมู่จ้าวอสูรอย่าง
รวดเร็ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเกี่ยวข้องกับจ้าวอสูรระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบ จ้าว
อสูรหลายตนจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษ และมีความอ่อนไหวต่อข้อมูลของจ้าว
สุริยัน
“จ้าวสุริยันแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยหรือ?”
“ภายในรังของสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่านั้นมีสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่า
ระดับ 9 อยู่ 9 ตัว? หนึ่งในนั้นยังเป็นราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่า?”
“กับดัก นี่เป็นกับดัก ราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าตัวนั้นต้องมีพลัง
ใกล้เคียงกับระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบ บวกกับความได้เปรียบในฐานะเจ้าบ้าน
หากพวกเจ้ากล้าบุกเข้าไป ก็ต้องบาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน มีโอกาสสูงที่จะ
ถูกกวาดล้างทั้งหมด”
เมื่อข้อมูลแพร่กระจายออกไป รายละเอียดต่างๆ ของรังในความว่างเปล่า
และรูปร่างของราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าก็ถูกเปิดเผย ทำให้จ้าวอสูร
หลายตนตกใจกลัว ข้อสรุปที่ได้ยิ่งทำให้จ้าวอสูรหลายตนตกตะลึง
“ราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าที่ใกล้เคียงกับระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์
แบบ? ถูกจ้าวสุริยันคว้าออกมาจากส่วนลึกของรังโดยตรงไม่สามารถต้านทาน
ได้เลย?”
“พลังของจ้าวสุริยันตนนี้ไม่ใช่แค่ใกล้เคียงกับระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบ แต่
ต้องเป็นระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบอย่างแน่นอน”
ขั้
“นอกจากจ้าวอสูรระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว จ้าวอสูรตนใดจะสามารถ
มองราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าที่ใกล้เคียงกับระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบ
เป็นของเล่นได้?”
จ้าวอสูรแต่ละตนรู้สึกเสียวสันหลัง โดยเฉพาะจ้าวอสูรเทียนม่างจ้าวอสูร
ปาโฉ่ว และจ้าวอสูรอีก 17 ตนที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นไปอีก
พูดให้ชัดก็คือ จ้าวสุริยันเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตพวกเขา?
การพูดคุยกันของจ้าวอสูรในดินแดนลับในความว่างเปล่าและในความว่าง
เปล่าไร้ที่สิ้นสุดทำให้จ้าวสุริยันกลายเป็นที่สนใจ
แต่นี่เป็นสิ่งที่หลินหยวนคาดการณ์ไว้แล้ว เมื่อพลังของเขาแข็งแกร่งขึ้น
เรื่อยๆ และฆ่าสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่ามากขึ้นเรื่อยๆการเปิดเผยพลังเป็น
เพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
หลินหยวนในปัจจุบันมีพลังการต่อสู้ที่อยู่ในระดับสูงสุดของความว่างเปล่า
ไร้ที่สิ้นสุดแล้ว ไม่ถึงกับไม่กลัวอะไร แต่ก็ใกล้เคียงดังนั้นเขาจึงไม่สนใจสิ่งเหล่า
นี้
แม้ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นจริง ๆ ก็เป็นเรื่องของวิญญาณสุริยะแค่
วิญญาณสุริยะเพียงร่างหนึ่งเท่านั้น ต่อให้ดับสลายไป หลินหยวนก็สามารถ
รวบรวมขึ้นมาใหม่ได้ในเวลาไม่นาน
“โลกที่ 40 …”
ในความว่างเปล่าที่มืดมิด วิญญาณจันทราของหลินหยวนกำลังหลอมรวม
เข้ากับโลกหนึ่งอย่างเงียบๆ ฝังเมล็ดพันธุ์ของต้นอสูรลงไปในส่วนลึกของโลก
ในช่วงเวลามากกว่า 300 ปี วิญญาณจันทราของหลินหยวนได้ยึดครอง
โลกทีละโลก เพื่อเผยแพร่ระบบการฝึกฝนวรยุทธ์ เป็นฐานทีมั่นของวรยุทธ์ของ
หลินหยวนในมิตินี้
“การกระทำของเราในการยึดครองโลกได้ดึงดูดความสนใจของเทพอสูร
หลายตน รวมถึงจ้าวอสูรบางตนด้วย”
หลินหยวนคิดกับตัวเอง
สำหรับเทพอสูรแล้ว โลกคืออาหาร หลังจากยึดครองโลกแล้วถึงแม้ว่าจะ
ไม่ได้กลืนกินในทันที แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะปกป้องสิ่งมีชีวิตในโลกและเผยแพร่
ระบบการฝึกฝนอย่างหลินหยวน
พฤติกรรมที่ผิดปกติเช่นนี้ยากที่จะปกปิดจากเทพอสูร เทพอสูรบางตนมี
ความสามารถพิเศษ สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ภายในโลกได้
ด้วยเหตุนี้
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา โลกที่หลินหยวนยึดครองมักจะถูกเทพอสูร
อื่นๆ รบกวนหรือแม้แต่โจมตี
“โชคดีที่เจตจำนงแห่งจิตใจของเราแข็งแกร่งขึ้นมาก สามารถรักษาพลัง
การต่อสู้ของร่างอวตารหลายร่างได้พร้อมกัน”
หลินหยวนคิดกับตัวเอง
ร่างอวตารไม่ใช่ร่างแยก เพื่อที่จะรักษาพลังการต่อสู้ของร่างอวตาร ต้องมี
เจตจำนงแห่งจิตใจที่แข็งแกร่งเพียงพอ
เจตจำนงแห่งจิตใจของหลินหยวนมาถึง 20 ล้านจุด แม้ว่าก่อนทีจะฆ่า
ราชาแห่งสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าก็เกิน 10 ล้านจุดแล้วดังนั้นจึงสามารถ
รักษาพลังการต่อสู้ของร่างอวตารให้อยู่ในระดับที่ดีได้
บวกกับร่างกายที่ต้นอสูรสร้างขึ้นในโลก แม้ว่าจะยังไม่นาน ไม่สามารถ
สมบูรณ์แบบใกล้เคียงกับร่างทองคำของบรรพชนแห่งวรยุทธ์ แต่ก็เทียบเท่ากับ
ร่างกายของเทพอสูรแล้ว เมื่อใส่เจตจำนงแห่งจิตใจเข้าไปเล็กน้อย ก็สามารถ
สร้างร่างอวตารได้ โดยอาศัยความได้เปรียบในฐานะเจ้าบ้าน ก็สามารถป้องกัน
การทดสอบของเทพอสูรเหล่านั้นที่คอยมารบกวนได้
หากไม่มีร่างอวตารเหล่านี้
ถ้ามีแค่วิญญาณจันทราของหลินหยวนล่ะ?
ถึงแม้ว่าวิญญาณจันทราจะมีพลังแข็งแกร่ง แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก
อย่างมากก็แค่ปกป้องโลกใกล้เคียงไม่กี่แห่งเท่านั้น
“เราต้องการเผยแพร่ระบบการฝึกฝนวรยุทธ์ จึงต้องปกป้องสิ่งมีชีวิตใน
โลก และสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็เป็นอาหารของเทพอสูร เทพอสูรที่แข็งแกร่งเหล่า
นั้น อยู่ดีๆคงไม่ยอมเห็นอาหารของตัวเองแข็งแกร่งขึ้นมา”
หลินหยวนคิดกับตัวเอง ด้วยพลังที่วิญญาณจันทราแสดงออกมา อย่าว่า
แต่ยึดครองโลก 40 แห่ง แม้จะยึดครอง 400 แห่ง หรือ 1,000 แห่ง ก็ไม่มีเทพ
อสูรตนใดกล้าพูดอะไร
ในความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด เทพอสูรคือผู้ปกครองที่แท้จริง และระหว่าง
เทพอสูรกับเทพอสูรก็คือการกินกัน ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าย่อมปกครองทุกสิ่ง
แต่หลังจากที่หลินหยวนยึดครองโลกแล้ว เขาไม่ได้กลืนกินอาหาร กลับ
เลี้ยงดูอาหาร ทำให้เทพอสูรหลายตนไม่เข้าใจหรือแม้แต่โกรธ
จึงมีการทดสอบต่างๆ ตามมา
“หากเทพอสูรเหล่านี้รู้ว่าเราไม่ใช่เทพอสูร แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากโลก
คงไม่ใช่แค่การทดสอบแล้ว แต่คงต้องฆ่าเราอย่างไม่ลังเลอย่างแน่นอน”
หลินหยวนคิดกับตัวเอง
ปัจจุบัน ร่างทองคำของบรรพชนแห่งวรยุทธ์ของหลินหยวนนั้นเกิดจาก
พลังต้นกำเนิดของโลกเทียนชิง มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเทพอสูร
แต่วิญญาณจันทราและวิญญาณสุริยะนั้นมาจากร่างวิญญาณลวงตา ถึง
แม้ว่าจะใช้《ความจริงและภาพลวงตา》เปลี่ยนจากลวงตาเป็นจริง (สรุปเป็นร่าง
แยกจันทรา และร่างแยกสุริยะนะครับ ไม่ใช่ร่างวิญญาณ แต่เป็นร่างเนื้อหนัง)
แต่มันก็ยังเหนือกว่าร่างกายทั่วไป มีความคล้ายคลึงกับเทพอสูรอยู่บ้าง ดัง
นั้นจึงถูกมองว่าเป็นเทพอสูรเช่นเดียวกัน
“ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป”
ที่
ยื้
“ตราบใดที่ยังยื้อเวลาต่อไป เราก็จะชนะอย่างแน่นอน”
หลินหยวนไม่ตื่นตระหนกเลย ด้วยความเข้าใจท้าทายสวรรค์เขาแข็งแกร่ง
ขึ้นตลอดเวลา ตราบใดที่ยังยื้อเวลาต่อไป ก็จะสามารถยืนหยัดได้จนถึงที่สุด
“เมื่อกฎการหลอมรวมกาลอวกาศของเราไปถึงระดับ 6 เราก็จะเป็นผู้
แข็งแกร่งสูงสุดในความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด ไปถึงขอบเขตของผู้สร้างดินแดน
ลับในความว่างเปล่า เมื่อถึงเวลานั้น การเผยแพร่ระบบการฝึกฝนวรยุทธ์ก็จะ
เป็นเรื่องง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ”
หลินหยวนคิดอย่างรวดเร็ว
กฎการหลอมรวมกาลอวกาศระดับ 6 ไม่ได้แค่เพิ่มพลังในการควบคุมกาล
อวกาศของหลินหยวนเท่านั้น
เมื่อกฎการหลอมรวมกาลอวกาศไปถึงระดับ 6 โลกภายในร่างกายก็จะ
เปลี่ยนแปลงและก้าวกระโดดตามไปด้วย และความแข็งแกร่งของโลกภายใน
ร่างกายก็เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับวิธีการต่างๆ ของหลินหยวน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายชนิดที่ 5 “โลก”
โดยสรุปแล้ว เมื่อกฎการหลอมรวมกาลอวกาศไปถึงระดับ 6 หลินหยวนจะ
เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เป็นการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ด้าน
“ถ้าการข้ามมิติครั้งนี้ไม่สามารถทำให้กฎการหลอมรวมกาลอวกาศไปถึง
ระดับ 6 ได้ หลังจากกลับไปแล้วก็จะข้ามมิติมาที่นี่อีกครั้ง แค่พลังต้นกำเนิด
ทำลายขอบเขต 1 ใน 3 สายเท่านั้น”
หลินหยวนตัดสินใจแล้ว ก่อนที่จะเข้าใจกฎการหลอมรวมกาลอวกาศ
ความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุดและจักรวาลหลักก็ไม่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ในทางกลับกัน เนื่องจากความเร็วของเวลาที่แตกต่างกัน หลินหยวนมีเวลา
มากขึ้นในการเข้าใจกฎและวิชาลับอื่นๆ
สิ่
นั้
และสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าในดินแดนลับในความว่างเปล่านั้นก็มี
ประโยชน์อย่างมากต่อการเพิ่มพูนเจตจำนงแห่งจิตใจของหลินหยวน การข้าม
มิติอีกครั้งจะไม่เสียเปล่าอย่างแน่นอน
10 ปีต่อมา
นอกโลกอันกว้างใหญ่
ร่างขนาดใหญ่หลายสิบตนยืนอยู่ในความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุดมองไปที่โลก
ที่อยู่ไม่ไกลด้วยสายตาเย็นชา
“จ้าวพิภพจันทรา ทำไมเจ้าถึงเลี้ยงดูมดปลวกในโลก? กลืนกินไปเลยไม่ดี
กว่าหรือ?”
เทพอสูรที่เป็นผู้นำเป็นหมาป่าดำสามหัว มีสีหน้าเย็นชา พลังของจ้าวอสูร
ระดับ 9 แผ่ออกมา
“ข้ามีความคิดของข้า”
วิญญาณจันทราของหลินหยวนปรากฏตัว มองไปที่เทพอสูรหลายสิบตน
ในช่วงเวลามากกว่า 300 ปี เนื่องจากวิญญาณจันทราของหลินหยวนยึด
ครองโลกทีละโลก มันจึงมีชื่อเสียงในหมู่เทพอสูร ชื่อว่า
“จ้าวพิภพจันทรา”
ชื่อของเทพอสูรมักจะเกี่ยวข้องกับลักษณะและพฤติกรรมของพวกมัน
วิญญาณสุริยะของหลินหยวนชื่อว่า “จ้าวสุริยัน” เพราะควบคุมเปลวไฟที่
สามารถเผาผลาญจ้าวอสูรทั่วไปได้
ส่วนจ้าวพิภพจันทรานั้น เมื่อลงมือ พลังแห่งความหนาวเย็นจะปกคลุม
บวกกับการยึดครองโลกทีละโลก เป็นจ้าวแห่งโลกต่างๆดังนั้นจึงใช้ “จ้าวพิภพ”
เป็นคำต่อท้าย
“ความคิด?”
นี้
“ไม่ว่าจะเป็นโลกเหล่านี้หรือมดปลวกในโลก ล้วนเป็นอาหารของพวกเรา
ความคิดของเจ้าคือการเพาะเลี้ยงอาหารเหล่านี้ให้แข็งแกร่งขึ้นมาเป็นศัตรูกับ
พวกเราอย่างนั้นหรือ?”
เทพอสูรหมาป่าสีดำสามหัวพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา หากไม่ใช่เพราะพลังที่
จ้าวพิภพจันทราแสดงออกมานั้นแข็งแกร่งเกินไป ทำให้มันไม่มั่นใจ ตอนนี้มัน
คงลงมือสังหารไปแล้ว
“นี่เป็นเรื่องของข้า”
หลินหยวนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เขาไม่ใช่เทพอสูรอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็น
ต้องคิดจากมุมมองของเทพอสูร
“เรื่องของเจ้า?”
เทพอสูรหมาป่าสีดำสามหัวหัวเราะเยาะ จากนั้นหมอกสีดำก็เริ่มแผ่
กระจาย
ในเวลาเดียวกัน ความหนาวเย็นก็เริ่มแผ่กระจายปกคลุม นอกโลก พลัง
สองสายปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ครู่ต่อมา เทพอสูรหมาป่าสีดำสามหัวก็ถอย
กลับไปไกล มองหลินหยวนด้วยความตกใจ
“จ้าวพิภพจันทรา พลังของเจ้า น่าจะอยู่ในระดับสูงสุดที่ต่ำกว่าระดับ 9
ขั้นสมบูรณ์แบบ ทำไมเจ้าถึงต้องปกป้องมดปลวกเหล่านั้น?”
เทพอสูรหมาป่าสีดำสามหัวไม่เข้าใจ ด้วยพลังของหลินหยวนไม่ควรออก
มาผจญภัยในดินแดนลับในความว่างเปล่า
พยายามเป็นเทพอสูรระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบ แล้วจึงไปท้าทายเทพอสูร
ระดับ 10
อย่างนั้นไม่ดีกว่าหรือ?
“คอยดูเถอะ”
“จ้าวอสูรตนอื่นๆ ต้องไม่ยอมปล่อยเจ้าไปแน่”
ู
เทพอสูรหมาป่าสีดำสามหัวหันหลังกลับและจากไปโดยไม่ลังเลเทพอสูร
อีกหลายสิบตนที่เห็นดังนั้นก็รีบตามไป พวกมันมีพลังด้อยกว่าเทพอสูรหมาป่า
สีดำสามหัว ในตอนนี้จึงไม่กล้าทำอะไรโดยประมาท
หลินหยวนมองเทพอสูรหลายสิบตนจากไป
ด้วยพลังของเขา สามารถกำจัดเทพอสูรเหล่านี้ได้ทั้งหมด แต่ถ้าทำเช่นนั้น
นั่นถือเป็นการเปิดเผยพลังที่แท้จริงของเขาที่ไปถึงระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบ
แล้ว
ในกรณีนี้ ครั้งต่อไปที่มาทดสอบก็จะไม่ใช่จ้าวอสูรทั่วไปอย่างเทพอสูร
หมาป่าสีดำสามหัวอีกต่อไป แต่จะเป็นกลุ่มจ้าวอสูรระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบ
แทน
สิ่งนี้ไม่สอดคล้องกับแผนการ “ถ่วงเวลา” ของหลินหยวน ดังนั้นเขาจึง
ปล่อยให้เทพอสูรเหล่านี้ไป
ในกรณีที่สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก หลินหยวนจึงพยายามเลื่อน
การต่อสู้ครั้งใหญ่ออกไปให้นานที่สุด
เพื่อที่จะได้เวลาในฝึกฝนมากที่สุด
หากมีเวลาฝึกฝนเพิ่มขึ้นอีกวัน หลินหยวนก็อาจจะเข้าใจกฎการหลอม
รวมกาลอวกาศระดับ 6 และกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างได้
“ทำไมเจ้าถึงต้องปกป้องมดปลวกเหล่านั้น?”
ประโยคสุดท้ายของเทพอสูรหมาป่าสีดำสามหัวแวบเข้ามาในหัวของหลิน
หยวน เขาส่ายศีรษะเล็กน้อย
“ก็พวกเจ้า เหล่าเทพอสูรฝึกฝนวรยุทธ์ไม่ได้นี่…..”
สำหรับหลินหยวน ไม่ว่าจะเป็นเทพอสูรนอกโลกหรือสิ่งมีชีวิตในโลก ใคร
ก็ตามที่สามารถฝึกฝนและเผยแพร่วรยุทธ์ได้ ย่อมต้องได้รับการปกป้องจาก
เขา
แม้แต่เทพอสูร หากสามารถฝึกฝนวรยุทธ์ได้ หลินหยวนก็ยังอยากปกป้อง
เทพอสูรมากกว่า เพราะเทพอสูรแต่ละตนนั้นแข็งแกร่งการฝึกฝนวรยุทธ์ของ
พวกมันจะต้องก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และจะให้กำเนิดผู้ฝึกวรยุทธ์ระดับ 6
ระดับ 7 หรือแม้แต่ระดับ 8 คนแรกได้อย่างรวดเร็วที่สุด
ยิ่งมีผู้ฝึกตนระดับสูงตามเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์มากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็น
ประโยชน์ต่อหลินหยวนมากขึ้นเท่านั้น
แต่น่าเสียดาย
หลังจากที่หลินหยวนศึกษาและวิจัยมามากกว่า 300 ปี
เทพอสูรนอกโลกเหล่านั้นพึ่งพาพรสวรรค์ของตัวเองมากเกินไปแทบจะ
เป็นไปไม่ได้เลยที่จะละทิ้งพรสวรรค์ของตัวเองและไปฝึกฝนเส้นทางวิวัฒนา
การวรยุทธ์
เส้นทางการฝึกฝนของเทพอสูรแต่ละตนนั้นถูกกำหนดไว้ตั้งแต่เกิดแล้ว
ส่วนการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง?
แม้ว่าจะทำได้ ก็ยากลำบากมาก และสุดท้ายก็ไม่น่าจะประสบความสำเร็จ
มากนัก
ดินแดนลับในความว่างเปล่า
หลินหยวนยังคงเดินทางลึกเข้าไปในดินแดนลับเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตใน
ความว่างเปล่า
หลังจากที่เจตจำนงแห่งจิตใจไปถึง 20 ล้านจุด สิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่า
ระดับ 9 ก็ไม่ได้ช่วยหลินหยวนมากนัก
แต่ถึงจะช่วยไม่มาก ก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง เพียงแค่เจตจำนงแห่งจิตใจที่
เพิ่มขึ้นนั้นน้อยมาก
ยุงตัวเล็กก็ยังมีเนื้อ หลินหยวนจึงไม่ยอมแพ้ ด้วยเจตจำนงแห่งจิตใจใน
ระดับปัจจุบันของเขา ตราบใดที่ยังเพิ่มขึ้นได้ ก็ถือว่าเป็นกำไร
ที่
นี้
ุ
หากกลับไปที่จักรวาลหลัก ก็จะไม่มีโอกาสดีๆ แบบนี้อีกแล้วแม้แต่การ
เพิ่มเจตจำนงแห่งจิตใจเพียงเล็กน้อยก็ยากมาก
หลินหยวนไม่ใช่ผู้แข็งแกร่งสูงสุด ไม่สามารถยืนอยู่บน “ริมฝั่ง” ได้เป็น
เวลานาน ไม่สามารถสัมผัสกับการขัดเกลาของพลังจาก “ริมฝั่ง” ได้ เจตจำนง
แห่งจิตใจ 18 ล้านจุด ถือเป็นขีดจำกัดแล้ว
เจตจำนงแห่งจิตใจของหลินหยวนเกิน 20 ล้านจุดแล้ว แทบจะไม่มีโอกาส
เพิ่มขึ้นอีกเลย
“ด้วยประสิทธิภาพในปัจจุบัน ในอีก 300 ปีข้างหน้า หากไม่มีการ
เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เจตจำนงแห่งจิตใจของเราน่าจะไปถึง 23 ล้านจุด”
หลินหยวนประเมินด้วยความพึงพอใจ
ในขณะที่หลินหยวนกำลังจะค้นหาสิ่งมีชีวิตในความว่างเปล่าต่อไป
ทันใดนั้น
พลังที่แข็งแกร่งก็เข้าใกล้มาอย่างรวดเร็ว
หลินหยวนเงยหน้าขึ้นมอง เห็นจ้าวอสูรตนหนึ่งที่มีพลังน่าสะพรึงกลัว
กำลังมองมาที่เขา
“จ้าวอสูรตงอี้?”
หลินหยวนจำอีกฝ่ายได้ จ้าวอสูรตงอี้เป็นจ้าวอสูรที่มีชื่อเสียงมากในหมู่
จ้าวอสูร เป็นจ้าวอสูรระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบ
“จ้าวสุริยัน”
จ้าวอสูรตงอี้ยิ้มออกมา แสดงความเป็นมิตรต่อหลินหยวนอย่างเพียงพอ
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้ที่มีพลังระดับเดียวกัน จ้าวอสูรตงอี้ไม่กล้าอวดดี จ้าว
อสูรระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบมักจะทำตัวตามอำเภอใจเมื่อเผชิญหน้ากับจ้าว
อสูรทั่วไป แต่เมื่ออยู่กับผู้ที่มีพลังระดับเดียวกันก็ค่อนข้างสุภาพ
มื่
ยิ่
เมื่อเป็นจ้าวอสูรระดับเดียวกัน ก็มักจะเกิดการต่อสู้กันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
จ้าวอสูรระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบ
“ไม่คิดเลยว่าหลังจากที่ข้าหลับใหลไปหลายแสนปี ความว่างเปล่าไร้ที่สิ้น
สุดจะให้กำเนิดผู้แข็งแกร่งเช่นจ้าวสุริยัน”
จ้าวอสูรตงอี้พูดด้วยความซาบซึ้ง
แม้ว่าเวลาที่จ้าวสุริยันผงาดขึ้นมาจะใช้เวลาเพียง 300 ถึง 500 ปี
แต่จ้าวอสูรตงอี้ก็คิดว่าจ้าวสุริยันมีชีวิตอยู่มานานกว่า 300 ถึง 500 ปีมาก
สิ่งที่เรียกว่า 300 ถึง 500 ปีนั้นเป็นเพียงช่วงเวลาที่จ้าวสุริยันแสดงพลังเท่านั้น
“แค่โชคดี”
หลินหยวนพยักหน้า
เขาไม่รังเกียจที่จะสื่อสารกับจ้าวอสูรระดับ 9 ขั้นสมบูรณ์แบบด้วยความ
เข้าใจท้าทายสวรรค์ หลินหยวนมักจะได้รับข้อมูลที่ไม่ธรรมดาจากอีกฝ่าย
หลังจากที่จ้าวอสูรตงอี้คุยกับหลินหยวนอย่างสบายๆ ได้ครึ่งชั่วโมง ทันใด
นั้นก็เปลี่ยนเรื่อง พูดอย่างจริงจัง
“ข้ามาหาจ้าวสุริยันเพื่อร่วมมือกันจัดการกับศัตรู”
“ศัตรู?”
หลินหยวนมีสีหน้าจริงจังเล็กน้อย
ในความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด เทพอสูรคือผู้ปกครองที่แท้จริง จะมีศัตรูอะไร
อีก?
“ไม่ทราบว่าจ้าวสุริยันเคยได้ยินชื่อจ้าวพิภพจันทราหรือไม่?”
จ้าวอสูรตงอี้ถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ