สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 569 ผ่านพ้นพันปี
หลังจากที่มั่นใจว่าหลินหยวนเป็นมหาปราชญ์กลับชาติมาเกิดปราชญ์กู่ห
มิงและชายหนุ่มชุดดำกลับยิ่งเคารพยำเกรงมากขึ้น
นั่นหมายความว่าหลินหยวนมีอายุที่เก่าแก่มาก
ตัวตนที่แท้จริงของเขา อาจเป็นมหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังใน
ความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
ในตำหนัก
หลังจากที่ผู้ปกครองว่านฉวี่ได้รับการพยักหน้าจากอาจารย์ ก็แจ้งราคา
ทันที
“น้องหยินเหอ สมบัติล้ำค่าทั้งหมดรวมกัน ราคาสุดท้ายอยู่ที่ 40 ล้านผลึก
โกลาหล”
ผู้ปกครองว่านฉวี่รู้สึกตกใจ ผลึกโกลาหลจำนวนมหาศาลเช่นนี้แม้แต่
ปราชญ์ก็ยังรู้สึกเสียดาย
เพราะปราชญ์แห่งความโกลาหลก็มีค่าใช้จ่ายมากมายเช่นกัน
เช่น ปราชญ์กู่หมิง ค่าใช้จ่ายของตัวเอง ค่าใช้จ่ายของสัตว์อสูรระดับ
ขอบเขตโกลาหลที่เป็นคู่หู
และค่าใช้จ่ายในการรักษาขบวนพลังต่างๆ ในทวีปแห่งความโกลาหลกู่ห
มิง
“40 ล้านผลึกโกลาหล”
หลินหยวนพยักหน้า
นี่
ที่
ล้ำ
ทั้
พื้
ที่
นี่สูงกว่าที่เขาคาดไว้มาก หลินหยวนไม่ได้นำสมบัติล้ำค่าทั้งหมดในพื้นที่
สืบทอดออกมา แค่ต้องการขายบางส่วนก่อน
ตามการประเมินของหลินหยวน สมบัติล้ำค่าส่วนที่ขายไปเมื่อกี้มีมูลค่า
ประมาณ 20 ถึง 30 ล้านผลึกโกลาหล
ส่วน 40 ล้านผลึกโกลาหล?
เห็นได้ชัดว่าปราชญ์กู่หมิงรับซื้อในราคาสูง
“ขอบคุณท่านปราชญ์กู่หมิงแทนข้าด้วย”
หลินหยวนพูด
แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าทำไมปราชญ์กู่หมิงถึงแสดงความหวังดีต่อเขา ‘โลกเศษ
เสี้ยว’ หินน้ำตาดาว ฯลฯ
แต่นี่ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย
“ข้าต้องการหาซื้อทรัพยากรเพิ่ม”
หลินหยวนบอกทรัพยากรฝึกฝนที่เขาต้องการ
“ไม่มีปัญหา”
ผู้ปกครองว่านฉวี่พูดอย่างมั่นใจ
ตอนนี้ทวีปแห่งความโกลาหลกู่หมิงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายใน
บริเวณใกล้เคียงแล้ว ทรัพยากรที่หลินหยวนต้องการไม่ใช่ของหายาก หาได้ไม่
ยาก
เวลาผ่านไป
ผ่านไป 10 ปีในพริบตา
‘โลกเศษเสี้ยว’ หินน้ำตาดาว
นั่
ที่
ซึ้
หลินหยวนนั่งขัดสมาธิ ร่างกายแผ่พลังที่ลึกซึ้งและหนักแน่นกาลอวกาศ
รอบๆ เหมือนจะรับไม่ไหว บิดเบี้ยวไปมา
“‘ร่างจักรวาล’…ในที่สุดก็ฝึกฝนจนถึงขอบเขตปกครองขั้นสูงสุดแล้ว”
หลินหยวนมีรอยยิ้มบนใบหน้า ในฐานะเคล็ดวิชาป้องกันของสาย
เลือด’เซียนฮวง’ และเป็นเคล็ดวิชาฝึกฝนร่างกาย “ร่างจักรวาล” ฝึกฝนร่างกาย
ในทุกด้านจนถึงขีดสุด
แม้แต่ “ร่างมังกรถัวหลงเก้าภัยพิบัติ” ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาฝึกฝนร่างกายระดับ
มหาปราชญ์ ก็แค่ปรับปรุงร่างกายของหลินหยวนในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
ทิศทางหลักยังคงเป็น “ร่างจักรวาล”
“ร่างกายของเราในตอนนี้ น่าจะใกล้เคียงกับร่างกายระดับขอบเขต
โกลาหล…”
หลินหยวนคิดในใจ เดิมที “ร่างจักรวาล” ขอบเขตปกครองขั้นสูงสุด
ร่างกายที่ฝึกฝนออกมาก็ถือว่าเป็นร่างกายที่แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตปกครอง
แล้ว
บวกกับรากฐานร่างกายของหลินหยวนแข็งแกร่งมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
รากฐานจักรวาลภายในร่างกายที่น่ากลัว ส่งผลดีต่อร่างกาย เกิดวงจรที่ดี
ร่างกายของหลินหยวนในตอนนี้ แทบจะไปต่อไม่ได้แล้ว
“ต่อไปก็เป็น ‘ร่างจักรวาล’ ระดับขอบเขตโกลาหลแล้ว”
หลินหยวนคิดในใจ แล้วส่ายหัว
“ร่างจักรวาล” ระดับขอบเขตโกลาหล ก็ต้องการสาระสำคัญของชีวิตที่
แข็งแกร่งเพียงพอ อย่างน้อยต้องรอให้หลินหยวนก้าวเข้าสู่ขอบเขตปกครอง
ก่อน ถึงจะมีความเป็นไปได้
“แต่ ‘ร่างจักรวาล’ ระดับขอบเขตโกลาหล ถ้าต้องการฝึกฝนจนสำเร็จ
ทรัพยากรที่ต้องใช้…”
หลินหยวนส่ายหัวเล็กน้อย
ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายหลินหยวนในตอนนี้ เมื่อฝึกฝน
“ร่างจักรวาล” จนถึงขอบเขตโกลาหลขั้นสูงสุด แค่ร่างกายก็น่าจะเพียง
พอที่จะกวาดล้างมหาปราชญ์แห่งความโกลาหลได้
การฝึกฝนร่างกายเช่นนี้ ทรัพยากรที่ต้องใช้ อย่างน้อยหลินหยวนก็มองไม่
เห็นความหวังในตอนนี้ คาดว่าทรัพย์สมบัติทั้งหมดของมหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ก็
ยังไม่เพียงพอ
“ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป”
หลินหยวนหยุดคิด
“แล้วก็เจ้า”
หลินหยวนคิดในใจ สมบัติลับรูปร่าง “ระฆัง” ขนาดเท่าฝ่ามือปรากฏขึ้นต่อ
หน้า
เป็นระฆังต้นกำเนิดที่หลินหยวนตั้งใจดูแลมาอย่างดีราวกับลูกในไส้
ระฆังต้นกำเนิดนี้ หลังจากที่หลินหยวนบ่มเพาะมาหลายปี และทุ่มเท
ทรัพยากรจำนวนมาก ตอนนี้ได้เติบโตเป็นสมบัติลับขอบเขตปกครองแล้ว
ระฆังต้นกำเนิดเชื่อมโยงกับจิตใจของหลินหยวน การใช้ระฆังต้นกำเนิด
แทบจะไม่สิ้นเปลืองพลัง และมีพลังมาก ไม่ด้อยไปกว่าสมบัติลับระดับขอบเขต
โกลาหล
“ว่าก็ว่าเถอะ บ่มเพาะแกมานานขนาดนี้แล้ว ยังไม่เคยได้ใช้เลย …”(จริง
5555555555555555)
หลินหยวนส่ายหัวเล็กน้อย
ด้วยนิสัยของเขา หากเขาไม่มั่นใจจริงๆ ก็จะไม่ลงมือ โดยปกติแล้วจะไม่
ทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตราย ถ้าร่างวิญญาณสามารถลงมือได้ ก็จะให้ร่าง
วิญญาณลงมือ
ไม่จำเป็นต้องใช้ระฆังต้นกำเนิด
แต่แม้ว่าระฆังต้นกำเนิดจะไม่ได้สร้างผลงานใดๆ แต่สมบัติลับเช่นนี้ ไม่ใช้
ก็ได้ แต่ต้องมี
นี่คือเหตุผลที่หลินหยวนไม่เคยล้มเลิกการบ่มเพาะระฆังต้นกำเนิด
เขามีไพ่ตายมากมายที่ไม่เคยใช้ แต่ก็ยังคงพัฒนาและเพิ่มอยู่ตลอดเวลา
“ใช้พลังต้นกำเนิดของจักรวาลภายในร่างกายเราบ่มเพาะโดยตรง”
หลินหยวนนำระฆังต้นกำเนิดเข้าสู่จักรวาลภายในร่างกายตอนนี้จักรวาล
ภายในร่างกายของเขากว้างใหญ่ ต้นไม้แห่งความโกลาหลตั้งอยู่ใจกลาง
ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง
จักรวาลบ้านเกิด
ตอนนี้การล่มสลายครั้งใหญ่สิ้นสุดลงแล้ว จักรวาลอันกว้างใหญ่หดตัว
เหลือจุดเดียว
จุดนี้เล็กมาก แต่กลับกว้างใหญ่ไพศาล กาลอวกาศรอบๆรวมตัวกันอย่าง
สมบูรณ์ แม้แต่มหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่สามารถมองเห็นได้
การล่มสลายและการเกิดใหม่ของจักรวาล เป็นกฎต้นกำเนิดของความว่าง
เปล่าแห่งความโกลาหลที่ทำงานและวิวัฒนาการเอง พลังภายนอกไม่สามารถ
แทรกแซงได้
ในจุดที่หดตัว
ดินแดนลับ’เซียนฮวง’
ตอนนี้ดินแดนลับ’เซียนฮวง’ถูกบีบอัดเหลือเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เมตร
แล้ว
นั่
สิ่
ร่างแยกของหลินหยวนนั่งอยู่ใจกลาง สังเกตทุกสิ่งทุกอย่างนอกมิติลับ
อย่างละเอียด
ภายนอกมิติลับนั้นว่างเปล่า ไร้ซึ่งความผันผวนของกฎ แก่นแท้ของการล่ม
สลายครั้งใหญ่ของจักรวาลคือกฎทั้งหมดตกอยู่ในความเงียบสงบ
แต่สำหรับหลินหยวน ภายนอกมิติลับที่เงียบสงบนั้น “น่าสนใจ” เป็นอย่าง
มาก
ในสายตาของหลินหยวน แม้ว่าโลกภายนอกจะเงียบสงบมากแต่ก็มีกฎ
มากมายกำลังก่อตัวอย่างช้าๆ
กฎเหล่านี้จากไม่มีอะไรเลย จนกระทั่งก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์แสดงให้เห็น
ถึงความสมบูรณ์แบบและปาฏิหาริย์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในสายตาของหลินหยวน
การเกิดของชีวิตเป็นปาฏิหาริย์ การวิวัฒนาการของจักรวาลก็เป็น
ปาฏิหาริย์เช่นกัน
“วิเศษ วิเศษ วิเศษ”
หลินหยวนจดจ่ออยู่กับมันอย่างเต็มที่
[ความเข้าใจท้าทายสวรรค์ เฝ้าสังเกตจักรวาลล่มสลายและเกิดใหม่ ทำให้
ความเข้าใจในแก่นแท้ของกฎเพิ่มขึ้น…]
ทุกๆ ช่วงเวลา มีความคิดและความเข้าใจมากมายผุดขึ้นในใจของหลิน
หยวน
กฎต้นกำเนิดของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลทำงาน สร้างจักรวาล
มากมาย จักรวาลเหล่านี้มีการล่มสลายและการเกิดใหม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการ
แสดงออกของกฎต้นกำเนิดของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
แต่การแสดงออกเช่นนี้ ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับมหาปราชญ์ยากที่จะมองเห็น
ได้
การสร้างดินแดนลับ’เซียนฮวง’ในจักรวาล ต้องมีความแข็งแกร่งระดับมหา
ปราชญ์แห่งความโกลาหล
แม้แต่มหาปราชญ์แห่งความโกลาหลส่วนใหญ่ก็ทำไม่ได้
“ตอนนี้จักรวาลนี้ยังอยู่ในช่วงก่อตัว เมื่อเริ่มเกิดใหม่ กฎมากมายทำงานอีก
ครั้ง ชีวิตค่อยๆ ฟื้นคืนชีพ สิ่งเหล่านี้น่าจะกระตุ้นเราได้มากที่สุด”
หลินหยวนคิดในใจ
“ในตอนนั้น หลังจากที่ดูกระบวนการทั้งหมดของจักรวาลจากการล่มสลาย
ไปสู่การเกิดใหม่ ความเข้าใจในกฎของเราจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมาก หรือแม้แต่
ถึงระดับที่สามารถสร้างจักรวาลได้อย่างง่ายดาย”
หลินหยวนคิดในใจ
สิ่งมีชีวิตระดับ 12 โลกภายในร่างกายเปลี่ยนเป็นจักรวาลภายในร่างกาย
แต่จักรวาลภายในร่างกายที่นี่ เป็นสิ่งที่สิ่งมีชีวิตระดับ 12 บ่มเพาะอย่างช้าๆ
จากอ่อนแอไปสู่แข็งแกร่ง
ยังห่างไกลจากการสร้างจักรวาลได้อย่างง่ายดาย
ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล กองกำลังระดับปราชญ์โดยพื้นฐาน
แล้วจะสร้างทวีปแห่งความโกลาหลของตัวเอง
ส่วนกองกำลังระดับมหาปราชญ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองกำลังระดับสูงใน
ระดับมหาปราชญ์ เช่น กองกำลังที่มีมหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เป็นผู้นำ จะสร้าง
จักรวาลขึ้นมาโดยเฉพาะ
จักรวาลนี้ไม่ได้เกิดจากความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล ดังนั้นจึงไม่มี
คุณสมบัติที่ไม่สามารถลบได้ แต่ในด้านขนาด และการบ่มเพาะชีวิต มีข้อได้
เปรียบที่ทวีปแห่งความโกลาหลเทียบไม่ได้
จักรวาลที่มหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่สร้างขึ้น สามารถกำหนดกฎได้ในระดับ
หนึ่ง เช่น สร้างสภาพแวดล้อมการฝึกหรือบ่มเพาะแบบพิเศษหรือบ่มเพาะสิ่งมี
ชีวิตแบบเฉพาะ ฯลฯ
“การสร้างจักรวาลได้อย่างง่ายดาย…นี่คือการแสดงออกถึงความเข้าใจใน
กฎที่ถึงขีดสุด”
หลินหยวนคิดในใจ ถ้าไม่เข้าใจกฎทั้งหมด จะสร้างจักรวาลทีสมบูรณ์แบบ
ได้อย่างไร?
“น่าเสียดาย ตอนนี้จักรวาลนี้ยังห่างไกลจากการเริ่มเกิดใหม่ ใช้เวลานาน
กว่าจักรวาลทั่วไปจากการล่มสลายครั้งใหญ่ไปสู่การเกิดใหม่มาก เป็นเพราะเรา
นำสิ่งมีชีวิตมากเกินไปในช่วงการล่มสลายครั้งใหญ่? ทำให้พลังที่ผลักดันการ
เกิดใหม่ไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาในการดูดซับพลังของความว่างเปล่า
แห่งความโกลาหล?”
หลินหยวนพึมพำ
อันที่จริง หลินหยวนคาดเดาว่าไม่ใช่แค่เหตุผลนี้
ยังมีพลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตจำนวนมากที่เขาดูดซับในช่วงการล่ม
สลายครั้งใหญ่ของจักรวาล?
แม้ว่าจนถึงตอนนี้หลินหยวนยังไม่รู้จักแก่นแท้ของพลังต้นกำเนิดทำลาย
ขอบเขต แต่มันต้องเป็นพลังระดับสูงอย่างแน่นอน
การล่มสลายครั้งใหญ่ของจักรวาล สามารถทำให้พลังนี้กระจายออกไป แต่
ในที่สุดก็จะสามารถรวมเข้ากับจักรวาล แต่ในการล่มสลายครั้งใหญ่ของ
จักรวาลครั้งนี้ กลับถูกเขาดูดซับไปทั้งหมด
“น่าเสียดาย…วิธีการดูดซับพลังต้นกำเนิดทำลายขอบเขตเช่นนี้มีแต่สิ่งมี
ชีวิตในจักรวาลเท่านั้นที่สามารถสัมผัสได้”
หลินหยวนส่ายหัวเล็กน้อย
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาก็ส่งร่างแยกไปยังอาณาเขตแห่งความว่าง
เปล่าใกล้เคียง ก็พบจักรวาลที่กำลังล่มสลาย แต่กลับไม่สามารถดูดซับพลังต้น
กำเนิดทำลายขอบเขตได้
‘โลกเศษเสี้ยว’ หินน้ำตาดาว
ผ่านไประยะหนึ่งแล้วนับตั้งแต่อารยธรรมมนุษย์อพยพมาที่นี่
ในห้องเรียนที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง นักเรียนสิบกว่าคนกำลังฟังคำ
อธิบายของครูบนเวทีอย่างตั้งใจ
อันที่จริง ด้วยเทคโนโลยีของอารยธรรมมนุษย์ในปัจจุบันสามารถสอนใน
โลกเสมือนจริงได้แล้ว แต่บางโรงเรียนยังคงรักษาวิธีการสอนแบบตัวต่อตัวใน
ความเป็นจริง
เมื่อเทียบกับโลกเสมือนจริง ความเป็นจริงย่อมเป็นจริงกว่า
ครูที่ยืนอยู่บนเวทีเป็นหญิงวัยกลางคน เธอมองนักเรียนด้านล่างนักเรียน
เหล่านี้ล้วนเกิดในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา สามารถเกิดในโลกเศษเสี้ยวนี้ ได้รับ
การบ่มเพาะจากพลังของหินน้ำตาดาว พรสวรรค์และความสามารถนั้น
แข็งแกร่งมาก ในอนาคตโดยพื้นฐานแล้วสามารถกลายเป็นผู้วิวัฒนาการได้
“ซุนหมิง”
หญิงวัยกลางคนขมวดคิ้ว มองนักเรียนที่นั่งอยู่ด้านหลัง นักเรียนคนนี้มี
สายตาเหม่อลอย เห็นได้ชัดว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“อยู่ครับ คุณครู”
นักเรียนที่ชื่อซุนหมิงรู้สึกตัวทันที รีบลุกขึ้นยืน
“เธอบอกหน่อยว่าปฏิทินหยินเหอคืออะไร”
หญิงวัยกลางคนมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม
“ปฏิทินหยินเหอ?”
ซุนหมิงรู้สึกตื่นเต้นทันที ถ้าถามความรู้ด้านอื่น เขาอาจจะไม่รู้
แต่ปฏิทินหยินเหอ?
คนอื่นอาจจะไม่รู้?
แต่เขานี่แหละที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของผู้แข็งแกร่งสูงสุดหยินเหอ!
“50 หรือ 60 ปีก่อน จักรวาลที่เราอาศัยอยู่เผชิญกับการล่มสลาย พลเมือง
นับไม่ถ้วนของอารยธรรมมนุษย์ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นคงจะล่มสลายไปพร้อมกับ
จักรวาล”
“แต่ผู้แข็งแกร่งสูงสุดหยินเหอได้ปรากฏตัวขึ้น ใช้พลังของตัวเองนำ
พลเมืองทั้งหมดของอารยธรรมมนุษย์ออกมา ในที่สุดก็อพยพมายังบ้านใหม่
แห่งนี้”
“ตั้งแต่นั้นมา ปฏิทินเก่า ‘ปฏิทินดวงดาว’ ของอารยธรรมมนุษย์จึงสิ้นสุดลง
ปีที่ 1 ของ ‘ปฏิทินหยินเหอ’ จึงเริ่มต้นขึ้น”
“‘ปฏิทินหยินเหอ’ ตั้งชื่อตามผู้แข็งแกร่งสูงสุดหยินเหอ เพื่อบันทึกความ
สำเร็จอันยิ่งใหญ่ของผู้แข็งแกร่งสูงสุดหยินเหอ”
ซุนหมิงตอบอย่างตื่นเต้น
นักเรียนคนอื่นๆ ก็ฟังด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน
ในอารยธรรมมนุษย์ ภาพลักษณ์ของผู้แข็งแกร่งสูงสุดหยินเหอเกือบจะ
กลายเป็นเทพเจ้าแล้ว
“ดีมาก ดีมาก”
หญิงวัยกลางคนพยักหน้าเล็กน้อย
มนุษย์รุ่นใหม่ที่เกิดในบ้านใหม่แห่งนี้อาจไม่เข้าใจ
แต่เธอ?
ที่
นั้
หญิงวัยกลางคนที่เคยผ่านช่วงปลายของปฏิทินดวงดาว ตอนนั้นทางการ
ของอารยธรรมมนุษย์ประกาศว่าจักรวาลกำลังจะล่มสลายจึงใช้วิธีการจับฉลาก
เลือกพลเมืองที่จะอพยพไปยังบ้านใหม่
ส่วนโอกาสในการจับฉลาก?
พลเมืองประมาณหนึ่งถึงสองร้อยคน จะมีหนึ่งคนที่ถูกเลือก
ตอนนั้นหญิงวัยกลางคนถูกเลือก แต่พ่อแม่ และเพื่อนร่วมชั้นไม่ได้ถูก
เลือก
นั่นหมายความว่า สิ่งที่รอหญิงวัยกลางคนอยู่ คือการมีชีวิตรอดเพียงลำพัง
ส่วนญาติพี่น้องและเพื่อนๆ จะต้องตายทั้งหมด
ในสถานการณ์เช่นนี้ ความสิ้นหวังของหญิงวัยกลางคนนั้นมากมาย ใน
ที่สุดเธอก็เลือกที่จะยอมแพ้โอกาสที่ถูกเลือก อยู่ต่อเพื่อใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายกับ
ญาติพี่น้องและเพื่อนๆ
แต่ในเวลานั้น ผู้แข็งแกร่งสูงสุดหยินเหอประกาศว่าสามารถนำพลเมือง
ทั้งหมดไปยังบ้านใหม่ได้
ฉากที่เห็นความหวังท่ามกลางความสิ้นหวังเช่นนี้ หญิงวัยกลางคนยังจำได้
อย่างชัดเจน
ผู้แข็งแกร่งสูงสุดหยินเหอสำหรับอารยธรรมมนุษย์ ไม่ใช่แค่ผู้มีคุณูปการ
อันยิ่งใหญ่ แต่เป็นผู้กอบกู้โลก
“แล้วก็เส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์”
หญิงวัยกลางคนถามต่อ
“เส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์เป็นเส้นทางที่ผู้แข็งแกร่งสูงสุดหยินเหอเลือก
เดิน”
ซุนหมิงรู้สึกยินดี คำถามนี้เขาก็รู้เช่นกัน
ที่
“ปีที่ 40 ของปฏิทินหยินเหอ ผู้แข็งแกร่งสูงสุดหยินเหอใช้เส้นทางวิวัฒนา
การวรยุทธ์เป็นรากฐาน สร้างเส้นทางย่อย 673 เส้นทาง เส้นทางย่อยเหล่านี้
ครอบคลุมเส้นทางส่วนใหญ่ที่รู้จักในปัจจุบัน และแต่ละเส้นทางนั้นล้วน
สามารถก้าวสู่ระดับ 12 ได้ ปีที่ 45 ของปฏิทินหยินเหอ เส้นทางวิวัฒนาการ
ต่างๆ ในยุคปฏิทินดวงดาวค่อยๆ ถูกกำจัด…”
ซุนหมิงพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
แม้ว่าตอนนี้เธอยังไม่ได้ฝึกฝนเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ แต่ก็ตัดสินใจ
แล้วว่าเส้นทางวิวัฒนาการที่เขาจะเลือกในอนาคตคือเส้นทางวิวัฒนาการวร
ยุทธ์
“อืม…”
หญิงวัยกลางคนฟังอย่างเหม่อลอย มนุษย์รุ่นใหม่ที่เพิ่งเกิดเหล่านี้ ไม่
สามารถรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอารยธรรมมนุษย์หลังจากปฏิทินหยินเหอ
ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากที่เส้นทางวิวัฒนาการต่างๆ ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วย
เส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์…ไม่รู้ว่ามีผู้วิวัฒนาการทีแข็งแกร่งในยุคปฏิทิน
ดวงดาวกี่คนที่รู้สึกเศร้าใจ
ในส่วนลึกของ’โลกเศษเสี้ยว’ หินน้ำตาดาว
หลินหยวนนั่งขัดสมาธิ ตอนนี้เส้นทางย่อยต่างๆ ของเส้นทางวิวัฒนาการ
วรยุทธ์แพร่กระจายไปทั่วอารยธรรมมนุษย์ แทนทีเส้นทางวิวัฒนาการต่างๆ
ในยุคปฏิทินดวงดาว เขามองเห็นทั้งหมด
นี่เป็นผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะเส้นทางย่อยของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ที่หลินหยวนสร้างขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพ ความยากในการฝึกฝน หรือด้านอื่นๆล้วนเหนือกว่าเส้น
ทางวิวัฒนาการต่างๆ ในยุคปฏิทินดวงดาวมาก
ทั้
ลี่
แม้แต่ผู้แข็งแกร่งสูงสุดทั้งเก้าคนของอารยธรรมมนุษย์ ก็เปลี่ยนมาฝึกฝน
เส้นทางย่อยของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพลเมืองมนุษย์
ทั่วไป
และไม่ว่าจะเป็นเส้นทางย่อยใดของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์เนื่องจาก
รากฐานล้วนเป็นเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ ผู้วิวัฒนาการเส้นทางวิวัฒนาการ
วรยุทธ์ในเส้นทางย่อยที่แตกต่างกัน สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนกันได้
“เรารู้สึกได้ว่า ในอาณาเขตแห่งความว่างเปล่าที่ห่างไกล ก็มีผู้ฝึกฝนเส้น
ทางวิวัฒนาการวรยุทธ์เกิดขึ้นแล้ว”
หลินหยวนรับรู้ พยักหน้าเล็กน้อย
การเกิดขึ้นของสถานการณ์เช่นนี้ น่าจะเป็นเพราะหอหมื่นวิถีเริ่มเผยแพร่
เส้นทางย่อยของเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์แล้ว
ดวงตาหมื่นวิถีทำข้อตกลงกับหลินหยวน หลังจากนั้นก็ไม่ได้เพิกเฉยใดๆ
แต่สั่งให้หอหมื่นวิถีสาขาต่างๆ ไปเผยแพร่ทันที
“ความเร็วในการเผยแพร่เร็วมาก ตอนนี้จำนวนผู้บำเพ็ญเพียรเกินจำนวน
ผู้วิวัฒนาการเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ทั้งหมดของอารยธรรมมนุษย์แล้ว”
หลินหยวนคิดในใจ ในจักรวาล จำนวนพลเมืองของอารยธรรมมนุษย์นั้น
มาก แต่ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลนั้นน้อยมาก
ตอนนี้หอหมื่นวิถียังแค่เผยแพร่ในขั้นต้น เมื่อเริ่มเผยแพร่อย่างลึกซึ้ง
จำนวนสิ่งมีชีวิตที่ฝึกฝนเส้นทางวิวัฒนาการวรยุทธ์ย่อมต้องเพิ่มขึ้นอย่างมาก
โลกต้นกำเนิด
เมืองชิงเฝิน
หลินหยวนนั่งขัดสมาธิ รับรู้ถึงร่างเทพสุริยันตะวันเพลิงนิรันดร์
ในอาณาโบราณเลี่ยหยาง ร่างเทพสุริยันตะวันเพลิงนิรันดร์เปรียบเสมือน
“ผู้ที่ได้รับความโปรดปรานจากสวรรค์” ไม่ว่าจะเป็น
ยั่
ผู้
ด้านใด การบ่มเพาะ การหยั่งรู้กฎ หรือแม้แต่การใช้พลังต่อสู้ ล้วนมีข้อได้
เปรียบอย่างมาก
“ยังต้องรวมเมล็ดพันธุ์ตะวันเพลิงนิรันดร์ต่อไป”
หลินหยวนไม่ได้ล้มเลิกการรวมเมล็ดพันธุ์ตะวันเพลิงนิรันดร์ แต่ตอนนี้
ความยากในการรวมเมล็ดพันธุ์ตะวันเพลิงนิรันดร์เพิ่มขึ้นมากแม้แต่หลินหยวน
ก็ต้องใช้เวลาหลายวันถึงจะรวมตัวได้ 1 เมล็ด
และประสิทธิภาพหลายวัน 1 เมล็ดก็กำลังลดลงเรื่อยๆ เมื่อจำนวนเมล็ด
พันธุ์ตะวันเพลิงนิรันดร์ที่รวมตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จะกลายเป็นสิบวัน 1 เมล็ด
หลายสิบวัน 1 เมล็ด
“สถานการณ์ปัจจุบัน…”
หลินหยวนหยุดบ่มเพาะ มองไปข้างนอก
ตั้งแต่หลินหยวนลงมือ ทำให้แผนของเขตจื่อเมิ่งล้มเหลว
เขตชิงเฝินและเขตจื่อเมิ่งก็เผชิญหน้ากัน เขตจื่อเมิ่งไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้
หรือแม้แต่ได้ระดมกองทัพไปรวมตัวกันที่ชายแดนแล้ว
กองทัพของอาณาจักรโลกต้นกำเนิดโบราณแห่งนี้ ล้วนปรากฏตัวในรูป
แบบของขบวนพลัง ขบวนพลังที่ประกอบด้วยผู้บ่มเพาะระดับ 11 100,000
คน สามารถรวบรวมพลังทั้งหมดของผู้บ่มเพาะระดับ 11 100,000 คน เพิ่ม
พลังให้ การโจมตีครั้งสุดท้ายสามารถทำให้ผู้ที่อยู่ในขอบเขตบุกเบิกวิถีบาดเจ็บ
สาหัสได้
วูบ
ในเวลานี้
เจ้าเมืองชิงเฝินปรากฏตัวขึ้น
“การกระทำของเขตจื่อเมิ่ง ได้รับคำสั่งจาก ‘กษัตริย์หลิงเว่ย’ สงครามน่า
จะหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว”
“เร็วสุดก็หลายร้อยปี ช้าสุดก็หลายพันปี”
เจ้าเมืองชิงเฝินพูดโดยตรง
ช่วงนี้ไม่ใช่แค่สถานการณ์ในเขตจื่อเมิ่งที่ละเอียดอ่อน เขตใหญ่หลายสิบ
เขตใกล้ๆ กับเขตจื่อเมิ่งก็วุ่นวายเช่นกัน
“กษัตริย์หลิงเว่ย?”
หลินหยวนพยักหน้า เขาก็เคยได้ยินเกี่ยวกับผู้ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็น
กษัตริย์คนนี้ การที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ในฐานะเชื้อพระวงศ์นั้นไม่
ธรรมดา กษัตริย์ส่วนใหญ่เป็นผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิสวรรค์(เปลี่ยนจาก ผู้
สูงส่งแห่งสรวงสวรรค์ เป็นคำนี้ เพิ่งได้คำ ขอใช้คำนี้นะงับ)
“แค่สงครามเท่านั้น อาณาโบราณเลี่ยหยางของเราไม่กลัว”
เจ้าเมืองชิงเฝินมองหลินหยวน เตือน
“แต่ช่วงนี้เจ้าอย่าออกจากเมืองชิงเฝิน ข้ากลัวว่า ‘กษัตริย์หลิงเว่ย’ จะเล่น
งานเจ้า”
ถ้าไม่ใช่เพราะหลินหยวน การที่กษัตริย์หลิงเว่ยยึดเมืองชิงเฝินหรือแม้แต่
เขตชิงเฝิน จะง่ายกว่ามาก
ดังนั้นเจ้าเมืองชิงเฝินจึงกังวล
“ไม่ต้องกังวล ข้าจะไม่ออกไปไหนแน่นอน”
หลินหยวนพูดทันที หลังจากที่ขายผลึกหมื่นค่ายกลแล้ว หลินหยวนจึงไม่
ขาดแคลนทรัพยากรในระยะยาว
ไม่ขาดแคลนทรัพยากร ไม่ขาดแคลนการสืบทอด แม้ว่าจะให้หลินหยวน
ออกไป เขาก็จะไม่ออกไป
“ดีมาก”
เจ้าเมืองชิงเฝินพยักหน้า แล้วก็หายตัวไป
ถ้าสงครามเริ่มขึ้นจริงๆ ในฐานะเมืองหลวง เขตชิงเฝินจะต้องเผชิญกับ
แรงกดดันมากที่สุด ช่วงนี้เจ้าเมืองชิงเฝินยุ่งมาก
มองเจ้าเมืองชิงเฝินหายตัวไป
หลินหยวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เริ่มบ่มเพาะต่อ
ไม่ว่าจะเป็นสงคราม
หรือสันติภาพ
การบ่มเพาะให้แข็งแกร่งขึ้นย่อมไม่ผิด
เวลาผ่านไป
ผ่านไปพันปีในพริบตา