สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 574 ตะวันเพลิงนิรันดร์ผลาญสวรรค์
ในส่วนลึกที่สุดของสายเลือด ตราประทับพลังศักดิ์สิทธิ์ทีสมบูรณ์ได้ก่อตัว
ขึ้น
เลือนราง
เจิดจรัส
หลินหยวนสังเกตและรับนี้อย่างละเอียด
ราวกับว่าตัวเองอยู่ในโลกที่ตกอยู่ในความมืดมิด
ที่นี่ไม่มีแสงสว่าง มีแต่ความหนาวเหน็บและเงียบสงัด
ในเวลานี้
ที่ใดที่หนึ่งในโลก
ปรากฎเปลวไฟลุกโชนขึ้นมา
การปรากฏตัวของเปลวไฟ ได้ทำลายความเงียบสงัดที่มีมาเนิ่นนาน
ทำให้โลกนี้มีแนวคิดเรื่องแสงเป็นครั้งแรก
มีแนวคิดเรื่องความร้อน
เปลวไฟลุกโชน แสงและความร้อนแผ่กระจายออกไป
โลกใหม่ถูกสร้างขึ้น
ในที่สุด เปลวไฟดวงน้อยกลับกลายเป็นดวงอาทิตย์ คงอยู่บนฟากฟ้า
ตลอดกาล
ที่ที่
ที่
ทุกที่ที่แสงส่องถึง ล้วนเป็นดินแดนที่อยู่ใต้อาณัติ
หลินหยวนนั่งขัดสมาธิอย่างเงียบงัน ในใจยังคงไม่สงบ
ถึงแม้จะหยุดศึกษาตราประทับพลังศักดิ์สิทธิ์นั้นแล้ว ในหัวยังคงนึกถึงฉาก
เมื่อครู่
ใครจะคิดว่า พลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายที่ตื่นขึ้นในครั้งนี้ จะมีเจตจำนงที่ยิ่ง
ใหญ่เช่นนี้ ดูเผินๆ เหมือนเป็นแค่ฉากที่ดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นในความมืดมิด
แต่ในความเป็นจริง เมื่อแสงของดวงอาทิตย์นี้แผ่กระจายออกไปโลกที่
สมบูรณ์จึงถูกสร้างขึ้น
สร้างโลก?
สำหรับหลินหยวนในตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ระดับของโลกทีดวงอาทิตย์
นั้นสร้างขึ้น คงใช้โลกต้นกำเนิดที่หลินหยวนอยู่เป็น ‘แม่แบบ’
สร้างโลกต้นกำเนิด?
โลกต้นกำเนิดนั้นกว้างใหญ่แค่ไหน ลึกลับกว่าความว่างเปล่าแห่งความ
โกลาหล การที่จะสร้างโลกเช่นนี้ แทบจะเป็นไปไม่ได้
“สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 นั้นน่ากลัวมาก”
หลินหยวนสงบสติอารมณ์ รู้สึกประหลาดใจ
ผู้สร้าง “สุญญาอนันต์” สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 นั้นต้องการใช้การ
สืบทอดรากฐานนี้ สร้างจักรวาลภายในร่างกายทีเทียบเท่ากับความว่างเปล่า
แห่งความโกลาหล
ส่วนพลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายที่ตื่นขึ้นในครั้งนี้ มาจากบรรพชนตะวัน
เพลิงนิรันดร์ที่เป็นสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 มีเป้าหมายสูงสุดคือการ
สร้างโลกที่กว้างใหญ่เช่นโลกต้นกำเนิด
สิ่
พื้
นึ่
“สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 โดยพื้นฐานแล้วครอบครองมิติหนึ่ง มุม
มองของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่มิติที่ตัวเองอยู่ แต่ต้องการสำรวจและครอบครองมิติ
อื่นๆ”
หลินหยวนคิดในใจ
มิติ เป็นแนวคิดกว้างๆ ขอบเขตที่ครอบคลุมนั้นใหญ่กว่าความว่างเปล่า
แห่งความโกลาหลหรือโลกต้นกำเนิด
ไม่ว่าจะเป็นความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล หรือโลกต้นกำเนิดล้วนเป็น
ส่วนหนึ่งของมิติใดมิติหนึ่ง
“ตอนนี้เรายังห่างไกลจากสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 มาก”
หลินหยวนส่ายหัวเล็กน้อย ระดับ 12 กับระดับ 13 ดูเหมือนจะห่างกันแค่
ระดับเดียว แต่จริงๆ แล้ว เหมือนกับความแตกต่างระหว่างคนในภาพกับ
คนนอกภาพ
“พลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายนี้…”
หลินหยวนสังเกตตราประทับพลังศักดิ์สิทธิ์นั้นต่อไป คิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เรียกว่า ‘ตะวันเพลิงนิรันดร์ผลาญสวรรค์’ แล้วกัน”
จริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายแรก หรือพลังศักดิ์สิทธิ์
ทางร่างกายที่ 7 ตอนนี้ ล้วนไม่มีชื่อเฉพาะ เป็นหลินหยวนที่ตั้งชื่อตามผลของ
ความสามารถนี้
พลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายที่ 7 โดยพื้นฐานแล้วคือดวงอาทิตย์ทีส่องแสงอยู่
บนท้องฟ้า ทุกที่ที่แสงส่องถึง ล้วนเป็นดินแดนที่อยู่ใต้อาณัติ ซึ่งก็คือโลกที่ดวง
อาทิตย์สร้างขึ้น
ดังนั้น หลินหยวนจึงตั้งชื่อว่า ‘ตะวันเพลิงนิรันดร์ผลาญสวรรค์’
“ตะวันเพลิงนิรันดร์”
ขึ้
หลินหยวนคิด เปลวไฟเล็กๆก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา
เปลวไฟนี้ แผ่พลังลึกลับ กาลอวกาศรอบๆ เริ่มเปลี่ยนแปลงและหลอม
รวมอย่างรวดเร็ว
ถ้าตอนนี้หลินหยวนยังคงส่งพลังงานไปยังเปลวไฟนี้ สนับสนุนให้ลุกโชน
และแผ่ขยาย ในทางทฤษฎีจะสามารถวิวัฒนาการเป็นดวงอาทิตย์ดวงที่สอง
ส่องแสงไปยังอาณาจักรอันกว้างใหญ่
แน่นอนว่าเป็นแค่ทฤษฎี อย่างแรกคือหลินหยวนไม่มีพลังงานมากขนาด
นั้น
อย่างที่สอง ถึงแม้ว่าจะมี ถ้าปล่อยให้เปลวไฟนี้วิวัฒนาการต่อไปในที่สุดก็
จะทำให้ดวงอาทิตย์ที่แท้จริงบนท้องฟ้าตกใจ
“เปิดฟ้า?”
หลินหยวนมองเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้
“ด้วยระดับพลังของเราตอนนี้ การที่จะสร้างโลกที่คล้ายกับโลกต้นกำเนิด
เป็นไปไม่ได้ แต่ตอนนี้ทำได้โดยอ้อมด้วยพลังศักดิ์สิทธิทางร่างกายที่ตื่นขึ้น?”
การสร้างโลก ต้องใช้กฎของตัวเอง แทนที่กฎของโลก
ไม่ว่าจะเป็นกฎของความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล หรือกฎของโลกต้น
กำเนิดนี้ ล้วนกว้างใหญ่ไพศาล การที่หลินหยวนจะใช้กฎที่ตัวเองเข้าใจ สร้าง
โลกเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้
“นี่คือพลังศักดิ์สิทธิ์…”
หลินหยวนรู้สึกซาบซึ้ง ยังไม่ได้ควบคุม ยังไม่ได้เข้าใจ แต่กลับสามารถ
ใช้ได้แล้ว
พูดง่ายๆ ก็เหมือนกับหลินหยวนตอนที่เป็นระดับ 1 ใช้เคล็ดวิชาที่ต้อง
เข้าใจกฎแห่งอวกาศอย่างสมบูรณ์ถึงจะใช้ได้
ที่
นี้
มื่
แน่นอนว่า เคล็ดวิชาที่ใช้อย่างฝืนใจเช่นนี้ เมื่อเทียบกับผู้ทีเข้าใจกฎแห่ง
อวกาศอย่างแท้จริง จะแข็งทื่อมาก และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
ใช้ได้แค่ท่าเดียว
แต่ไม่ต้องสงสัยว่า สามารถเอาชนะผู้แข็งแกร่งในระดับเดียวกันได้
“ด้วยพลังของเราตอนนี้ การใช้พลังศักดิ์สิทธิ์นี้อย่างเต็มที่สามารถคง
‘ตะวันเพลิงนิรันดร์’ ไว้ได้ประมาณ 3 วินาที”
หลินหยวนคิดในใจ ”
แต่ภายใน 3 วินาทีนี้ ผู้ที่อยู่ในขอบเขตปราชญ์ไม่สามารถต้านทานได้
แม้แต่ระดับสูงสุดของปราชญ์ก็ต้องตาย คงมีแค่ระดับจักรพรรดิสวรรค์ที่รอด
ได้”
พลังศักดิ์สิทธิ์ ‘ตะวันเพลิงนิรันดร์ผลาญสวรรค์’ เห็นได้ชัดว่าเทียบเท่ากับ
เคล็ดวิชาลับระดับ 13
แต่ด้วยข้อจำกัดของพลังและรากฐานของหลินหยวน จึงไม่สามารถแสดง
พลังของเคล็ดวิชาลับนี้ออกมาได้อย่างเต็มที่
ถึงอย่างนั้น ก็สามารถฆ่าผู้ที่อยู่ในขอบเขตปราชญ์ขั้นสูงสุด 5 คนได้ด้วย
ระดับชีวิตของขอบเขตปกครอง
จากขอบเขตปกครองสู่ปราชญ์ เป็นความแตกต่างอย่างมากแม้แต่เชื้อ
พระวงศ์หลักของอาณาจักรโบราณ ทำได้เพียงสามารถท้าทายปราชญ์ได้ด้วย
ขอบเขตปกครอง
ส่วนการฆ่าปราชญ์?
แถมยังเป็นระดับสูงสุดของปราชญ์?
ถึงแม้จะเป็นหลินหยวน ที่มีรากฐานมากมาย ก็แค่กล้าพูดว่าตัวเองมีพลัง
ในการฆ่าผู้ที่อยู่ในขอบเขตปราชญ์ขั้นสูงสุด 5 คนหลังจากที่ไปถึงขีดสุดของ
ขอบเขตปกครอง และฝึกฝนเคล็ดวิชาต่างๆ เช่น “สุญญาอนันต์” จนถึงขีดสุด
แล้ว
ส่วนตอนนี้?
พลังต่อสู้ที่แท้จริงของหลินหยวน แค่ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดของขอบเขต
ปราชญ์
“ด้วยพลังของพลังศักดิ์สิทธิ์ทางร่างกายนี้ เมื่อเราก้าวเข้าสู่ขอบเขต
โกลาหล ก็แทบไม่มีปราชญ์หรือจักรพรรดิสวรรค์คนไหนเป็นคู่ต่อสู้ของเรา
แล้ว”
หลินหยวนคิดในใจ
ถ้าอยู่ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล แม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับมหา
ปราชญ์ ยังต้องถูกหลินหยวนกวาดล้าง
ปราชญ์ในโลกต้นกำเนิดนี้ เทียบเท่ากับปราชญ์แห่งความโกลาหลในความ
ว่างเปล่าแห่งความโกลาหล ส่วนจักรพรรดิสวรรค์เทียบเท่ากับมหา
ปราชญ์(หรือว่าใช้ระดับพลังไม่เหมือนกันจริงๆ 55555555555)
แต่พลังศักดิ์สิทธิ์นี้ก็มีข้อเสีย คือใช้พลังงานมาก หลินหยวนควบคุมได้ไม่
สมบูรณ์ ถ้าสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง หรือหนึ่งต่อหลายคนหลินหยวนไม่ต้องกลัว
แต่ถ้าสู้ทีละคน?
การหาโอกาสสำหรับการใช้พลังศักดิ์สิทธิ์นี้โจมตี ทำให้หลินหยวนปวดหัว
เล็กน้อย
“ไม่ว่าอย่างไร ความสามารถนี้ เป็นไพ่ตายที่แข็งแกร่งที่สุดที่เรามีตอนนี้
แม้แต่พลังศักดิ์สิทธิ์ ‘ฉีกฟ้า’ ที่มีพลังทำลายล้างสูง กลับไม่สามารถเทียบได้”
หลินหยวนมีสีหน้าตื่นเต้น
พลังศักดิ์สิทธิ์ ‘ฉีกฟ้า’ มีแค่การ ‘ฉีก’ ครั้งเดียว ส่วน ‘ตะวันเพลิงนิรันดร์
ผลาญสวรรค์’ สามารถคงอยู่ได้ระยะหนึ่ง เทียบเท่ากับพลังศักดิ์สิทธิ์ ‘โลก’
ญ
ยู่
เวอร์ชันเสริมพลัง
แน่นอนว่า ความลึกลับของพลังศักดิ์สิทธิ์ ‘ตะวันเพลิงนิรันดร์ผลาญ
สวรรค์’ นั้นเหนือกว่าพลังศักดิ์สิทธิ์ ‘โลก’ มาก
จนถึงตอนนี้ สิ่งที่หลินหยวนคิดคือพลังของพลังศักดิ์สิทธิ์ ‘ตะวันเพลิงนิรัน
ดร์ผลาญสวรรค์’ แต่จริงๆ แล้ว พลังศักดิ์สิทธิ์นี้เน้น ‘สร้าง’ หรือ ‘เปิด’
ส่วนทำลาย?
เป็นเพียงแค่ด้านหนึ่งเท่านั้น
[ชื่อ: หยูเหยียน (หลินหยวน)]
[สถานะ:ผู้ครอบครองประตูสู่ภพหมื่น]
[พรสวรรค์ที่ผูกมัด:ความเข้าใจท้าทายสวรรค์]
[พลังศักดิ์สิทธิ์: เกิดใหม่จากหยดเลือด]
[พลังศักดิ์สิทธิ์: ขนบภูเขา]
พลังศักดิ์สิทธิ์: เสริมสร้าง]
[พลังศักดิ์สิทธิ์: ร่างธาตุ]
[พลังศักดิ์สิทธิ์: โลก]
[พลังศักดิ์สิทธิ์: ฉีกฟ้า]
[พลังศักดิ์สิทธิ์: ตะวันเพลิงนิรันดร์ผลาญสวรรค์]
[สถานะปัจจุบัน: จิตสำนึกมาถึง]
[เวลาที่เหลืออยู่: ไม่มี]
หลินหยวนมองพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ 7 ที่ ‘อัปเดต’ ขึ้นมาทางด้านซ้ายล่าง
นี้
สิ่
ที่
ดิ์
ธิ์นี้
“ตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าใจตราประทับพลังศักดิ์สิทธิ์นี้”
หลินหยวนตั้งสติ การที่จะนำกลับไปยังความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล
ร่างจริง ร่างแยก ร่างวิญญาณ ต้องใช้ร่วมกันได้ ต้องเข้าใจตราประทับพลัง
ศักดิ์สิทธิ์นี้
แน่นอนว่า การเข้าใจในที่นี่ ไม่ได้หมายถึงการเข้าใจแก่นแท้ของ ‘ตะวัน
เพลิงนิรันดร์ผลาญสวรรค์’
นั่นยากเกินไป หลินหยวนทำไม่ได้
แต่เป็นการเข้าใจตราประทับพลังศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสามารถนีอยู่
เหมือนกับผลิตภัณฑ์ไฮเทค แค่จำลองทุกชิ้นส่วน ก็สามารถประกอบใหม่
ได้
ส่วนผลของแต่ละชิ้นส่วน สามารถศึกษาทีหลังได้
“ก่อนที่จะเข้าใจ เราต้องไม่ตาย”
หลินหยวนคิดในใจ
ร่างกายนี้ เป็นพาหนะของพลังศักดิ์สิทธิ์ ‘ตะวันเพลิงนิรันดร์ผลาญสวรรค์’
ถ้าตาย ตราประทับพลังศักดิ์สิทธิ์ย่อมต้องสลายไป
ก่อนที่จะเข้าใจ แทบไม่ต่างกับการสูญเสียความสามารถนี้ไปโดยสมบูรณ์
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นราคาที่หลินหยวนรับไม่ได้
ส่วนการเลือกสิ่งมีชีวิตที่ไม่เหมือนกันสองชีวิต การเลือกข้ามมิติอีกครั้ง
หลินหยวนไม่แน่ใจว่าจะยังปลุกพลังศักดิ์สิทธิ์ ‘ตะวันเพลิงนิรันดร์ผลาญ
สวรรค์’ ได้หรือไม่
และการเลือกข้ามมิติอีกครั้ง หมายความว่าหลินหยวนต้องเริ่มต้นใหม่
เวลาและความพยายามก่อนหน้านี้ย่อมสูญเปล่า
นี้
“แต่ด้วยพลังของเราตอนนี้ หากระมัดระวัง ก็ไม่น่าจะตายง่ายๆ”
หลินหยวนมั่นใจมาก ในช่วงพันกว่าปีที่ผ่านมา ร่างจริงของเขาส่วนใหญ่
อยู่ในการบ่มเพาะอย่างสันโดษ แต่ร่างวิญญาณทั้งสองร่างได้ไปยังเขตใหญ่
ใกล้ๆ เกือบทั้งหมด วางแผนสำรองไว้แล้ว
เว้นแต่ว่าบรรพชนของอาณาจักรโบราณ สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13
นั้นจะลงมือด้วยตัวเอง
มิฉะนั้นการที่จะฆ่าหลินหยวน?
แทบจะเป็นไปไม่ได้
อาณาจักรโบราณเลี่ยหยาง เขตฉี่ซง
เขตใหญ่นี้เป็นดินแดนของกษัตริย์ฉี่ซงแห่งราชวงศ์
ส่วนกษัตริย์ฉี่ซง เป็นกษัตริย์ที่รับผิดชอบในการต่อต้านกษัตริย์หลิงเว่ย
ของอาณาจักรโบราณเลี่ยหยาง
เช่นเดียวกับกษัตริย์หลิงเว่ย กษัตริย์ฉี่ซงได้รับตำแหน่งกษัตริย์เพราะ
สถานะเชื้อพระวงศ์ พลังเทียบเท่ากับระดับสูงสุดของปราชญ์
แต่ต่างจากกษัตริย์หลิงเว่ย กษัตริย์ฉี่ซงไม่มีความทะเยอทะยานมาก ไม่
สนใจที่จะเป็นจักรพรรดิของอาณาจักรโบราณ
ในเมืองหลวง ร่างแยกของเจ้าเมืองชิงเฝินกำลังยืนอยู่ต่อหน้าชายหนุ่มที่มี
สีหน้าเกียจคร้าน
“ท่านกษัตริย์ลี่ซง ข้าน้อยกังวลว่ากษัตริย์หลิงเว่ยผู้นั้นจะไปขอความช่วย
เหลือจากน้องชายของเขา”
เจ้าเมืองชิงเฝินพูดถึงความกังวลของตัวเอง
น้องชายของกษัตริย์หลิงเว่ย เป็นปราชญ์ที่มีความเข้มข้นของสายเลือดถึง
มาตรฐานเชื้อพระวงศ์หลัก
นี้
ฝั่
ลี่
ถ้าผู้แข็งแกร่งเช่นนี้เข้าร่วมสงคราม ฝั่งอาณาจักรโบราณเลี่ยหยางจะมี
ใครต้านทานได้?
เชื้อพระวงศ์หลักขอบเขตปราชญ์ ด้วยสายเลือดของบรรพบุรุษที่
แข็งแกร่ง สามารถกวาดล้างผู้แข็งแกร่งในระดับเดียวกันได้ ถ้าไปถึงขีดสุดของ
ปราชญ์ ก็สามารถต่อกรกับผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิสวรรค์ได้
และต่างจากผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิสวรรค์ทั่วไป เชื้อพระวงศ์หลักยัง
คงเป็นปราชญ์ ถึงแม้จะลงมือเอง แต่กลับไม่ต้องการให้ความรุนแรงของ
สงครามเพิ่มขึ้นมาก
“กษัตริย์หลิงเว่ยผู้นั้น เพื่อที่จะได้เป็นจักรพรรดิ ก็อาจจะทำเช่นนั้นจริงๆ”
กษัตริย์ฉี่ซงมีสีหน้าเกียจคร้าน แต่น้ำเสียงกลับจริงจังขึ้นเล็กน้อย
ถ้าเจ้าเมืองชิงเฝินถูกโจมตี เขาก็ต้องรับผิดชอบในฐานะกษัตริย์ที่รับผิด
ชอบสงครามครั้งนี้
“เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง”
กษัตริย์ฉี่ซงมองเจ้าเมืองชิงเฝิน พูด
“ขอรับ”
เจ้าเมืองชิงเฝินโล่งใจเล็กน้อย
เมื่อมีกษัตริย์ฉี่ซงจัดการ ก็น่าจะสามารถเชิญเชื้อพระวงศ์หลักขอบเขต
ปราชญ์จากราชวงศ์ มาต่อต้านน้องชายของกษัตริย์หลิงเว่ยได้
“ข้าลองคิดดู”
กษัตริย์ฉี่ซงคิด ร่างแยกก็ปรากฏตัวขึ้นในเมืองหลวงที่อยู่ไกลออกไปทันที
ในฐานะเชื้อพระวงศ์ ต้องประจำการอยู่ในดินแดนของตัวเอง แต่สามารถ
กลับไปยังเมืองหลวงได้ทุกเมื่อ
ฉี่
นึ่
ไม่นาน กษัตริย์ฉี่ซงก็มาถึงคฤหาสน์หลังหนึ่ง
“พี่หก”
กษัตริย์ฉี่ซงรออยู่ข้างนอก
พี่หกของเขา เป็นเชื้อพระวงศ์หลัก ปกติจะศึกษาสายเลือดของบรรพบุรุษ
แทบจะไม่สนใจเรื่องอื่นๆ
เชื้อพระวงศ์หลัก ความเข้มข้นของสายเลือดของบรรพบุรุษแทบจะถึงขีด
สุด ถึงแม้ว่าจะเป็นจักรพรรดิ ก็ไม่สามารถพัฒนาได้มากดังนั้นเชื้อพระวงศ์หลัก
ส่วนใหญ่จึงไม่สนใจบัลลังก์
การเป็นจักรพรรดิ แน่นอนว่ามีอำนาจมากมาย แต่ย่อมต้องเสียเวลาไปกับ
เรื่องต่างๆ มากมาย
ครืดๆๆ
ประตูคฤหาสน์เปิดออก
ร่างที่ดูเหมือนคนรับใช้แก่ๆ เดินออกมา โค้งคำนับกษัตริย์ฉี่ซง
“เชิญท่านกษัตริย์เข้าไปด้านในขอรับ”
กษัตริย์ฉี่ซงเข้าไปทันที ได้พบกับพี่หกของเขาในศาลาที่อยู่ในถ้ำ
พี่หกของกษัตริย์ฉี่ซง เป็นชายร่างสูงใหญ่ ตอนนี้นั่งขัดสมาธิอยู่มีพลัง
ลึกลับไหลเวียนในร่างกาย
“พี่หก ข้าสามารถรับรู้ได้ว่าท่านแข็งแกร่งขึ้น หรือว่าจะก้าวข้ามอุปสรรค
ก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดิสวรรค์?”
กษัตริย์ฉี่ซงพูดจาเอาใจทันที
การที่เขามาที่นี่ เพื่อขอความช่วยเหลือจากพี่หก จึงต้องพูดจาเอาใจ
“จักรพรรดิสวรรค์?”
ชายร่างสูงใหญ่ส่ายหัว
“พวกเราเชื้อพระวงศ์ ได้ก็เพราะสายเลือด เสียก็เพราะสายเลือดแทบจะ
เป็นไปไม่ได้ที่จะก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดิสวรรค์”
แน่นอนว่า เชื้อพระวงศ์หลักที่บ่มเพาะจนถึงขีดสุดของปราชญ์ไม่กลัวผู้
แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิสวรรค์
แม้แต่สามารถทำให้ผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิสวรรค์หวาดกลัวด้วย
รากฐานของอาณาจักรโบราณ
“ว่ามา มีเรื่องอะไรถึงมาหาข้า?”
ชายร่างสูงใหญ่มองกษัตริย์ฉี่ซง เขารู้จักนิสัยของน้องชายคนนีดี หากไม่มี
เรื่องขอความช่วยเหลือ คงไม่พูดจาเช่นนี้
“พี่หก พี่ก็รู้ว่าข้าอยู่เฉยๆ ในเมืองหลวงก็เบื่อ จึงขอมาเป็นกษัตริย์ ตอน
แรกก็สบายดีอยู่ข้างนอก เพียงแต่กษัตริย์หลิงเว่ยผู้นั้นเพื่อที่จะเป็นจักรพรรดิ
จึงคิดจะยึดครองดินแดนของอาณาจักรเรา”
กษัตริย์ฉี่ซงพูดต่อ
“ดินแดนของข้าอยู่ใกล้ๆ พอดี จึงกลายเป็นผู้บัญชาการทีต่อต้านการ
รุกรานของกษัตริย์หลิงเว่ย”
“หากมีเพียงกษัตริย์หลิงเว่ย ข้าก็ไม่กลัว แต่น้องชายของกษัตริย์
หลิงเว่ย…”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ กษัตริย์ฉี่ซงก็มองชายร่างสูงใหญ่ด้วยสีหน้าเศร้า
“พี่หก ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา…”
“เข้าใจแล้ว”
ชายร่างสูงใหญ่พยักหน้า
“เจ้าอยากให้ข้าช่วย?”
“ใช่”
กษัตริย์ฉี่ซงพยักหน้าทันที
“คนที่ข้าขอความช่วยเหลือได้ มีแค่พี่หก ส่วนคนอื่นๆ ถึงแม้ว่าจะยอมช่วย
ข้า ก็ต้องเอาเปรียบข้า”
ภายใต้สถานการณ์ที่อาณาจักรโบราณศัตรูรุกราน กษัตริย์ฉี่ซงใช้เหตุผลนี้
ไปขอความช่วยเหลือ สามารถขอให้เชื้อพระวงศ์หลักขอบเขตปราชญ์ลงมือได้
ไม่ยาก
แต่การลงมือก็คือการลงมือ เชื้อพระวงศ์หลักขอบเขตปราชญ์ต้องได้รับค่า
ตอบแทน
นี่เป็นกฎที่อาณาจักรโบราณยอมรับโดยปริยาย
“ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนี้ เมื่อถึงเวลา ข้าจะช่วยเจ้า”
ชายร่างสูงใหญ่ถอนหายใจ พูดอย่างจนใจ
“แต่ข้าจะลงเมื่อก็ต่อเมื่อน้องชายของกษัตริย์หลิงเว่ยลงมือ ข้าถึงจะลงมือ
มิฉะนั้นจะไม่ลงมือ”
“ข้าเข้าใจ”
“หากกษัตริย์หลิงเว่ยไม่มีน้องชายหนุนหลัง ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า”
กษัตริย์ฉี่ซงพูด
ในเมืองชิงเฝิน
ร่างจริงของหลินหยวนกำลังบ่มเพาะและศึกษาอยู่ในหออัคคีผลาญสวรรค์
ส่วนข้างนอกมีร่างแยกอยู่ เพื่อติดต่อกับปราชญ์คนอื่นๆ
ปราชญ์แต่ละคน ล้วนวิวัฒนาการเส้นทางพลังเฉพาะของตัวเองจากความ
โกลาหลแล้ว นี่เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับหลินหยวน
ถ้าเป็นปกติ ปราชญ์จะประจำการอยู่ในที่ต่างๆ ถึงแม้ว่าหลินหยวนจะ
อยากติดต่อกับปราชญ์เหล่านี้ ก็ไม่มีโอกาส
แต่ตอนนี้?
เขตจื่อเมิ่งกำลังจะรุกราน ในเมืองชิงเฝินมีปราชญ์เกือบ 20 คนทำให้หลิน
หยวนสามารถติดต่อและพูดคุยกับปราชญ์เหล่านี้ได้ทุกเมื่อ
จริงๆ แล้ว ไม่ใช่หลินหยวน ที่ติดต่อและพูดคุยกับปราชญ์เหล่านี้แต่เป็น
ปราชญ์ที่พูดคุยกัน หลินหยวนแค่สังเกตและรับฟังอย่างเงียบๆ
ฮึ่ม
เปลวเพลิงแห่งความโกลาหลสองสายปะทะกัน เปลวเพลิงแห่งความ
โกลาหลสายหนึ่งมีสองสี คือสีแดงเพลิงและสีเขียวอมฟ้า ส่วนเปลวเพลิงแห่ง
ความโกลาหลอีกสายหนึ่งมีความคมชัด
ราวกับขวานเพลิงแห่งความโกลาหล ตัดทุกสิ่งทุกอย่าง
ในพริบตา
เปลวเพลิงแห่งความโกลาหลที่คมชัดก็หายไป
“เส้นทางที่พี่หงเย่เลือก คือการรวมเปลวเพลิงแห่งความโกลาหลกับสิ่งมี
ชีวิตแห่งความโกลาหล คงใกล้จะก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดิสวรรค์แล้ว”
ปราชญ์หั่วฝู่(ปราชญ์ขวาญเพลิงหรือขวานอัคคี)มองปราชญ์หงเย่ พูด
อย่างรู้สึกซาบซึ้ง
ที่
ขั้
เขาก็เป็นผู้ที่อยู่ในขอบเขตปราชญ์ขั้นสูงสุด 5 คนเช่นกันเส้นทางเปลว
เพลิงแห่งความโกลาหลที่เขาเลือก เน้นการทำลาย ใช้เปลวเพลิงแห่งความ
โกลาหลเป็นขวานยักษ์ ทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง
ไม่ต้องสงสัยว่า ปราชญ์หั่วฝู่เป็นผู้ที่อยู่ในขอบเขตปราชญ์ขั้นสูงสุด 5 คน
ที่เชี่ยวชาญการทำลายล้าง
แต่เมื่อครู่ตอนที่ปราชญ์หั่วฝู่ต่อสู้กับปราชญ์หงเย่ กลับถูกเปลวเพลิงแห่ง
ความโกลาหลและสิ่งมีชีวิตแห่งความโกลาหลของปราชญ์หงเย่เล่นงานจนจน
มุม
ในที่สุดก็ยอมแพ้
“ฮ่าๆๆ พี่หั่วฝู่ ท่านอย่าล้อข้าเลย จักรพรรดิสวรรค์? ตอนนี้ข้ายังไม่รู้ว่า
เส้นทางจักรพรรดิสวรรค์ของข้าอยู่ที่ใดเลย”
ปราชญ์หงเย่ส่ายหัว
“ยิ่งกว่านั้น พวกเราแค่ต่อสู้กัน ไม่สามารถใช้เคล็ดวิชาทำลายล้างที่แท้จริง
ได้ นี่ไม่ยุติธรรมสำหรับพี่หั่วฝู่”
หลังจากที่ปราชญ์หงเย่พูดเช่นนี้
สีหน้าของปราชญ์หั่วฝู่ก็ดีขึ้นมาก
“ข้าใช้เคล็ดวิชาทำลายล้างไม่ได้ พี่หงเย่ก็ไม่ได้ใช้ แพ้ก็คือแพ้”
ปราชญ์หั่วฝู่พูดอย่างยอมรับ
ปราชญ์คนอื่นๆ ก็ต่อสู้กันเป็นครั้งคราว
แต่สายตาของปราชญ์ส่วนใหญ่ จับจ้องไปที่ปราชญ์หงเย่และปราชญ์หั่วฝู่
เพราะปราชญ์สองคนนี้ ล้วนเป็นผู้ที่อยู่ในขอบเขตปราชญ์ขั้นสูงสุด 5 คน
นั้น
นั่
หลินหยวนนั่งอยู่ในมุม สังเกตการปะทะกันของปราชญ์หลายคนอย่าง
เงียบๆ
[ความเข้าใจท้าทายสวรรค์ การสังเกตความผันผวนของเปลวเพลิงแห่ง
ความโกลาหล ทำให้ความเข้าใจในเส้นทางเปลวเพลิงแห่งความโกลาหลเพิ่ม
ขึ้น…]
ปราชญ์ในที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เลือกเส้นทางเปลวเพลิงแห่งความโกลาหล
บางครั้งก็มีเส้นทางอื่นๆ แต่หลินหยวนยังคงเน้นการเข้าใจเส้นทางเปลวเพลิง
แห่งความโกลาหลเป็นหลัก
ในเวลานี้
ปราชญ์หงเย่ที่เพิ่งต่อสู้กับปราชญ์หั่วฝู่เสร็จ จู่ๆ ก็มองหลินหยวน
“หยูเหยียน”
ปราชญ์หงเย่พูดอย่างอ่อนโยน
ปราชญ์คนอื่นๆ ก็มองมาเช่นกัน
“ปราชญ์หงเย่”
หลินหยวนตอบทันที
“เจ้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตปราชญ์มาสักพักแล้ว คิดชื่อเล่นได้หรือยัง?”
ปราชญ์หงเย่ถามอย่างสนใจ
โดยทั่วไปแล้ว ปราชญ์จะตั้งชื่อเล่นให้ตัวเอง
เช่น ปราชญ์หงเย่ ชื่อจริงคงไม่ใช่หงเย่
ปราชญ์ชิงเฝินก็เช่นกัน
“ชื่อเล่นรึ?”
นึ่
ที่
หลินหยวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็พูด
“เรียกว่าหยินเหอแล้วกัน”