สวรรค์บันดาล: ข้าพเจ้าสร้างวิถี - บทที่ 698 ประหลาดใจและสงสัย
วันนี้คำบางคำมันอาจจะเปลี่ยนไปนิดหน่อยนะครับ เพราะน้องอยากให้
มันได้กลิ่นอายเทพเซียนมากขึ้น คำพูดเอย บทบรรยายเอยถ้าชอบบอกน้องน้า
าา
ติดขัดตรงไหนบอกได้เลยนะขอรับบบ
……….
ตามหลักเหตุผลแล้ว เรื่องที่ทูตแห่งนิจนิรันดร์กำลังจะมาถึงนั้นถือเป็น
ความลับสุดยอดของสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์
เพราะอย่างไรเสีย เรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับขุมอำนาจสำนักนิจนิรันดร์ ณ
ศูนย์กลางแห่งฟ้าดิน
ภายใต้สถานการณ์ที่ ‘ภัยพิบัติมาร’ กำลังแพร่ระบาด ยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าใด
ย่อมดีเท่านั้น
แต่ประมุขสำนักศักดิ์สิทธิ์รู้ดีว่า บัดนี้ความอยู่รอดของสำนักเมฆาคราม
ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับหลินหยวนแต่เพียงผู้เดียว
ทูตแห่งนิจนิรันดร์งั้นหรือ?
เมื่อเทียบกับการคุ้มครองที่หลินหยวนมอบให้แก่สำนักเมฆาคราม
ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ทูตแห่งนิจนิรันดร์จะนับเป็นสิ่งใดได้?
ความช่วยเหลือจากทูตแห่งนิจนิรันดร์ในอดีตทั้งหมดรวมกัน ยังไม่อาจ
เทียบได้กับการที่หลินหยวนกวาดล้าง ‘มาร’ ทั้งหมดในบริเวณใกล้เคียงเขา
เมฆาครามศักดิ์สิทธิ์เสียด้วยซ้ำ
ดังนั้น ระหว่างทูตแห่งนิจนิรันดร์กับหลินหยวน
ประมุขสำนักจึงเลือกอย่างหลังโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
รื่
ที่
สิ้
ุ
เขาได้แจ้งเรื่องที่ทูตแห่งนิจนิรันดร์กำลังจะมาถึงแก่หลินหยวนจนหมดสิ้น
ไม่ปิดบังแม้แต่น้อย
สีหน้าของหลินหยวนจมสู่ภวังค์ครุ่นคิดชั่วครู่
อันที่จริงแล้ว เขามิได้รู้สึกต่อต้านขุมอำนาจสำนักนิจนิรันดร์ ณศูนย์กลาง
แห่งฟ้าดินมากนัก
กระทั่งเป้าหมายของเขากับเหล่าจ้าวแห่งนิจนิรันดร์ก็ยังเป็นไปในทิศทาง
เดียวกัน
เหล่าจ้าวแห่งนิจนิรันดร์ไม่ต้องการให้โลกต้นกำเนิดแห่งนี้พินาศลงภายใต้
‘ภัยพิบัติมาร’
หลินหยวนเองก็ไม่ต้องการเช่นกัน
ในบรรดาหมื่นพันภพและมิติอันไร้ที่สิ้นสุด
ห้วงมิติที่สามารถไปถึงระดับเดียวกับโลกต้นกำเนิดได้นั้น มีน้อยอย่างยิ่ง
โลกเช่นนี้ สามารถกลายเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นของหลินหยวนเพื่อใช้
ต้านทานความเสี่ยงที่ไม่รู้จักได้อย่างสมบูรณ์
ปราการกั้นขวางระหว่างห้วงมิติที่แตกต่างกัน เพียงพอที่จะสกัดกั้นการรับ
รู้และการโจมตีของสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13
แม้แต่ผู้แข็งแกร่งอย่างผู้ปกครองกาลเวลาก็ยังยากจะข้ามผ่าน
“ทูตแห่งนิจนิรันดร์มาที่นี่ จะมีเรื่องอันใด”
หลินหยวนมองประมุขสำนักแล้วเอ่ยถาม
“ตามประสบการณ์จากทูตแห่งนิจนิรันดร์ที่ผ่านมา พวกเขามักจะตรวจ
สอบข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับ ‘มาร’ ในบริเวณใกล้เคียงและแบ่งปันวิชาลับ
อักขระบางอย่าง เพื่อใช้ต่อต้าน ‘มาร'”
ประมุขสำนักกล่าวตามความจริง
“นอกจากนี้ เหล่าทูตยังจะเกณฑ์ยอดฝีมือของสำนักบางส่วนโดยเฉพาะ
ศิษย์ผู้มีพรสวรรค์ เพื่อนำกลับไปบ่มเพาะที่สำนักนิจนิรันดร์ ณ ศูนย์กลางแห่ง
ฟ้าดิน”
ประมุขสำนักกล่าวต่อ
สำหรับสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์แล้ว การมาเยือนของทูตแห่งนิจนิรันดร์
นั้น ทั้งน่าคาดหวังและน่าอึดอัดใจ
วิชาลับอักขระที่ทูตแห่งนิจนิรันดร์แบ่งปันมานั้น มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อ
สำนักศักดิ์สิทธิ์จริง
แต่การนำตัวยอดฝีมือและศิษย์ผู้มีพรสวรรค์ไปเล่า? จะทำให้สำนักเมฆา
ครามศักดิ์สิทธิ์เสี่ยงต่อการขาดช่วงผู้สืบทอด
เดิมทีศิษย์ที่ถือกำเนิดในโลกใบเล็กภายในเขาเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์
พรสวรรค์ก็ด้อยกว่าโลกภายนอกอยู่แล้ว
หากยังถูกสำนักนิจนิรันดร์ดึงตัวไปอีกเล่า?
ในระยะสั้นอาจไม่เห็นผลกระทบใด แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าผลกระทบ
นั้นจะร้ายแรงอย่างยิ่ง
ปัจจุบันยอดฝีมือระดับจุดสูงสุดขอบเขตยั่งยืน ขั้น 6 ของสำนักเมฆาคราม
ศักดิ์สิทธิ์มีเพียงสามถึงสี่คนเท่านั้น ต่ำกว่าช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ของฟ้าดินอย่างมาก
สาเหตุหลักคือการแพร่ระบาดของ ‘ภัยพิบัติมาร’ แต่การเกณฑ์คนของทูต
แห่งนิจนิรันดร์ครั้งแล้วครั้งเล่าก็มีส่วนเกี่ยวข้องไม่น้อย
“เป็นเช่นนี้นี่เอง”
หลินหยวนพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไร
ดิ์
ธิ์
ดิ์
ธิ์
สำหรับขุมอำนาจสำนักศักดิ์สิทธิ์อย่างสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์แล้ว
ประโยชน์ที่มีต่อสำนักนิจนิรันดร์ ณ ศูนย์กลางแห่งฟ้าดินนั้นมีเพียงสอง
ประการ
หนึ่งคือดึงดูดความสนใจของ ‘มาร’ ให้กระจายออกไป
สองคือเป็นแหล่งสำรองศิษย์
นี่ก็เป็นเหตุผลที่สำนักนิจนิรันดร์ส่งทูตออกมาช่วยเหลือสำนักศักดิ์สิทธิ์
ต่างๆ
หากไม่มีผลประโยชน์มากพอ ภายใต้ภัยคุกคามจากมารต้นกำเนิดทีละตน
ขุมอำนาจสำนักนิจนิรันดร์เองก็แทบเอาตัวไม่รอด จะมีความเมตตาเช่นนี้ได้
อย่างไร?
“นำอักขระที่ใช้ติดต่อกับขุมอำนาจสำนักนิจนิรันดร์มาให้ข้า”
หลินหยวนครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปาก
เมื่อ ‘ภัยพิบัติมาร’ ถาโถมเข้ามา วิธีการติดต่อสื่อสารจำนวนมากจะถูก
กดดัน
วิธีการที่ทูตแห่งนิจนิรันดร์ใช้ติดต่อกับสำนักศักดิ์สิทธิ์ต่างๆโดยตรง และ
ระบุตำแหน่งที่แน่นอนของพวกเขานั้น หลินหยวนค่อนข้างสนใจใคร่รู้
ต้องรู้ว่า ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน เพื่อหลบเลี่ยง ‘มาร’ ทีแข็งแกร่งยิ่ง
กว่า เขาเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์ได้ย้ายตำแหน่งมาแล้วเจ็ดแปดครั้ง
“ขอรับ”
ประมุขสำนักหยิบอักขระสีครามชิ้นหนึ่งออกมาทันที ส่งให้ถึงหน้าหลิน
หยวนอย่างนอบน้อม
“อักขระนี่?”
หลินหยวนพิจารณาอย่างละเอียด
ชิ้
นี้
จากภายนอก อักขระสีครามชิ้นนี้ดูเหมือนอักขระธรรมดา
แต่ในสายตาของหลินหยวน อักขระสีครามชิ้นนี้กลับประกอบขึ้นจาก
อักขระที่เล็กจิ๋วยิ่งกว่านับร้อยล้านชิ้น
อักขระเล็กจิ๋วแต่ละชิ้นล้วนเคลื่อนไหวไม่หยุดหย่อน
สานสอดและปะทะกับอักขระเล็กจิ๋วอื่นๆ
ก่อเกิดเป็นสมดุลอันน่าพิศวง
“น่าสนใจ”
หลินหยวนพิจารณา
มรดกที่จ้าวเทียนกวงทิ้งไว้นั้น หลินหยวนได้เริ่มบำเพ็ญถึงระดับที่ 4
แล้ว(เจ้าแห่งแสงสว่าง)
นั่นคือ ทุกสิ่งที่รับรู้และสัมผัสล้วนคืออักขระ สามารถนำมาใช้ได้ทั้งสิ้น
อักขระสีครามตรงหน้านี้ซับซ้อนเข้าใจยากอย่างยิ่ง นอกจากยอดฝีมือจาก
สำนักนิจนิรันดร์ที่เกี่ยวข้อง และประมุขสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์แล้ว
คนนอกไม่อาจใช้งานได้เลย
แม้แต่ประมุขสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์ ก็ทำได้เพียงใช้งานอย่างหยาบๆ
เพื่อรับข้อความที่ทูตจากสำนักนิจนิรันดร์ส่งมาเป็นครั้งคราวเท่านั้น
ส่วนความสามารถอื่น?
ไม่มีแล้ว
แต่ในสายตาของหลินหยวน เขากลับเริ่มเข้าควบคุมอักขระเล็กจิ๋วแต่ละ
ชิ้นอย่างรวดเร็ว
พรึ่บพรั่บ!
วินาทีต่อมา
อักขระสีครามที่สมบูรณ์พลันสลายตัว กลายเป็นอักขระเล็กจิ๋วนับร้อยล้าน
ชิ้น ลอยขึ้นลงอยู่เบื้องหน้าหลินหยวน
ไม่ถึงชั่วครู่
อักขระเล็กจิ๋วนับร้อยล้านชิ้นก็รวมตัวกันอีกครั้ง กลายเป็นอักขระสีคราม
ดังเดิม
เพียงแต่ในขณะนี้ อักขระสีครามชิ้นนี้ได้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของหลิน
หยวนโดยสมบูรณ์แล้ว
“นี่?”
ประมุขสำนักซึ่งเฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ด้านข้าง รู้สึกตกตะลึงในใจ
อย่างหาที่เปรียบมิได้
แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดอักขระสีครามจึงสลายตัวไป แต่เขาก็มองออกว่า
อักขระสีครามที่รวมตัวขึ้นใหม่นั้น แตกต่างไปจากเดิมแล้ว
หากกล่าวว่าอักขระสีครามในตอนแรกนั้น โดยเนื้อแท้แล้วยังคงเป็นของ
สำนักนิจนิรันดร์ ประมุขสำนักมีสิทธิ์ใช้งานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เช่นนั้นแล้ว อักขระสีครามในขณะนี้ ก็ได้เปลี่ยนจากที่เป็นของสำนักนิจนิ
รันดร์ มาเป็นของหลินหยวนแล้ว
แต่นี่จะเป็นไปได้อย่างไร?
อักขระสีครามมาจากสำนักนิจนิรันดร์ ตามคำบอกเล่าของทูตแห่งนิจนิรัน
ดร์ในตอนนั้น อักขระสีครามชนิดนี้คือสิ่งที่จ้าวแห่งนิจนิรันดร์หลอมขึ้นด้วย
ตนเอง ถือเป็นวิธีการสุดท้ายในการติดต่อระหว่างสำนักศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ กับ
สำนักนิจนิรันดร์
แต่บัดนี้?
ที่
ขึ้
งั้
วิธีการที่จ้าวแห่งนิจนิรันดร์หลอมขึ้น กลับถูกหลินหยวนแก้ไขได้งั้นหรือ?
สิ่งนี้ทำให้ประมุขสำนักรู้สึกสับสนงุนงง
แม้จะอยู่ในสถานการณ์ ‘ภัยพิบัติมาร’ แพร่ระบาดเช่นนี้ เขาก็ไม่เคยสงสัย
ในความสามารถของจ้าวแห่งนิจนิรันดร์เลย
อักขระสีครามที่มาจากจ้าวแห่งนิจนิรันดร์นี้ สามารถถูกทำลายได้ แต่การ
ที่หลินหยวนสามารถหลอมใหม่และเข้าควบคุมได้เช่นนี้น่ะหรือ?
นี่มันเกินกว่าความเข้าใจของประมุขสำนักไปไกลแล้ว
ในความคิดของเขา ผู้ที่สามารถทำเช่นนี้ได้ มีเพียงจ้าวแห่งนิจนิรันดร์องค์
อื่นที่อยู่ในระดับเดียวกันเท่านั้น
แต่หลินหยวนน่ะหรือ?
“อย่าคิดมาก ข้าก็แค่ใช้วิธีลัดเลาะเท่านั้น”
หลินหยวนเหลือบมองประมุขสำนักแวบหนึ่ง เอ่ยอธิบายอย่างไม่ใส่ใจ
หากต้องหลอมอักขระสีครามโดยใช้กำลัง เขาก็ไม่มีความสามารถนั้น
แต่ด้วยความเข้าใจในแก่นแท้ของอักขระตามแบบของจ้าวเทียนกวง ที่ว่า
ทุกสิ่งที่เห็นและสัมผัสล้วนคืออักขระ นำมาใช้ได้ทั้งสิ้นนั้น เขาก็ยังสามารถจัด
เรียงอักขระใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงวิธีการของจ้าวแห่งนิจนิรันดร์ได้
หลินหยวนบำเพ็ญและทำความเข้าใจมรดกที่จ้าวเทียนกวงสร้างขึ้น จน
บรรลุถึงระดับที่ 4 แล้ว เทียบเท่ากับจ้าวแห่งนิจนิรันดร์หลายองค์
“ขอรับ”
ประมุขสำนักตั้งสติได้แล้ว รีบกล่าวอย่างนอบน้อมทันที
แม้หลินหยวนจะยอมรับว่าใช้วิธีลัดเลาะ
นั้
ที่
แต่ประมุขสำนักไม่คิดเช่นนั้นเลย การที่สามารถกดข่มวิธีการของจ้าวแห่ง
นิจนิรันดร์ หลอมใหม่และเข้าควบคุมอักขระสีครามได้ นีคือการแสดงออกถึง
ระดับพลังฝีมือที่แท้จริง
ลัดเลาะงั้นหรือ?
จ้าวแห่งนิจนิรันดร์เป็นผู้ที่สามารถใช้ทางลัดเอาชนะได้ง่ายๆ งั้นหรือ?
“สำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์ของข้า ช่างโชคดีเสียจริง”
ประมุขสำนักอดคิดในใจไม่ได้
ยิ่งหลินหยวนแข็งแกร่งมากเท่าใด เขาก็ยิ่งยินดีมากเท่านั้น
อย่างไรเสีย ปัจจุบันหลินหยวนก็ยังคงเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อนกับ
สำนักศักดิ์สิทธิ์อยู่
มิฉะนั้น เหตุใดจึงยังคงอยู่ในสำนักศักดิ์สิทธิ์ตลอดมา?
ด้วยวิธีการอันน่าสะพรึงกลัวของหลินหยวนที่สังหารมารยักษ์ราวกับบี้มด
โลกภายนอกที่ ‘ภัยพิบัติมาร’ กำลังอาละวาด แท้จริงแล้วก็ไม่ต่างจาก
ภายในสำนักศักดิ์สิทธิ์เท่าใดนัก
‘มาร’ ที่ดุร้ายโหดเหี้ยม เมื่ออยู่ต่อหน้าหลินหยวน ก็ไม่ต่างอะไรกับมด
ปลวก
หลังจากเข้าควบคุมอักขระสีครามใหม่แล้ว
หลินหยวนก็ค้นพบประโยชน์ใช้สอยทั้งหมดของมันโดยธรรมชาติ
ตัวอย่างเช่น ผ่านอักขระสีคราม หลินหยวนสามารถรับรู้ถึงพิกัดตำแหน่งที่
แน่นอนของสำนักศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ หรือแม้กระทั่งสำนักศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในโลกต้น
กำเนิดแห่งนี้ได้
ดิ์
ธิ์ที่
ทั้
“ปัจจุบัน สำนักศักดิ์สิทธิ์ที่ยังคงสืบทอดอยู่ มีทั้งหมด 892 แห่งส่วนสำนัก
ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเหลืออยู่ 20 กว่าแห่ง”
หลินหยวนได้รับ ‘สิทธิ์ขั้นสูงสุด’ ของอักขระสีคราม จึงรับรู้ข้อมูลของ
สำนักศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย
“เสียหายย่อยยับจริงๆ”
หลินหยวนส่ายหน้าเล็กน้อย
เมื่อเทียบกับจำนวนขุมอำนาจสำนักศักดิ์สิทธิ์ในโลกต้นกำเนิดแห่งนี้ก่อน
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฟ้าดินแล้ว
ปัจจุบันจำนวนสำนักศักดิ์สิทธิ์และสำนักศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ลดลงไปมากกว่า
เก้าส่วนเสียอีก
อันที่จริงแล้ว สำนักศักดิ์สิทธิ์เกือบเก้าร้อยแห่ง และสำนักศักดิ์สิทธิ์สูงสุด
กว่ายี่สิบแห่งที่ยังหลงเหลืออยู่เหล่านี้ ยังคงมีรากฐานของสำนักศักดิ์สิทธิ์และ
สำนักศักดิ์สิทธิ์สูงสุดอยู่หรือไม่นั้น
ยังเป็นเรื่องที่บอกได้ยาก
ตัวอย่างเช่นสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์
ในนามเป็นสำนักศักดิ์สิทธิ์
แต่เมื่อกี่ปีมาแล้วก็ไม่ทราบได้ ได้สูญเสียยอดฝีมือขอบเขตอิสระทั้งสามไป
แล้ว
หากเป็นช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฟ้าดิน ก็ไม่นับว่าเป็น
สำนักศักดิ์สิทธิ์แล้ว
“ตำแหน่งของสำนักศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้?”
หลินหยวนใช้ ‘สิทธิ์ขั้นสูงสุด’ ของอักขระสีคราม ล็อกตำแหน่งของพวกมัน
ได้อย่างง่ายดาย
พื่
เพื่อให้สามารถสืบทอดต่อไปได้ภายใต้สภาพแวดล้อม ‘ภัยพิบัติมาร’ แต่ละ
สำนักศักดิ์สิทธิ์จึงซ่อนตัวอย่างมิดชิดยิ่ง
แม้แต่หลินหยวน หากไม่เข้าใกล้ในระยะที่กำหนด ก็ยากที่จะค้นพบ
แต่เมื่ออาศัยอักขระสีคราม ตำแหน่งของสำนักศักดิ์สิทธิ์และสำนัก
ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดทุกแห่ง ก็ปรากฏชัดเจนในสายตาของหลินหยวน
กระทั่งยังเป็นการรับรู้แบบทันท่วงที แม้ว่าอีกฝ่ายจะเคลื่อนย้ายในตอนนี้
ก็สามารถตรวจจับเส้นทางการเคลื่อนที่ได้
“สามารถส่งร่างแยกแฝงตัวเข้าไปในสำนักศักดิ์สิทธิ์และสำนักศักดิ์สิทธิ์
สูงสุดเหล่านี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งมรดกอักขระ”
หลินหยวนคิดในใจ นี่เป็นสิ่งที่เขาอยากทำมาตลอด แต่ติดขัดตรงที่ไม่
สามารถหาตำแหน่งของสำนักเหล่านั้นได้ จึงต้องพักไว้ก่อน
แต่ตอนนี้?
ปัญหานี้ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้วโดยธรรมชาติ
แม้จะเป็นเพียงมรดกอักขระของสำนักศักดิ์สิทธิ์ธรรมดา สำหรับหลิน
หยวนแล้วก็ยังมีคุณค่าพอให้อ้างอิงได้
“นี่คือ…”
หลินหยวนอาศัยอักขระสีคราม ตรวจพบกลิ่นอายหลายสายทีกำลัง
เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว
“คือทูตแห่งนิจนิรันดร์?”
สีหน้าของหลินหยวนครุ่นคิด
กลิ่นอายที่กำลังเคลื่อนที่เหล่านี้ แตกต่างจากสำนักศักดิ์สิทธิและสำนัก
ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดอย่างสิ้นเชิง
ที่
น่าจะเป็นทูตแห่งนิจนิรันดร์ที่กำลังจะมาถึง
บัดนี้หลินหยวนได้เข้าควบคุมและหลอมอักขระสีครามโดยสมบูรณ์ มี
‘สิทธิ์ขั้นสูงสุด’ เทียบเท่ากับจ้าวแห่งนิจนิรันดร์ ย่อมสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ได้
มากมาย การเคลื่อนไหวของทูตแห่งนิจนิรันดร์ก็สามารถตรวจจับได้อย่าง
ง่ายดาย
“ผู้อาวุโส พวกเราควรเผชิญหน้ากับทูตแห่งนิจนิรันดร์อย่างไรดี?”
ประมุขสำนักกระซิบถาม เขาแจ้งเรื่องที่ทูตแห่งนิจนิรันดร์กำลังจะมาถึง ก็
เพื่อรับฟังท่าทีของหลินหยวน
ท่าทีของหลินหยวน ก็คือท่าทีของสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์
“ต้อนรับตามปกติเถิด”
หลินหยวนกล่าว “อีกประมาณหนึ่งปี ทูตแห่งนิจนิรันดร์ก็น่าจะมาถึงแล้ว
รอให้พวกเขามาถึงแล้ว ค่อยมาบอกข้าอีกทีหนึ่ง”
หลินหยวนค่อนข้างสนใจใคร่รู้เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน ณศูนย์กลาง
แห่งฟ้าดิน และเรื่องเหล่านี้สามารถทราบได้จากปากของทูตแห่งนิจนิรันดร์
“อีกหนึ่งปีทูตแห่งนิจนิรันดร์จะมาถึง?”
ประมุขสำนักมองหลินหยวน
เขาไม่รู้เวลาที่แน่นอนที่ทูตแห่งนิจนิรันดร์จะมาถึง
โดยทั่วไปแล้ว หลังจากได้รับข้อความจากอักขระสีคราม ทูตแห่งนิจนิรัน
ดร์จะมาถึงในราวร้อยปี
ส่วนที่หลินหยวนระบุชัดเจนว่าอีกหนึ่งปีเล่า?
“ใช่”
“ก็ประมาณเวลานั้น”
หลินหยวนพยักหน้า
เขาคำนวณเวลาที่จะมาถึงสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์ โดยอิงจากตำแหน่ง
และความเร็วของทูตแห่งนิจนิรันดร์ที่ตรวจพบผ่านอักขระสีคราม
แน่นอนว่าอาจมีความคลาดเคลื่อนระหว่างทาง เช่น หากเผชิญหน้ากับ
‘มาร’ ที่แข็งแกร่งตนใดตนหนึ่งเข้า อาจทำให้ล่าช้าไปบ้าง แต่โดยรวมแล้ว
ความคลาดเคลื่อนคงไม่มากนัก
“ขอรับ”
ประมุขสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์ถอยออกไปอย่างนอบน้อม
เขาไม่มีความสงสัยในคำพูดของหลินหยวนแม้แต่น้อย
…
โลกต้นกำเนิดแห่งแรก
เมืองหลวงเลี่ยหยาง หลินหยวนนั่งอยู่ตรงนั้น สนทนาอยู่กับบรรพบุรุษเลี่ย
หยาง
“สุราเทพคลั่งของท่านบรรพบุรุษ ช่างเป็นสุราชั้นเลิศโดยแท้” หลินหยวน
จิบสุรางามพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
สุราเทพคลั่งเป็นสุราชั้นเลิศที่บรรพบุรุษเลี่ยหยางหมักด้วยตนเอง แม้แต่
สิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาระดับ 13 หากดื่มรวดเดียวก็ยังรู้สึกเคลิบเคลิ้มดุจเซียน
แม้กายเนื้อของหลินหยวนจะแข็งแกร่ง ก็ยังกล้าดื่มเพียงทีละน้อย
“ฮ่าๆๆๆๆ”
บรรพบุรุษเลี่ยหยางหัวเราะเสียงดัง สุราชั้นยอดที่สุดในโลกหล้าแห่งนี้ ก็
คือสุราเทพคลั่งที่เขาหมักขึ้นเอง
ก็มีแต่หลินหยวนเท่านั้น หากเป็นบรรพบุรุษท่านอื่นอยากดื่มบรรพบุ
รุษเลี่ยหยางก็ไม่ให้
นี้
ลี่
“ช่วงนี้บ่มเพาะเป็นอย่างไรบ้าง?” บรรพบุรุษเลี่ยหยางถาม “คิดจะก้าวข้าม
ขั้นนั้นเมื่อใด”
“ไม่รีบร้อน”
หลินหยวนส่ายหน้า “สะสมต่อไปอีกสักระยะ”
“ก็ดี”
บรรพบุรุษเลี่ยหยางพยักหน้า
ในบรรดาเส้นเวลาอนาคตมากมายของหลินหยวนที่เขาเห็น มีน้อยครั้ง
มากที่จะทะลวงผ่านขั้นนั้นในทันที
“ท่านบรรพบุรุษ โลกหล้าแห่งนี้จะพินาศหรือไม่?” หลินหยวนมองไปยัง
โลกต้นกำเนิดอันกว้างใหญ่ เอ่ยถามอย่างผ่อนคลาย
“พินาศ?” บรรพบุรุษเลี่ยหยางครุ่นคิดครู่หนึ่ง พยักหน้ากล่าวว่า
“ย่อมต้องพินาศ โลกหล้าใดๆ ก็ล้วนต้องพินาศ อันที่จริงก็ไม่ใช่การพินาศ
โดยสิ้นเชิง แต่เป็นการก่อกำเนิดการเริ่มต้นใหม่”
หลินหยวนได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเล็กน้อย
ในความว่างเปล่าแห่งความโกลาหล จักรวาลที่เกิดขึ้นเองแต่ละแห่งจะ
ต้องเผชิญกับมหาวิบัติ และหลังจากนั้นจึงจะเปิดสร้างขึ้นใหม่
นี่คือภาพสะท้อนกฎเกณฑ์การโคจรของโลกหล้าทั้งหลายอยู่แล้ว
โลกต้นกำเนิดก็ไม่มียกเว้น เพียงแต่เมื่อเทียบกับความว่างเปล่าแห่งความ
โกลาหลแล้ว โลกต้นกำเนิดสมบูรณ์แบบกว่ามากช่วงเวลาตั้งแต่ถือกำเนิดใหม่
จนถึงมหาวิบัติ ยาวนานกว่าความว่างเปล่าแห่งความโกลาหลอย่างมหาศาล
“รอจนโลกหล้าแห่งนี้พินาศ พวกเราสิ่งมีชีวิตแห่งกาลเวลาก็ต้องจากไป
ท่องไปในช่องว่างระหว่างมิติ”
ลี่
นั้
บรรพบุรุษเลี่ยหยางกล่าว “แต่ยังอีกนานกว่าจะถึงวันนั้น”
“อืม ยังอีกนาน”
หลินหยวนพยักหน้า
โลกต้นกำเนิดแห่งแรกตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันนั้นสั้นกว่าโลกต้นกำเนิด
แห่งที่สองมาก
…
โลกต้นกำเนิดแห่งที่สอง
ปราณมารลอยฟุ้ง
ร่างสามสาย กลิ่นอายเลือนราง แหวกผ่านปราณมารหนาทึบทะยานไปยัง
ทิศทางหนึ่งอย่างต่อเนื่อง
ร่างทั้งสามนี้ เก็บงำกลิ่นอายอย่างยิ่งยวด ความผันผวนของกาลอวกาศที่
เกิดจากการเดินทางข้ามมิติ ก็แทบจะไม่มี
และระหว่างการเดินทางข้ามมิติครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างทั้งสามก็กำลังสื่อสาร
กันอยู่
“ต่อไปน่าจะมุ่งหน้าไปยังสำนักเมฆาครามศักดิ์สิทธิ์?”
“ภัยพิบัติมารถาโถมเข้ามา สำนักศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่งจะผ่านมาตรฐานเช่นนี้
สามารถสืบทอดมาได้ก็นับว่าไม่ง่าย”
ร่างสองสายด้านหลังเป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง สายตามองไปยังปราณมารที่
ไร้ที่สิ้นสุดรอบด้าน สีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย
ร่างทั้งสามนี้ ก็คือทูตจากสำนักนิจนิรันดร์ ณ ศูนย์กลางแห่งฟ้าดินนั่นเอง
ในขณะนั้นเอง
ที่
ร่างที่อยู่หน้าสุดพลันหยุดการเดินทางข้ามมิติ มองสำรวจรอบด้านด้วย
ความระแวดระวังอย่างยิ่ง
“ไม่ถูกต้อง”
ร่างหน้าสุดคือชายวัยกลางคนผู้มีนัยน์ตาสีเงินคู่หนึ่ง เขามองไปรอบๆ ไม่
หยุด สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจและสงสัย
“เกิดสิ่งใดขึ้น?”
ชายหญิงที่ตามมาด้านหลังก็หยุดลงเช่นกัน หลังจากสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง ก็ส่ง
เสียงผ่านจิตถาม
“พวกเจ้าไม่สังเกตหรือว่า บริเวณนี้ไม่มี ‘มาร’ ที่พอมีฝีมืออยู่เลยสักตน?”
ชายวัยกลางคนนัยน์ตาสีเงินยิ่งสังเกต สีหน้าก็ยิ่งเต็มไปด้วยความ
ประหลาดใจและสงสัยมากขึ้น