สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 505 ถูกดึงเข้าไปในแม่น้ำแห่งกาล
เวลา
“ในตอนนั้นข้าสามารถรับรู้ได้ว่าเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกซ่อน
พลังเอาไว้”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติที่อยู่ภายนอกกระท่อมไม้กล่าว
จึงทำให้เกิดการถอนตัวจากการล้อมสังหารเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้าง
เผือก และยังแอบส่งคนในเผ่าพันธุ์ไปส่งข้อมูลให้กับเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทาง
ช้างเผือก
“ถูกๆๆ ในหลายยุคของจักรวาลที่ผ่านมา การรับรู้ของเจ้าก็แม่นยำเสมอ
มา”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติที่อยู่ในกระท่อมไม้กล่าวในทันที
ในสถานการณ์ที่ไม่ว่าล้อมสังหารอย่างไรก็ไม่ได้ผลนั้น ผู้แข็งแกร่งระดับ
12 คนใดที่เข้าร่วมในการล้อมสังหาร เมื่อถึงเวลาทีเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทาง
ช้างเผือกก้าวเข้าสู่ระดับ 12 แล้ว ย่อมต้องเผชิญหน้ากับการชำระแค้นอย่าง
แน่นอน
ด้วยพลังของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ ถึงจะไม่กลัวการชำระแค้นของผู้ที่อยู่ใน
ขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุดทั่วไป แต่นั่นถือเป็นเรื่องที่น่าปวดหัว อย่างน้อยก็
ต้องก้มหัวใช้ชีวิตนั้นไปในอีกหลายล้านปี
ในที่ต่างๆ ของจักรวาล เหล่าชีวิตในระดับ 11 จำนวนมากก็รับรู้ถึงความ
ผิดปกติ
“นี่มัน…การปะทะกันในระดับ 12?”
“ตกลงเป็นผู้แข็งแกร่งระดับ 12 คนไหนกันที่กำลังปะทะกัน?”
“โอ้ พระเจ้า เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ไม่ได้ลงมืออย่างจริงจังมานานแค่
ไหนแล้ว?”
เหล่าชีวิตในระดับ 11 แต่ละคนก็มีสีหน้าที่หวาดกลัว พวกเขาไม่สามารถ
มองเห็นภาพได้ แต่เพียงแค่ใช้คลื่นกาลอวกาศที่ปะทุออกมาจากการปะทะกัน
ก็สามารถตัดสินได้แล้วว่าทั้งสองฝ่ายที่กำลังปะทะกันนั้นไปถึงระดับ 12 แล้ว
ผู้แข็งแกร่งระดับ 11 ส่วนใหญ่ถึงแม้ว่าจะรู้สึกตกตะลึงในใจ แต่เผ่าพันธุ์
ของตนเองก็ยังมีผู้แข็งแกร่งสูงสุดคอยดูแลอยู่ จึงไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอะไร
แต่เหล่าชีวิตในระดับ 11 ของเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งนั้น กลับรู้สึกหวาดกลัว
และไม่สบายใจ
การปะทะกันในระดับ 12 นั้น เพียงแค่คลื่นที่เกิดออกมา ก็สามารถทำลาย
อาณาเขตดาวและแดนลับได้เป็นจำนวนมาก
หากเผ่าพันธุ์ของตนเองโชคร้าย อาจนำมาสู่ความตายได้
ตั้งแต่จักรวาลถือกำเนิดขึ้นมา มีเผ่าพันธุ์ที่ดับสูญไปจากการปะทะกันใน
ระดับ 12 น้อยหรือ?
การที่สมบัติและมรดกมากมายที่ร่วงหล่นมาจากนอกจักรวาลนั้นเหล่าผู้
แข็งแกร่งระดับ 12 ได้ต่อสู้กันอย่างจริงจัง จนทำให้เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ใน
จักรวาล
และอารยธรรมมนุษย์ก็ได้รับโอกาสในการที่จะรุ่งเรืองตั้งแต่ตอนนั้น
และในตอนนี้การปะทะกันในระดับ 12 ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้จึงทำให้
ชีวิตในระดับ 11 จำนวนมากหวาดกลัวขึ้นมา
หน้าหลุมดำแห่งกาลอวกาศ
บรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์มีสีหน้าที่ดูไม่ดี
การที่ตนเองถูกเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกโจมตีจนร่นถอยไปนั้น
ไม่เพียงแต่จะทำให้เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 คนอื่นๆ ตกตะลึง และจำเป็นที่
ผู้
จะต้องกำหนดความแข็งแกร่งของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกเสียใหม่
แต่สำหรับบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์แล้ว กลับเป็นเรื่องทีเสียหน้า
และน่าอับอายมาก
จริงอยู่ที่
เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกนั้นมีพลังในการโจมตีในระดับ 12 จริง
แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงแค่ชีวิตในระดับ 11 เท่านั้น
ตนเองเป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับ 12 แต่กลับถูกเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้าง
เผือกโจมตีจนร่นถอยไป?
หลังจากวันนี้ไปแล้ว ชื่อของบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์ย่อมต้องถูก
แขวนไว้บนเสาแห่งความอัปยศ
เมื่อใดที่มีการพูดถึงเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก ย่อมต้องมีชื่อของ
เขาบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์เป็นตัวเทียบ
“ดีมาก!”
“เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก เจ้าทำให้ข้าโกรธอย่างแท้จริงแล้ว!”
พลังของผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
และในขณะเดียวกันเจตจำนงแห่งจิตใจก็เริ่มที่จะหดตัว
ถึงแม้ว่าวิธีการโจมตีด้วยเจตจำนงแห่งจิตใจของหลินหยวนนั้นจะแปลก
ประหลาด แต่ถ้าตนเองระวังเอาไว้แล้ว อันตรายก็จะลดลงไปมาก
อย่างน้อยจิตใจก็จะไม่ถูกควบคุมอย่างสิ้นเชิง
จากเมื่อครู่ที่ได้ปะทะกันเพียงเล็กน้อย บรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์ก็
ยืนยันเรื่องหนึ่งได้
นั่
นั้
นั่นก็คือวิธีการโจมตีของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกนั้นได้ไปถึง
ระดับ 12 จริง แต่ก็เป็นแค่ระดับ 12 ที่เพิ่งจะเริ่มต้น
ส่วนตนเองนั้นก้าวเข้าสู่ระดับ 12 มานานกว่าหมื่นล้านปี และมั่นคงใน
ระดับนี้แล้ว เมื่อลงมืออย่างเต็มที่ เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกนั้นคงจะ
ยากที่จะขัดขวางได้
ถึงแม้ว่าแผนการของพวกเขาที่เป็นผู้แข็งแกร่งระดับ 12 นั้นจะล้มเหลว
อย่างสิ้นเชิง แต่บรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์อย่างน้อยก็จะต้องกู้หน้าของ
ตนเองกลับมา
การสังหารร่างอวตารนี้ของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก ก็สามารถ
ล้างความอัปยศของตนเองได้เล็กน้อย
ส่วนเรื่องที่จะต้องเป็นศัตรูกับเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกอย่าง
สมบูรณ์?
เมื่อพวกเขาลงมือล้อมสังหาร นั่นเท่ากับว่าได้ยืนอยู่คนละฝั่งกับเจ้าแห่ง
เขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกแล้ว
ไม่ว่าในตอนนี้จะทำอะไร ในอนาคตเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกก็
จะชำระแค้นกลับมาอย่างแน่นอน
ดังนั้นบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์ก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
“เทียนอวี่เฉินโกรธจริงแล้ว”
“ก็จริง เมื่อเป็นข้าแล้ว ที่ถูกเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกโจมตีจน
ถอยหลังไป ก็คงจะเป็นเช่นนี้เหมือนกัน”
เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 โดยรอบ เมื่อเห็นเช่นนั้น ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจ
อะไร
ไม่ว่าใครที่อยู่ในตำแหน่งของบรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์ย่อมต้อง
โกรธ
รั้
นี้
“ครั้งนี้เสียหน้าจริงๆ”
“ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ร่างแยกของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกจะต้อง
ตาย”
“ปล่อยให้เทียนอวี่เฉินลงมือก็แล้วกัน เหล่าผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้ง 9 คนของ
อารยธรรมมนุษย์ใกล้จะมาถึงแล้ว พวกเราจะขวางพวกมันเอาไว้”
เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 แต่ละคนพูดคุยกัน เป้าหมายของพวกเขาใน
ตอนนี้ ได้เปลี่ยนจากการที่จะสังหารเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกให้สิ้น
ซาก หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องส่งผลกระทบต่อการก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของเจ้า
แห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก หรืออย่างแย่ที่สุดก็ต้องกักตัวร่างแยก ของเจ้า
แห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกไว้ให้ได้
ตูมๆ
ในขณะต่อมา
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้ง 9 คนของอารยธรรมมนุษย์ก็มาถึง
“เซวียนหยวน อารยธรรมมนุษย์ของพวกเจ้าโชคดีจริงๆ ที่มีอัจฉริยะอย่าง
เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกเกิดขึ้น”
“พวกเราต้องฆ่าร่างแยกของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกให้ได้ รีบ
กลับไปซะ”
“ถูกต้อง แค่ร่างแยกเท่านั้น”
เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ของเผ่าพันธุ์ต่างดาวมากมายได้ขวางผู้
แข็งแกร่งสูงสุดทั้ง 9 คนของอารยธรรมมนุษย์เอาไว้ และเผชิญหน้ากัน
“ฮึ่ม”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนไม่อยากที่จะพูดอะไรให้เสียเวลาและลงมือ
ทันที
ชั่
นั้
ในชั่วขณะนั้นเอง
ผู้แข็งแกร่งในระดับ 12 กว่าสิบคนเริ่มปะทะกัน บริเวณรอบหลุมดำแห่ง
กาลอวกาศในระยะหลายหมื่นหลายแสนปีแสงก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ
“เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก จงตาย!”
บรรพบุรุษของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์เทียนอวี่เฉินได้ปลดปล่อยพลังออกมา
อย่างเต็มที่ ในตอนนี้เขาไม่ได้ดูแคลนหลินหยวนอีกต่อไป ลงมือโดยอาศัยพลัง
ชีวิตที่มหาศาล และความได้เปรียบในเรื่องพลังในการปราบปราม
หลินหยวนหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย และปล่อยหมัดออกมาอีกครั้ง พบว่า
เทียนอวี่เฉินไม่ได้ถอยหลังเลย แม้ว่าจะใช้วิชาเร้นลับดวงตาแห่งห้วงลึก ก็ทำได้
แค่ควบคุมเจตจำนงแห่งจิตใจของอีกฝ่ายได้เพียงเล็กน้อย
และทำให้เทียนอวี่เฉินที่อยู่ในระดับ 12 นั้น สามารถแสดงพลังได้แค่บาง
ส่วน
วิชาเร้นลับเช่นนี้ หากหลินหยวนก้าวเข้าสู่ระดับ 12 แล้วเทียนอวี่เฉินคงจะ
ไม่กล้าที่จะต่อต้าน และหันหลังวิ่งหนีไปแล้ว แต่หลินหยวนไม่ได้อยู่ในระดับ 12
เพียงแค่ใช้ชีวิตในระดับ 11 ถึงแม้ว่าเทียนอวี่เฉินจะไม่สามารถแสดงพลัง
ออกมาได้อย่างเต็มที่ หลินหยวนก็ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้
“เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของจิตวิญญาณต้นกำเนิด ยังอ่อนแอเกินไปนัก”
(หมายถึงร่างแยกวิญญาณ)
หลินหยวนถอนหายใจในใจ ในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความเข้าใจ
ในกฎ หรือเจตจำนงแห่งจิตใจแล้ว เขาก็อยู่เหนือเทียนอวี่เฉินที่เป็นผู้แข็งแกร่ง
ระดับ 12 แล้ว
แต่ความแตกต่างของพลังชีวิตนั้น กลับทำให้หลินหยวนอยู่ในสถานการณ์
ที่ยากลำบาก
สิ่
ที่
นั้
ที่
แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้หลินหยวนยากลำบากนั้น คือการที่การโจมตีของ
ตนเองไม่สามารถที่จะส่งผลกระทบต่อเทียนอวี่เฉินได้
ส่วนเรื่องที่ว่าเทียนอวี่เฉินสามารถโจมตีตนเองได้หรือไม่นั้นคำตอบก็คือ
ทำไม่ได้
ความเข้าใจในกาลอวกาศระดับ 7 นั้น ทำให้หลินหยวนอยู่ในตำแหน่งที่ไร้
พ่าย แม้ว่าจะเป็นแค่ร่างแยกเท่านั้น
นี่ก็เป็นเหตุผลที่หลินหยวนรู้แผนการของผู้แข็งแกร่งระดับ 12 แล้ว ก็ยัง
คงส่งร่างแยกมากมายเดินทางอยู่ในจักรวาล
“ไม่สามารถแตะต้องตัวเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกได้เลย”
ในอีกด้านหนึ่ง เทียนอวี่เฉินหลังจากที่ลองมาหลายครั้ง ก็ได้ข้อสรุป
นั่นก็คือการโจมตีของตนเองไม่สามารถแตะต้องตัวของเจ้าแห่งเขต
ดาวฤกษ์ทางช้างเผือกได้เลย
ถึงแม้ว่าการโจมตีของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกจะไม่สามารถ
ทำลายการป้องกันของตนเองได้ แต่การยื้อกันไปแบบนี้ ก็ไม่ใช่หนทางที่ดี
ตนเองเป็นถึงผู้แข็งแกร่งในระดับ 12 แต่ต้องมาต่อสู้กับชีวิตในระดับ 11
และยังเป็นแค่ร่างแยกของชีวิตในระดับ 11
แต่กลับไม่สามารถจัดการอีกฝ่ายได้?
แม้แต่เทียนอวี่เฉินเองก็ยังรู้สึกเสียหน้า
“ไม่สู้แล้ว”
เทียนอวี่เฉินสูดหายใจเข้าลึกๆ หากยื้อกันต่อไป ตนเองก็จะยิ่งเสียหน้า
“ไป”
เทียนอวี่เฉินตั้งใจที่จะหันหลังกลับไป
ที่
และไม่ได้สนใจเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ที่กำลังต่อสู้อยู่กับผู้แข็งแกร่ง
สูงสุดทั้ง 9 ของอารยธรรมมนุษย์
“คิดจะไปง่ายๆ?”
หลินหยวนรับรู้ได้ถึงความคิดของเทียนอวี่เฉิน
ในวินาทีต่อมา
ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นมาจากอีกด้าน
นั่นก็คือร่างวิญญาณจันทราของหลินหยวน
ร่างวิญญาณจันทราก้าวออกไปหนึ่งก้าว และมาอยู่ข้างๆ ร่างวิญญาณ
สุริยัน
จากนั้นร่างวิญญาณจันทราและสุริยันก็รวมกันเป็นหนึ่ง
จันทราและสุริยัน เดิมทีก็คือจิตวิญญาณไท่จี๋ของหลินหยวน
(จิตวิญญาณสูงสุด)
แต่เนื่องด้วยความพิเศษของระบบวิวัฒนาการวรยุทธ์ จึงได้ถูกแบ่งออก
เป็นสอง
ร่างวิญญาณไท่จี๋ที่แบ่งออกเป็นร่างวิญญาณจันทราและสุริยันนั้น พลังได้
ลดลง แต่กลับสามารถจัดการเรื่องต่างๆ ได้ในเวลาเดียวกัน
เมื่อร่างวิญญาณจันทราและสุริยันรวมกัน จึงกลายเป็นร่างวิญญาณไท่จี๋
พลังของหลินหยวนค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างเงียบๆ
โลกภายในร่างกายค่อยๆขยายออกไปอย่างรวดเร็ว และมีขนาดถึง 5
ปีแสง
ในทางทฤษฎีแล้ว พลังต่อสู้ของร่างวิญญาณไท่จี๋นั้น เทียบเท่ากับร่างจริง
นั้
ยิ่
แต่ร่างจริงนั้น ได้ดูดซับผลประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูด
ซับพลังต้นกำเนิดจากความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลถึงสองครั้ง
ทำให้โลกภายในร่างกายของร่างจริงนั้นไปถึงเส้นผ่านศูนย์กลาง 11 ปีแสง
“ฟัน”
ร่างวิญญาณจันทราที่มาถึงนั้น ไม่ได้รวมกับร่างวิญญาณสุริยันเพียงอย่าง
เดียว และกลายเป็นร่างวิญญาณไท่จี๋ และทำให้พลังพื้นฐานเพิ่มขึ้นเท่านั้น
แต่ยังได้นำอาวุธระดับ 12 มาหลายชิ้นด้วย
เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้ว สามารถทำให้พลังต่อสู้ของร่างวิญญาณ
ไท่จี๋นั้นเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
หวือๆๆ
ดาบสีเงินขาวได้ฉีกกาลอวกาศ และฟันไปที่เทียนอวี่เฉิน
“นี่?”
สีหน้าของเทียนอวี่เฉินเปลี่ยนไปอย่างมาก การฟันครั้งนี้ได้ทะลวงผ่านชุด
เกราะที่ใช้ป้องกัน และทำให้ร่างกาย จิตวิญญาณ และโลกภายในร่างกายของ
เขาปรากฏรอยแตกเล็กๆ
ถึงแม้ว่ารอยแตกเล็กๆ นี้จะสามารถฟื้นตัวในชั่วพริบตา แต่ในขณะต่อมา
การฟันครั้งที่ 2 ของหลินหยวนก็ตกลงมาแล้ว
ในเวลาเพียงลมหายใจเดียว
คมดาบมากมายหลายร้อยคม ตกลงบนร่างของเทียนอวี่เฉิน
รอยแตกเล็กๆ นั้น ค่อยๆถูกฉีกออก และฟื้นตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
“ไม่ดีแล้ว”
วี่
ที่
เทียนอวี่เฉินรับรู้ได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดี
การฟันหลายร้อยครั้งนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเขามากนัก
แต่ถ้าเป็นหลายพันครั้งล่ะ?
หลายหมื่นครั้งล่ะ?
หากต้องต่อสู้กับผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ด้วยกัน เทียนอวี่เฉินก็จะไม่กลัว
อะไร หากแย่หน่อยก็ใช้เลือดแลกเลือด
แต่กับหลินหยวนนั้น?
เทียนอวี่เฉินไม่สามารถแตะต้องตัวของหลินหยวนได้เลย
หมายความว่า
ในตอนนี้เทียนอวี่เฉินกำลังถูกซ้อมอยู่ฝ่ายเดียว
การใช้เลือดแลกเลือด?
เป็นไปไม่ได้เลย
เทียนอวี่เฉินถอนหายใจออกมาเบาๆ และในท้ายที่สุดก็มองไปยังหลิน
หยวนอย่างลึกซึ้ง รูปร่างค่อยๆ เลือนรางลง และหายไปในที่สุด
แม่น้ำแห่งกาลเวลาที่กว้างใหญ่
ริมฝั่ง
ร่างที่ตั้งตระหง่านของเทียนอวี่เฉินปรากฏขึ้น
เมื่อเทียบกับชีวิตในระดับ 11 แล้ว ลักษณะเด่นที่สำคัญที่สุดของชีวิตใน
ระดับ 12 ก็คือการหลุดพ้นจากข้อจำกัดของแม่น้ำแห่งกาลเวลา และสามารถ
มาอยู่ริมฝั่งได้อย่างถาวร
นั้
ดังนั้น
การที่จะต้านทานการโจมตีของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกที่ง่าย
ที่สุด ก็คือการเข้าไปอยู่ในพื้นที่แม่น้ำแห่งกาลเวลาและยืนอยู่ริมฝั่งก็พอ
ถึงแม้ว่าพลังในการโจมตีของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกจะ
แข็งแกร่งเพียงใด ตราบใดที่ยังไม่เกินผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ก็ไม่
สามารถคุกคามบนฝั่งได้ ก็เหมือนกับชีวิตในภาพที่ไม่สามารถแตะต้องสิ่ง
ที่อยู่นอกภาพได้
“เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก!”
เทียนอวี่เฉินกล่าวออกมาทีละคำ การที่ต้องถูกชีวิตในระดับ 11 บีบบังคับ
ให้ต้องเข้าไปในพื้นที่แม่น้ำแห่งกาลเวลานั้น เป็นความอัปยศที่ไม่เคยมีมาก่อน
“สงครามเต็มรูปแบบ ต้องเปิดสงครามเต็มรูปแบบอย่างแน่นอนและห้าม
ปล่อยให้เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดอย่างราบรื่น”
เทียนอวี่เฉินก้มมองแม่น้ำแห่งกาลเวลาที่สงบนิ่ง และตัดสินใจได้แล้ว
การที่เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดนั้นไม่สามารถที่
จะหยุดยั้งได้ แต่สามารถใช้การเปิดสงครามเต็มรูปแบบกับอารยธรรมมนุษย์
เพื่อที่จะส่งผลกระทบต่อจิตใจของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกในการ
ก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดได้
อย่างไรก็ตามความแค้นของทั้งสองฝ่ายนั้นไม่สามารถแก้ไขได้และเทียนอ
วี่เฉินไม่ได้สนใจผลที่จะเกิดตามมาจากการทำสงครามเต็มรูปแบบ
เมื่อคิดได้เช่นนี้
เทียนอวี่เฉินที่กำลังจะเดินทางผ่าน ‘ทางผ่าน’ ในพื้นที่ของแม่น้ำแห่งกาล
เวลา เพื่อที่จะกลับไปยังดินแดนของเผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์ และพูดคุยกับเหล่าผู้
แข็งแกร่งระดับ 12 คนอื่นๆ ภายในเผ่าพันธุ์
นี้
วี่
ตั้
ที่
นอกจากนี้ เทียนอวี่เฉินยังตั้งใจที่จะติดต่อกับกลุ่มกองกำลังเผ่าพันธุ์ระดับ
สูงสุดอื่นๆ ในการร่วมกันล้อมโจมตีอารยธรรมมนุษย์
ทันใดนั้นเอง
ในขณะนั้นเอง
แม่น้ำแห่งกาลเวลาที่สงบนิ่งราวกับกระจก กลับเริ่มมีระลอกคลื่นขึ้นมา
เล็กน้อย
หลังจากนั้น
มือขวาที่เรียวยาวและแข็งแรงค่อยๆยื่นออกมาจากแม่น้ำแห่งกาลเวลา
อย่างเงียบงัน
ในทันทีนั้น
ก็จับไปที่ข้อเท้าของเทียนอวี่เฉิน
จากนั้น
ภายใต้สีหน้าที่หวาดกลัวของเทียนอวี่เฉิน
เขาก็ถูกดึงลงไป