สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 514 ปีที่ 2,609,782
การสั่นสะเทือนของแม่น้ำแห่งกาลเวลานั้น จำกัดอยู่เพียงแค่จักรวาลโดย
รอบไม่กี่ร้อยแห่งเท่านั้น และโดยเฉพาะริมฝั่งของแม่น้ำแห่งกาลเวลาที่อยู่ใน
จักรวาลของหลินหยวนเท่านั้น ที่มีการสั่นสะเทือนที่เห็นได้ชัดที่สุด
ส่วนแม่น้ำแห่งกาลเวลาของจักรวาลโดยรอบหลายร้อยแห่งนั้นหรือ?
ก็เป็นแค่การสั่นคลอนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ในความเป็นจริงแล้ว ในตอนที่ผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ที่เพิ่งขึ้นฝั่งแต่ละครั้ง
ย่อมต้องสร้างปรากฏการณ์ที่คล้ายกัน เพียงแต่มันไม่ได้รุนแรงเหมือนกับของ
หลินหยวน
การเคลื่อนไหวที่หลินหยวนก่อขึ้นตอนที่ขึ้นฝั่งนั้น เกินขีดจำกัดของแม่น้ำ
แห่งกาลเวลาในจักรวาล และส่งผลกระทบไปยังจักรวาลโดยรอบหลายร้อย
แห่ง
จึงทำให้เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ในจักรวาลหลายร้อยแห่งนั้นรู้สึกตก
ตะลึง เพราะพวกเขาไม่ได้สังเกตเห็นใครที่กำลังขึ้นฝั่งที่ริมฝั่งของแม่น้ำแห่ง
กาลเวลาในจักรวาลของตนเอง
แต่ที่ริมฝั่งของแม่น้ำแห่งกาลเวลากลับมีการสั่นคลอนเช่นนี้?
นี่ถือเป็นสัญญาณของการที่ผู้แข็งแกร่งสูงสุดที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุด
ขึ้นฝั่ง!
เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ที่อยู่ในจักรวาลโดยรอบหลายร้อยแห่งรู้สึก
สงสัย เพราะพวกเขาไม่รู้ถึงที่มาของการสั่นคลอนที่ริมฝั่งเลย
แต่เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ของเผ่าพันธุ์ต่างดาวมากมายทีกำลังรอคอย
การขึ้นฝั่งของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกอยู่นั้นกลับรู้สึกสับสนวุ่นวาย
พวกเขาต้องการมองเห็นรายละเอียดบางส่วนของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์
ทางช้างเผือกจากการขึ้นฝั่งของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก และจากนั้น
ก็ตัดสินใจว่าจะเผชิญหน้ากับอารยธรรมมนุษย์อย่างไร จะเผชิญหน้ากับเจ้า
แห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกอย่างไรในอนาคต
ในท้ายที่สุดพวกเขาก็ได้เห็นรายละเอียดบางส่วนของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์
ทางช้างเผือกจริงๆ แต่นั่น กลับทำให้เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ทั้งหมดตกใจ
“ขนาดที่ใหญ่โตเช่นนี้ สาระสำคัญของชีวิตของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทาง
ช้างเผือกนั้นมหาศาลเพียงใด”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของพันธมิตรจักรวาลรู้สึกหวาดกลัวในใจ
ขนาดรูปร่างที่ปรากฏที่ริมฝั่งของแม่น้ำแห่งกาลเวลานั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่
จำนวนเท่าที่เห็น
เช่น สาระสำคัญของชีวิตของข้าสูงกว่าท่าน 1 เท่า รูปร่างของข้าที่ริมฝั่ง
ของแม่น้ำแห่งกาลเวลาจะเป็น 1 เท่าของท่าน
ไม่ได้คำนวณแบบนั้น
กฎที่ริมฝั่งของแม่น้ำแห่งกาลเวลานั้นเข้มงวดเป็นอย่างมากสาระสำคัญ
ของชีวิตที่มากกว่า 1 เท่า เมื่อนำมาคำนวณแล้วก็จะสูงกว่าเพียงเล็กน้อย
เท่านั้น
ดังนั้นเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 มากมายที่ริมฝั่งนั้น นอกจากผู้ทีอยู่ใน
ขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุดทั้งสองคนของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติแล้ว โดยพื้นฐาน
แล้วก็มีขนาดที่ใกล้เคียงกัน
แม้แต่ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวน และจักรพรรรดินีแมลงว่านฮว่าที่ใกล้
เคียงกับผู้ที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุด ก็แทบไม่ต่างจากผู้แข็งแกร่ง
ระดับ 12 คนอื่นๆ
แต่หลินหยวนล่ะ?
นี้
ความสูงของรูปร่างของเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 เหล่านี้ ไปได้ถึงแค่เข่า
ของอีกฝ่ายเท่านั้น
บางทีหลินหยวนแค่เดินมา และเผลอเตะพวกเขา ก็เพียงพอที่จะทำให้
เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ได้รับบาดเจ็บสาหัส
“ขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุด ถึงจะเป็นขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุด ก็ไม่น่า
จะมีขนาดที่ใหญ่โตเช่นนี้ไม่ใช่หรือ?”
เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 แต่ละคนต่างก็รู้สึกหวาดกลัว
ก่อนที่หลินหยวนจะก้าวเข้าสู่ระดับ 12 พวกเขาก็ได้คาดการณ์เอาไว้แล้ว
ว่าพลังของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกนั้นจะต้องน่าสะพรึงกลัวเป็น
อย่างมาก
แต่ใครจะคิดว่าจะน่าสะพรึงกลัวขนาดนี้?
ขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุด?
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้งสองของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติก็อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้น
สูงสุด แต่ความสูงของรูปร่างของพวกเขาที่ริมฝั่งของแม่น้ำแห่งกาลเวลายังไป
ได้แค่ถึงเอวของหลินหยวนเท่านั้น
พวกเขาเหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 เมื่ออยู่ต่อหน้าหลินหยวนแล้วก็เหมือน
กับเด็กที่กำลังเล่นบ้าน
“ขอบเขตปกครอง? ไม่ใช่ว่าเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกได้อยู่ใน
ขอบเขตปกครองไปแล้วหรือ?”
“เป็นไปไม่ได้ เพิ่งเข้าสู่ขอบเขตบุกเบิกวิถี แต่กลับสามารถอยู่ในขอบเขต
ปกครองแล้ว? นี่มันสมเหตุสมผลได้อย่างไร?”
เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 มากมายมองไปยังเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้าง
เผือกที่กำลังขึ้นฝั่งอย่างช้าๆ ด้วยสีหน้าที่หวาดกลัว และพูดคุยกันอย่างรวดเร็ว
พวกเขาเคยได้รับข้อมูลจากภายนอกจักรวาล และรู้ถึงการแบ่งระดับของ
ระดับ 12
เข้าใจว่าเหนือขอบเขตบุกเบิกวิถีขึ้นไปก็คือขอบเขตปกครองและขอบเขต
โกลาหล
และในตอนนี้ขนาดรูปร่างของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกนั้น เกิน
ขอบเขตบุกเบิกวิถีที่พวกเขารู้จักไปแล้ว จึงคาดเดาไปโดยสัญชาตญาณว่าอยู่
ในขอบเขตปกครอง
“ไม่ว่าเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกจะอยู่ในขอบเขตไหนในตอนนี้
พวกเราก็ไม่สามารถต้านทานได้อยู่ดี!”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์หยู่ตั้งสติ และมองไปยังผู้แข็งแกร่งระดับ 12
คนอื่นๆ และกล่าว
“ต่อไปเผ่าพันธุ์หยู่ของข้าจะทำการลดอาณาเขตลงให้มากที่สุดพวกเจ้าก็
ไปจัดการเอาเองเถอะ”
ความแข็งแกร่งของเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกได้ก่อตัวขึ้นมาเป็นก
ระแสแล้ว และในจักรวาลแห่งนี้ คงไม่มีใครสามารถต้านทานได้ แม้ว่าพวกเขา
เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 จะร่วมมือกัน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะสามารถต้านทาน
ได้อยู่ดี
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์หยู่จึงตัดสินใจเช่นนี้
ก็ช่วยไม่ได้
ความสำคัญของอาณาเขตสำหรับเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดนั้นไม่ต้องพูดถึง
อาณาเขตที่กว้างใหญ่สามารถให้กำเนิดชีวิตได้มากกว่าเดิม และชีวิตที่มากกว่า
เดิมย่อมสามารถให้กำเนิดผู้แข็งแกร่งได้มากมาย และผู้แข็งแกร่งมากมายก็
สามารถที่จะให้กำเนิดผู้ทีแข็งแกร่งกว่าเดิมได้ จนกระทั่งในท้ายที่สุด ก็ให้
กำเนิดผู้แข็งแกร่งระดับ 12 ที่อยู่ในระดับสูงสุดคนใหม่
ทีละชั้น อาณาเขตคือรากฐานของทุกเผ่าพันธุ์
นี้ที่
ทั้
ก่อนหน้านี้ที่เหล่าเผ่าพันธุ์ระดับสูงสุดทั้ง 12 ทำสงครามกันมาตลอด
ก็เพื่ออาณาเขตของจักรวาลไม่ใช่หรือ?
แต่อาณาเขตจะสำคัญแค่ไหน ก็ไม่สำคัญเท่าการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์
หลังจากที่เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกขึ้นฝั่งแล้ว ย่อมต้องกวาดล้าง
จักรวาลด้วยท่าทางที่แข็งแกร่งที่สุด ในเวลานี้หากเผ่าพันธุ์หยู่ยังคงยึดครอง
อาณาเขตเป็นจำนวนมาก ก็ไม่ต่างอะไรกับการหาเรื่องตาย
“เผ่าพันธุ์ของข้าก็จะทำการลดอาณาเขตลงเช่นกัน”
“เฮ้อ ช่วงเวลาต่อจากนี้ไปคงจะยากลำบากขึ้นมากแล้ว”
เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 มากมายมองหน้ากันไปมา ด้วยสีหน้าที่โศกเศร้า
การที่เผ่าพันธุ์และกองกำลังลดตัวลง และถอยกลับไปในขอบเขตที่อาวุธ
ประจำเผ่าพันธุ์ปกคลุม เมื่อรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว บางทีอาจจะยังมี
โอกาสที่จะมีชีวิตรอดต่อไป
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้งสองของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติก็กำลังจับตามองการขึ้นฝั่ง
ของหลินหยวนจากที่ไกลๆ เช่นกัน
“ต้องมีร่างกายและจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งเพียงใด ถึงจะสามารถให้กำเนิด
สาระสำคัญของชีวิตที่ยิ่งใหญ่ได้ถึงเพียงนี้?”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดคนหนึ่งของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติถอนหายใจออกมา
ถึงแม้ว่าสาระสำคัญของชีวิตจะไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับพลังต่อสู้
แต่ยิ่งสาระสำคัญของชีวิตแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีหรือการ
ป้องกัน ย่อมต้องได้รับการเสริมพลัง
การที่ 1 พลังเอาชนะ 10 ความสามารถนั้นไม่ใช่เรื่องที่พูดเล่น
และในใจของผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้งสองของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ ก็ได้ตัดสินแล้ว
ว่าหลินหยวนนั้นจะต้องเป็นการกลับชาติมาเกิดของมหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อ
ยิ่
เป็นการกลับชาติมาเกิดของมหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว ก็หมายความว่าไร้เทียม
ทานในระดับเดียวกัน การที่จะข้ามขอบเขตไปต่อสู้นั้น จึงเป็นเรื่องปกติ
“เผ่าพันธุ์ของข้าก็จะทำการลดอาณาเขตลงเช่นกัน”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติที่อยู่ทางขวาคิดอยู่ครู่หนึ่งและ
กล่าวออกมา
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติที่อยู่ทางซ้ายพยักหน้า
ถึงแม้ว่าเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการล้อมสังหารเจ้าแห่งเขต
ดาวฤกษ์ทางช้างเผือก และยังได้ส่งข่าวให้เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก
ทราบ ตามหลักแล้วก็ถือว่ามีความดีความชอบ
แต่หากยึดถือความดีความชอบ และไม่ยอมถอยอะไรเลย หากทำให้เจ้า
แห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาแล้ว ย่อมต้องยุ่งยาก
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้งสองของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติก็ไม่อยากที่จะเสี่ยงพวกเขามี
วิธีการที่จะข้ามผ่านยุคจักรวาลนี้ไปได้ จึงไม่จำเป็นทีจะต้องคำนึงถึงการได้หรือ
เสียของจักรวาล
แต่เผ่าพันธุ์ภัยพิบัติก็มีจำนวนประชากรที่น้อย ต่อให้ลดขนาดลงไป 9 ใน
10 ส่วน ก็ยังเหลือเฟือ และจะไม่ส่งผลกระทบอะไรมากนัก
ครืนๆ
หลินหยวนก้าวเท้าเพียงไม่กี่ก้าวก็ข้ามมายังริมฝั่งของแม่น้ำแห่งกาลเวลา
“นี่คือความรู้สึกบนฝั่ง?”
หลินหยวนมองไปยังรอบๆ เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 นับสิบคนในตอนนี้
ต่างก็พยายามที่จะอยู่ห่างจากเขา
“ล้วนแล้วแต่เป็นคนแคระ”
ที่
หลินหยวนมองจากที่สูงลงมา เหล่าผู้แข็งแกร่งระดับ 12 กลับอยู่เพียงแค่
เข่าของตนเอง
“สาระสำคัญของชีวิตของเรา เหนือกว่าขอบเขตบุกเบิกวิถีขั้นสูงสุดจริงๆ”
หลินหยวนเหลือบมองผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้งสองของเผ่าพันธุ์ภัยพิบัติ และ
คาดคะเนในใจ
ในด้านพลังต่อสู้ เขาไปถึงขอบเขตปกครองแล้ว แต่ขอบเขตยังคงเป็น
ขอบเขตบุกเบิกวิถี สาระสำคัญของชีวิตก็เช่นกันทีเหนือกว่าขอบเขตบุกเบิกวิถี
ขั้นสูงสุด
“อย่าทะนงตัวไป ในจักรวาลแห่งนี้ เราได้ยืนอยู่ในจุดที่สูงที่สุดแล้ว แต่ใน
ทวีปแห่งความโกลาหลกู่หมิง ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลล่ะ? เรายัง
ห่างไกลนัก”
หลินหยวนรวบรวมความคิด และมีความเข้าใจที่ชัดเจนในตนเอง
เขามีร่างแยกที่ประจำอยู่ที่ทวีปแห่งความโกลาหลกู่หมิง เคยได้มองดู
แม่น้ำแห่งกาลเวลาของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
แม่น้ำแห่งกาลเวลาของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลคือสายน้ำหลัก
ความกว้างใหญ่ไพศาลนั้นมากกว่าแม่น้ำแห่งกาลเวลาสาขาในจักรวาลนับไม่
ถ้วน และที่ริมฝั่งนั้น มีร่างที่น่าสะพรึงกลัวยืนอยู่
ร่างจำนวนไม่น้อยนั้นมีความสูงเท่ากับสวรรค์และโลก เมื่อขยับเขยื้อน
เพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะส่งผลกระทบต่อสายน้ำหลักของแม่น้ำแห่งกาล
เวลา
“ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลต่างหากที่เป็นแหล่งกำเนิดของเส้นทาง
วิวัฒนาการ เหล่าผู้ยิ่งใหญ่และเหล่ามหาปราชญ์มากมาย ทิศทางที่พวกเขา
เดินไป และสิ่งที่พวกเขาแสวงหานั้น ไม่ใช่สิ่งที่ชีวิตในจักรวาลจะสามารถเทียบ
เคียงได้”
หลินหยวนส่ายหน้าเล็กน้อย
มื่
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลได้ให้กำเนิดจักรวาลมากมายและเมื่อ
เทียบกับความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลที่โหดร้ายแล้วจักรวาลก็เหมือนกับ
เปล ที่คอยปกป้องเหล่าชีวิตในระดับ 12 ไม่ให้ได้รับอันตราย
ถึงแม้ว่าการล่มสลายของจักรวาลจะมีอัตราการตายมากกว่า 50% สำหรับ
ชีวิตในระดับ 12
แต่ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลล่ะ?
อัตราการตายของชีวิตในขอบเขตบุกเบิกวิถีระดับ 12 นั้นมากกว่า 50%
หรือ?
เหล่าผู้ที่อยู่ในขอบเขตปกครองที่เดินผ่านไปมา หรือสถานทีอันตรายที่ไม่รู้
จัก ก็ล้วนแล้วแต่เป็นอันตรายสำหรับขอบเขตบุกเบิกวิถีระดับ 12
แม้แต่ ชังเวยหยาง’ ผู้ที่อยู่ในขอบเขตปกครองขั้นสูงสุด ก็ยังดับสูญไปใน
ซากปรักหักพังไท่หยวน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเหล่าขอบเขตบุกเบิกวิถี
ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลมีเพียงแค่ขอบเขตโกลาหลเท่านั้นที่
กล้าพูดว่าตายยาก ภายใต้ขอบเขตโกลาหลแล้ว เมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤต
มากมาย ก็ไม่มีความสามารถที่จะปกป้องตนเอง
“กลิ่นอายของริมฝั่ง”
หลินหยวนมองไปยังรอบๆ ทิศทางทั้ง 4 หลังจากที่ขึ้นฝั่งได้อย่างราบรื่น
แล้ว สาระสำคัญของชีวิตในระดับ 12 ก็ทำให้ความรู้สึกของหลินหยวนได้รับ
การยกระดับขึ้นมาอย่างมาก
เมื่อรวมกับสภาพแวดล้อมพิเศษที่ริมฝั่งของแม่น้ำแห่งกาลเวลาแล้ว เมื่อ
ตั้งสติได้ หลินหยวนก็ตกอยู่ในสถานะแห่งการเข้าใจในวิถีอีกครั้ง
【ความเข้าใจท้าทายสวรรค์ สัมผัสสภาพแวดล้อมที่อยู่ และเข้าใจในวิถี
แห่งชีวิต】
ที่
【ความเข้าใจท้าทายสวรรค์ สัมผัสสภาพแวดล้อมที่อยู่ และเข้าใจในวิถี
แห่งสสาร】
【ความเข้าใจท้าทายสวรรค์ สัมผัสสภาพแวดล้อมที่อยู่ และเข้าใจในวิถี
แห่งเหตุและผล】
【ความเข้าใจท้าทายสวรรค์ สัมผัสสภาพแวดล้อมที่อยู่ และความเข้าใจใน
กาลอวกาศลึกซึ้งขึ้น】
【ความเข้าใจท้าทายสวรรค์ สัมผัสสภาพแวดล้อมที่อยู่ และความเข้าใจใน
ความโกลาหลลึกซึ้งขึ้น】
ในชั่วขณะหนึ่ง ความคิดที่ไม่เคยมีมาก่อนก็ได้ผุดขึ้นมาในสมองของหลิน
หยวน กฎระหว่างกฎหลักชนิดต่างๆ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง และกลายเป็น
ความเข้าใจในระดับวิถี
วิถี อยู่เหนือกว่ากฎในระดับเดียวกัน ในตอนที่หลินหยวนเข้าใจในกฎแห่ง
ความโกลาหล ก็ได้เข้าใจในวิถีบางอย่างไปด้วย แต่เมื่อรวมกันแล้วก็มีเพียงแค่
ไม่กี่สิบวิถี
แต่ในตอนนี้หลังจากที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับ 12 ไม่นาน ก็ได้เข้าใจในวิถีไป
กว่าร้อยวิถี การเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับสาระสำคัญของ
ชีวิต ไม่เพียงแต่จะยกระดับมุมมองของหลินหยวน แต่ยังทำให้ความเข้าใจ
ท้าทายสวรรค์ได้รับการยกระดับอย่างน่าสะพรึงกลัวอีกด้วย
“กาลอวกาศระดับ 7”
หลินหยวนกำลังยกระดับความเข้าใจในกาลอวกาศอย่างรวดเร็ว
หากอยู่ในจักรวาลเพียงอย่างเดียว แม้ว่าจะก้าวเข้าสู่ระดับ 12 แล้ว แม้ว่า
จะมีความเข้าใจท้าทายสวรรค์ การยกระดับความเข้าใจในกาลอวกาศของหลิน
หยวนก็จะไม่เร็วขนาดนี้
ที่
ที่
ที่
แต่การที่ร่างแยกประจำการอยู่ที่ทวีปแห่งความโกลาหลกู่หมิงสามารถที่
จะมองดูกาลอวกาศของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลได้ตลอดเวลา กาล
อวกาศที่นั่นนั้นสมบูรณ์และลึกซึ้งมากกว่าเดิมการช่วยเหลือหลินหยวนจึงมี
มากขึ้น
“และกฎแห่งความโกลาหล”
หลินหยวนกระจายความคิดออกไป และมองไปยังความโกลาหลอย่าง
เลือนรางผ่านทางเกราะป้องกันของจักรวาล
กฎแห่งความโกลาหลเป็นกฎที่เป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง การเข้าใจได้
นั้น เหนือจินตนาการ
โดยปกติแล้วมีเพียงแค่ผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติในการที่จะเข้าใจ
กฎแห่งความโกลาหลอย่างลึกซึ้ง แต่หลินหยวนมีความ
เข้าใจท้าทายสววรค์ และเริ่มค่อยๆ เข้าใจถึงแก่นแท้ของกฎแห่งความ
โกลาหลแล้ว
ในระดับ 11 การที่หลินหยวนเข้าใจในกฎแห่งความโกลาหลได้อย่างยาก
ลำบากก็ถือว่าเป็นขีดจำกัดแล้ว และไม่มีทางที่จะสามารถทำการเข้าใจที่ลึกซึ้ง
กว่าเดิมได้ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิม การทีสาระสำคัญของชีวิตก้าวกระโดด
ทำให้หลินหยวนได้เห็นความลึกลับเกี่ยวกับความโกลาหลมากขึ้น
การที่หลินหยวนก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดนั้น สำหรับอารยธรรมมนุษย์ สำหรับ
หมื่นเผ่าพันธุ์ในห้วงอวกาศแล้วย่อมต้องมีผลกระทบเป็นอย่างมาก และได้รับ
การจับตามองจากผู้แข็งแกร่งมากมาย
เมื่อรอให้ผู้แข็งแกร่งสูงสุดเซวียนหยวนและผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้ง 9 คนกลับ
ไป เรื่องที่เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกก้าวเข้าสู่ระดับ 12 อย่างราบรื่น
ก็ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ
ในทันที
อารยธรรมมนุษย์ก็เดือดพล่าน
“เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกได้ก้าวเข้าสู่ระดับ 12 แล้วฮ่าๆๆๆ 2
ล้านปี กว่า 2 ล้านปี! ในที่สุดอารยธรรมมนุษย์ของเราก็ได้ให้กำเนิดผู้แข็งแกร่ง
สูงสุดคนที่ 10 !!!”
“เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก ไม่ได้เป็นแค่ผู้แข็งแกร่งสูงสุดธรรม
ดาๆ เท่านั้น!”
“เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกนั้นร้ายกาจอย่างยิ่งยวด!”
เหล่าผู้วิวัฒนาการและพลเมืองมากมายของอารยธรรมมนุษย์ต่างก็พูดคุย
กันอย่างมีชีวิตชีวา การที่มีผู้แข็งแกร่งสูงสุดเพิ่มมาคนหนึ่ง สามารถส่งผลกระ
ทบที่ลึกซึ้งต่ออารยธรรมมนุษย์ทั้งหมดอย่างไม่มีใครเทียบได้
“ข้าชิคุน ได้สอนสั่งผู้แข็งแกร่งสูงสุดคนหนึ่งหรือ?”
เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ชิคุนมองไปยังอีเมลแสดงความยินดีมากมายที่ส่งมา
ให้ตนเองอย่างต่อเนื่อง ความคิดมากมายผุดขึ้นมาในสมอง ราวกับว่ากำลังล่อง
ลอยอยู่บนสวรรค์
ถึงแม้ว่าจะรู้มานานแล้วว่าเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกมีโอกาสที่จะ
กลายเป็นผู้แข็งแกร่งสูงสุด แต่เมื่อวันที่เป็นจริงได้มาถึงนั้น เจ้าแห่งเขต
ดาวฤกษ์ชิคุนก็ยังรู้สึกเหมือนฝันไป
เมื่อไม่นานมานี้เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ชิคุนรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของกาล
อวกาศ และรู้สึกกังวลอย่างมาก กลัวว่าการทีหลินหยวนก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุด
นั้นจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
ในตอนนี้ที่ทุกอย่างสงบลง เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ชิคุนก็คิดว่าตนเองกำลัง
ฝันอยู่หรือเปล่า
“ศิษย์น้องเล็กกลายเป็นผู้แข็งแกร่งสูงสุดแล้ว?”
เหล่าเจ้าแห่งยอดเขาหลายคนที่อยู่ในสายเลือดชิคุนรู้สึกหลากหลาย
อารมณ์ ศิษย์น้องเล็กที่ยังเป็นเด็กน้อยในตอนนั้น
ที่
ได้กลายเป็นผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานที่มองลงมาจากห้วงอวกาศแล้วหรือ?
“ต่อไปห้ามเรียกแบบนั้นอีก”
ศิษย์พี่ใหญ่เหมือนจะนึกอะไรออก มองไปยังเหล่าเจ้าแห่งยอดเขา และ
กล่าวพร้อมกับคำเตือน
“เข้าใจแล้ว”
เหล่าเจ้าแห่งยอดเขาในสายเลือดชิคุนรู้สึกตกใจ และพยักหน้าในทันที
พวกเขาไม่เหมือนกับเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ชิคุน ในฐานะที่เป็นศิษย์พี่ของ
สายเลือดชิคุน พวกเขาไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออะไรทีแท้จริงกับหลินหยวน
การที่จะเรียกศิษย์น้องเล็กอีกก็ดูเหมือนว่าจะเกินไป
อารยธรรมมนุษย์นั้นให้ความสำคัญกับผู้แข็งแกร่งมาก ผู้ที่มาทีหลังเมื่อยืน
อยู่สูงกว่าเดิม การเรียกขานนั้นย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง หลินหยวนนั้นมี
อารมณ์ดี ในตอนที่อยู่ในระดับ 8 ระดับ 9 ระดับ 10 หรือระดับ 11 ก็ให้เหล่าเจ้า
แห่งยอดเขาของสายเลือดชิคุนเรียกกันตามเดิม
แต่ในตอนนี้เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกได้ก้าวเข้าสู่ระดับ 12 และ
กลายเป็นผู้แข็งแกร่งสูงสุด แม้ว่าจะเต็มใจที่จะให้พวกเขารักษาการเรียกขาน
เดิมเอาไว้ เหล่าเจ้าแห่งยอดเขาก็ไม่กล้าที่จะทำเช่นนั้น
ในส่วนลึกของห้วงอวกาศ
ภายในดินแดนลับแห่งหนึ่ง
นักเดินทางม่าตัวที่รูปร่างใหญ่โตเต็มไปด้วยความฮึกเฮิม มองไปยังเทพ
โบราณกู่เซินที่นั่งขัดสมาธิอยู่ไม่ไกล และกล่าวด้วยน้ำเสียงทีตื่นเต้น
“ท่านบรรพบุรุษ สายตาของท่านนั้นเฉียบคมอย่างแท้จริง ในตอนนั้นที่ให้
ข้าอย่าได้หาเรื่องกับเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกตอนนี้เมื่อดูแล้วก็เป็นสิ่ง
ที่ถูกต้องแล้วจริงๆ”
นักเดินทางม่าตัวรู้สึกยินดีอย่างมาก ในดินแดนลับ ‘เซียนฮวง’ เขาเคยมี
ความขัดแย้งกับเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก
ต่อมาภายใต้คำสั่งของบรรพบุรุษของตนเอง เขาได้เสี่ยงที่จะขัดแย้งกับ
เผ่าพันธุ์ปีกสวรรค์ และพยายามที่จะผูกมิตรกับเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้าง
เผือก
เมื่อเทียบการตอนนี้ การตัดสินใจในตอนนั้นไม่ได้แค่ฉลาดเท่านั้นหรือ?
นักเดินทางม่าตัวสามารถจินตนาการได้เลยว่า หากในตอนนั้นตนเองไม่ได้
แก้ไขความสัมพันธ์กับเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือก ในตอนนี้เมื่อได้ยินว่า
เจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้างเผือกก้าวเข้าสู่ระดับ 12 แล้ว ตนเองจะต้องหวาด
กลัวเพียงใด
“ด้วยสายตาของบรรพบุรุษของเจ้าผู้นี้ คงไม่จำเป็นต้องพูดถึงมากนัก”
เทพโบราณกู่เซินผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ค่อยๆกดความตกตะลึงในใจ
ลงไป และพยายามที่จะแสดงท่าทางที่สงบออกมา
ในความเป็นจริงแล้วความตกตะลึงในใจของเทพโบราณกู่เซินไม่ได้น้อยไป
กว่านักเดินทางม่าตัว เขาเคยคาดการณ์เอาไว้ว่าเจ้าแห่งเขตดาวฤกษ์ทางช้าง
เผือกมีศักยภาพที่จะก้าวเข้าสู่ระดับ 12 แต่ไม่ได้คิดว่าจะรวดเร็วถึงเพียงนี้
ปีที่ 2,609,782 ของปฏิทินดวงดาว
อารยธรรมมนุษย์
ให้กำเนิดผู้แข็งแกร่งสูงสุด
คนที่ 10