สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 570 รากฐานของหลินหยวน
ในโลกสีแดงเพลิงที่เต็มไปด้วยตะวันเพลิงนิรันดร์อันไร้ขอบเขตร่างแยกที่
เกิดจากจิตสำนึกของหลินหยวน สังเกตโดยรอบอย่างระมัดระวัง
บนสุดของโลกสีแดงเพลิง มีร่างหนึ่งยืนอยู่
ร่างนั้นมีลักษณะนับล้าน
ทุกครั้งที่หลินหยวนดู จะมีความรู้สึกและความเข้าใจที่แตกต่างกัน
หลินหยวนเคยเข้ามาในโลกสีแดงเพลิงนี้ เมื่อรวมเมล็ดพันธุ์ตะวันเพลิงนิ
รันดร์ได้ 30,000 เมล็ด
ร่างที่อยู่บนสุด น่าจะเป็นบรรพชนของอาณาโบราณเลี่ยหยางสิ่งมีชีวิต
แห่งกาลเวลาระดับ 13
เดิมทีหลินหยวนคิดว่าการที่เขาสามารถเข้ามาในโลกสีแดงเพลิงนี้ได้ เป็น
เพราะโชคดี เป็นเรื่องบังเอิญ
แต่เมื่อรวมเมล็ดพันธุ์ตะวันเพลิงนิรันดร์ได้ 33,000 เมล็ด หลินหยวนกลับ
พบว่าตัวเองมีความเชื่อมโยงกับโลกสีแดงเพลิงนี้
สามารถเข้ามาได้อีกครั้งผ่านการเชื่อมโยงนี้
เมื่อรู้เช่นนี้ หลินหยวนก็เข้ามาเป็นระยะ
ไม่มีทางเลือก โลกสีแดงเพลิงนี้ดูเหมือนเป็นโลกแห่งไฟล้วนๆ
แต่เมื่อเขารับรู้ ก็พบว่า “ไฟ” ในโลกนี้ มีกฎมากมาย อย่างน้อยกฎที่หลิน
หยวนรับรู้ ก็สามารถหาได้ที่นี่
นอกจากนี้ ร่างที่สงสัยว่าเป็นบรรพชนตะวันเพลิงนิรันดร์ที่อยู่บนสุด ยิ่ง
ทำให้หลินหยวนตกใจมาก
ยิ่
ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล แม้แต่มหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ยัง
แสวงหาเส้นทางของสิ่งมีชีวิตระดับ 13 อย่างยากลำบาก ต้องการเพิ่มโอกาสใน
การก้าวสู่ระดับ 13 ให้กับตัวเอง
แต่ในโลกต้นกำเนิดนี้?
เขาสามารถมองเห็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 ในระยะใกล้เช่นนี้ได้?
ถ้าเป็นมหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล คงจะ
อิจฉาจนแทบบ้า องค์จักรพรรดิ’เซียนฮวง’ และเจ้าหอหยกปีศาจ มหาปราชญ์ผู้
ยิ่งใหญ่เหล่านี้ คงฝันอยากมีโอกาสเฉกเช่นหลินหยวน
“การที่เราสามารถเข้ามาในโลกนี้ได้ เป็นเพราะรวมเมล็ดพันธุ์ตะวันเพลิง
นิรันดร์ได้มากพอ”
หลินหยวนรู้ดีว่าทำไมเขาถึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้ เป็นเพราะในร่างกายของ
เขามีสายเลือดของบรรพชนตะวันเพลิงนิรันดร์เล็กน้อยบวกกับเมล็ดพันธุ์
ตะวันเพลิงนิรันดร์
“น่าเสียดาย ตอนนี้เมล็ดพันธุ์ตะวันเพลิงนิรันดร์ที่เรารวมตัวได้ยังห่างจาก
33,333 เมล็ด ขาดอีก 1 เมล็ดสุดท้าย…”
หลินหยวนมีสีหน้าจนใจ
35 ปีก่อน หลินหยวนรวมเมล็ดพันธุ์ตะวันเพลิงนิรันดร์ได้ 33,332 เมล็ด
หลังจากนั้นก็พยายามรวมเมล็ดพันธุ์ตะวันเพลิงนิรันดร์เมล็ดสุดท้ายมาตลอด
ยิ่งใกล้ หลินหยวนกลับยิ่งรู้สึกได้ว่า เมล็ดพันธุ์ตะวันเพลิงนิรันดร์ 33,333
เมล็ด เป็นขอบเขตที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ในตอนนั้น เมล็ดพันธุ์ตะวันเพลิงนิรันดร์ทั้งหมดในร่างกายได้ก่อตัวเป็น
วงจรขนาดใหญ่ที่สมบูรณ์
เมื่อวงจรขนาดใหญ่เช่นนี้ก่อตัวขึ้น จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
สำหรับเขา
“ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป”
“แค่ผ่านไปพันปีเอง”
หลินหยวนหยุดคิด เมล็ดพันธุ์ตะวันเพลิงนิรันดร์เมล็ดสุดท้ายนั้นซับซ้อน
มาก แม้แต่เขาก็ต้องรับรู้และศึกษาอย่างละเอียด ถึงจะมีหวังลองรวมตัวได้
แม้ว่าจะยาก แต่ด้วยความเข้าใจท้าทายสวรรค์ของหลินหยวนน่าจะเป็น
แค่เรื่องของเวลา
ถ้า 1,000 ปีไม่ได้ ก็ 2,000 ปี 3,000 ปี 5,000 ปี
“ดูต่อไม่ได้แล้ว”
หลินหยวนอยู่ในโลกสีแดงเพลิงนี้พักหนึ่ง ก็ทนไม่ไหว
โลกนี้เต็มไปด้วยไฟตะวันเพลิงนิรันดร์ จิตสำนึกของหลินหยวนสามารถมา
ปรากฏตัวได้ เป็นเพราะการปกป้องของเมล็ดพันธุ์ตะวันเพลิงนิรันดร์ แต่การ
ปกป้องนี้มีจำกัดเวลา
วูบ
ในช่วงเวลาต่อมา
ร่างแยกที่เกิดจากจิตสำนึกของหลินหยวนก็สลายไป
ในหออัคคีผลาญสวรรค์
หลินหยวนลืมตาขึ้น
“การบ่มเพาะอย่างสันโดษเป็นเวลา 1,000 ปี สำหรับเราแล้ว ราวกับพริบ
ตาเดียว”
หลินหยวนคิดในใจ ยิ่งระดับชีวิตสูงขึ้น ความรู้สึกเรื่องเวลาก็ยิ่งเลือนราง
สำหรับปราชญ์หรือผู้ทรงพลังระดับจักรพรรดิสวรรค์ การบ่มเพาะอย่างสันโดษ
เป็นเวลา 10 ล้านปีหรือ 100 ล้านปี เป็นเรื่องปกติมาก
1,000 ปี?
ไม่พอแม้แต่จะงีบหลับ
“แต่ 1,000 ปีนี้ การพัฒนาของเรากลับถือว่ามาก…”
หลินหยวนมีรอยยิ้มบนใบหน้า ผลประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดคือกฎแห่งความ
โกลาหลถึงระดับ 2 แล้ว
จากระดับ 1 ไปสู่ระดับ 2 ของขอบเขตโกลาหล ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นแค่
ระดับเดียว แต่จริงๆ แล้วหลินหยวนรับรู้และเข้าใจกฎมากมาย เป็นผลของการ
เปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณเป็นเชิงคุณภาพ
การพัฒนาของกฎแห่งความโกลาหล ไม่สามารถรับรู้ได้โดยตรงต้องรับรู้
และเข้าใจกฎที่กว้างขึ้นและมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยปกติแล้ว ปราชญ์แห่งความโกลาหลเริ่มต้นด้วยความเข้าใจในกฎแห่ง
ความโกลาหลระดับ 1 การที่จะไปถึงระดับ 2 ต้องใช้เวลาสิบยุคจักรวาล หลาย
สิบยุคจักรวาลในการรับรู้กฎต่างๆ อย่างเชื่องช้า
แต่หลินหยวนใช้เวลาแค่ 1,000 ปีก็ทำได้แล้ว
และระดับชีวิตของหลินหยวนยังอยู่แค่ขอบเขตบุกเบิกวิถี ส่วนปราชญ์
เหล่านั้น มีระดับชีวิตขอบเขตโกลาหล
ยิ่งระดับชีวิตสูงขึ้น การรับรู้กฎก็ยิ่งง่ายขึ้น
ต้องยืนให้สูง ถึงจะมองเห็นได้ไกล
“แต่ความเข้าใจในกฎแห่งความโกลาหลถึงระดับ 2 แล้ว แต่การใช้กฎแห่ง
ความโกลาหลเป็นรากฐาน วิวัฒนาการพลังหยินหยางไท้จี๋ยังไม่มีความคิดใดๆ”
หลินหยวนคิดในใจ
ตามการคาดการณ์เดิมของเขา การที่จะวิวัฒนาการหยินหยางไท้จี๋แห่ง
ความโกลาหล กฎแห่งความโกลาหลต้องถึงระดับ 2 อย่างน้อย
งื่
บื้
แต่กฎแห่งความโกลาหลระดับ 2 เป็นแค่เงื่อนไขเบื้องต้นในการ
วิวัฒนาการหยินหยางไท้จี๋แห่งความโกลาหล ไม่ใช่เงื่อนไขทั้งหมด
“ความโกลาหลสร้างหยินหยาง ความโกลาหลสร้างไท้จี๋…สร้างอย่างไร?
วิวัฒนาการอย่างไร?”
หลินหยวนครุ่นคิด
“นี่เป็นเส้นทางเฉพาะของเรา หยินหยางไท้จี๋แห่งความโกลาหลไม่ว่าจะ
เป็นในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล หรือในโลกต้นกำเนิดนี้ ก็ไม่เคยมีมา
ก่อน”
อันที่จริง แม้แต่เส้นทางที่ดูเหมือนเหมือนกัน กลับแตกต่างกันโดยพื้นฐาน
เช่น เพลิงแห่งความโกลาหลที่เจ้าเมืองชิงเฝินเลือก แตกต่างจากเพลิงแห่ง
ความโกลาหลของปราชญ์คนอื่นอย่างสิ้นเชิง เพลิงแห่งความโกลาหลของเจ้า
เมืองชิงเฝินคือสีเขียวมรกต คือการเผาไหม้
แม้แต่วิถีเพลิงแห่งความโกลาหลที่คล้ายคลึงกัน ก็มีความแตกต่างกันมาก
หยินหยางไท้จี๋แห่งความโกลาหลยิ่งเป็นเช่นนั้น
“ถ้าเราไม่สามารถเข้ามาในโลกสีแดงเพลิงนี้ ไม่สามารถมองเห็นสิ่งมีชีวิต
แห่งกาลเวลาระดับ 13 เช่นบรรพชนตะวันเพลิงนิรันดร์ การที่เราจะ
วิวัฒนาการหยินหยางไท้จี๋แห่งความโกลาหล คงต้องใช้เวลาแสนปี หรือล้านปีก็
ยังไม่แน่”
หลินหยวนคิดในใจ
ถ้าแค่วิวัฒนาการหยินแห่งความโกลาหล หรือหยางแห่งความโกลาหล
สำหรับหลินหยวนแล้ว ไม่ใช่เรื่องยาก แต่หลินหยวนไม่พอใจที่จะวิวัฒนาการ
แค่เส้นทางเดียว
ตั้งแต่ระดับ 2 เขาก็ใช้หยินหยางไท้จี๋เป็นรากฐาน ตอนนี้ได้มาถึงจุดที่
ความโกลาหลวิวัฒนาการทุกสิ่งทุกอย่าง จึงต้องใช้หยินหยางไท้จี๋เช่นกัน
ส่วนหยินแห่งความโกลาหลหรือหยางแห่งความโกลาหลอย่างเดียว?
แม้ว่าจะวิวัฒนาการออกมาได้จริงๆ แต่สำหรับหลินหยวนแล้วไม่คุ้มค่า
ศักยภาพสูงสุดในอนาคตย่อมลดลง
“บรรพชนตะวันเพลิงนิรันดร์…”
หลินหยวนคิดในใจ การมองร่างของบรรพชนตะวันเพลิงนิรันดร์ในโลกสี
แดงเพลิงนั้น แม้ว่าจะยังไม่ทำให้หลินหยวนวิวัฒนาการหยินหยางไท้จี๋แห่ง
ความโกลาหล แต่กลับชี้ทางให้เขาแล้ว
ทำให้เส้นทางต่อไปของเขาราบรื่นขึ้น อย่างน้อยก็มีเป้าหมายให้ไล่ตาม
ไม่ใช่การบ่มเพาะและรับรู้แบบไร้จุดหมาย
“รับรู้กฎมากขึ้น ยกระดับกฎแห่งความโกลาหลไปสู่ระดับ 3 การ
วิวัฒนาการหยินหยางไท้จี๋แห่งความโกลาหล จึงต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆไป”
หลินหยวนคิดในใจ นี่คือความเข้าใจที่เขาได้รับจากการสังเกตร่างของ
บรรพชนตะวันเพลิงนิรันดร์บ่อยๆ
ในทางทฤษฎี ระดับ 2 ของขอบเขตโกลาหลก็สามารถวิวัฒนาการหยิน
หยางไท้จี๋ได้แล้ว แต่ก็แค่ในทางทฤษฎี อย่างน้อยหลินหยวนในตอนนี้ก็ยังไม่
เห็นความเป็นไปได้ในการวิวัฒนาการ
ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็เพิ่มความเข้าใจในกฎแห่งความโกลาหลต่อไป
ความเข้าใจในกฎแห่งความโกลาหลมี 3 ระดับ เมื่อถึงระดับ 3 นั่นถือว่า
เป็นขีดสุดของกฎแห่งความโกลาหลแล้ว กฎระดับนีสามารถวิวัฒนาการเส้น
ทางต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย
“อันที่จริง ด้วยความเข้าใจท้าทายสวรรค์ของเรา ยังไม่เห็นความหวังใน
การวิวัฒนาการหยินหยางไท้จี๋แห่งความโกลาหล แสดงว่าเส้นทางนี้มีศักยภาพ
ที่สูงมาก”
หลินหยวนคิดในใจ
การวิวัฒนาการพลังบางอย่าง แค่ระดับ 1 ของขอบเขตโกลาหลก็เพียง
พอแล้ว เช่น เพลิงแห่งความโกลาหล ทองแห่งความโกลาหลฯลฯ
เส้นทางพลังเหล่านี้ ระดับ 1 ของขอบเขตโกลาหลก็เพียงพอที่จะ
ครอบคลุมแล้ว
แต่การวิวัฒนาการพลังบางอย่าง ต้องใช้ระดับ 2 ของขอบเขตโกลาหล
ความยากเป็นสิบเท่า ร้อยเท่าของแบบแรก แน่นอนว่าพลังที่วิวัฒนาการออก
มานั้น ทุกด้านก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
จากนี้สามารถอนุมานได้ว่า เส้นทางพลังที่ต้องการความเข้าใจในกฎแห่ง
ความโกลาหลมากขึ้น ก็ยิ่งมีศักยภาพสูงขึ้น
“ระดับ 3 ของขอบเขตโกลาหล?”
หลินหยวนมีสีหน้าแปลกใจ ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลความ
เข้าใจในกฎแห่งความโกลาหลระดับ 3 มหาปราชญ์แห่งความโกลาหลหลายคน
อาจไม่มี เพราะจำนวนกฎที่ต้องรับรู้และเข้าใจนั้นมากเกินไป
แต่หลินหยวน?
ด้วยความเข้าใจท้าทายสวรรค์ การรับรู้กฎต่างๆ นั้นง่ายมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกต้นกำเนิดนี้ ผ่านเมล็ดพันธุ์ตะวันเพลิงนิรันดร์
ความสามารถในการหยั่งรู้ของหลินหยวนเพิ่มขึ้นอย่างมากสามารถรับรู้ความ
ผันผวนของกฎต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงรับรู้และเข้าใจได้
“โลกต้นกำเนิดนี้ ช่วยเรามากจริงๆ”
หลินหยวนรู้สึกซาบซึ้งเล็กน้อย ถ้าไม่มีโลกต้นกำเนิดนี้ แค่บ่มเพาะใน
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล หลินหยวนคาดว่าจะต้องใช้เส้นทางอ้อม
มากมาย
“โลกต้นกำเนิด 1 โลกเป็นเช่นนี้ แล้วอีก 32 โลกต้นกำเนิด…”
หัวใจของหลินหยวนเต้นแรง
มื่
ในส่วนลึกของประตูสู่ภพหมื่น มีพิกัดของโลกต้นกำเนิดอยู่ 33 พิกัด
นั่นหมายถึงโลกต้นกำเนิด 33 โลก
“ช่างเถอะ”
“การมาปรากฏตัวในโลกต้นกำเนิดนี้ ก็ใช้จิตวิญญาณของเราไปเกือบครึ่ง
แล้ว ถ้าสำรวจโลกต้นกำเนิดอีกโลก จะเป็นภาระต่อร่างจริงมากเกินไป อาจมี
ผลกระทบที่ชัดเจนขึ้น”
หลินหยวนคิดในใจ
หลังจากก้าวเข้าสู่ระดับ 12 สาระสำคัญของชีวิตหลินหยวนก็เปลี่ยนไป
การเดินทางต่อไป ไม่จำเป็นต้องใช้จิตสำนึกทั้งหมดเหมือนการเดินทางสิบกว่า
ครั้งก่อน
แต่ยังเป็นภาระต่อจิตวิญญาณ ต้องใช้จิตวิญญาณเกือบครึ่ง
สำหรับร่างจริงในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล การใช้จิตวิญญาณ
เกือบครึ่งในการสำรวจโลกต้นกำเนิด จะไม่มีผลกระทบใดๆต่อตัวเอง
แต่ถ้าใช้จิตวิญญาณอีกเกือบครึ่ง สำรวจโลกต้นกำเนิดที่ 2… เท่ากับว่าจิต
วิญญาณในร่างจริงเหลือเพียงเล็กน้อย
ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นแบบองค์รวม เช่น พลังต่อสู้ลดลงประสิทธิภาพในการ
รับรู้ลดลง ฯลฯ
การสำรวจโลกต้นกำเนิดไม่ใช่แค่การรวมตัวร่างแยกที่ใช้จิตสำนึกเพียง
เล็กน้อย โลกสองมิติที่แตกต่างกันห่างกันด้วย
กาลเวลาและมิติมากมาย แม้ว่าจะมีประตูสู่ภพหมื่นเป็น “ตัวกลาง” จึง
ต้องใช้จิตวิญญาณมากพอถึงจะรักษาการเชื่อมโยงได้
“สำรวจทีละโลก”
ที่นั่
หลินหยวนรู้ว่าใจร้อนไม่ได้ พิกัดของโลกต้นกำเนิด 33 โลกอยู่ที่นั่น รอให้
เขาสำรวจโลกต้นกำเนิดนี้เสร็จสิ้น
หรือการสำรวจโลกต้นกำเนิดนี้ถึงจุดอับ ถึงจะพิจารณาดึงจิตวิญญาณส่วน
นี้กลับมา ใช้ในการสำรวจโลกต้นกำเนิดต่อไป
“บ่มเพาะเป็นเวลา 1,000 ปี พลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายที่ 7 ของเรา ใกล้จะ
สำเร็จแล้ว…”
หลินหยวนรับรู้ถึงพลังต้นกำเนิดที่กำลังรวมตัวกันในส่วนลึกของสายเลือด
ตอนนี้พลังต้นกำเนิดทั้งหมดกำลังก่อตัวเป็นตราประทับทีซับซ้อนมาก คล้าย
กับตะวันเพลิงนิรันดร์บนท้องฟ้า
“พลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายครั้งนี้ ใช้เวลานานมาก ไม่รู้ว่าจะเป็นแบบ
ไหน…”
หลินหยวนรู้สึกคาดหวัง พลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายที่ปลุกพลังจากเส้นทาง
วิวัฒนาการของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ ขึ้นอยู่กับพลังพื้นฐานในส่วนลึก
ของสายเลือด
ร่างกายนี้ของหลินหยวนมาจากอาณาโบราณเลี่ยหยาง ในร่างกายมีสาย
เลือดของบรรพชน ซึ่งเป็นสายเลือดระดับ 13
พลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายที่ปลุกพลังได้ น่าจะเกี่ยวข้องกับบรรพชนตะวัน
เพลิงนิรันดร์ อาจเป็นความสามารถพิเศษของอีกฝ่าย
ความสามารถพิเศษของสิ่งมีชีวิตระดับ 13?
แม้ว่าหลินหยวนจะใช้ พลังก็ลดลงมากเนื่องจากระดับชีวิตและปัจจัยอื่นๆ
แต่ก็มาจากสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 อยู่ดี
ที่สำคัญที่สุดคือ ตราบใดที่เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายที่ปลุกพลังได้
หลินหยวนก็สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ นำไปใช้ในความว่างเปล่าแห่งความ
โกลาหลและโลกอื่นๆ ได้
สิ่
“ความสามารถพิเศษของสิ่งมีชีวิตระดับ 13…”
หลินหยวนรู้สึกตื่นเต้น ผ่านความสามารถพิเศษของสิ่งมีชีวิตระดับ 13
สามารถเห็นแก่นแท้ของสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 ได้
ทำไมเจ้าหอหยกปีศาจถึงใช้ความพยายามอย่างมากกับมหาปราชญ์ผู้ยิ่ง
ใหญ่คนอื่นๆ ในการล่าสิ่งมีชีวิตแห่งปาฏิหาริย์ที่มีสายเลือดแห่งกาลเวลาที่เข้ม
ข้น?
ก็เพื่อที่จะใช้สายเลือดของอีกฝ่าย พยายามสัมผัสข้อมูลเล็กๆน้อยๆ ของ
ระดับ 13
หลินหยวนมาถึงจุดนี้โดยตรง รวมตัวความสามารถพิเศษที่มาจากสิ่งมี
ชีวิตระดับ 13 ออกมา
“ตอนนี้ ร่างกาย วิญญาณ จักรวาลภายในร่างกาย ฯลฯ ของเราล้วนเติบโต
ถึงขีดสุดแล้ว สามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตปกครองได้แล้ว”
หลินหยวนคิดในใจ จึงเริ่มก้าวเข้าสู่ขอบเขตปกครอง
แน่นอนว่า แค่ร่างกายนี้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตปกครอง
ส่วนร่างจริงในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล?
ยังคงต้องการความมั่นคง
รอให้ร่างกายนี้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตปกครองอย่างสมบูรณ์ แล้วค่อยก้าวข้าม
ตาม
ด้วยการสะสมรากฐานของหลินหยวน การจากขอบเขตบุกเบิกวิถีสู่
ขอบเขตปกครอง เป็นเรื่องที่ง่ายมาก ไม่มีความผันผวนใดๆ
แต่มีวิธีที่มั่นคงกว่า ทำไมไม่ใช้?
ร่างกายในโลกต้นกำเนิดนี้ หลินหยวนสามารถละทิ้งได้ แต่ร่างจริงในความ
ว่างเปล่าแห่งความโกลาหล ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ หลินหยวนก็ไม่ต้องการละทิ้ง
ขึ้
ถ้าเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นในช่วงจากขอบเขตบุกเบิกวิถีไปสู่ขอบเขต
ปกครอง การที่ร่างกายในโลกต้นกำเนิดสำรวจเส้นทางก่อนหลินหยวนก็จะ
สามารถรับมือได้ง่ายขึ้น
“อืม…ร่างกายและวิญญาณเริ่มเปลี่ยนไป”
หลินหยวนรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของตัวเอง พร้อมกับควบคุม
ทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปในทิศทางที่เขาต้องการ
“ร่างกายนี้ ในด้านรากฐาน สู้ร่างจริงไม่ได้”
หลินหยวนประเมินอย่างเป็นกลาง ร่างจริงในความว่างเปล่าแห่งความ
โกลาหล ได้รับการหล่อเลี้ยงจากพลังต้นกำเนิดของความว่างเปล่าแห่งความ
โกลาหล 3 ครั้ง ผลกระทบและการสนับสนุนต่อจักรวาลภายในร่างกายนั้น
มากมาย
ส่วนในโลกต้นกำเนิดนี้ ไม่มี “โบนัส” นี้ แต่ร่างเทพสุริยันตะวันเพลิงนิรัน
ดร์และเมล็ดพันธุ์ตะวันเพลิงนิรันดร์ ทำให้หลินหยวนได้รับประโยชน์ไม่น้อยไป
กว่าร่างจริง
ในตำหนักเจ้าเมือง
พลังของปราชญ์มากมายแผ่ซ่าน ในช่วงพันปีที่ผ่านมาสถานการณ์
ระหว่างเขตชิงเฝินและเขตจื่อเมิ่งยิ่งตึงเครียด ทั้งสองฝ่ายได้ระดมผู้แข็งแกร่ง
ระดับปราชญ์มากมาย พร้อมที่จะเข้าร่วมสงครามได้ทุกเมื่อ
เมืองหลวงของอาณาโบราณเลี่ยหยางให้ความสำคัญกับเขตชิงเฝินและ
เขตจื่อเมิ่งมาก มีเชื้อพระวงศ์ระดับกษัตริย์ลงมือเอง เป็นผู้นำสงครามครั้งนี้
ปราชญ์ที่รวมตัวกันที่นี่ส่วนใหญ่ถูกระดมมาโดยเชื้อพระวงศ์ระดับกษัตริย์คน
นั้น
“หยูเหยียน เจ้ามาแล้ว”
เจ้าเมืองชิงเฝินมองหลินหยวนที่ปรากฏตัวขึ้น ทักทาย
“ขอรับ”
หลินหยวนพยักหน้า
ปราชญ์มากมายมาแล้ว ถ้าเขาที่เป็นศิษย์ของเจ้าเมืองชิงเฝินไม่ปรากฏตัว
ดูจะเสียมารยาท
แต่ตอนนี้หลินหยวนแค่ส่งจิตวิญญาณมา
ส่วนร่างจริง?
ยังคงบ่มเพาะอย่างสันโดษในหออัคคีผลาญสวรรค์ รับรู้ถึงการ
เปลี่ยนแปลงต่างๆ ในกระบวนการก้าวเข้าสู่ขอบเขตปกครอง
จิตวิญญาณสองดวงของหลินหยวน ใช้เคล็ดวิชาลับ “ความจริงและ
ภาพลวงตา” เปลี่ยนร่าง คนภายนอกไม่สามารถแยกแยะได้
ปราชญ์คนอื่นๆ ในที่สถานที่นั้นก็มองหลินหยวนเช่นกัน พยักหน้าเล็กน้อย
แสดงความเป็นมิตร
ในฐานะปราชญ์ของอาณาโบราณเลี่ยหยาง เมื่อเผชิญกับสงครามกับ
อาณาจักรศัตรู ก็จะไม่มีการทำร้ายกันเอง ปราชญ์ทีปรากฏตัวที่นี่ โดยพื้นฐาน
แล้วมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าเมืองชิงเฝิน
เชื้อพระวงศ์ระดับกษัตริย์ของอาณาโบราณเลี่ยหยางที่เป็นผู้นำย่อมต้อง
ไม่ส่งปราชญ์ที่มีความแค้นกับเจ้าเมืองชิงเฝินมา
“ปราชญ์หงเย่”
หลินหยวนนั่งข้างๆ ปราชญ์หงเย่ นี่เป็นปราชญ์ไม่กี่คนที่เขาเคยติดต่อ
ด้วย
เมื่อพันกว่าปีก่อน ทั้งสองเคยทำการค้าขายกัน หลินหยวนใช้ผลึกหมื่น
ค่ายกลแลกเปลี่ยนทรัพยากรฝึกฝนจำนวนมากกับปราชญ์หงเย่
ปราชญ์หงเย่มีพลังแข็งแกร่ง แม้แต่เหนือกว่าเจ้าเมืองชิงเฝิน
ริ่
ขึ้
“สงครามน่าจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า”
ปราชญ์หงเย่รู้สึกดีกับหลินหยวน พูดด้วยความรู้สึก
เขาไม่ใช่ขุนนางของอาณาโบราณเลี่ยหยาง การที่ปรากฏตัวที่นี่ เป็น
เพราะคำเชิญของเจ้าเมืองชิงเฝิน
“ใช่ เขตจื่อเมิ่งน่าจะเตรียมพร้อมแล้ว”
หลินหยวนพยักหน้า
ในช่วงพันปีที่ผ่านมา เขาใช้ความพยายามเกือบทั้งหมดในการบ่มเพาะ
อย่างสันโดษ แต่ก็รู้ถึงสถานการณ์ของเขตใหญ่สองเขต
หลังจากเตรียมการมาเป็นเวลาพันปี เขตจื่อเมิ่งได้รวบรวมผู้แข็งแกร่ง
มากมาย แน่นอนว่าเขตชิงเฝินก็เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายพร้อมแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าใคร
จะเป็นคนทำลายสมดุลที่เปราะบางในปัจจุบันก่อน
“เราจะไปที่ชายแดนกัน”
เจ้าเมืองชิงเฝินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หลักพูด การไปชายแดน ส่วนใหญ่คือเพื่อ
ดูว่าเขตจื่อเมิ่งส่งปราชญ์มากี่คน ทำความคุ้นเคยล่วงหน้า
ปราชญ์ในสภานที่นั้นพูดคุยกันพักหนึ่ง หลินหยวนสทำเพียงแค่ฟังและ
สังเกตปราชญ์เหล่านี้
ปราชญ์เหล่านี้ล้วนวิวัฒนาการพลังเฉพาะของตัวเองจากความโกลาหล
แล้ว หลินหยวนสังเกตอย่างลับๆ มักจะได้รับประโยชน์บ้าง
ก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่หลินหยวนอยู่แต่ในโลกสีแดงเพลิงนั้นสังเกตร่างของ
บรรพชนตะวันเพลิงนิรันดร์ แต่ร่างนั้นมีข้อมูลมากเกินไป และยิ่งใหญ่มาก
การสังเกตปราชญ์เหล่านี้เป็นครั้งคราว ถือเป็นประสบการณ์อีกแบบหนึ่ง
สำหรับหลินหยวน
ลี่
“ปราชญ์ส่วนใหญ่ของอาณาโบราณเลี่ยหยาง เลือกวิถีเพลิงแห่งความ
โกลาหล”
หลินหยวนคิดในใจ มีเพียงไม่กี่คนเช่นปราชญ์หงเย่ นอกจากเพลิงแห่ง
ความโกลาหลแล้ว ยังรับรู้วิถีชีวิตแห่งความโกลาหลได้
นี่เป็นเรื่องปกติ เพราะสภาพแวดล้อมของอาณาโบราณเลี่ยหยางเป็นเช่น
นี้ ตะวันเพลิงนิรันดร์ที่บรรพบุรุษควบคุม มีอิทธิพลอย่างมากต่อสรรพสิ่งใน
อาณาจักร
ครู่ต่อมา
ภายใต้การนำของเจ้าเมืองชิงเฝิน ปราชญ์ทั้งหมดในที่เกิดเหตุมาถึง
ชายแดนของเขตชิงเฝิน
เมืองชิงเฝินมีช่องทางกาลอวกาศที่เชื่อมต่อกับชายแดนโดยตรงนี่ก็เพื่อ
ป้องกันไม่ให้เขตจื่อเมิ่งเริ่มสงครามกะทันหัน ปราชญ์ของเขตชิงเฝินไม่
สามารถมาช่วยได้ทันเวลา
“นี่คือ?”
สีหน้าของหลินหยวนเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้เขาก็เคยมาที่ชายแดนของเขตใหญ่สองเขต แต่เมื่อเทียบกับ
ตอนนี้ ชายแดนในปัจจุบันให้ความรู้สึกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับหลินหยวน