สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 496 ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ของเผ่า
พันธุ์ต่างดาว
สมบัติ อาวุธ และของล้ำค่ามากมายที่ผู้แข็งแกร่งในขอบเขตปกครองขั้น
สูงสุด ‘ชังเวยหยาง’ ได้ทิ้งไว้นั้น ทำให้หลินหยวนได้รับประโยชน์อย่างมาก
“จริงๆ แล้วตัวที่พำนักนี้เอง ถือเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง สำหรับผู้ที่อยู่ใน
ขอบเขตปกครองแล้วมันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่มีค่าอะไร แต่ในจักรวาลแล้ว มันก็คือ
เครื่องจักรสงครามที่แข็งแกร่งที่สุด ที่สามารถโลดแล่นได้อย่างไร้ขีดจำกัด
แม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ก็ทำอะไรไม่ได้”
หลินหยวนคิดในใจอย่างเงียบๆ
อย่างน้อยก็ในกรณีที่มีผู้ควบคุมอยู่ ถึงแม้ว่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 หลายสิบ
คนในจักรวาลจะลงมือพร้อมกัน ก็ไม่สามารถทำอะไรมันได้
แน่นอนว่าการที่จะกระตุ้นสิ่งที่มีขนาดใหญ่โตเช่นนี้ ย่อมต้องใช้พลังงาน
มหาศาล และผู้ที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีทั่วไปก็ไม่สามารถรับมันได้
“ตอนนี้เราต้องรีบส่งที่พำนักและสิ่งที่ได้มาทั้งหมดกลับไปยังจักรวาล”
หลินหยวนเดินออกมาจากที่พำนัก และปรากฏตัวในความว่างเปล่าแห่ง
ความโกลาหล เมื่อคิดในใจเล็กน้อย เขาก็แบ่งร่างแยกออกมาอีกครั้ง
ภายใต้การควบคุมของหลินหยวนนั้น เกาะที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางนับ
ล้านกิโลเมตรนั้น กลับหดเล็กลงอย่างรวดเร็วกลายเป็นขนาดเท่าฝ่ามือ และ
ตกลงไปในมือของร่างแยกที่เพิ่งจะแยกออกมาใหม่
ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลนั้นเต็มไปด้วยอันตราย ร่างแยกที่หลิน
หยวนส่งออกมาในครั้งนี้ เตรียมพร้อมที่จะสลายไปได้ทุกเมื่อ
ดังนั้น
มื่
สิ่
ที่
เมื่อได้สิ่งของมาแล้ว ก็ควรรีบส่งกลับไปให้เร็วที่สุด
หากไม่ได้ส่งกลับไป และเกิดอันตรายขึ้นมาจนทำให้ร่างแยกดับสูญ สมบัติ
เหล่านี้จะไม่สูญหายไปหรือ?
สมบัติที่ผู้แข็งแกร่งในขอบเขตปกครองขั้นสูงสุด ‘ชังเวยหยาง’ ได้ทิ้งไว้นั้น
เพียงพอที่จะทำให้ผู้ที่อยู่ในขอบเขตปกครองธรรมดาทั่วไปรู้สึกอิจฉา และ
สำหรับหลินหยวนที่เพิ่งจะเริ่มสำรวจความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลนั้น มันก็
เปรียบเสมือน ‘ทองคำ’ ก้อนแรก
“วูบ”
ภายใต้สายตาของหลินหยวน ร่างแยกนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็วกลับไปยัง
เส้นทางเดิม และเข้าใกล้จักรวาลบ้านเกิดอย่างรวดเร็ว
“สำรวจต่อไป”
หลินหยวนเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น สำหรับเขาในตอนนีแล้ว ผลตอบ
แทนใดๆ ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล ก็สามารถทำให้เขารู้สึกพึงพอใจ
ได้ เพราะเป็นการสำรวจครั้งแรก
“ท่านผู้อาวุโสชังเวยหยางทิ้งแผนที่ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลเอาไว้
ให้เรา แต่ในตอนนี้ไม่มีวัตถุอ้างอิงที่ชัดเจน แผนที่นั้นก็ไม่มีความหมายอะไร”
หลินหยวนคิดในใจ
“ก่อนอื่นต้องไปหาทวีปแห่งความโกลาหลที่ใกล้ที่สุดก่อน เมื่อมีทวีปแห่ง
ความโกลาหลนี้เป็นวัตถุอ้างอิงแล้ว เราสามารถรู้ได้ว่ามีอะไรอยู่บริเวณใกล้
เคียง”
แผนที่ของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลนั้นแบ่งออกเป็นสองประเภท
ประเภทหนึ่งคือแผนที่ที่เปิดเผย และอีกประเภทหนึ่งคือแผนที่ส่วนตัว
แผนที่ประเภทหลังนั้น เป็นแผนที่ที่ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 แต่ละคนได้
สำรวจด้วยตนเอง และไม่ได้เปิดเผยต่อภายนอก ซึ่งภายในนั้นจะมีการทำ
รื่
ที่ที่
เครื่องหมายสถานที่ที่มีโอกาสมากมาย
แผนที่ที่ชังเวยหยางได้ทิ้งไว้นั้น เป็นแผนที่ส่วนตัว
และทวีปแห่งความโกลาหล… ก็คือสถานที่ที่ชีวิตมากมายได้มารวมตัวกัน
ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล ซึ่งทวีปแห่งความโกลาหลส่วนใหญ่นั้น
สร้างขึ้นมาภายหลัง โดยผู้แข็งแกร่งในขอบเขตโกลาหล ที่สร้างขึ้นมาเพื่อใช้
เป็นดินแดนของตน
ในทวีปแห่งความโกลาหลนั้น ย่อมต้องมีระเบียบที่เข้มงวด เพราะมีแต่การ
มีอยู่ของระเบียบเท่านั้น ถึงจะสามารถดึงดูดผู้แข็งแกร่งมากมายให้มารวมตัว
กันได้ ถ้าหากไม่มีระเบียบ จะแตกต่างจากความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
ตรงไหนกัน?
“ตราบใดที่สามารถระบุได้ว่าทวีปแห่งความโกลาหลที่ใกล้ที่สุดนั้นคือทวีป
ใด แผนที่ของท่านผู้อาวุโสชังเวยหยางก็สามารถมีประโยชน์ได้เมื่อนั้น”
หลินหยวนเลือกทิศทางหนึ่งอย่างสุ่ม และเดินทางผ่านความว่างเปล่าไป
อย่างรวดเร็ว
จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นหอหยกปีศาจ หรือสายเลือด’เซียนฮวง’ ต่างก็ทิ้ง
แผนที่ของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลให้กับหลินหยวน
แต่ทั้งสองนั้นมีอายุที่เก่าแก่เกินไป ถึงแม้ว่าแผนที่ที่ทิ้งไว้จะละเอียดกว่า
ของชังเวยหยางหลายเท่า แต่กลับไม่ได้มีประโยชน์อะไรในการอ้างอิง
เมื่อเวลาผ่านไปแต่ละยุคของจักรวาล แม้แต่ทวีปแห่งความโกลาหลที่ผู้
แข็งแกร่งในขอบเขตโกลาหลปกครองอยู่ ก็ยังมีวันที่ต้องพังทลายลง และสถาน
ที่ที่ทำเครื่องหมายไว้ในแผนที่ ก็อาจจะไม่ดำรงอยู่แล้วในตอนนี้
และความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลนั้นใหญ่โตเกินไป แม้แต่ผู้ที่
แข็งแกร่งในระดับมหาปราชญ์แห่งความโกลาหล ก็ยังไม่สามารถสำรวจได้หมด
แม้ว่าแผนที่ที่องค์จักรพรรดิ ‘เซียนฮวง’และเจ้าหอหยกปีศาจทิ้งไว้นั้นจะยัง
ใช้ได้อยู่ แต่ก็ยากที่จะบอกได้ว่ามีสถานที่ทีอยู่บริเวณใกล้เคียงที่ทำเครื่องหมาย
เอาไว้หรือไม่
ที่
หลินหยวนเคยเห็นภาพที่องค์จักรพรรดิ ‘เซียนฮวง’เปิดดินแดนลับ ‘เซียนฮ
วง’ 33,333 แห่ง มันเป็นการเปิดที่ไม่มีเป้าหมายใดๆ และแม้แต่ตัวขององค์
จักรพรรดิ ‘เซียนฮวง’เองก็ไม่แน่ใจว่าแต่ละดินแดนลับ ‘เซียนฮวง’นั้นอยู่ที่ใด
เจ้าหอหยกปีศาจก็คงจะคล้ายๆ กัน
หลินหยวนได้กลายเป็นสมาชิกลำดับหอหยกปีศาจ และสามารถรับรู้ถึง
ตำแหน่งโดยรวมของมิติหยกปีศาจในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลได้ แต่ก็
เป็นเพียงแค่โดยรวมเท่านั้น นอกเหนือจากทิศทางแล้ว ระยะทางอะไรก็ไม่รู้ทั้ง
นั้น
เมื่อเทียบกับมหาปราชญ์แห่งความโกลาหลทั้งสองแล้ว แผนที่ทีชังเวย
หยางทิ้งไว้นั้นกลับมีประโยชน์มากที่สุด เพราะผู้อาวุโสชังเวย
หยางนั้นอ่อนแอที่สุด แม้ว่าเขาจะดับสูญไปแล้ว แต่ที่พำนักของเขากลับ
ไม่สามารถบินไปไหนได้ไกลเกินไป
และจากการที่หลินหยวนได้พิจารณาจากร่องรอยของการไหลผ่านของ
เวลาบนที่พำนักแล้ว ก็สรุปได้ว่าเวลาที่หลุดจากการควบคุมนั้นไม่นานนัก น่า
จะอยู่ในช่วง 2-3 ยุคของจักรวาล
2-3 ยุคของจักรวาลนั้น สำหรับผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ในความว่างเปล่าแห่ง
ความโกลาหลแล้ว ก็ไม่ได้นานอะไรนัก
ท้องทะเลดาวแห่งจักรวาล
หลินหยวนนั่งขัดสมาธิ ในสมองปรากฏข้อมูลต่างๆ จากวิชาลับ 98 บทที่
ได้รับมาจากชังเวยหยาง
ในตอนนี้หลินหยวนได้เดินไปถึงจุดสูงสุดของระดับ 11 แล้ว ซึ่งเป็นจุด
สูงสุดที่แท้จริง หากไม่ใช่เพราะว่าโลกภายในร่างกายยังคงอยู่ในช่วงของการ
เปลี่ยนแปลงแล้ว เขาคงจะกำลังเตรียมตัวที่จะก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดแล้ว
ดังนั้นหลินหยวนจึงว่างมาก แม้ว่ากฎอันกว้างใหญ่ของจักรวาลหลักและ
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล ยังสามารถช่วยหลินหยวนเพิ่มรากฐานได้ แต่
นั้
ระดับชีวิตนั้น จำกัดการพัฒนาของหลินหยวนเอาไว้
ด้วยระดับชีวิตเพียงแค่ระดับ 11 ต่อให้มีความเข้าใจท้าทายสวรรค์ ก็ไม่
สามารถเพิ่มความเข้าใจในกาลอวกาศไปถึงระดับ 8 ได้และไม่สามารถยกระดับ
กฎแห่งความโกลาหลให้ไปถึงระดับ 2 ได้
แต่วิชาลับ 98 บทที่เพิ่งได้รับมานั้น กลับทำให้หลินหยวนรู้สึกประหลาดใจ
วิชาลับนั้นไม่ใช่เส้นทางวิวัฒนาการ และข้อกำหนดในการฝึกฝนก็ไม่ได้เข้มงวด
อะไร
“วิชาลับขอบเขตปกครอง 98 บทนั้น มี 6 บทที่เหมาะสมกับเรา”
หลินหยวนคิดในใจ วิชาลับส่วนใหญ่นั้น สามารถฝึกฝนได้เมื่ออยู่ใน
ขอบเขตบุกเบิกวิถีแล้วเท่านั้น มีเพียงแค่ 6 บทเท่านั้นที่ผู้แข็งแกร่งระดับ 11
สามารถที่จะฝึกฝนได้
ใน 6 บทนี้ 3 บทเป็นวิชาลับสำหรับการโจมตี 1 บทเป็นวิชาลับสำหรับการ
ป้องกัน และอีก 2 บทที่เหลือนั้นเป็นวิชาลับสำหรับการช่วยเหลือ
โดยพื้นฐานแล้วทั้งหมดนั้นมีความสามารถในการช่วยเหลือหลินหยวนใน
ปัจจุบันได้
“ง่ายกว่าวิชาลับคุ้มครองสายเลือดทั้ง 3 วิชาของสายเลือด’ เซียนฮ
วง’มาก”
ขณะที่หลินหยวนคิด เขาก็เริ่มที่จะทำความเข้าใจ
【ความเข้าใจท้าทายสวรรค์ เข้าใจตราแห่งความรุ่งเรืองและเสื่อมถอย
จนถึงระดับ 11 ขั้นสมบูรณ์แบบ】
【ความเข้าใจท้าทายสวรรค์ เข้าใจคมมีดแห่งเทพเหยี่ยว จนถึงระดับ 11
ขั้นสมบูรณ์แบบ】
【ความเข้าใจท้าทายสวรรค์ เข้าใจการสังหารด้วยขนนกทั้ง 9 อย่าง จนถึง
ระดับ 11 ขั้นสมบูรณ์แบบ】
ที่
นึ่
หลังจากที่เวลาผ่านไปเพียงไม่ถึงหนึ่งเดือน หลินหยวนสามารถทำให้วิชา
ลับที่ตนเองสามารถฝึกฝนได้นั้น ไปถึงระดับสูงสุดแล้ว
“ตอนนี้ด้วยทักษะของเราทั้งหมด พลังศักดิ์สิทธิ์ ‘ฉีกฟ้า’ ยังคงแข็งแกร่ง
ที่สุด”
หลินหยวนตรวจสอบตนเอง
พลังศักดิ์สิทธิ์ ‘ฉีกฟ้า’ นั้นเป็นทักษะสำหรับการโจมตีระดับสูงสุด ซึ่งไม่มี
ผลกระทบอะไรเพิ่มเติม เป็นเพียงแค่การฉีกทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า
แต่พลังศักดิ์สิทธิ์นี้ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง จึงต้องใช้วิชาลับอื่นๆ มาเสริม และ
‘ฉีกฟ้า’ นี้ก็เป็นไพ่ตายใบสุดท้ายของหลินหยวน และต้องเก็บไว้ใช้ในวินาที
สุดท้ายอย่างแน่นอน
ด้วยรากฐานมากมายของหลินหยวนในตอนนี้ การโจมตีด้วย ‘ฉีกฟ้า’ ครั้ง
เดียว กลับสามารถปล่อยพลังได้ถึงล้านหน่วย หรือ
อาจจะถึงหลายล้านหน่วย แต่นี่เป็นเพียงแค่พลัง ‘ฉีกฟ้า’ ที่บริสุทธิ์ ทีไม่ได้
ผ่านการเสริมพลังจากอาวุธที่แข็งแกร่งระดับสูงสุดใดๆ
“ร่างแยกของผู้แข็งแกร่งระดับ 12 นั้นสามารถถูกฉีกออกได้อย่างง่ายดาย
และแม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ถ้าหากรับมันไปตรงๆคงจะต้องได้รับบาดเจ็บ”
หลินหยวนได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับตนเองโดยรวมแล้ว
แน่นอนว่านี่ก็คือพลังศักดิ์สิทธิ์ ‘ฉีกฟ้า’ ที่ร่างจริงได้ใช้ ถ้าหากเป็นจิต
วิญญาณทั้งสอง ก็อาจจะมีพลังที่อ่อนแอกว่า
สมรภูมิรบขนาดใหญ่
รอยแยกมิติถาวรแห่งหนึ่ง
มีร่างหนึ่งเดินเข้ามาอย่างเงียบๆ
นั้
ในแต่ละสมรภูมิรบขนาดใหญ่นั้น ย่อมต้องมีสายตาของผู้แข็งแกร่งระดับ
12 คอยจับจ้องอยู่ แต่ร่างนี้กลับหลอมรวมพลังเข้าไปในส่วนลึกของห้วงกาล
เวลา แม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ก็ยังไม่สามารถรับรู้ได้
“ในที่สุดก็มาถึง”
ร่างวิญญาณจันทราปรากฏตัวขึ้น และโบกมือเก็บร่างแยกที่นำของที่ได้
มากลับมา
ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล หลินหยวนรู้สึกถึงอันตรายตลอดเวลา
แต่เมื่อมาถึงในจักรวาลแล้ว ในใจก็รู้สึกมั่นคงขึ้นมา และที่นี่สามารถเรียกได้ว่า
ปลอดภัยอย่างแน่นอน
ผู้ที่อยู่ในขอบเขตปกครองและขอบเขตโกลาหลเหล่านั้น ไม่สามารถบุกรุก
จักรวาลได้ การบุกรุกจักรวาลนั้น ไม่ต่างกับการฝืนเจตจำนงของความว่างเปล่า
แห่งความโกลาหล
“ไปกัน”
ร่างวิญญาณจันทราได้เข้าไปยังดินแดนลับ ‘เซียนฮวง’โดยตรง
ส่วนลึกที่สุดของดินแดนลับ
ร่างจริงของหลินหยวนนั่งขัดสมาธิอยู่
ร่างวิญญาณจันทราปรากฏตัวขึ้น มีเกาะขนาดเท่าฝ่ามือลอยอยู่ตรงหน้า
มันก็คือที่พำนักของผู้แข็งแกร่งในขอบเขตปกครองขั้นสูงสุด ‘ชังเวยหยาง’
“หลอมรวมกับอาวุธขอบเขตบุกเบิกวิถีก่อน”
หลินหยวนหยิบอาวุธที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีในที่พำนักออกมาในทันที
และเริ่มหลอมรวมมัน
ส่วนสมบัติลับขอบเขตปกครองและขอบเขตโกลาหลนั้น ด้วยความ
แข็งแกร่งในตอนนี้ของหลินหยวน ยังไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะหลอมรวมมัน
ได้
สมบัติลับขอบเขตปกครองและขอบเขตโกลาหลนั้น ได้กำเนิด ‘จิต
วิญญาณ’ ขึ้นมาแล้ว มีความสามารถในการฟื้นคืนชีพและดูดซับพลังได้เอง
‘กระดาษเปล่า’ ที่มาจากซากปรักหักพังไท่หยวนนั้น ภายในมีโลกสองมิติ
ซึ่งสามารถลดระดับทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่บริเวณใกล้เคียงได้โดยง่าย
แต่จะลดระดับอาวุธลับที่อยู่ในขอบเขตปกครองได้หรือไม่?
สมบัติลับขอบเขตปกครองและขอบเขตโกลาหลนั้นมี ‘จิตวิญญาณ’ ซึ่ง
สามารถต่อต้านและหลีกหนีได้
อาวุธลับขอบเขตปกครองหนึ่งชิ้น สามารถเทียบเท่าได้กับครึ่งหนึ่งของ
ชีวิต
ดังนั้นสมบัติล้ำค่าที่อยู่ในโลกสองมิติของ ‘กระดาษเปล่า’ นั้นโดยพื้นฐาน
แล้ว ถือเป็นของที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีทั้งนั้น ซึ่งไม่มีสมบัติล้ำค่าขอบเขต
ปกครองและขอบเขตโกลาหลเลย
หลังจากนั้น
หลินหยวนก็มายังเกาะที่พำนัก ที่หน้าต้นไม้ล้ำค่าทั้ง 18 ต้น
ต้นไม้ล้ำค่าแต่ละต้น เต็มไปด้วยผลที่ด้านในมีพลังมหาศาล
หลินหยวนเก็บผลทั้งหมดลงมา และเก็บมันไว้ด้วยความระมัดระวัง
“ผลเหล่านี้ สามารถใช้เป็นทรัพยากรที่เราต้องการในการฝึกฝน ‘ร่าง
จักรวาล’ ในระดับ 12 หลังจากที่เราก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดแล้ว”
หลินหยวนคิดในใจ
ถึงตอนนี้ เขารู้แล้วว่าการฝึกฝน ‘ร่างจักรวาล’ ไปจนถึงระดับ 12 ขั้น
สมบูรณ์แบบนั้น เป็นเรื่องที่ยากเย็นเพียงใด
‘จิตวิญญาณ’ ของดินแดนลับ ‘เซียนฮวง’เคยบอกกับหลินหยวนว่า ‘ร่าง
จักรวาล’ ที่อยู่ในระดับ 12 ขั้นสมบูรณ์แบบนั้น สามารถต่อต้านการทำลายล้าง
ครั้งใหญ่ของจักรวาลได้อย่างง่ายดาย
ซึ่งก็เป็นคำพูดที่ไร้สาระสิ้นดี หาก ‘ร่างจักรวาล’ ไปถึงระดับ 12 แล้ว ด้วย
ร่างกายในระดับนั้น แม้แต่อยู่ในระดับมหาปราชญ์แห่งความโกลาหล ก็ยัง
ถือว่าแข็งแกร่งแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการต่อต้านการทำลายครั้งใหญ่ของจักรวาล
เล็กน้อยๆ เลย แม้แต่ สิบ ร้อย พันหรือหมื่นจักรวาลล่มสลาย ก็ไม่สามารถส่ง
ผลกระทบต่อผิวหนังของร่างกายนั้นได้
“ค่อยๆ ทำไปก็แล้วกัน”
หลินหยวนเก็บความคิดไป ทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกฝน ‘ร่างจักรวาล’ ไป
จนถึงระดับ 12 นั้นมีมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความแข็งแกร่งของ
ร่างกายพื้นฐานของหลินหยวนสูงเกินไป ความต้องการในทรัพยากรกลับยิ่งเกิน
กว่าของ ‘ร่างจักรวาล’ ในระดับ 12 ขั้นสมบูรณ์แบบทั่วๆ ไป
แต่ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลนั้นกว้างใหญ่ไพศาลทรัพยากรที่อยู่
ในนั้นไร้ที่สิ้นสุด ตราบใดที่หลินหยวนแข็งแกร่งขึ้นสักวันหนึ่ง คงสามารถ
รวบรวมทรัพยากรจนครบได้
“ต้นไม้ล้ำค่าเหล่านี้สามารถดูดซับพลังแห่งความโกลาหลได้เอง?”
หลินหยวนสังเกตต้นไม้ล้ำค่าทั้ง 18 ต้น และพบว่ารากของพวกมันได้หยั่ง
ลึกลงไปในส่วนลึกของห้วงเวลา และดูดซับพลังแห่งความโกลาหลจำนวนมาก
ในทุกๆ วินาที
พลังแห่งความโกลาหลในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลนั้นปั่นป่วน
และไม่เสถียรอย่างมาก มีพลังงานมากมายผสมผสานอยู่ จึงทำให้หินแห่งความ
โกลาหลที่มีพลังแห่งความโกลาหลที่เสถียรและบริสุทธิ์นั้น ทำหน้าที่เป็น ‘สกุล
เงิน’ ในการหมุนเวียน
แม้แต่ผู้แข็งแกร่งในขอบเขตโกลาหล ก็ไม่กล้าที่จะกลืนกินพลังแห่งความ
โกลาหลที่อยู่ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลโดยไร้การยับยั้ง
นี้
ล้ำ
ขั้
ทั้
แต่ในตอนนี้ต้นไม้ล้ำค่าขอบเขตปกครองขั้นสูงสุดทั้ง 18 ต้นกลับสามารถ
ดูดซับพลังแห่งความโกลาหลได้เช่นนี้?
【ความเข้าใจท้าทายสวรรค์ เมื่อสังเกตกระบวนการดูดซับพลังแห่งความ
โกลาหล ความเข้าใจในแก่นแท้ของพลังแห่งความโกลาหลเพิ่มขึ้น】
หลินหยวนสังเกตอย่างละเอียด แก่นแท้ของพลังแห่งความโกลาหลแต่ละ
อณูค่อยๆกระจายออกมาอยู่ตรงหน้าเขา
“เป็นโครงสร้างชีวิตแบบพิเศษ?”
ในใจของหลินหยวนก็เริ่มที่จะเข้าใจอะไรบางอย่าง
เขามีความรู้สึกว่า ตราบใดที่เขายังคงทำความเข้าใจต่อไป เขาน่าจะ
สามารถทำบางสิ่งได้เหมือนกับต้นไม้ล้ำค่าทั้ง 18 ต้นนี้ สามารถดูดซับพลังแห่ง
ความโกลาหลใดๆ ก็ได้อย่างตามใจชอบ
ในห้องโถงที่มืดมิด
ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ของเผ่าพันธุ์ต่างดาวกว่าสิบตนได้มารวมตัวกันอีก
ครั้ง
“พวกเจ้าสืบสวนไปถึงไหนแล้ว?”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์ผู้ถูกจองจำมองไปโดยรอบ และถามออกมา
ทันที
หลังจากที่แยกกันไปในครั้งที่แล้ว ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ต่างก็กลับไปยังเผ่า
พันธุ์ของตนเอง และไปตรวจสอบเรื่องราวของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์
หากข้อมูลของบทที่ 11 ของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์นั้นเป็นความจริง
แล้ว มันต้องส่งผลกระทบที่ไม่สามารถหวนกลับได้ต่อเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดเหล่า
นี้ และประสิทธิภาพการกำเนิดผู้วิวัฒนาการระดับสูงของอารยธรรมมนุษย์นั้น
ย่อมต้องสูงขึ้นอย่างน่ากลัว
ที่
ตั้
“ตามข้อมูลของเผ่าพันธุ์ข้าแล้ว ความเป็นไปได้ที่ผู้ก่อตั้งเส้นทางวิวัฒนา
การวรยุทธ์ คือเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกนั้นสูงถึง 95%”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์กล่าวออกมา
แม้ว่าเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกจะเป็นอัจฉริยะด้านวิวัฒนาการที่
ไร้ผู้ใดเทียบ และเส้นทางวิวัฒนาการที่เขาเดินนั้น ควรจะเป็นเส้นทางที่สมบูรณ์
และมั่นคง แต่การที่เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกและเส้นทางวิวัฒนาการ
วรยุทธ์นั้นมาจากดาวเคราะห์ซางหลานเหมือนกัน เป็นสิ่งที่ทำให้ไม่ว่าใครก็ไม่
สามารถเพิกเฉยได้
เมื่อรวมเข้ากับการที่ทุกครั้งที่เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกเลื่อนขั้น
เส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ก็จะอัปโหลดบทใหม่ด้วย นั่นยิ่ง
ทำให้สรุปได้ว่าเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกนั้น คือผู้ก่อตั้งเส้นทางวิ
วัฒนาการวรยุทธ์อย่างแน่นอน
“เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกคือผู้ก่อตั้งเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์
เผ่าพันธุ์ข้าก็ได้คาดการณ์ผลลัพธ์นี้ไว้ตั้งแต่เมื่อหลายร้อยปีก่อนแล้ว”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์หยู่กล่าว ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ตนอื่นๆ มี
สีหน้าที่สงบ และไม่ได้รู้สึกอะไรที่น่าประหลาดใจ
ไม่ใช่แค่เผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดของพวกเขาเท่านั้นที่รับรู้ได้ แม้แต่ภายใน
อารยธรรมมนุษย์เอง เมื่อเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกแข็งแกร่งขึ้นอย่าง
รวดเร็ว ตั้งแต่ระดับ 8 9 และ 10
เสียงที่เชื่อมโยงเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกกับผู้ก่อตั้งวรยุทธ์นั้น ก็
มีมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ใช่ความลับอะไรสำหรับเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุด
อย่างไรก็ตาม
ที่
ลื่
ขึ้
ก่อนที่เส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์จะเลื่อนขึ้นไปถึงระดับ 11 ผู้แข็งแกร่ง
ระดับ 12 ของเผ่าพันธุ์ต่างดาวต่างก็ไม่ได้สนใจเส้นทางวิวัฒนาการนี้
แม้ว่าเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกจะเป็นผู้ก่อตั้งเส้นทางวิวัฒนาการ
นี้จริงๆ
แล้วเป็นอย่างไรไปได้?
ในท้ายที่สุดแล้ว การใช้เส้นทางวิวัฒนาการนี้ในการก้าวเข้าสู่ระดับ 12 ได้
หรือไม่ ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน
แน่นอนว่า
นอกจากนี้ก็ยังมีเหตุผลที่เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกได้รับการ
ปกป้องจากอารยธรรมมนุษย์ที่ดีเกินไปด้วย
ในความเป็นจริงแล้ว หลังจากที่เส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์อัปโหลดบทที่
10 และกลายเป็นเส้นทางวิวัฒนาการอันดับที่ 10 ของอารยธรรมมนุษย์แล้ว
ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ของเผ่าพันธุ์ต่างดาวสามารถรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ
นี้
แต่อารยธรรมมนุษย์ก็ได้ปกป้องเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกดีเกิน
ไป ต่อให้มีผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ของเผ่าพันธุ์ต่างดาวที่ยินดีที่จะเสียหน้ามา
ลอบโจมตี ก็ไม่มีโอกาสทำเช่นนั้นได้
เมื่อพิจารณาจากหลายๆ อย่าง ก็ทำให้เส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ไปถึง
ระดับ 11 และกลายเป็นเส้นทางวิวัฒนาการอันดับที่ 5 ของอารยธรรมมนุษย์
จนถึงตอนนี้เอง ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ของเผ่าพันธุ์ต่างดาว เพิ่งสามารถรับ
รู้ได้ถึงศักยภาพที่แท้จริงและความน่ากลัวของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์
“ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของการรู้หรือไม่รู้ แต่เป็นเรื่องของการจะจัดการเรื่องนี้
อย่างไร?”
คิ้
รื่
ที่
จักรพรรดินีแมลงขมวดคิ้ว เรื่องที่เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกเป็นผู้
ก่อตั้งเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์นั้น
เผ่าพันธุ์ที่ปวดหัวมากที่สุด
คือเผ่าพันธุ์แมลง